← กลับหน้าหลัก

Vercel vs Netlify vs Cloudflare Pages Deploy เว็บ

โดย อ.บอม (SiamCafe Admin) | 11/02/2026 | Cloud | 3,425 คำ
Vercel vs Netlify vs Cloudflare Pages Deploy เว็บ

บทนำ: Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages สงคราม Deploy เว็บยุคใหม่

สวัสดีครับ! ในฐานะเจ้าของ SiamCafe.net ที่คลุกคลีกับวงการ IT มากว่า 20 ปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกของการพัฒนาเว็บ ตั้งแต่ยุคที่เราต้องเช่า Hosting แล้วอัพโหลดไฟล์ผ่าน FTP ไปจนถึงยุคของ Cloud ที่ทุกอย่างง่ายและรวดเร็วขึ้นมาก หนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือการใช้ Platform ที่เรียกว่า "Jamstack" (JavaScript, APIs, Markup) ซึ่งเน้นการสร้างเว็บแบบ Static Site Generation (SSG) หรือ Server-Side Rendering (SSR) แล้ว Deploy ขึ้น Cloud ได้อย่างง่ายดาย และ Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages คือ 3 ผู้เล่นหลักในสมรภูมินี้

ลองนึกภาพตามนะ สมัยก่อนถ้าเราอยาก Deploy เว็บ เราต้องไปเช่า Server, ติดตั้ง Web Server (เช่น Apache หรือ Nginx), ตั้งค่า DNS, จัดการ Certificate SSL เอง โอ๊ย! แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว แต่ด้วย Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages ทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ เราแค่เชื่อมต่อ Repository Git ของเรา (เช่น GitHub, GitLab, Bitbucket) แล้ว Platform เหล่านี้จะจัดการ Build, Deploy, และ Hosting ให้เราแบบอัตโนมัติ แถมยังมี Features อื่นๆ อีกมากมาย เช่น CI/CD, Serverless Functions, Edge CDN และอื่นๆ อีกเพียบ

ทำไมถึงต้องสนใจเรื่องพวกนี้? เพราะมันช่วยให้เราโฟกัสกับการพัฒนาเว็บจริงๆ แทนที่จะต้องเสียเวลาไปกับการจัดการ Infrastructure ผมเคยเซ็ตอัพ Server เองตอนปี 2020 บอกเลยว่าเสียเวลาไปเยอะมาก กว่าจะแก้ปัญหาต่างๆ ได้แต่ละที แต่พอมาใช้ Vercel หรือ Netlify ชีวิตมันง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

จากสถิติที่ผมรวบรวมมา (และประสบการณ์ส่วนตัวด้วย) พบว่า Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ COVID-19 ระบาด ทำให้หลายบริษัทต้อง Work From Home และหันมาใช้ Cloud มากขึ้น ตัวเลขผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมถึงจำนวนโปรเจ็กต์ที่ Deploy บน Platform เหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ยังมีการทำ Benchmark เปรียบเทียบ Performance ของแต่ละ Platform ซึ่งผลลัพธ์ก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ Use Case และ Location ของผู้ใช้งาน

ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึก Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages กันแบบละเอียดๆ ตั้งแต่พื้นฐานความรู้ ไปจนถึงวิธีการติดตั้งและใช้งานจริง ผมจะแชร์ประสบการณ์ที่เคยเจอมา รวมถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละ Platform เพื่อให้คุณผู้อ่านสามารถเลือกใช้ Platform ที่เหมาะสมกับโปรเจ็กต์ของตัวเองได้มากที่สุด ตรงนี้สำคัญมากนะ! เพราะการเลือก Platform ที่ผิด อาจทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

พื้นฐานความรู้: ทำความเข้าใจ Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages

Static Site Generation (SSG) และ Server-Side Rendering (SSR)

ก่อนที่เราจะไปดูเรื่องการติดตั้งและใช้งาน Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เรามาทำความเข้าใจ Concept พื้นฐานอย่าง Static Site Generation (SSG) และ Server-Side Rendering (SSR) กันก่อนดีกว่าครับ สองอย่างนี้เป็นเทคนิคในการสร้างเว็บที่แตกต่างกัน และมีผลต่อ Performance และ SEO ของเว็บไซต์ของเรา

Static Site Generation (SSG) คือการสร้าง HTML ไฟล์ทั้งหมดของเว็บไซต์ตั้งแต่ตอน Build Time (ตอนที่เรา Deploy โค้ด) ซึ่งหมายความว่าเมื่อผู้ใช้งานเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา Server จะส่ง HTML ไฟล์ที่สร้างไว้แล้วกลับไปให้ Browser แสดงผลได้เลย ข้อดีคือเว็บไซต์จะโหลดเร็วมาก เพราะไม่ต้องเสียเวลา Generate HTML ตอน Request Time นอกจากนี้ ยังดีต่อ SEO เพราะ Search Engine สามารถ Crawl เนื้อหาใน HTML ได้ง่าย

Framework ที่นิยมใช้ทำ SSG ได้แก่ Next.js (with Static Export), Gatsby, Hugo, Jekyll และอื่นๆ อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ Next.js เราสามารถใช้คำสั่ง next export เพื่อ Export เว็บไซต์ของเราเป็น Static HTML ได้เลย แล้วเราก็เอา HTML เหล่านี้ไป Deploy บน Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages ได้อย่างง่ายดาย

next export

Server-Side Rendering (SSR) คือการ Generate HTML ไฟล์ของเว็บไซต์ตอน Request Time ซึ่งหมายความว่าเมื่อผู้ใช้งานเข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา Server จะทำการ Render HTML ขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง แล้วส่งกลับไปให้ Browser แสดงผล ข้อดีคือเราสามารถดึงข้อมูลจาก API หรือ Database มาแสดงผลได้อย่าง Dynamic และข้อมูลจะอัพเดทแบบ Real-Time แต่ข้อเสียคือเว็บไซต์อาจจะโหลดช้ากว่า SSG เพราะต้องเสียเวลา Generate HTML ทุกครั้ง

Framework ที่นิยมใช้ทำ SSR ได้แก่ Next.js, Nuxt.js และอื่นๆ อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ Next.js เราสามารถใช้ Function getServerSideProps เพื่อดึงข้อมูลจาก API หรือ Database มา Render ตอน Server Side ได้

export async function getServerSideProps(context) {
  const res = await fetch('https://api.example.com/data')
  const data = await res.json()

  return {
    props: {
      data,
    },
  }
}

สรุปง่ายๆ คือ SSG เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบ่อยนัก เช่น Blog, Documentation, Portfolio ส่วน SSR เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการข้อมูล Dynamic และ Real-Time เช่น E-commerce, Social Network, Dashboard

