บทนำ: IT Career Path 2026 - โลกเปลี่ยน เราต้องปรับ!
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว SiamCafe.net ทุกท่าน! ห่างหายจากการเขียนบทความไปนาน วันนี้ผมกลับมาพร้อมกับหัวข้อที่เชื่อว่าหลายคนกำลังสนใจ นั่นก็คือ "IT Career Path 2026" หรือเส้นทางอาชีพ IT ในปี 2569 นั่นเอง! ทำไมต้อง 2026? เพราะโลกมันหมุนเร็วจนเราตามแทบไม่ทันไงล่ะครับ! เทคโนโลยีใหม่ๆ ผุดขึ้นมาทุกวัน ความต้องการของตลาดแรงงานก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา ถ้าเรายังยึดติดกับความรู้เก่าๆ หรือเส้นทางอาชีพเดิมๆ มีหวังตกขบวนแน่นอน ลองคิดดูนะ สมัยก่อนตอนผมเริ่มเข้าวงการ IT (เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว) แค่เขียนโปรแกรมภาษา C++ ได้เทพๆ ก็หางานสบายแล้ว แต่เดี๋ยวนี้แค่ C++ อย่างเดียวคงไม่พอ ต้องรู้จัก Cloud, DevOps, AI, Machine Learning อีกสารพัด! แล้วอนาคตล่ะ? จะมีอะไรใหม่ๆ โผล่มาอีกบ้าง? นั่นคือสิ่งที่เราต้องมาคุยกันในบทความนี้ ตัวเลขและสถิติบ่งชี้ชัดเจนว่าตลาดงาน IT ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากรายงานของ Gartner คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้าน IT ทั่วโลกจะสูงถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2024 และจะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าการเติบโตนี้ย่อมมาพร้อมกับความต้องการบุคลากร IT ที่มีทักษะและความสามารถที่หลากหลาย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ "ช่องว่างทักษะ" หรือ Skill Gap ที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ นั่นหมายความว่า ถึงแม้จะมีตำแหน่งงาน IT เปิดรับมากมาย แต่คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจริงๆ กลับมีไม่เพียงพอ! สาเหตุหลักๆ ก็มาจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ทำให้หลักสูตรการศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามไม่ทัน หรือบางคนอาจจะยังยึดติดกับความรู้เดิมๆ ไม่ยอมพัฒนาตัวเอง จากประสบการณ์ของผมที่คลุกคลีอยู่ในวงการ IT มานานพอสมควร ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงมามากมาย ตั้งแต่ยุคที่อินเทอร์เน็ตยังเป็นเรื่องใหม่ จนถึงยุคที่ AI ครองโลก ผมเคยเซ็ตอัพระบบ Server เอง เคยเขียนโปรแกรมแบบ Console Application จนถึง Web Application สมัยใหม่ ผมเคยทำทุกอย่างตั้งแต่ Coding ยันประชุมกับลูกค้า! สิ่งที่ผมเรียนรู้ก็คือ "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" หรือ Lifelong Learning คือสิ่งสำคัญที่สุดในโลก IT ดังนั้นในบทความนี้ ผมจะมาแชร์ประสบการณ์และให้คำแนะนำเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพ IT ที่น่าสนใจในปี 2026 รวมถึงทักษะและความรู้ที่จำเป็น เพื่อให้เพื่อนๆ สามารถเตรียมตัวและวางแผนเส้นทางอาชีพของตัวเองได้อย่างเหมาะสม มาดูกันว่าสายงาน IT มีอะไรน่าสนใจบ้าง? แล้วเราควรจะเรียนอะไรเพิ่มเติมเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้า? ตามมาเลยครับ!พื้นฐานความรู้ที่ขาดไม่ได้สำหรับสายงาน IT ในปี 2026
ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีพื้นฐานความรู้บางอย่างที่ยังคงมีความสำคัญและจำเป็นสำหรับสายงาน IT ทุกสาย ไม่ว่าคุณจะเป็น Developer, System Admin, Data Scientist หรือตำแหน่งอื่นๆ ก็ตาม ความรู้พื้นฐานเหล่านี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง ช่วยให้คุณสามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วพื้นฐานด้าน Programming และ Algorithm
แน่นอนว่า Programming ยังคงเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับสายงาน IT โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ Developer ไม่ว่าคุณจะเขียนโปรแกรมบน Web, Mobile, Desktop หรือ Embedded System คุณก็ต้องมีความรู้พื้นฐานด้าน Programming ที่ดี * **Programming Paradigm:** คุณควรรู้จัก Programming Paradigm ต่างๆ เช่น Object-Oriented Programming (OOP), Functional Programming (FP), และ Imperative Programming แต่ละ Paradigm มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน และเหมาะกับปัญหาที่แตกต่างกัน การที่คุณเข้าใจ Paradigm เหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกใช้ Paradigm ที่เหมาะสมกับงานของคุณได้ * **Data Structure และ Algorithm:** ความรู้ด้าน Data Structure (เช่น Array, Linked List, Tree, Graph) และ Algorithm (เช่น Sorting, Searching, Graph Traversal) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเขียนโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพ คุณควรรู้จัก Algorithm พื้นฐาน และสามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพของ Algorithm ได้ * **ภาษา Programming:** คุณควรเลือกภาษา Programming ที่เหมาะสมกับสายงานที่คุณสนใจ ถ้าคุณอยากเป็น Web Developer คุณก็ควรเรียนรู้ภาษา JavaScript, HTML, CSS หรือถ้าคุณอยากเป็น Mobile Developer คุณก็ควรเรียนรู้ภาษา Swift (สำหรับ iOS) หรือ Kotlin (สำหรับ Android) แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการรู้ภาษาใดภาษาหนึ่งคือการเข้าใจ Concept พื้นฐานของการ Programming เพราะเมื่อคุณเข้าใจ Concept เหล่านี้แล้ว การเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ก็จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป สมัยก่อนตอนผมเรียน Programming อาจารย์จะเน้นให้เราเขียน Code แบบ "Hard Code" ทุกอย่าง แต่เดี๋ยวนี้มี Library และ Framework มากมายที่ช่วยให้เราเขียน Code ได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น ความรู้พื้นฐานด้าน Programming และ Algorithm ก็ยังคงมีความสำคัญ เพราะมันจะช่วยให้เราเข้าใจว่า Library และ Framework เหล่านั้นทำงานอย่างไร และสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพความเข้าใจเกี่ยวกับ Operating System และ Network