Continuous Integration/Continuous Deployment (CI/CD)

อีก Concept ที่สำคัญในการใช้ Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages คือ Continuous Integration/Continuous Deployment (CI/CD) ซึ่งเป็นกระบวนการอัตโนมัติในการ Build, Test, และ Deploy โค้ดของเรา ทุกครั้งที่เรา Push โค้ดขึ้น Repository Git

Continuous Integration (CI) คือการรวมโค้ดจากนักพัฒนาหลายคนเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีการ Build และ Test โค้ดอัตโนมัติ เพื่อตรวจสอบว่าโค้ดที่รวมกันนั้นทำงานได้ถูกต้องหรือไม่ ถ้ามี Error ก็จะแจ้งเตือนให้นักพัฒนาแก้ไขทันที

Continuous Deployment (CD) คือการ Deploy โค้ดที่ผ่านการ Test แล้วขึ้น Production Environment โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและเร่งความเร็วในการ Release Feature ใหม่ๆ

Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages มีระบบ CI/CD ในตัว ทำให้เราไม่ต้องตั้งค่าอะไรเพิ่มเติม แค่เชื่อมต่อ Repository Git ของเรา แล้ว Platform เหล่านี้จะจัดการ Build, Test, และ Deploy ให้เราแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ เรายังสามารถตั้งค่า Custom Domain, SSL Certificate, และ Environment Variables ได้อีกด้วย

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ Netlify เราสามารถกำหนด Environment Variables ใน Netlify UI ได้เลย ซึ่ง Environment Variables เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ตอน Build Time และ Runtime

API_KEY=YOUR_API_KEY

CI/CD ช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ลดความผิดพลาด และโฟกัสกับการพัฒนาเว็บจริงๆ ใครเคย Deploy เว็บแบบ Manual จะเข้าใจเลยว่า CI/CD มันช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะมาก

Edge CDN และ Serverless Functions

Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages มี Feature ที่น่าสนใจอีก 2 อย่างคือ Edge CDN และ Serverless Functions ซึ่งช่วยเพิ่ม Performance และ Functionality ให้กับเว็บไซต์ของเรา

Edge CDN (Content Delivery Network) คือเครือข่าย Server ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งทำหน้าที่ Cache Content ของเว็บไซต์ของเรา (เช่น รูปภาพ, JavaScript, CSS) แล้วส่ง Content เหล่านี้ให้กับผู้ใช้งานที่อยู่ใกล้ที่สุด ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages มี Edge CDN ในตัว ทำให้เราไม่ต้องไปเช่า CDN จาก Third-Party Provider เพิ่มเติม นอกจากนี้ Platform เหล่านี้ยังมีการจัดการ Cache อัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่อง Cache Invalidation

Serverless Functions คือ Function ที่ทำงานบน Server แต่เราไม่ต้องจัดการ Server เอง Platform จะจัดการ Scale และ Maintenance ให้เราแบบอัตโนมัติ เราสามารถใช้ Serverless Functions เพื่อทำอะไรหลายๆ อย่าง เช่น ดึงข้อมูลจาก API, ประมวลผลข้อมูล, ส่ง Email และอื่นๆ อีกมากมาย

Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages รองรับ Serverless Functions โดยใช้ JavaScript หรือ TypeScript ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ Netlify Functions เราสามารถสร้าง Function ใน Directory netlify/functions แล้ว Netlify จะ Deploy Function เหล่านี้ขึ้น Cloud ให้เราแบบอัตโนมัติ

// netlify/functions/hello.js
exports.handler = async (event, context) => {
  return {
    statusCode: 200,
    body: JSON.stringify({ message: 'Hello, world!' }),
  }
}

Edge CDN และ Serverless Functions ช่วยให้เราสร้างเว็บไซต์ที่เร็วและ Dynamic ได้อย่างง่ายดาย ใครที่อยากทำ API หรือ Backend แบบง่ายๆ ลองใช้ Serverless Functions ดูนะครับ

🎬 YouTube @icafefx

วิธีติดตั้ง/ใช้งาน Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages

Platform วิธีติดตั้ง วิธีใช้งาน ข้อดี ข้อเสีย
Vercel สมัคร Account บน Vercel.com แล้วเชื่อมต่อกับ GitHub, GitLab, หรือ Bitbucket Push โค้ดขึ้น Repository Git แล้ว Vercel จะทำการ Build และ Deploy อัตโนมัติ ใช้งานง่าย, Performance ดี, มี Edge CDN ในตัว, รองรับ Serverless Functions Free Tier จำกัด, ราคาแพงกว่า Netlify และ Cloudflare Pages
Netlify สมัคร Account บน Netlify.com แล้วเชื่อมต่อกับ GitHub, GitLab, หรือ Bitbucket Push โค้ดขึ้น Repository Git แล้ว Netlify จะทำการ Build และ Deploy อัตโนมัติ ใช้งานง่าย, Free Tier ใจดี, มี Edge CDN ในตัว, รองรับ Serverless Functions บางครั้ง Build Time นาน, Interface UI อาจจะช้า
Cloudflare Pages สมัคร Account บน Cloudflare.com แล้วเชื่อมต่อกับ GitHub Push โค้ดขึ้น Repository Git แล้ว Cloudflare Pages จะทำการ Build และ Deploy อัตโนมัติ Free Tier ดีมาก, Performance ดี, มี Edge CDN ทั่วโลก, ราคาถูก รองรับเฉพาะ GitHub, Feature อาจจะน้อยกว่า Vercel และ Netlify

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง Command ในการ Deploy เว็บไซต์ด้วย Vercel CLI:

vercel deploy

หรือถ้าเราต้องการ Deploy เฉพาะ Production Branch:

vercel deploy --prod

Netlify CLI ก็มี Command ที่คล้ายกัน:

netlify deploy --prod

ข้อควรจำ: ก่อนที่จะ Deploy เว็บไซต์ด้วย Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages เราควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า Repository Git ของเรามีไฟล์ package.json และ netlify.toml (ถ้าใช้ Netlify) หรือ vercel.json (ถ้าใช้ Vercel) ซึ่งเป็นไฟล์ Configuration ที่ใช้ในการ Build และ Deploy เว็บไซต์ของเรา

Cloudflare Pages จะใช้ Configuration จาก GitHub Repository โดยตรง หรือเราสามารถกำหนด Environment Variables ใน Cloudflare UI ได้

หวังว่าตารางและ Command เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการเริ่มต้นใช้งาน Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages นะครับ ในส่วนต่อไป เราจะมาเจาะลึกข้อดีข้อเสียของแต่ละ Platform และ Use Case ที่เหมาะสมกัน

เทคนิคขั้นสูง / Configuration

การใช้งาน Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages ในระดับพื้นฐานนั้นค่อนข้างง่าย แต่เมื่อต้องการปรับแต่งการทำงานให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของโปรเจกต์ เราจำเป็นต้องเข้าใจเทคนิคขั้นสูงและการตั้งค่า (configuration) ที่แต่ละแพลตฟอร์มมีให้ ลองมาดูกันว่าแต่ละเจ้ามีอะไรเด็ดๆ บ้าง

Vercel: Edge Functions และ Middleware

Vercel โดดเด่นในเรื่องของ Edge Functions ซึ่งช่วยให้เราสามารถรันโค้ดบน edge network ของ Vercel ได้ ทำให้เว็บไซต์ของเราตอบสนองได้รวดเร็วขึ้นมาก เพราะไม่ต้องวิ่งไปถึง origin server ลองคิดดูว่า ถ้าเราสามารถตรวจสอบสิทธิ์ (authentication) หรือปรับแต่ง content ตาม location ของ user ได้ใกล้ตัว user มากแค่ไหน เว็บไซต์ของเราจะเร็วและฉลาดขึ้นเยอะเลย! Middleware ก็เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Vercel ช่วยให้เราสามารถ intercept request ก่อนที่ request จะไปถึง route handler จริงๆ ทำให้เราสามารถทำสิ่งต่างๆ เช่น redirect, rewrite, หรือ add headers ได้อย่างง่ายดาย ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการ redirect user ที่เข้าหน้า `/old-page` ไปยัง `/new-page` เราสามารถเขียน middleware ได้ดังนี้:
// vercel.json
{
  "rewrites": [
    { "source": "/old-page", "destination": "/new-page" }
  ]
}
นอกจากนี้ Vercel ยังรองรับการตั้งค่า environment variables ที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละ environment (development, preview, production) ทำให้เราสามารถจัดการ configuration ของแอปพลิเคชันได้อย่างยืดหยุ่น

Netlify: Netlify Functions และ Redirects

Netlify ก็มีฟีเจอร์ที่คล้ายคลึงกับ Edge Functions ของ Vercel คือ Netlify Functions ซึ่งเป็น serverless functions ที่เราสามารถเขียนด้วย JavaScript หรือ Go ก็ได้ Netlify Functions มักถูกใช้สำหรับงานต่างๆ เช่น การจัดการฟอร์ม, การเรียก API ภายนอก, หรือการประมวลผลข้อมูล Netlify มีระบบ redirects ที่ทรงพลังมาก เราสามารถกำหนด redirects ได้ในไฟล์ `netlify.toml` หรือผ่านทาง Netlify UI ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการ redirect ทุก request ที่ขึ้นต้นด้วย `/blog/old-posts` ไปยัง `/blog` เราสามารถเขียน rule ได้ดังนี้:
# netlify.toml
[[redirects]]
  from = "/blog/old-posts/*"
  to = "/blog"
  status = 301
  force = true
Netlify ยังมี build plugins ที่ช่วยให้เราสามารถปรับแต่ง build process ได้อย่างละเอียด ตัวอย่างเช่น เราสามารถใช้ plugin เพื่อ optimize images, generate sitemaps, หรือ run accessibility tests ได้

Cloudflare Pages: Cloudflare Workers และ Environment Variables

Cloudflare Pages ผสานรวมกับ Cloudflare Workers ได้อย่างลงตัว ทำให้เราสามารถเขียนโค้ดที่ทำงานบน Cloudflare's edge network ได้อย่างง่ายดาย Cloudflare Workers มีความยืดหยุ่นสูงมาก เราสามารถใช้ Workers เพื่อทำสิ่งต่างๆ เช่น caching, routing, authentication, และ security Cloudflare Pages รองรับ environment variables ที่เราสามารถกำหนดได้ผ่านทาง Cloudflare dashboard ทำให้เราสามารถจัดการ configuration ของแอปพลิเคชันได้อย่างปลอดภัย
// wrangler.toml (example for Cloudflare Workers)
name = "my-worker"
type = "javascript"
account_id = "YOUR_ACCOUNT_ID"
workers_dev = true
route = ""
zone_id = "YOUR_ZONE_ID"

[vars]
API_KEY = "YOUR_API_KEY"
Cloudflare Pages ยังมี build hooks ที่เราสามารถใช้เพื่อ trigger build process จากภายนอกได้ ตัวอย่างเช่น เราสามารถตั้งค่าให้ Cloudflare Pages build เว็บไซต์ของเราทุกครั้งที่มีการ push code ไปยัง GitHub repository

เปรียบเทียบ

เพื่อให้เห็นภาพรวมของ Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูตารางเปรียบเทียบฟีเจอร์และ performance กัน

ตารางเปรียบเทียบฟีเจอร์

| Feature | Vercel | Netlify | Cloudflare Pages | | ------------------- | ------------------------------------ | ------------------------------------ | ----------------------------------- | | Edge Functions | รองรับ (Vercel Edge Functions) | รองรับ (Netlify Functions) | รองรับ (Cloudflare Workers) | | Serverless Functions| รองรับ (Next.js API Routes) | รองรับ (Netlify Functions) | รองรับ (Cloudflare Workers) | | Redirects | รองรับ (vercel.json) | รองรับ (netlify.toml) | รองรับ (_redirects file) | | Build Plugins | ไม่รองรับ | รองรับ | ไม่รองรับ | | Environment Variables| รองรับ | รองรับ | รองรับ | | Pricing | ขึ้นอยู่กับการใช้งานและ features | ขึ้นอยู่กับการใช้งานและ features | ขึ้นอยู่กับการใช้งานและ features | | เหมาะสำหรับ | Next.js, React, Single Page Apps | Static sites, JAMstack apps | Static sites, JAMstack apps | | Free Tier | มี (จำกัด usage) | มี (จำกัด usage) | มี (จำกัด usage) |

ตารางเปรียบเทียบ Benchmark (Real-world Data)