นอกจาก Programming แล้ว ความรู้เกี่ยวกับ Operating System (OS) และ Network ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสายงาน IT เช่นกัน เพราะไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร คุณก็ต้องเกี่ยวข้องกับ OS และ Network อยู่เสมอ * **Operating System:** คุณควรรู้จัก Operating System ที่นิยมใช้กัน เช่น Windows, macOS, Linux และ Android คุณควรรู้จักโครงสร้างของ OS การทำงานของ Kernel การจัดการ Process และ Memory รวมถึงการใช้งาน Command Line Interface (CLI) * **Network:** คุณควรรู้จัก Network Protocol ต่างๆ เช่น TCP/IP, HTTP, DNS และ SMTP คุณควรรู้จัก Network Topology (เช่น Star, Bus, Ring) และ Network Device (เช่น Router, Switch, Firewall) รวมถึงการ Config Network และ Troubleshooting ปัญหา Network * **Security:** ความรู้ด้าน Security เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม คุณควรรู้จัก Vulnerability ต่างๆ เช่น SQL Injection, Cross-Site Scripting (XSS), และ Buffer Overflow คุณควรรู้จักวิธีการป้องกันการโจมตี และการรักษาความปลอดภัยของระบบ ผมเคยเจอหลายคนที่เขียนโปรแกรมเก่งมาก แต่พอเจอปัญหาเกี่ยวกับ OS หรือ Network กลับแก้ไม่ได้ เพราะขาดความรู้พื้นฐานในส่วนนี้ ตรงนี้สำคัญมากนะ! เพราะบางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้เกิดจาก Code ของเรา แต่อาจจะเกิดจาก Configuration ของ OS หรือ Network ที่ไม่ถูกต้องก็ได้Cloud Computing และ DevOps
ในยุคปัจจุบัน Cloud Computing และ DevOps กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับสายงาน IT หลายองค์กรเริ่มย้ายระบบของตัวเองขึ้นไปบน Cloud และใช้ DevOps Practices เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาและ Deploy Software * **Cloud Computing:** คุณควรรู้จัก Cloud Provider หลักๆ เช่น Amazon Web Services (AWS), Microsoft Azure, และ Google Cloud Platform (GCP) คุณควรรู้จัก Service ต่างๆ ที่ Cloud Provider เหล่านี้มีให้ เช่น Compute, Storage, Database, และ Networking รวมถึงการ Deploy และ Manage Application บน Cloud * **DevOps:** คุณควรรู้จัก DevOps Practices เช่น Continuous Integration (CI), Continuous Delivery (CD), และ Infrastructure as Code (IaC) คุณควรรู้จัก Tool ต่างๆ ที่ใช้ใน DevOps เช่น Jenkins, Git, Docker, และ Kubernetes รวมถึงการ Automate Process ต่างๆ ในการพัฒนาและ Deploy Software * **Containerization:** Docker เป็นเทคโนโลยี Containerization ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คุณควรรู้จัก Docker และสามารถสร้าง Docker Image, Docker Container, และ Docker Compose ได้ นอกจากนี้ คุณยังควรรู้จัก Kubernetes ซึ่งเป็น Container Orchestration Tool ที่ใช้ในการจัดการ Container จำนวนมาก ผมเคยเซ็ตอัพระบบ Server เองตอนปี 2020 แต่พอมาถึงปี 2026 ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว! การใช้ Cloud Computing และ DevOps ช่วยให้เราทำงานได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก แต่ก็ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติมอยู่เสมอ ใครเคยเจอบ้าง? ที่ต้องมานั่งเรียนรู้ Docker และ Kubernetes แบบงงๆ?ตัวอย่างการติดตั้งและใช้งาน Docker เบื้องต้น
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมจะยกตัวอย่างการติดตั้งและใช้งาน Docker เบื้องต้นบน Linux (Ubuntu) ซึ่งเป็น OS ที่นิยมใช้กันในวงการ ITขั้นตอนการติดตั้ง Docker บน Ubuntu
1. **Update Package Index:**sudo apt update
2. **Install Package ที่จำเป็น:**
sudo apt install apt-transport-https ca-certificates curl software-properties-common
3. **เพิ่ม Docker's Official GPG Key:**
curl -fsSL https://download.docker.com/linux/ubuntu/gpg | sudo gpg --dearmor -o /usr/share/keyrings/docker-archive-keyring.gpg
4. **เพิ่ม Docker Repository:**
echo "deb [arch=amd64 signed-by=/usr/share/keyrings/docker-archive-keyring.gpg] https://download.docker.com/linux/ubuntu $(lsb_release -cs) stable" | sudo tee /etc/apt/sources.list.d/docker.list > /dev/null
5. **ติดตั้ง Docker Engine:**
sudo apt update
sudo apt install docker-ce docker-ce-cli containerd.io
6. **ตรวจสอบสถานะ Docker:**
sudo systemctl status docker
คำสั่ง Docker พื้นฐานที่ควรรู้
| คำสั่ง | คำอธิบาย | | :--------------------------- | :------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ | | `docker --version` | ตรวจสอบ Version ของ Docker ที่ติดตั้ง | | `docker images` | แสดง List ของ Docker Images ที่มีอยู่ในเครื่อง | | `docker ps` | แสดง List ของ Docker Containers ที่กำลังทำงานอยู่ | | `docker ps -a` | แสดง List ของ Docker Containers ทั้งหมด (รวมถึง Container ที่หยุดทำงานไปแล้ว) | | `docker run [image name]` | Run Docker Image สร้าง Container ใหม่ | | `docker stop [container id]` | Stop Docker Container ที่ระบุ | | `docker start [container id]`| Start Docker Container ที่ระบุ | | `docker rm [container id]` | Remove Docker Container ที่ระบุ | | `docker rmi [image id]` | Remove Docker Image ที่ระบุ | | `docker pull [image name]` | Download Docker Image จาก Docker Hub | | `docker build -t [image name] .` | Build Docker Image จาก Dockerfile ใน Directory ปัจจุบัน | | `docker-compose up` | สร้างและ Run Multi-Container Application ที่กำหนดไว้ใน `docker-compose.yml` |ตัวอย่างการ Run Docker Container จาก Docker Image
สมมติว่าเราต้องการ Run Docker Container จาก Docker Image ชื่อ `nginx` (ซึ่งเป็น Web Server ที่ได้รับความนิยม) เราสามารถทำได้ดังนี้docker run -d -p 80:80 nginx
* `-d` หมายถึง Run Container ใน Background (Detached Mode)
* `-p 80:80` หมายถึง Map Port 80 ของ Host Machine ไปยัง Port 80 ของ Container
เมื่อ Run คำสั่งนี้แล้ว เราสามารถเปิด Browser และเข้าถึง Web Server ได้ที่ `http://localhost` หรือ `http://[IP address ของเครื่อง]`
Docker เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับ Developer และ System Admin ช่วยให้เราสามารถ Package Application และ Dependencies ทั้งหมดลงใน Container และ Run Container เหล่านั้นได้บน Environment ที่แตกต่างกันได้อย่างง่ายดาย ทำให้การพัฒนาและ Deploy Software เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้นมากหวังว่าตัวอย่างนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจ Docker มากขึ้นนะครับ ในส่วนต่อไปของบทความ เราจะมาเจาะลึกในรายละเอียดของสายงาน IT ต่างๆ และทักษะที่จำเป็นสำหรับแต่ละสายงานกันครับ!
เทคนิคขั้นสูง / Configuration
เมื่อเราก้าวข้ามพื้นฐานไปแล้ว การเรียนรู้เทคนิคขั้นสูงและการปรับแต่งค่าต่างๆ (Configuration) อย่างละเอียดถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับ เพราะมันจะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น และยังช่วยให้เราปรับแต่งระบบให้เหมาะสมกับความต้องการของเรามากที่สุดด้วย ลองมาดูตัวอย่างเทคนิคและ Configuration ที่น่าสนใจกันครับการจัดการ Container Orchestration ด้วย Kubernetes
Kubernetes เป็นระบบจัดการ Container Orchestration ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน การเข้าใจ Kubernetes จะช่วยให้เราสามารถจัดการ Container จำนวนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้เราสามารถ Deploy และ Scale Application ของเราได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ลองคิดดูนะ ว่าถ้าเรามี Application ที่ต้องรันบน Server หลายสิบเครื่อง การจัดการด้วยมือเปล่าคงเป็นเรื่องที่ยากและเสียเวลามาก แต่ Kubernetes จะช่วยให้เราจัดการทุกอย่างได้แบบอัตโนมัติเลยครับ ตัวอย่าง Configuration file (YAML) สำหรับ Kubernetes Deployment:
apiVersion: apps/v1
kind: Deployment
metadata:
name: my-app-deployment
spec:
replicas: 3
selector:
matchLabels:
app: my-app
template:
metadata:
labels:
app: my-app
spec:
containers:
- name: my-app-container
image: my-app-image:latest
ports:
- containerPort: 8080
จาก Config นี้ Kubernetes จะสร้าง Deployment ชื่อ `my-app-deployment` โดยมี Container 3 ตัว ที่รัน Image `my-app-image:latest` และเปิด Port 8080 ครับ
การใช้ Infrastructure as Code (IaC) ด้วย Terraform
Infrastructure as Code (IaC) เป็นแนวคิดที่ช่วยให้เราสามารถจัดการ Infrastructure ของเราด้วย Code ได้ ทำให้เราสามารถ Automate การสร้างและจัดการ Infrastructure ได้อย่างง่ายดาย Terraform เป็นเครื่องมือ IaC ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมันรองรับ Cloud Provider หลายราย และยังใช้งานง่ายอีกด้วย ผมเคยเซ็ตตอนปี 2020 ใช้ Terraform นี่แหละ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ! ตัวอย่าง Configuration file (Terraform) สำหรับสร้าง AWS EC2 Instance:
resource "aws_instance" "my_instance" {
ami = "ami-0c55b24cd4e34a86f"
instance_type = "t2.micro"
tags = {
Name = "MyInstance"
}
}
Config นี้จะสร้าง EC2 Instance บน AWS โดยใช้ AMI ID `ami-0c55b24cd4e34a86f` และ Instance Type `t2.micro` ครับ
การตั้งค่า Firewall ขั้นสูงด้วย iptables/nftables
Firewall เป็นปราการด่านแรกที่ช่วยปกป้องระบบของเราจากการโจมตีต่างๆ การเข้าใจการทำงานของ Firewall และการตั้งค่า Firewall อย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก iptables และ nftables เป็นเครื่องมือ Firewall ที่ได้รับความนิยมบน Linux Server การเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถสร้าง Rule Firewall ที่ซับซ้อน เพื่อป้องกันการโจมตีที่หลากหลายได้ ตัวอย่างการตั้งค่า Firewall ด้วย iptables เพื่อบล็อกการเข้าถึง Port 22 จากภายนอก:
iptables -A INPUT -p tcp --dport 22 -j DROP
Command นี้จะเพิ่ม Rule Firewall ที่บล็อก Traffic TCP ที่เข้ามายัง Port 22 (SSH) จากภายนอกครับ
เปรียบเทียบ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีและ Skill ที่จำเป็นสำหรับสายงาน IT ต่างๆ กันครับ| สายงาน | เทคโนโลยี/Skill ที่สำคัญ | ระดับความยาก | ความต้องการในตลาด |
|---|---|---|---|
| Software Developer | Programming Languages (Python, Java, JavaScript), Data Structures and Algorithms, Software Design Patterns, Cloud Computing (AWS, Azure, GCP) | ปานกลาง - ยาก | สูงมาก |
| Data Scientist | Machine Learning, Deep Learning, Statistics, Data Visualization (Tableau, Power BI), Programming (Python, R) | ยาก | สูง |
| DevOps Engineer | Containerization (Docker, Kubernetes), Infrastructure as Code (Terraform, Ansible), CI/CD (Jenkins, GitLab CI), Cloud Computing | ปานกลาง - ยาก | สูงมาก |
| Cybersecurity Analyst | Network Security, Penetration Testing, Intrusion Detection, Security Auditing, Cryptography | ยาก | สูง |
| Database Administrator (DBA) | Database Management Systems (MySQL, PostgreSQL, Oracle), SQL, Database Design, Performance Tuning | ปานกลาง | ปานกลาง |
| Certification | สายงานที่เกี่ยวข้อง | ประโยชน์ | ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ |
|---|---|---|---|
| AWS Certified Solutions Architect – Associate | Cloud Engineer, DevOps Engineer | ยืนยันความรู้ความสามารถในการออกแบบและ Deploy Solution บน AWS | $150 |
| Certified Information Systems Security Professional (CISSP) | Cybersecurity Analyst, Security Manager | ยืนยันความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการความปลอดภัยของข้อมูล | $749 (Exam Fee) + Membership Fee |
| Microsoft Certified: Azure Solutions Architect Expert | Cloud Engineer, DevOps Engineer | ยืนยันความรู้ความสามารถในการออกแบบและ Deploy Solution บน Azure | $165 |
| CompTIA Security+ | Cybersecurity Analyst, IT Security Specialist | ยืนยันความรู้พื้นฐานด้าน Security | $392 |
| Oracle Certified Professional (OCP) | Database Administrator (DBA) | ยืนยันความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ Database Oracle | $245 (ต่อ Exam) |
ข้อควรระวัง Troubleshooting
การทำงานในสายงาน IT ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป เรามักจะเจอปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ต้องแก้ไขอยู่เสมอ การเรียนรู้ข้อควรระวังและวิธีการ Troubleshooting จะช่วยให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพข้อควรระวังและ Troubleshooting ที่ควรรู้: * **Security Vulnerabilities:** ตรวจสอบช่องโหว่ด้าน Security อย่างสม่ำเสมอ และ Update Software ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ * **Performance Bottlenecks:** ตรวจสอบ Performance ของระบบอย่างสม่ำเสมอ และ Optimize Code และ Configuration เพื่อแก้ไขปัญหาคอขวด * **Configuration Errors:** ตรวจสอบ Configuration file อย่างละเอียดก่อนที่จะ Apply เพื่อป้องกัน Error ที่อาจเกิดขึ้น * **Network Issues:** ตรวจสอบ Network Connectivity และ Firewall Rules เพื่อแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อ * **Resource Constraints:** ตรวจสอบ CPU, Memory, Disk Space และ Network Bandwidth เพื่อแก้ไขปัญหา Resource Exhaustion การ Troubleshooting ที่ดีต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ การฝึกฝนและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงจะช่วยให้เราเป็น IT Professional ที่เก่งกาจได้ครับคำเตือน: อย่าประมาทปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เพราะมันอาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตได้เสมอ! การ Debugging อย่างละเอียดและการทำ Logging ที่ดี จะช่วยให้เราสามารถค้นหาสาเหตุของปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี
ตลอด 20 ปีที่ผมอยู่ในสายงาน IT ผมได้เจอกับสถานการณ์ต่างๆ มากมาย ทั้งเรื่องที่น่าตื่นเต้น เรื่องที่ท้าทาย และเรื่องที่ผิดพลาด ผมอยากจะยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ผมเคยเจอ เพื่อเป็นแนวทางให้กับน้องๆ ที่กำลังก้าวเข้าสู่วงการ IT นะครับ **สถานการณ์:** ในปี 2015 ผมได้รับมอบหมายให้ Deploy Application ใหม่บน Production Server ปัญหาคือ Application นี้มีการใช้ Memory ค่อนข้างมาก และ Server ที่เรามีอยู่มี Memory ไม่เพียงพอ **สิ่งที่ผมทำ:** 1. **ตรวจสอบ Memory Usage:** ผมใช้ Command `top` และ `free -m` เพื่อตรวจสอบ Memory Usage ของ Server อย่างละเอียด 2. **Optimize Application:** ผมทำงานร่วมกับ Developer เพื่อ Optimize Code และลด Memory Footprint ของ Application 3. **เพิ่ม Memory ให้ Server:** ผมตัดสินใจเพิ่ม Memory ให้ Server เพื่อให้ Application สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น **ผลลัพธ์:** หลังจากที่ผมเพิ่ม Memory ให้ Server และ Optimize Application แล้ว Application ก็สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น และไม่มีปัญหา Memory Leak อีกเลย **บทเรียนที่ได้:** การตรวจสอบ Resource Usage อย่างสม่ำเสมอ และการ Optimize Application ให้เหมาะสมกับ Resource ที่มีอยู่ เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการ Deploy Application บน Production Server อีกสถานการณ์หนึ่งที่ผมจำได้แม่น คือตอนที่ระบบ Database ของลูกค้าล่ม เพราะ Harddisk เสียหาย! ตอนนั้นวุ่นวายกันทั้งทีม เพราะข้อมูลสำคัญของลูกค้าหายไปหมด **สิ่งที่ผมทำ:** 1. **ตรวจสอบสาเหตุ:** รีบหาสาเหตุว่าทำไมระบบถึงล่ม พบว่า Harddisk ที่เก็บ Database เสียหาย 2. **กู้ข้อมูล:** พยายามกู้ข้อมูลจาก Backup ที่มีอยู่ (โชคดีที่ลูกค้า Backup ข้อมูลไว้อย่างสม่ำเสมอ) 3. **สร้างระบบใหม่:** สร้างระบบ Database ใหม่ และ Restore ข้อมูลจาก Backup **ผลลัพธ์:** สามารถกู้ข้อมูลและนำระบบกลับมาใช้งานได้ภายใน 24 ชั่วโมง **บทเรียนที่ได้:** การ Backup ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก! และการมีแผน Disaster Recovery ที่ดี จะช่วยให้เราสามารถกู้ระบบกลับมาใช้งานได้ในเวลาที่รวดเร็ว ใครเคยเจอบ้าง? เรื่อง Backup เนี่ยสำคัญมากจริงๆ นะ!เครื่องมือแนะนำ
การเลือกเส้นทางสายงาน IT ที่ใช่ ไม่ใช่แค่เรื่องของความรู้และทักษะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้คุณค้นพบตัวเองและวางแผนอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองพิจารณาเครื่องมือเหล่านี้ที่จะช่วยคุณได้นะครับแบบทดสอบบุคลิกภาพและทักษะ
เครื่องมือประเภทนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจตัวเองมากขึ้น ทั้งในด้านบุคลิกภาพ ความสนใจ และทักษะที่โดดเด่น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเลือกสายงาน IT ที่เหมาะสมกับคุณ ตัวอย่างเช่น แบบทดสอบ MBTI (Myers-Briggs Type Indicator) หรือแบบทดสอบ Holland Code ซึ่งจะช่วยระบุประเภทบุคลิกภาพและความสนใจของคุณ ผมเคยลองทำแบบทดสอบ MBTI เมื่อหลายปีก่อน ผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างตรงกับสิ่งที่ผมคิดเกี่ยวกับตัวเอง และช่วยให้ผมเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองได้ดีขึ้น ใครที่ยังไม่เคยลอง แนะนำให้ลองทำดูนะครับ อาจจะค้นพบอะไรใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวเองก็ได้เว็บไซต์และแพลตฟอร์มค้นหางาน
ปัจจุบันมีเว็บไซต์และแพลตฟอร์มมากมายที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสายงาน IT ต่างๆ รวมถึงตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่ยอดเยี่ยมในการสำรวจโอกาสและทำความเข้าใจความต้องการของตลาดแรงงาน ลองเข้าไปดูรายละเอียดของตำแหน่งงานต่างๆ ที่น่าสนใจ ศึกษาคุณสมบัติที่จำเป็น และพิจารณาว่าคุณมีทักษะและความรู้ที่ตรงกับความต้องการหรือไม่ นอกจากนี้ บางแพลตฟอร์มยังมีเครื่องมือช่วยจับคู่ทักษะและความสนใจของคุณกับตำแหน่งงานที่เหมาะสมอีกด้วย ลองเข้าไปดูที่ LinkedIn, Indeed, หรือ JobDB นะครับ จะเห็นภาพรวมของตลาดงาน IT ได้ชัดเจนเลย และอย่าลืมปรับปรุงโปรไฟล์ของคุณให้โดดเด่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกเรียกสัมภาษณ์Mentoring และ Networking
การพูดคุยกับผู้มีประสบการณ์ในสายงาน IT ที่คุณสนใจ เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและรับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ลองเข้าร่วมงานสัมมนา งานอบรม หรือกิจกรรม networking ต่างๆ เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆ หรือหากมีโอกาส ลองหา mentor ที่สามารถให้คำปรึกษาและแนะนำคุณในการวางแผนเส้นทางอาชีพได้ ผมเองก็เคยได้รับคำแนะนำจาก mentor ที่มีประสบการณ์มากกว่า ทำให้ผมมองเห็นภาพรวมของสายงาน IT ได้ชัดเจนขึ้น และได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาทักษะและความรู้ที่จำเป็น อย่ากลัวที่จะถามคำถามและขอคำแนะนำจากผู้อื่นนะครับCase Study ประสบการณ์จริง
ผมอยากจะเล่าประสบการณ์จริงของเพื่อนผมคนหนึ่งที่ชื่อ "A" (นามสมมติ) ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวางแผนเส้นทางอาชีพ IT ครับ A เริ่มต้นจากการเป็นนักศึกษาจบใหม่ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ด้วยความที่ A สนใจด้านการพัฒนาเว็บไซต์เป็นพิเศษ เขาจึงตัดสินใจเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็น Front-End Developer ในบริษัท Startup แห่งหนึ่ง ตอนนั้น A มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเขียน HTML, CSS, และ JavaScript แต่ยังขาดประสบการณ์จริงในการทำงาน ในช่วงปีแรก A ได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างรวดเร็ว เขาได้ทำงานร่วมกับทีมพัฒนาที่มีประสบการณ์ และได้รับมอบหมายให้ทำโปรเจกต์ที่หลากหลาย ทำให้เขาได้เรียนรู้เทคนิคและเครื่องมือใหม่ๆ อยู่เสมอ นอกจากนี้ A ยังใช้เวลาว่างในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากคอร์สออนไลน์และหนังสือต่างๆ หลังจากทำงานได้ประมาณ 2 ปี A เริ่มรู้สึกว่าตัวเองอยากจะพัฒนาไปสู่ตำแหน่งที่ท้าทายมากขึ้น เขาเริ่มศึกษาและทดลองใช้ Frameworks และ Libraries ใหม่ๆ เช่น React และ Angular นอกจากนี้ A ยังเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับการทำ Back-End และ DevOps เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการพัฒนาซอฟต์แวร์มากยิ่งขึ้น ในปีที่ 3 A ได้รับโอกาสให้เป็น Lead Front-End Developer ในโปรเจกต์ใหม่ของบริษัท ซึ่งเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา A ต้องรับผิดชอบในการนำทีมพัฒนา ดูแลคุณภาพของโค้ด และประสานงานกับทีมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเวลานั้น A ได้เรียนรู้ทักษะที่สำคัญหลายอย่าง เช่น การบริหารจัดการโครงการ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และการสื่อสารกับทีมงาน ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการเติบโตในสายงาน IT ปัจจุบัน A ทำงานเป็น Senior Software Engineer ในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ด้วยเงินเดือนที่สูงกว่าตอนเริ่มต้นถึง 3 เท่า ประสบการณ์ของ A แสดงให้เห็นว่าการวางแผนเส้นทางอาชีพ IT ที่ดี การพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง และการเปิดรับโอกาสใหม่ๆ เป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จFAQ คำถามที่พบบ่อย
หลายคนมีคำถามมากมายเกี่ยวกับสายงาน IT และการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่เส้นทางนี้ ผมได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยและคำตอบที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณครับQ: จำเป็นไหมที่จะต้องจบปริญญาด้าน IT ถึงจะทำงานในสายงานนี้ได้?
A: ไม่จำเป็นเสมอไปครับ แม้ว่าการมีปริญญาด้าน IT จะช่วยให้คุณมีความรู้พื้นฐานที่แข็งแกร่งและเป็นใบเบิกทางที่ดีในการเข้าสู่สายงานนี้ แต่ก็ไม่ใช่ข้อกำหนดเพียงอย่างเดียว หลายบริษัทให้ความสำคัญกับทักษะและความสามารถในการปฏิบัติงานจริงมากกว่าวุฒิการศึกษา หากคุณมีทักษะที่จำเป็นและสามารถแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำงานได้ ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในสายงาน IT ได้เช่นกัน ผมเคยเห็นหลายคนที่ไม่ได้จบด้าน IT โดยตรง แต่สามารถพัฒนาตัวเองจนเป็นโปรแกรมเมอร์หรือผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ได้อย่างน่าทึ่งQ: สายงาน IT สาขาไหนที่มีแนวโน้มเติบโตมากที่สุดในอนาคต?