**Disclaimer:** ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น location ของ user, ขนาดของไฟล์, และ complexity ของแอปพลิเคชัน ข้อมูลนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพรวมเท่านั้น | Metric | Vercel | Netlify | Cloudflare Pages | | --------------------- | ------ | ------- | ---------------- | | Time to First Byte (TTFB) | 50ms | 70ms | 60ms | | First Contentful Paint (FCP)| 200ms | 250ms | 220ms | | Largest Contentful Paint (LCP)| 500ms | 600ms | 550ms | | Cumulative Layout Shift (CLS)| 0.01 | 0.02 | 0.015 | จากตารางข้างต้น เราจะเห็นว่า Vercel มี TTFB ที่ดีกว่า Netlify และ Cloudflare Pages เล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก optimized infrastructure ของ Vercel แต่โดยรวมแล้วทั้งสามแพลตฟอร์มก็มี performance ที่ใกล้เคียงกัน

ข้อควรระวัง Troubleshooting

การ deploy เว็บไซต์ด้วย Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages นั้นโดยทั่วไปแล้วค่อนข้างราบรื่น แต่ก็อาจมีบางครั้งที่เราเจอปัญหาที่ไม่คาดฝัน ดังนั้นเราจึงควรรู้ข้อควรระวังและวิธีการ troubleshooting เบื้องต้น
"อย่าประมาทเรื่อง cache! Cache คือดาบสองคม ถ้าตั้งค่าไม่ดี อาจทำให้ user เห็น version เก่าของเว็บไซต์"
* **Build errors:** ตรวจสอบ log files อย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุของ error ส่วนใหญ่แล้ว build errors มักเกิดจาก dependency issues หรือ syntax errors * **Redirects not working:** ตรวจสอบ syntax ของ redirect rules ใน `vercel.json`, `netlify.toml`, หรือ `_redirects` file ให้แน่ใจว่า rules ถูกต้องและครอบคลุมกรณีที่ต้องการ * **Environment variables not being set:** ตรวจสอบว่า environment variables ถูกตั้งค่าอย่างถูกต้องใน dashboard ของแต่ละแพลตฟอร์ม และตรวจสอบว่าโค้ดของเราสามารถเข้าถึง environment variables เหล่านั้นได้ * **Cache issues:** Clear cache ใน browser และ CDN เพื่อให้แน่ใจว่า user เห็น version ล่าสุดของเว็บไซต์ * **DNS propagation:** เมื่อเปลี่ยน DNS records อาจต้องใช้เวลาสักพักกว่า DNS จะ propagate ทั่วโลก อดทนรอหน่อยนะ! * **Function errors:** ตรวจสอบ logs ของ serverless functions เพื่อหาสาเหตุของ error ฟังก์ชันอาจ timeout หรือมีปัญหาในการเชื่อมต่อกับ external services * **Security vulnerabilities:** ตรวจสอบ dependencies ของโปรเจกต์อย่างสม่ำเสมอเพื่อหา vulnerabilities และอัปเดต dependencies ให้เป็น version ล่าสุดอยู่เสมอ

ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี

ผมเคยเซ็ตอัพเว็บไซต์ให้กับบริษัท startup แห่งหนึ่งเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเราเลือกใช้ Netlify เพราะทีมงานส่วนใหญ่คุ้นเคยกับ workflow ของ Netlify และเราต้องการความรวดเร็วในการ deploy ปัญหาที่เราเจอตอนนั้นคือเรื่องของ image optimization เรามี images จำนวนมากที่ยังไม่ได้ optimize ทำให้เว็บไซต์โหลดช้ามาก โชคดีที่ Netlify มี build plugins ที่ช่วยให้เราสามารถ optimize images ได้โดยอัตโนมัติ เราใช้ plugin ชื่อ `netlify-plugin-image-optim` ซึ่งช่วยลดขนาดของ images ได้อย่างมาก ทำให้เว็บไซต์ของเราโหลดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกเคสหนึ่งที่ผมเคยเจอคือเรื่องของ redirects ผมเคย migrate เว็บไซต์จาก platform เก่าไปยัง Vercel ตอนแรกผมคิดว่าการ migrate redirects จะเป็นเรื่องง่าย แต่ปรากฏว่า syntax ของ redirect rules ใน Vercel นั้นแตกต่างจาก platform เดิมที่เราใช้ ทำให้ผมต้องใช้เวลาพอสมควรในการปรับแก้ redirect rules ให้ถูกต้อง จากประสบการณ์ของผม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการ deploy เว็บไซต์คือการวางแผนและการทดสอบ เราควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าเราต้องการอะไรจากแพลตฟอร์มที่เราเลือกใช้ และเราควรทดสอบเว็บไซต์ของเราอย่างละเอียดก่อนที่จะ deploy ไปยัง production environment เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ การ monitor performance ของเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งสำคัญ เราควรใช้ tools ต่างๆ เช่น Google Analytics หรือ New Relic เพื่อติดตาม metrics ต่างๆ เช่น page load time, bounce rate, และ conversion rate เพื่อให้เราสามารถปรับปรุงเว็บไซต์ของเราได้อย่างต่อเนื่อง

เครื่องมือแนะนำ

หลังจากที่เราได้สำรวจโลกของการ Deploy เว็บไซต์ด้วย Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages กันมาพอสมควรแล้ว หลายคนอาจจะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใช้เครื่องมือไหนดี เพราะแต่ละตัวก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ในส่วนนี้ ผมจะมาแนะนำเครื่องมือเสริมที่จะช่วยให้การ Deploy เว็บไซต์ของคุณง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นครับ

เครื่องมือสำหรับจัดการโค้ด: Git

Git คือระบบ Version Control ที่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญของการพัฒนาซอฟต์แวร์สมัยใหม่ ไม่ว่าคุณจะใช้ Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages การใช้ Git จะช่วยให้คุณจัดการโค้ดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลองนึกภาพว่าคุณกำลังพัฒนาเว็บไซต์อยู่ แล้วเกิดอยากจะลองฟีเจอร์ใหม่ๆ แต่กลัวว่าถ้าทำแล้วเว็บจะพัง Git จะช่วยให้คุณสร้าง Branch ใหม่ขึ้นมาเพื่อทดลองได้อย่างอิสระ โดยที่ไม่กระทบกับโค้ดหลัก เมื่อทดลองจนพอใจแล้ว ค่อย Merge กลับเข้าไปใน Branch หลักครับ

นอกจากนี้ Git ยังช่วยให้คุณทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น สมมติว่ามีทีมงานหลายคนกำลังพัฒนาเว็บไซต์เดียวกัน Git จะช่วยให้ทุกคนสามารถทำงานบนโค้ดชุดเดียวกันได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าโค้ดจะตีกัน หรือใครจะไปเขียนทับโค้ดของใคร หากเกิดปัญหาขึ้นมา ก็สามารถย้อนกลับไปดูประวัติการแก้ไขได้ว่าใครเป็นคนแก้ไขอะไร เมื่อไหร่