A: ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ สายงานที่เกี่ยวข้องกับ AI (Artificial Intelligence), Machine Learning, Data Science, Cybersecurity, และ Cloud Computing มีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม หากคุณสนใจที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะในด้านเหล่านี้ จะมีโอกาสในการทำงานที่หลากหลายและได้รับค่าตอบแทนที่สูงQ: ควรเริ่มต้นเรียนรู้ภาษาโปรแกรมมิ่งภาษาอะไรดีสำหรับมือใหม่?
A: สำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นเรียนรู้การเขียนโปรแกรม ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วยภาษา Python ครับ Python เป็นภาษาที่มีไวยากรณ์ที่เข้าใจง่าย มี Library และ Frameworks ที่หลากหลาย และเป็นที่นิยมใช้ในหลายสายงาน เช่น Data Science, Web Development, และ AI นอกจากนี้ ยังมีแหล่งเรียนรู้มากมายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้คุณสามารถเรียนรู้ Python ได้อย่างง่ายดายprint("Hello, World!") # ตัวอย่างโค้ด Python ง่ายๆ
Q: Certification ด้าน IT มีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน?
A: Certification ด้าน IT เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันความรู้และความสามารถของคุณในด้านนั้นๆ และอาจเป็นประโยชน์ในการสมัครงานหรือการเลื่อนตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุก Certification ที่มีความสำคัญเท่ากัน ควรเลือก Certification ที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมและตรงกับสายงานที่คุณสนใจ ตัวอย่างเช่น AWS Certified Solutions Architect สำหรับสาย Cloud Computing หรือ Certified Information Systems Security Professional (CISSP) สำหรับสาย CybersecurityQ: ควรเน้นการเรียนรู้ทักษะ Hard Skills หรือ Soft Skills มากกว่ากัน?
A: ทั้ง Hard Skills และ Soft Skills มีความสำคัญเท่าเทียมกันครับ Hard Skills คือทักษะทางเทคนิคที่จำเป็นสำหรับการทำงาน เช่น การเขียนโปรแกรม การจัดการฐานข้อมูล หรือการดูแลระบบ ส่วน Soft Skills คือทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม หรือการแก้ไขปัญหา การมี Hard Skills ที่แข็งแกร่งจะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การมี Soft Skills ที่ดีจะช่วยให้คุณทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จในระยะยาวQ: มีคำแนะนำสำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนสายงานมาทำ IT บ้างไหม?
A: สำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยนสายงานมาทำ IT ผมแนะนำให้เริ่มต้นจากการศึกษาหาความรู้พื้นฐานในด้านที่คุณสนใจ อาจจะเริ่มต้นจากการเรียนคอร์สออนไลน์ การอ่านหนังสือ หรือการเข้าร่วม Workshop จากนั้นลองทำโปรเจกต์เล็กๆ เพื่อฝึกฝนทักษะและสร้าง Portfolio เมื่อคุณมีความรู้และทักษะที่เพียงพอแล้ว ลองสมัครงานในตำแหน่ง Entry-Level หรือ Internship เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริง และอย่าท้อแท้หากไม่ได้รับการตอบรับในครั้งแรก การเปลี่ยนสายงานต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ถ้าคุณมีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง ก็สามารถประสบความสำเร็จได้แน่นอนสรุป
การเลือกเส้นทางอาชีพ IT ในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากคุณมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ คุณก็สามารถประสบความสำเร็จในสายงานนี้ได้แน่นอน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจตัวเอง ค้นหาความสนใจและความถนัดของตัวเอง และเลือกสายงานที่เหมาะสมกับตัวเอง จากนั้นวางแผนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็น และอย่าลืมที่จะสร้างเครือข่ายกับผู้คนในสายงาน IT เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง พยายามติดตามข่าวสารและเทรนด์ใหม่ๆ ในวงการ IT และอย่ากลัวที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ นอกจากนี้ การมี Soft Skills ที่ดี เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการแก้ไขปัญหา ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ Hard Skills ผมอยากจะฝากข้อคิดสุดท้ายว่า "ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ความรู้หรือทักษะเพียงอย่างเดียว แต่วัดกันที่ความมุ่งมั่นและความพยายาม" หากคุณมีความมุ่งมั่นและพยายามอย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าคุณจะสามารถประสบความสำเร็จในสายงาน IT ได้อย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเดินทางในเส้นทางอาชีพ IT นะครับ!Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
1. อย่าหยุดเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ
ในโลก IT ที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก การหยุดเรียนรู้คือการถอยหลังเข้าคลองเลยครับ! เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Cloud Computing, AI, Machine Learning, Blockchain หรือแม้กระทั่งภาษาโปรแกรมมิ่งใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ถ้าเราไม่ตามเทรนด์ ไม่ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เราก็จะกลายเป็นไดโนเสาร์ที่รอวันสูญพันธุ์
ผมแนะนำว่าให้แบ่งเวลาในแต่ละสัปดาห์เพื่อศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง อาจจะเริ่มจากการอ่านบทความ, ดูวิดีโอสอน หรือเข้าร่วมคอร์สออนไลน์ฟรีก็ได้ครับ ลองตั้งเป้าหมายเล็กๆ เช่น "สัปดาห์นี้ฉันจะเรียนรู้เรื่อง Docker ให้จบ" แล้วค่อยๆ ขยับไปทีละสเต็ป ที่สำคัญคือต้องลงมือทำด้วยนะครับ อย่าแค่ฟังหรืออ่านเฉยๆ ลองสร้างโปรเจกต์เล็กๆ เพื่อทดลองใช้เทคโนโลยีนั้นจริงๆ จะช่วยให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สมัยก่อนผมเคยพลาด เพราะคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ไม่ต้องเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม ผลคือตามเทคโนโลยีไม่ทัน และต้องใช้เวลาอย่างมากในการปรับตัวตามเพื่อนร่วมงานรุ่นใหม่ๆ ดังนั้น อย่าประมาทครับ! การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในสายงาน IT
2. สร้าง Portfolio ที่แข็งแกร่ง
Portfolio คือหน้าตาของเราในโลก IT ครับ มันแสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถอะไรบ้าง ทำโปรเจกต์อะไรมาแล้ว และมีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน ลองคิดดูนะ ถ้าเราสมัครงานโดยที่ไม่มี Portfolio เลย บริษัทก็จะไม่รู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง ต่างจากการที่เรามี Portfolio ที่แสดงผลงานของเราอย่างชัดเจน โอกาสในการได้งานก็จะสูงขึ้นอย่างแน่นอน
Portfolio ไม่จำเป็นต้องเป็นโปรเจกต์ใหญ่โตอลังการเสมอไป อาจจะเป็นโปรเจกต์เล็กๆ ที่เราทำเพื่อฝึกฝนตัวเองก็ได้ครับ เช่น สร้างเว็บไซต์ส่วนตัว, เขียนโปรแกรมง่ายๆ หรือทำ Mobile Application ก็ได้ สิ่งที่สำคัญคือต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าเราทำอะไร, ใช้เทคโนโลยีอะไร และมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างระหว่างการทำโปรเจกต์ นอกจากนี้ การมี GitHub Repository ที่เก็บโค้ดของเราไว้ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเรามีความสามารถในการเขียนโค้ดจริงๆ
ผมเคยสัมภาษณ์งานคนที่ไม่มี Portfolio เลย ผลคือผมไม่สามารถประเมินความสามารถของเขาได้อย่างถูกต้อง แต่คนที่มาพร้อมกับ Portfolio ที่ดี ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีประสบการณ์ทำงานมากนัก ผมก็ยังให้โอกาสเขา เพราะผมเห็นศักยภาพของเขาจากผลงานที่เขาแสดงให้เห็น
3. พัฒนา Soft Skills ควบคู่ไปกับ Hard Skills
หลายคนอาจจะคิดว่าในสายงาน IT สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ Hard Skills หรือความรู้ทางเทคนิค แต่จริงๆ แล้ว Soft Skills ก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเลยครับ Soft Skills คือทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น, การสื่อสาร, การแก้ปัญหา และการปรับตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานในทีม
ลองคิดดูนะ ถ้าเราเก่งเรื่องเทคนิคมาก แต่ไม่สามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้อย่างเข้าใจ หรือไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เราก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ Soft Skills ที่สำคัญในสายงาน IT ได้แก่ การสื่อสาร (Communication), การทำงานเป็นทีม (Teamwork), การแก้ปัญหา (Problem Solving), การปรับตัว (Adaptability) และการบริหารเวลา (Time Management)
ผมแนะนำว่าให้ฝึกฝน Soft Skills เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ อาจจะเริ่มจากการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม, ทำงานอาสาสมัคร หรือเข้าร่วมคอร์สฝึกอบรม Soft Skills ก็ได้ นอกจากนี้ การขอ Feedback จากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างานก็เป็นวิธีที่ดีในการพัฒนา Soft Skills ของเรา
4. สร้าง Network กับคนในวงการ
Network คือสิ่งที่มีค่ามากในสายงาน IT ครับ การมี Network ที่แข็งแกร่งจะช่วยให้เราได้รับโอกาสใหม่ๆ, เรียนรู้จากผู้อื่น และก้าวหน้าในอาชีพการงาน ลองคิดดูนะ ถ้าเรามีเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่ในบริษัทที่เราอยากเข้า เราก็จะมีโอกาสได้รู้ข้อมูลภายใน, ได้รับคำแนะนำ และอาจจะได้รับการแนะนำให้รู้จักกับผู้จัดการฝ่ายบุคคลด้วย
การสร้าง Network ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด อาจจะเริ่มจากการเข้าร่วมงานสัมมนา, งาน Meetup หรือ Workshop ที่เกี่ยวข้องกับ IT นอกจากนี้ การเข้าร่วมกลุ่มออนไลน์ต่างๆ เช่น กลุ่ม Facebook หรือ LinkedIn ก็เป็นวิธีที่ดีในการสร้าง Network กับคนในวงการ พยายามพูดคุย, แลกเปลี่ยนความรู้ และช่วยเหลือผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเราสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นแล้ว พวกเขาจะยินดีช่วยเหลือเราเมื่อเราต้องการ
ผมเคยได้งานใหม่จากการแนะนำของเพื่อนในวงการ IT ดังนั้น อย่ามองข้ามความสำคัญของ Network นะครับ!
5. เลือก specialization ที่ใช่
สายงาน IT มีหลากหลาย specialization ให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น Web Development, Mobile Development, Data Science, Cybersecurity, Cloud Computing หรือ Network Engineering การเลือก specialization ที่ใช่จะช่วยให้เราโฟกัสความรู้และทักษะของเราได้อย่างถูกต้อง และก้าวหน้าในอาชีพการงานได้เร็วยิ่งขึ้น
การเลือก specialization ที่ใช่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพิจารณาจากความสนใจ, ความถนัด และความต้องการของตลาดแรงงาน ลองสำรวจตัวเองดูว่าเราชอบอะไร, ทำอะไรได้ดี และตลาดแรงงานต้องการอะไร เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ก็ค่อยๆ ศึกษาแต่ละ specialization อย่างละเอียด แล้วลองทำโปรเจกต์เล็กๆ เพื่อทดลองดูว่าเราชอบ specialization นั้นจริงๆ หรือไม่
ผมเคยเห็นหลายคนที่เลือก specialization ผิด แล้วต้องเสียเวลาเปลี่ยนสายงานใหม่ ดังนั้น อย่ารีบร้อนครับ! ใช้เวลาในการสำรวจตัวเองและศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ
6. ฝึกฝนภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสารในโลก IT ครับ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านเอกสาร, การเขียนโค้ด, การสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน หรือการเข้าร่วมประชุม การมีความรู้ภาษาอังกฤษที่ดีจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และก้าวหน้าในอาชีพการงานได้เร็วยิ่งขึ้น
การฝึกฝนภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด อาจจะเริ่มจากการอ่านบทความ, ดูวิดีโอ หรือฟัง Podcast ที่เกี่ยวข้องกับ IT เป็นภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ การเข้าร่วมคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ หรือฝึกสนทนากับเจ้าของภาษา ก็เป็นวิธีที่ดีในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของเรา
สมัยก่อนผมไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษ ทำให้ต้องใช้เวลาอย่างมากในการอ่านเอกสารทางเทคนิค แต่หลังจากที่ผมฝึกฝนภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ ผมก็สามารถอ่านเอกสารได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น
7. เรียนรู้เรื่อง Business ให้มากขึ้น
หลายคนอาจจะคิดว่าในสายงาน IT สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้ทางเทคนิค แต่จริงๆ แล้วความรู้ทางธุรกิจก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเลยครับ การเข้าใจ Business จะช่วยให้เราเข้าใจว่าบริษัทต้องการอะไร, ลูกค้าต้องการอะไร และเราจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการเหล่านั้น
การเรียนรู้เรื่อง Business ไม่จำเป็นต้องเรียน MBA เสมอไป อาจจะเริ่มจากการอ่านหนังสือ, ฟัง Podcast หรือเข้าร่วมคอร์สออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับ Business นอกจากนี้ การพูดคุยกับคนในสายงาน Business ก็เป็นวิธีที่ดีในการเรียนรู้เรื่อง Business
ผมเคยทำงานร่วมกับทีม Business แล้วพบว่าการที่เราเข้าใจ Business จะช่วยให้เราสื่อสารกับทีม Business ได้อย่างเข้าใจ และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
8. อย่ากลัวที่จะล้มเหลว
ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครับ ไม่มีใครที่ไม่เคยล้มเหลว สิ่งที่สำคัญคือเราเรียนรู้อะไรจากความล้มเหลว และนำความรู้เหล่านั้นมาปรับปรุงตัวเอง อย่ากลัวที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ, อย่ากลัวที่จะเสี่ยง และอย่ากลัวที่จะล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือครูที่ดีที่สุด
เมื่อเราล้มเหลว สิ่งที่ควรทำคือวิเคราะห์หาสาเหตุของความล้มเหลว, เรียนรู้จากความผิดพลาด และปรับปรุงตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก นอกจากนี้ การขอคำแนะนำจากผู้อื่นก็เป็นวิธีที่ดีในการเรียนรู้จากความล้มเหลว
ผมเคยล้มเหลวในการทำโปรเจกต์ใหญ่ๆ หลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ผมล้มเหลว ผมก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และกลายเป็นคนที่เก่งขึ้น ดังนั้น อย่าท้อแท้ครับ! ล้มแล้วลุก! ล้มแล้วเรียนรู้! แล้วเราจะประสบความสำเร็จในที่สุด
FAQ
H3: เรียนจบสายอื่นมา อยากเปลี่ยนสายงานมา IT ต้องเริ่มยังไง?
คำถามนี้เจอบ่อยมากครับ! หลายคนอยากเปลี่ยนสายงานมา IT แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี ไม่ต้องกังวลครับ มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด! อย่างแรกเลยคือต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเราสนใจอะไรใน IT เช่น ชอบเขียนโปรแกรม, ชอบดูแลระบบ, หรือชอบวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อรู้แล้วก็เริ่มศึกษาหาความรู้ในด้านนั้นๆ อาจจะเริ่มจากการอ่านบทความ, ดูวิดีโอสอน หรือเข้าร่วมคอร์สออนไลน์ฟรีก็ได้ครับ
จากนั้นลองทำโปรเจกต์เล็กๆ เพื่อทดลองใช้ความรู้ที่เราได้เรียนรู้มา เช่น สร้างเว็บไซต์ส่วนตัว, เขียนโปรแกรมง่ายๆ หรือทำ Mobile Application ก็ได้ สิ่งที่สำคัญคือต้องลงมือทำจริงๆ เพราะการลงมือทำจะช่วยให้เราเข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การสร้าง Portfolio ที่แสดงผลงานของเราก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมันจะช่วยให้เราสมัครงานได้ง่ายขึ้น
อย่าท้อแท้ครับ! การเปลี่ยนสายงานต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ถ้าเรามีความตั้งใจจริง เราก็จะสามารถทำได้แน่นอน ผมเคยเห็นหลายคนที่เปลี่ยนสายงานมา IT แล้วประสบความสำเร็จ ดังนั้น สู้ๆ ครับ!