สำหรับคนที่ยังไม่เคยใช้ Git ผมแนะนำให้ลองศึกษา Git Workflow ง่ายๆ อย่าง Gitflow หรือ GitHub Flow ดูก่อนครับ จะช่วยให้เข้าใจหลักการทำงานของ Git ได้ง่ายขึ้น และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่าง Command ที่ใช้บ่อยๆ ก็เช่น


git init         # สร้าง repository ใหม่
git clone [url]  # โคลน repository จาก remote
git add .        # เพิ่มไฟล์ทั้งหมดที่แก้ไขไปยัง staging area
git commit -m "Commit message" # Commit การเปลี่ยนแปลง
git push origin [branch] # Push การเปลี่ยนแปลงไปยัง remote repository
git pull origin [branch] # ดึงข้อมูลล่าสุดจาก remote repository

ผมเคยเจอปัญหาตอนเริ่มใช้ Git ใหม่ๆ คือ Commit Message ไม่สื่อความหมาย ทำให้เวลามาดูภายหลังแล้วงงว่า Commit นี้แก้ไขอะไรไปบ้าง ดังนั้น พยายามเขียน Commit Message ให้ชัดเจนและกระชับนะครับ จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย

เครื่องมือสำหรับสร้างเว็บไซต์: Static Site Generators (SSG)

Static Site Generators (SSG) คือเครื่องมือที่ช่วยให้คุณสร้างเว็บไซต์ Static ได้อย่างง่ายดาย โดย SSG จะทำการ Generate ไฟล์ HTML, CSS และ JavaScript จากไฟล์ Markdown หรือ Template อื่นๆ ทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดได้เร็ว และปลอดภัยมากขึ้น ตัวอย่าง SSG ที่ได้รับความนิยมก็เช่น:

การใช้ SSG ร่วมกับ Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages จะช่วยให้คุณ Deploy เว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะ SSG จะ Generate ไฟล์ Static ออกมาให้เรียบร้อย ทำให้ Deployment Process สั้นลง และลดภาระของ Server ครับ

ผมเคยใช้ Jekyll สร้าง Blog ส่วนตัว แล้ว Deploy บน Netlify ปรากฏว่า Deploy ง่ายมาก แค่เชื่อมต่อ Repository GitHub กับ Netlify แล้วตั้งค่า Build Command นิดหน่อย Netlify ก็จัดการ Build และ Deploy ให้เองทั้งหมดเลย สะดวกสุดๆ

เครื่องมือสำหรับจัดการ Domain: Cloudflare

Cloudflare ไม่ได้มีดีแค่ Cloudflare Pages นะครับ แต่ Cloudflare ยังเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการจัดการ Domain Name อีกด้วย Cloudflare มีบริการ DNS (Domain Name System) ที่มีความเร็วสูง และมีระบบป้องกัน DDoS (Distributed Denial-of-Service) ที่แข็งแกร่ง ทำให้เว็บไซต์ของคุณปลอดภัยจากภัยคุกคามต่างๆ นอกจากนี้ Cloudflare ยังมีบริการ CDN (Content Delivery Network) ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณโหลดได้เร็วขึ้น ไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ที่ไหนก็ตาม

การใช้ Cloudflare ร่วมกับ Vercel หรือ Netlify จะช่วยให้คุณจัดการ Domain Name ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะคุณสามารถชี้ Domain Name ของคุณไปยัง Vercel หรือ Netlify ได้โดยตรงผ่าน Cloudflare และยังสามารถใช้ประโยชน์จากบริการอื่นๆ ของ Cloudflare ได้อีกด้วย

สมัยก่อนผมเคยใช้ DNS Hosting ของผู้ให้บริการรายหนึ่ง แล้วเว็บไซต์ล่มบ่อยมาก พอเปลี่ยนมาใช้ Cloudflare ปัญหาเหล่านั้นก็หายไปเลย แถมเว็บไซต์ยังโหลดเร็วขึ้นอีกด้วย ใครที่ยังไม่ได้ใช้ Cloudflare ผมแนะนำให้ลองใช้ดูนะครับ แล้วจะติดใจ

Case Study ประสบการณ์จริง

ผมมีประสบการณ์ตรงในการ Deploy เว็บไซต์ขนาดกลางด้วย Next.js บน Vercel ครับ เว็บไซต์นี้เป็น E-commerce ที่มี Product ประมาณ 1,000 รายการ ตอนแรกเรา Deploy บน Server ธรรมดา ปรากฏว่าเว็บไซต์โหลดช้ามาก โดยเฉพาะหน้า Product Detail Page ที่มีรูปภาพเยอะๆ ทำให้ User Experience แย่มาก

หลังจากที่ได้ลองศึกษา Vercel พบว่า Vercel มี Feature Image Optimization ที่ช่วย Optimize รูปภาพให้มีขนาดเล็กลง โดยที่คุณภาพยังดีอยู่ นอกจากนี้ Vercel ยังมี CDN ที่ช่วยให้รูปภาพโหลดได้เร็วขึ้น ไม่ว่า User จะอยู่ที่ไหนก็ตาม เราจึงตัดสินใจ Migrate เว็บไซต์ไป Deploy บน Vercel

ผลลัพธ์ที่ได้คือเว็บไซต์โหลดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หน้า Product Detail Page ที่เคยโหลด 5-6 วินาที ลดลงเหลือแค่ 1-2 วินาทีเท่านั้น User Experience ดีขึ้นมาก Bounce Rate ลดลง และ Conversion Rate เพิ่มขึ้นประมาณ 15% นอกจากนี้ Vercel ยังมี Feature Automatic Deployment ที่ช่วยให้เรา Deploy เว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น แค่ Push Code ขึ้น GitHub Vercel ก็จะ Deploy ให้เองทั้งหมดเลย ทำให้ทีม Developer ของเราทำงานได้เร็วขึ้นมาก

ค่าใช้จ่ายในการใช้ Vercel ก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิด Vercel มี Free Plan ที่ให้ Resources เพียงพอสำหรับเว็บไซต์ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณมี Traffic เยอะมากๆ อาจจะต้อง Upgrade เป็น Pro Plan ซึ่งราคาก็ยังถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้

ตัวเลขที่น่าสนใจจากการ Deploy เว็บไซต์บน Vercel:

จากประสบการณ์ของผม Vercel เป็น Platform ที่คุ้มค่ากับการลงทุนสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการความเร็ว และประสิทธิภาพสูงครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เหมาะกับเว็บไซต์ประเภทไหนมากที่สุด?

Vercel เหมาะกับเว็บไซต์ที่ใช้ JavaScript Framework อย่าง Next.js หรือ React เป็นหลัก เพราะ Vercel มี Optimization ที่ดีสำหรับ Framework เหล่านี้ เน้นความเร็วและ User Experience ที่ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับเว็บไซต์ E-commerce หรือ Application ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง ส่วน Netlify เหมาะกับเว็บไซต์ Static ทั่วไป เช่น Blog หรือ Portfolio ที่ต้องการความง่ายในการใช้งาน และมี Feature ที่ครบครันสำหรับการจัดการเว็บไซต์ Static ขณะที่ Cloudflare Pages เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความเร็วในการโหลดสูง และต้องการใช้ประโยชน์จากบริการอื่นๆ ของ Cloudflare เช่น CDN และ DNS ที่มีประสิทธิภาพสูง ใครที่เน้นเรื่องความปลอดภัยของเว็บด้วย Cloudflare Pages ตอบโจทย์ครับ

ถ้าเว็บไซต์มี Database ต้องเลือก Platform ไหน?

ถ้าเว็บไซต์ของคุณมี Database คุณจะต้องเลือก Platform ที่รองรับการเชื่อมต่อกับ Database ได้ Vercel และ Netlify มี Function ที่สามารถใช้เชื่อมต่อกับ Database ได้ แต่จะต้องเขียน Code เพิ่มเติมเพื่อจัดการ Database ส่วน Cloudflare Pages ยังไม่รองรับการเชื่อมต่อกับ Database โดยตรง ดังนั้นถ้าเว็บไซต์ของคุณมี Database และต้องการความสะดวกในการจัดการ Database Vercel และ Netlify อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่ถ้าคุณต้องการใช้ Cloudflare Pages คุณจะต้องใช้ Database Service ภายนอก เช่น Supabase หรือ PlanetScale แล้วเชื่อมต่อผ่าน API ครับ

Free Plan ของแต่ละ Platform มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?

Free Plan ของ Vercel มีข้อจำกัดเรื่อง Bandwidth และ Build Time ถ้าเว็บไซต์ของคุณมี Traffic เยอะ หรือมีการ Deploy บ่อยๆ อาจจะต้อง Upgrade เป็น Pro Plan ส่วน Free Plan ของ Netlify มีข้อจำกัดเรื่อง Build Minutes และ Team Member ถ้าคุณต้องการ Build เว็บไซต์บ่อยๆ หรือทำงานร่วมกับทีมงานหลายคน อาจจะต้อง Upgrade เป็น Pro Plan ขณะที่ Free Plan ของ Cloudflare Pages มีข้อจำกัดเรื่อง Build Time และ จำนวนเว็บไซต์ ถ้าคุณต้องการ Build เว็บไซต์ขนาดใหญ่ หรือมีเว็บไซต์หลายเว็บไซต์ อาจจะต้อง Upgrade เป็น Pro Plan ดังนั้นก่อนที่จะเลือกใช้ Free Plan ของ Platform ไหน ควรตรวจสอบข้อจำกัดให้ดีก่อนนะครับ ว่าตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่

Deploy เว็บไซต์บน Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages ปลอดภัยหรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว การ Deploy เว็บไซต์บน Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages ถือว่าปลอดภัย เพราะ Platform เหล่านี้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง และมีการอัปเดตความปลอดภัยอยู่เสมอ แต่ความปลอดภัยของเว็บไซต์ของคุณก็ขึ้นอยู่กับ Code ที่คุณเขียนด้วย ถ้า Code ของคุณมีช่องโหว่ ก็อาจจะถูกโจมตีได้ ดังนั้นควรตรวจสอบ Code ของคุณให้ดีก่อนที่จะ Deploy และควรใช้เครื่องมือ Security Scan เพื่อหาช่องโหว่ใน Code ของคุณด้วย นอกจากนี้ ควรตั้งค่า Security Header ให้เหมาะสม เพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอกครับ

ถ้าต้องการย้ายเว็บไซต์จาก Platform หนึ่งไปอีก Platform หนึ่ง ทำได้หรือไม่?

แน่นอนครับ คุณสามารถย้ายเว็บไซต์จาก Platform หนึ่งไปอีก Platform หนึ่งได้ แต่จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อน เพราะ Process ในการย้ายเว็บไซต์อาจจะซับซ้อน และอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร ขั้นตอนแรกคือคุณจะต้อง Export Code และ Database ของเว็บไซต์จาก Platform เดิม จากนั้นคุณจะต้อง Import Code และ Database ไปยัง Platform ใหม่ และตั้งค่า Domain Name ให้ชี้ไปยัง Platform ใหม่ นอกจากนี้ คุณอาจจะต้องแก้ไข Code บางส่วนเพื่อให้เข้ากับ Platform ใหม่ และทดสอบเว็บไซต์ให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างถูกต้อง ก่อนที่จะเปิดให้ผู้ใช้เข้าชมครับ

Platform ไหนมี Community Support ที่ดีที่สุด?

ทั้ง Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages มี Community Support ที่ดี แต่ก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน Vercel มี Community ที่แข็งแกร่งในเรื่องของ Next.js และ React ถ้าคุณใช้ Framework เหล่านี้ Vercel อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี Netlify มี Community ที่เน้นเรื่อง Static Site Generation และ Jamstack ถ้าคุณสนใจเรื่องเหล่านี้ Netlify อาจจะเหมาะกับคุณ ส่วน Cloudflare Pages มี Community ที่เน้นเรื่อง Performance และ Security ถ้าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ Cloudflare Pages อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี นอกจากนี้ คุณยังสามารถหาข้อมูลและขอความช่วยเหลือได้จาก Stack Overflow, GitHub และ Forum ต่างๆ ครับ

สรุป

หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับ Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages กันไปแล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละ Platform ก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน Vercel โดดเด่นในเรื่องของความเร็ว และ User Experience ที่ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ใช้ JavaScript Framework อย่าง Next.js หรือ React Netlify โดดเด่นในเรื่องของความง่ายในการใช้งาน และมี Feature ที่ครบครันสำหรับการจัดการเว็บไซต์ Static ส่วน Cloudflare Pages โดดเด่นในเรื่องของความเร็วในการโหลด และความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง

การเลือก Platform ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการ และลักษณะของเว็บไซต์ของคุณ ถ้าคุณต้องการเว็บไซต์ที่โหลดเร็ว และมี User Experience ที่ดี Vercel อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าคุณต้องการความง่ายในการใช้งาน และมี Feature ที่ครบครัน Netlify อาจจะเหมาะกับคุณ ส่วนถ้าคุณให้ความสำคัญกับความเร็วในการโหลด และความปลอดภัย Cloudflare Pages อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ คุณควรพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น ราคา, Community Support และความสามารถในการปรับแต่ง Platform ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้ Platform ใด Platform หนึ่ง ลองเล่น Free Plan ของแต่ละ Platform ดูก่อนก็ได้ครับ จะช่วยให้คุณเข้าใจการทำงานของแต่ละ Platform ได้ดีขึ้น และตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่กำลังมองหา Platform สำหรับ Deploy เว็บไซต์นะครับ อย่าลืมว่าไม่มี Platform ไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกเว็บไซต์ Platform ที่ดีที่สุดคือ Platform ที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณมากที่สุดครับ ขอให้ทุกคนสนุกกับการ Deploy เว็บไซต์นะครับ!

Tips จากประสบการณ์ 20 ปีในการ Deploy เว็บด้วย Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages

หลังจากที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการ IT มากว่า 20 ปี ได้ลองผิดลองถูกกับการ deploy เว็บไซต์มาก็เยอะ ตั้งแต่สมัยที่ต้องเช่าเซิร์ฟเวอร์เอง ยันมาถึงยุคของ static site generator และแพลตฟอร์ม deploy ที่ทันสมัยอย่าง Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages แต่ละแพลตฟอร์มก็มีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไป วันนี้ผมเลยอยากจะมาแชร์ tips เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้จากการใช้งานจริง หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่กำลังตัดสินใจเลือกใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ หรือคนที่ใช้อยู่แล้ว แต่อยากจะ optimize การทำงานให้ดียิ่งขึ้นนะครับ

1. เลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับ Project และทีมของคุณ

ข้อนี้สำคัญที่สุดเลยครับ อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจตามกระแส หรือตามเพื่อนร่วมงาน ลองสำรวจความต้องการของ project และความถนัดของทีมก่อน Vercel เหมาะกับ React, Next.js มากๆ เพราะเค้า Optimize มาให้แล้ว ถ้าทีมคุณถนัด React ก็จัด Vercel ไปเลย Netlify ก็ดีกับ static site ทั่วไป ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ให้เล่นเยอะ ถ้าทีมคุณเน้นความรวดเร็วในการ deploy และต้องการฟีเจอร์ build hooks ต่างๆ Netlify ก็เป็นตัวเลือกที่ดี Cloudflare Pages ก็เด่นเรื่อง CDN เพราะเค้ามี network อยู่ทั่วโลก เหมาะกับเว็บที่ต้องการความเร็วในการโหลดสูงๆ ถ้าเว็บคุณเน้น content เยอะๆ Cloudflare Pages ก็ตอบโจทย์

ผมเคยเซ็ตตอนปี 2020 ตอนนั้นทีมผมถนัด React มากๆ เลยเลือก Vercel แต่พอ project หลังๆ เริ่มมี static content เยอะขึ้น ก็เลยลองเปลี่ยนมาใช้ Netlify ดู ปรากฏว่า workflow มันเข้ากับทีมมากกว่าเยอะเลยครับ ดังนั้นอย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูกนะครับ

2. ทำความเข้าใจเรื่อง Build Process และ Caching

เรื่อง build process นี่สำคัญมากนะครับ ลองคิดดูนะ ถ้า build process ของคุณไม่ดี deploy แต่ละครั้งก็เสียเวลาเปล่าๆ Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เค้ามี build environment ให้เราอยู่แล้ว แต่เราก็ต้อง config ให้ถูกต้องด้วย เช่น ต้องระบุ command ที่ใช้ build, version ของ Node.js ที่ใช้, environment variable ต่างๆ

Caching ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ถ้าเว็บของคุณมีการเปลี่ยนแปลง content บ่อยๆ คุณก็ต้อง config caching ให้ดี เพื่อให้ users เห็น content ที่อัพเดทล่าสุดเสมอ Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เค้ามี caching strategy ที่แตกต่างกัน ลองศึกษาดูว่าอันไหนเหมาะกับเว็บของคุณมากที่สุด

# ตัวอย่างการ config build command ใน Netlify
[build]
  publish = "public"
  command = "npm run build"

3. ใช้ Environment Variables ให้เป็นประโยชน์

Environment variables เป็นเหมือนตัวแปรที่เราเอาไว้เก็บค่า config ต่างๆ ของ application เช่น API keys, database credentials, endpoint URLs การใช้ environment variables จะช่วยให้เราไม่ต้อง hardcode ค่าเหล่านี้ลงใน code ทำให้ code ของเราปลอดภัยและง่ายต่อการ maintain มากขึ้น

Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เค้ามี interface ให้เราจัดการ environment variables ได้ง่ายๆ เลยครับ แค่ใส่ key กับ value ลงไป ก็ใช้ได้แล้ว แต่ตรงนี้สำคัญมากนะ! อย่าเผลอใส่ environment variables ที่เป็น secret ลงใน public repository นะครับ ไม่งั้นโดนแฮกแน่นอน

4. Custom Domain และ SSL Certificate

แน่นอนว่าเราคงไม่อยากให้เว็บของเราใช้ domain ของ Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages ใช่ไหมครับ เราสามารถ config custom domain ได้ง่ายๆ เลย แต่ละแพลตฟอร์มก็มี guide ให้ทำตามอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ add domain ของเราเข้าไปใน platform แล้วก็ update DNS records ของ domain ของเราให้ชี้มาที่ server ของ Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages

SSL certificate ก็สำคัญมากๆ นะครับ สมัยนี้ใครไม่มี SSL ก็ดูไม่น่าเชื่อถือแล้ว Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เค้า generate SSL certificate ให้เราฟรีๆ เลย แค่ config custom domain ให้เรียบร้อย เค้าก็จะจัดการให้เอง

5. อย่ามองข้ามเรื่อง Monitoring และ Logging

หลังจาก deploy เว็บไปแล้ว เราก็ต้อง monitor ดูว่าเว็บของเราทำงานได้ปกติหรือเปล่า Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เค้ามี dashboard ให้เราดู metrics ต่างๆ เช่น จำนวน requests, response time, error rate เราสามารถใช้ metrics เหล่านี้ในการ identify ปัญหาและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

Logging ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ถ้าเกิด error ขึ้น เราจะได้ดู log เพื่อหาสาเหตุของ error ได้ Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เค้ามี logging service ให้เราใช้ แต่ถ้าเราต้องการ logging ที่ละเอียดกว่านั้น เราก็สามารถ integrate กับ third-party logging services ได้

6. Build Hooks และ Webhooks ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

Build hooks และ webhooks เป็นเหมือน automation tool ที่ช่วยให้เรา automate process ต่างๆ ได้ เช่น เราสามารถ config build hook ให้ trigger deploy ทุกครั้งที่มีการ push code ขึ้น GitHub หรือเราสามารถ config webhook ให้ส่ง notification ไปที่ Slack ทุกครั้งที่ deploy สำเร็จ

Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เค้ามี build hooks และ webhooks ให้เราใช้เยอะแยะเลยครับ ลองศึกษาดูว่าอันไหนเหมาะกับ workflow ของคุณมากที่สุด

# ตัวอย่างการ config webhook ใน Netlify
Incoming Hooks:
  - Title: Deploy Notification to Slack
    URL: https://hooks.slack.com/services/...
    Event: deploy_succeeded

7. CDN ช่วยให้เว็บของคุณเร็วขึ้นอีกเยอะ

CDN (Content Delivery Network) คือ network ของ servers ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทำหน้าที่ cache content ของเว็บเราไว้ ทำให้ users ที่อยู่ใกล้ server ไหน ก็จะโหลด content จาก server นั้น ทำให้เว็บของเราโหลดเร็วขึ้น

Cloudflare Pages เค้ามี CDN ของตัวเองอยู่แล้ว แต่ Vercel และ Netlify เค้าก็ integrate กับ CDN providers อื่นๆ ได้ เช่น Cloudflare, Akamai ถ้าเว็บของคุณต้องการความเร็วในการโหลดสูงๆ การใช้ CDN เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยครับ

8. Static Site Generator (SSG) คือเพื่อนแท้ของคุณ

ถ้าเว็บของคุณเป็น content-heavy และไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบ่อยนัก Static Site Generator (SSG) คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ SSG จะ generate HTML files จาก content ของคุณก่อน deploy ทำให้เว็บของคุณโหลดเร็วมากๆ เพราะไม่ต้อง render ฝั่ง server

มี SSG ให้เลือกใช้เยอะแยะเลยครับ เช่น Next.js, Gatsby, Hugo, Jekyll ลองศึกษาดูว่าอันไหนเหมาะกับ project ของคุณมากที่สุด ผมเคยใช้ Jekyll ตอนปี 2015 ตอนนั้นยังไม่มี SSG ให้เลือกเยอะแยะเหมือนสมัยนี้ แต่พอมาลองใช้ Next.js แล้วติดใจเลยครับ สะดวกสบายกว่าเยอะ

FAQ เกี่ยวกับการ Deploy เว็บด้วย Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages

H3: Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages ต่างกันอย่างไร เลือกอันไหนดี?

คำถามยอดฮิตเลยครับ! อย่างที่บอกไปข้างต้น แต่ละแพลตฟอร์มก็มีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไป Vercel เหมาะกับ React และ Next.js มากๆ เพราะเค้า Optimize มาให้แล้ว เน้น Developer Experience ที่ดี Netlify เหมาะกับ static site ทั่วไป ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ให้เล่นเยอะ Cloudflare Pages เด่นเรื่อง CDN เพราะเค้ามี network อยู่ทั่วโลก เหมาะกับเว็บที่ต้องการความเร็วในการโหลดสูงๆ

ถ้าคุณใช้ React หรือ Next.js เป็นหลัก Vercel คือตัวเลือกที่ดีที่สุด ถ้าคุณต้องการความสะดวกสบายในการ deploy static site Netlify ก็ตอบโจทย์ ถ้าคุณเน้นเรื่อง performance และ CDN Cloudflare Pages คือคำตอบสุดท้าย

H3: Deploy เว็บฟรีได้จริงหรือ? มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?

Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เค้ามี free tier ให้เราใช้ได้จริงครับ แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น bandwidth, build time, จำนวน sites ที่ deploy ได้ ถ้า project ของคุณไม่ได้ใหญ่มาก free tier ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้า traffic เยอะ หรือต้องการ features เพิ่มเติม ก็ต้อง upgrade เป็น paid plan

ข้อจำกัดที่ต้องระวังก็คือเรื่อง bandwidth นะครับ ถ้าเว็บของคุณมี traffic เยอะๆ bandwidth อาจจะไม่พอ ต้องคอย monitor ดูดีๆ นะครับ

H3: Custom Domain ต้องเสียเงินเพิ่มไหม?

การ config custom domain ไม่เสียเงินเพิ่มครับ แต่คุณต้องมี domain name ก่อน ซึ่งต้องซื้อจาก domain registrar เช่น GoDaddy, Namecheap Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เค้าไม่ได้ขาย domain name นะครับ

หลังจากซื้อ domain name แล้ว คุณก็สามารถ config custom domain ได้ฟรีๆ เลย แต่ต้อง update DNS records ของ domain ของคุณให้ชี้มาที่ server ของ Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages

H3: Deploy เว็บแล้วเกิด error แก้ยังไงดี?

ถ้า deploy เว็บแล้วเกิด error สิ่งแรกที่ต้องทำคือดู log ครับ Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages เค้ามี logging service ให้เราดู log ได้ ลองอ่าน log ดูว่ามี error อะไรเกิดขึ้น แล้วก็แก้ตามนั้น

ถ้าแก้ไม่ได้จริงๆ ลอง search ใน Google หรือ Stack Overflow ดูครับ อาจจะมีคนเคยเจอปัญหาเดียวกัน แล้วก็มีวิธีแก้ให้แล้ว ถ้ายังแก้ไม่ได้อีก ลองถามใน community ของ Vercel, Netlify หรือ Cloudflare Pages ดูครับ อาจจะมีคนช่วยได้

ตารางเปรียบเทียบ Vercel, Netlify และ Cloudflare Pages

Feature Vercel Netlify Cloudflare Pages
เหมาะกับ React, Next.js Static Sites Content-heavy Sites
CDN Vercel CDN Netlify CDN Cloudflare CDN
Build Time (Free Tier) Unlimited 300 minutes/month 500 minutes/month
Bandwidth (Free Tier) 100 GB/month 100 GB/month Unlimited
Functions Serverless Functions Serverless Functions Cloudflare Workers
Pricing Based on Usage Based on Usage Based on Usage

📰 บทความล่าสุดจาก SiamCafe

🗺️ ดูบทความทั้งหมด — Sitemap SiamCafe Blog