H3: ภาษาโปรแกรมมิ่งอะไรที่ควรรู้ในปี 2026?
คำถามนี้ตอบยากเหมือนกันครับ เพราะภาษาโปรแกรมมิ่งที่ได้รับความนิยมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ถ้าให้ผมแนะนำ ภาษาโปรแกรมมิ่งที่ควรรู้ในปี 2026 น่าจะมีดังนี้ครับ Python (สำหรับ Data Science, Machine Learning), JavaScript (สำหรับ Web Development), Go (สำหรับ Cloud Computing), และ Kotlin (สำหรับ Android Development)
Python เป็นภาษาโปรแกรมมิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน และคาดว่าจะยังคงได้รับความนิยมต่อไปในอนาคต เพราะมันใช้งานง่าย, มี Library และ Framework มากมาย และเหมาะสำหรับงาน Data Science และ Machine Learning JavaScript เป็นภาษาโปรแกรมมิ่งที่จำเป็นสำหรับ Web Development เพราะมันใช้ในการสร้าง Front-end และ Back-end ของเว็บไซต์
Go เป็นภาษาโปรแกรมมิ่งที่ Google พัฒนาขึ้นมา และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในวงการ Cloud Computing เพราะมันมีประสิทธิภาพสูง, รองรับ Concurrency ได้ดี และเหมาะสำหรับสร้าง Microservices Kotlin เป็นภาษาโปรแกรมมิ่งที่ Google สนับสนุนให้ใช้ในการพัฒนา Android Application เพราะมันใช้งานง่าย, ปลอดภัย และมี Feature ที่ทันสมัย
H3: จะเลือกเรียนต่อ ป.โท สาขา IT อะไรดี?
การเลือกเรียนต่อ ป.โท สาขา IT ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยครับ ทั้งความสนใจ, ความถนัด, และความต้องการของตลาดแรงงาน ถ้าเราสนใจด้าน Data Science ก็ควรเลือกเรียนต่อสาขา Data Science หรือ Machine Learning ถ้าเราสนใจด้าน Cybersecurity ก็ควรเลือกเรียนต่อสาขา Cybersecurity หรือ Information Security
นอกจากนี้ เราควรพิจารณาถึงหลักสูตรของแต่ละมหาวิทยาลัยด้วยว่าตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ เช่น มีวิชาที่เราสนใจหรือไม่, มีอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านที่เราสนใจหรือไม่ และมีโอกาสในการทำวิจัยหรือไม่ การเลือกมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งานหลังจากเรียนจบ
ผมแนะนำว่าให้ลองพูดคุยกับคนที่เรียนจบ ป.โท สาขา IT มาแล้ว เพื่อขอคำแนะนำและข้อมูลที่เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ การเข้าร่วมงาน Open House ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เป็นวิธีที่ดีในการเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรและมหาวิทยาลัย
H3: มี Certifications อะไรที่สาย IT ควรมี?
Certifications เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันความรู้และความสามารถของเราในด้านต่างๆ ของ IT ครับ การมี Certifications ที่เกี่ยวข้องกับสายงานของเราจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งาน และทำให้เราดูน่าเชื่อถือมากขึ้น Certifications ที่สาย IT ควรมีขึ้นอยู่กับ specialization ของเราครับ
ถ้าเราทำงานด้าน Cloud Computing ก็ควรมี Certifications เช่น AWS Certified Solutions Architect, Microsoft Certified Azure Solutions Architect Expert หรือ Google Cloud Certified Professional Cloud Architect ถ้าเราทำงานด้าน Cybersecurity ก็ควรมี Certifications เช่น Certified Information Systems Security Professional (CISSP), Certified Ethical Hacker (CEH) หรือ CompTIA Security+
ถ้าเราทำงานด้าน Network Engineering ก็ควรมี Certifications เช่น Cisco Certified Network Associate (CCNA) หรือ Cisco Certified Network Professional (CCNP) ถ้าเราทำงานด้าน Project Management ก็ควรมี Certifications เช่น Project Management Professional (PMP) หรือ Certified ScrumMaster (CSM)
การเลือก Certifications ที่เหมาะสมกับสายงานของเราเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันจะช่วยให้เราพัฒนาความรู้และทักษะของเราได้อย่างถูกต้อง และทำให้เราดูโดดเด่นในสายตาของบริษัท
ตารางสรุป Career Path สาย IT ปี 2026
| สายงาน | ทักษะที่จำเป็น | ภาษาโปรแกรมมิ่งที่แนะนำ | Certifications ที่แนะนำ | แนวโน้มตลาด |
|---|---|---|---|---|
| Web Developer | HTML, CSS, JavaScript, React, Angular, Node.js | JavaScript, TypeScript | AWS Certified Developer, Microsoft Certified: Azure Developer Associate | ยังคงมีความต้องการสูง |
| Mobile App Developer | Java, Kotlin, Swift, React Native, Flutter | Kotlin, Swift | Google Certified Android Developer, Apple Certified iOS Developer | ยังคงเติบโต |
| Data Scientist | Python, R, Machine Learning, Data Visualization | Python | Google Professional Data Scientist, Microsoft Certified: Azure Data Scientist Associate | ความต้องการสูงมาก |
| Cybersecurity Analyst | Network Security, Penetration Testing, Incident Response | Python, Bash | CISSP, CEH, CompTIA Security+ | ความต้องการสูงมาก |
| Cloud Engineer | AWS, Azure, Google Cloud, Docker, Kubernetes | Python, Go | AWS Certified Solutions Architect, Microsoft Certified: Azure Solutions Architect Expert, Google Cloud Certified Professional Cloud Architect | ความต้องการสูงมาก |
| DevOps Engineer | CI/CD, Automation, Configuration Management | Python, Bash, Ansible, Terraform | AWS Certified DevOps Engineer, Azure DevOps Engineer Expert | ความต้องการสูงมาก |
เส้นทางสายไอทีปี 2026: เรียนอะไรให้รุ่ง พุ่งแรงแซงทุกโค้ง
ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเร็วมากครับ! เมื่อก่อนใครๆ ก็อยากเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่เดี๋ยวนี้มีตำแหน่งงานใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะแยะเต็มไปหมด แล้วเราจะเลือกเรียนอะไรดีล่ะ ถึงจะตอบโจทย์ตลาดแรงงานในปี 2026? คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวของน้องๆ หลายคน ผมเข้าใจดีเลยครับ เพราะผมเองก็เคยเป็นเด็กที่นั่งกุมขมับคิดเรื่องนี้มาก่อนเหมือนกัน การตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพไอทีที่ใช่ ไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบส่วนตัวอย่างเดียวนะครับ แต่ต้องมองไปข้างหน้าด้วยว่าเทรนด์เทคโนโลยีในอนาคตจะเป็นยังไง บริษัทต่างๆ ต้องการคนที่มีทักษะแบบไหน แล้วตัวเราเองถนัดอะไรเป็นพิเศษ ตรงนี้แหละคือจุดเริ่มต้นของการวางแผน career path ที่ถูกต้องและยั่งยืน ผมอยากให้น้องๆ ลองสำรวจตัวเองให้ละเอียดก่อนว่าชอบอะไร สนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ เพราะการทำงานที่เราไม่ได้รักจริงๆ มันทรมานมากๆ เลยนะครับ! ลองมองหา role model ในวงการไอทีที่เราชื่นชอบ แล้วศึกษาเส้นทางชีวิตของเขาดูว่าเขาเริ่มต้นยังไง เรียนอะไรมา ทำงานอะไรบ้าง จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของอาชีพนั้นๆ ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นCase Study 1: จากเด็กสายศิลป์ สู่ Data Scientist เงินเดือนหลักแสน
น้องคนหนึ่งชื่อ "ป่าน" ตอนมัธยมปลายเรียนสายศิลป์-คำนวณมาตลอด ไม่เคยแตะโค้ดดิ้งเลยสักนิด แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย ป่านเริ่มสนใจเรื่อง Data Science เพราะเห็นว่าข้อมูลมันมีพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจมากๆ ป่านเลยตัดสินใจลงเรียนคอร์สออนไลน์ด้านสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม ป่านเริ่มจากการเรียนภาษา Python ซึ่งเป็นภาษาที่นิยมใช้ใน Data Science แล้วก็ฝึกใช้ libraries ต่างๆ เช่น Pandas, NumPy, และ Scikit-learn ป่านบอกว่าช่วงแรกๆ ยากมากๆ เพราะพื้นฐานไม่แน่น แต่ป่านก็ไม่ยอมแพ้ พยายามฝึกฝนทุกวัน จนในที่สุดก็เริ่มเข้าใจหลักการทำงานของ Machine Learning หลังจากเรียนจบ ป่านได้งานเป็น Data Analyst ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและนำเสนอ insights ให้กับทีมการตลาด ป่านใช้ SQL ในการ query ข้อมูลจาก database แล้วใช้ Python ในการทำ visualization เพื่อให้ข้อมูลมันเข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น
# ตัวอย่างการใช้ Pandas อ่านไฟล์ CSV
import pandas as pd
data = pd.read_csv("customer_data.csv")
print(data.head())
# ตัวอย่างการใช้ Scikit-learn สร้างโมเดล Decision Tree
from sklearn.tree import DecisionTreeClassifier
from sklearn.model_selection import train_test_split
X = data[['age', 'income']]
y = data['churn']
X_train, X_test, y_train, y_test = train_test_split(X, y, test_size=0.3)
model = DecisionTreeClassifier()
model.fit(X_train, y_train)
score = model.score(X_test, y_test)
print("Accuracy:", score)
ปัจจุบัน ป่านทำงานเป็น Data Scientist ที่บริษัท Startup แห่งหนึ่ง เงินเดือนทะลุหลักแสนไปแล้ว ป่านบอกว่าเคล็ดลับความสำเร็จของป่านคือการไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าเราไม่ตามให้ทัน เราก็จะตกขบวนได้ง่ายๆ เลย
Case Study 2: จากนักดนตรี สู่ DevOps Engineer ผู้สร้างระบบอัตโนมัติ
เรื่องของ "นนท์" น่าสนใจมากครับ นนท์เป็นนักดนตรีที่เล่นกีตาร์มาตั้งแต่เด็ก แต่พอเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย นนท์เริ่มสนใจเรื่อง Infrastructure as Code (IaC) และ Continuous Integration/Continuous Deployment (CI/CD) เพราะเห็นว่ามันช่วยให้การพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นนท์เริ่มจากการเรียนรู้ Docker และ Kubernetes ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญมากๆ ในโลกของ DevOps นนท์ฝึกสร้าง Docker images และ deployment ต่างๆ บน Kubernetes cluster นนท์บอกว่าช่วงแรกๆ งงมากๆ เพราะมันมี concepts ใหม่ๆ เยอะแยะเต็มไปหมด แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบเรียนรู้ นนท์ก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจทีละ step นนท์เริ่มใช้เครื่องมือ Infrastructure as Code (IaC) เช่น Terraform เพื่อจัดการ infrastructure ของ application ทั้งหมดแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ลดความผิดพลาดจากการ config ด้วยมือ และทำให้การ scale infrastructure เป็นเรื่องง่าย
# ตัวอย่าง Terraform configuration file สำหรับสร้าง AWS EC2 instance
resource "aws_instance" "example" {
ami = "ami-0c55b0c7283983b89"
instance_type = "t2.micro"
tags = {
Name = "ExampleInstance"
}
}
# ตัวอย่าง Dockerfile สำหรับสร้าง image ของ Node.js application
FROM node:16
WORKDIR /app
COPY package*.json ./
RUN npm install
COPY . .
EXPOSE 3000
CMD ["npm", "start"]
หลังจากเรียนจบ นนท์ได้งานเป็น DevOps Engineer ที่บริษัท Software House แห่งหนึ่ง ทำหน้าที่ดูแลระบบ infrastructure และ pipeline การ deploy application นนท์ใช้ Jenkins ในการสร้าง CI/CD pipeline และใช้ Ansible ในการ automate การ configuration ของ servers
ตอนนี้ นนท์ทำงานเป็น DevOps Engineer ที่บริษัท Fintech แห่งหนึ่ง เงินเดือนสูงมากๆ นนท์บอกว่า DevOps เป็นอาชีพที่ demand สูงมากในตลาดแรงงาน เพราะทุกบริษัทต้องการคนที่สามารถสร้างระบบอัตโนมัติและดูแล infrastructure ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Case Study 3: จากเกมเมอร์ สู่ Cybersecurity Specialist ผู้พิทักษ์โลกไซเบอร์
"เกม" เป็นชีวิตจิตใจของ "ก้อง" ตั้งแต่เด็ก ก้องชอบเล่นเกมออนไลน์มากๆ แต่ก้องก็สังเกตว่ามีแฮกเกอร์พยายามเจาะระบบเกมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ก้องเริ่มสนใจเรื่อง Cybersecurity และอยากที่จะเป็นผู้พิทักษ์โลกไซเบอร์ ก้องเริ่มจากการเรียนรู้พื้นฐานด้าน Networking และ Operating Systems แล้วก็ศึกษาเรื่อง Security vulnerabilities ต่างๆ เช่น SQL Injection, Cross-Site Scripting (XSS), และ Buffer Overflow ก้องใช้เครื่องมืออย่าง Metasploit และ Wireshark ในการทดสอบ penetration testing และวิเคราะห์ traffic บน network ก้องเน้นการเรียนรู้เทคนิคการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่างๆ เช่น การติดตั้ง firewall, การ config intrusion detection system (IDS), และการทำ security audit ก้องบอกว่าการเรียนรู้เรื่อง Cybersecurity ต้อง update ความรู้ตลอดเวลา เพราะแฮกเกอร์ก็พัฒนาเทคนิคใหม่ๆ อยู่เสมอ
# ตัวอย่างการใช้ Nmap สแกนหา open ports บน server
nmap -p 1-1000 192.168.1.1
# ตัวอย่างการใช้ Wireshark ดักจับ packet บน network interface
sudo wireshark -i eth0
# ตัวอย่างการตั้งค่า Firewall (UFW) บน Ubuntu
sudo ufw enable
sudo ufw allow 22/tcp # Allow SSH
sudo ufw allow 80/tcp # Allow HTTP
sudo ufw allow 443/tcp # Allow HTTPS
sudo ufw status
หลังจากเรียนจบ ก้องได้งานเป็น Cybersecurity Analyst ที่บริษัท Security Consulting แห่งหนึ่ง ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านความปลอดภัยให้กับลูกค้า ก้องใช้ความรู้และทักษะที่เรียนมาในการช่วยลูกค้าป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่างๆ
ปัจจุบัน ก้องทำงานเป็น Cybersecurity Specialist ที่บริษัท E-commerce แห่งหนึ่ง เงินเดือนดีมากๆ ก้องบอกว่า Cybersecurity เป็นอาชีพที่สำคัญมากในยุคดิจิทัล เพราะทุกบริษัทต้องให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล