← กลับหน้าหลัก

Windows 11 Tips 2026 ลูกเล่นใหม่ที่ต้องรู้

โดย อ.บอม (SiamCafe Admin) | 11/02/2026 | Software | 3,385 คำ
Windows 11 Tips 2026 ลูกเล่นใหม่ที่ต้องรู้

บทนำ: Windows 11 Tips 2026 ลูกเล่นใหม่ที่ต้องรู้

สวัสดีครับ! กลับมาพบกันอีกครั้งใน SiamCafe.net ชุมชน IT อันดับหนึ่งของไทย วันนี้ผมจะมาเจาะลึก Windows 11 ในปี 2026 พร้อมกับลูกเล่นและเทคนิคที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน! Windows 11 เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2021 และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Microsoft ใส่ใจกับ feedback ของผู้ใช้งานและเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ๆ เข้ามามากมาย ทำให้ Windows 11 ในปัจจุบันแตกต่างจากวันแรกที่เปิดตัวอย่างเห็นได้ชัด

หลายคนอาจจะยังลังเลที่จะอัปเกรดเป็น Windows 11 หรืออาจจะยังไม่คุ้นเคยกับฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามา ไม่ต้องกังวลครับ! บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจ Windows 11 มากขึ้นและสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผมเชื่อว่า Windows 11 มีอะไรดี ๆ ซ่อนอยู่อีกเยอะ และพร้อมที่จะเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น

จากสถิติการใช้งานล่าสุด Windows 11 มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ว่าในปี 2026 จะกลายเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแซงหน้า Windows 10 ไปแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Windows 11 ได้รับความนิยมคือ ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น, หน้าตาที่สวยงามทันสมัย, และฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ช่วยเพิ่ม productivity ในการทำงาน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้งาน Windows 11 มาตั้งแต่ช่วงแรก ๆ และรู้สึกประทับใจกับความลื่นไหลและความเสถียรของระบบ

จากการ benchmark พบว่า Windows 11 มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า Windows 10 ในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเล่นเกมและงานที่ต้องการประมวลผลกราฟิกสูง นอกจากนี้ Windows 11 ยังรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง DirectStorage ที่ช่วยลดเวลาโหลดเกมได้อย่างมาก ใครที่เป็นสายเกมมิ่ง ผมแนะนำให้อัปเกรดเป็น Windows 11 เลยครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน!

ผมเคยเซ็ตอัพ Windows 11 ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งเมื่อปี 2024 ตอนแรกทุกคนก็ไม่ค่อยมั่นใจ แต่พอได้ลองใช้งานจริง ๆ ทุกคนก็ชอบกันมาก เพราะ Windows 11 ช่วยให้การทำงานเป็นทีมง่ายขึ้น มีฟีเจอร์ที่ช่วยให้การประชุมออนไลน์ราบรื่นขึ้น และที่สำคัญคือหน้าตาที่สวยงามทำให้ทุกคนรู้สึกอยากทำงานมากขึ้นด้วย (อันนี้เรื่องจริงนะ!)

พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Windows 11

Windows Subsystem for Linux (WSL)

Windows Subsystem for Linux หรือ WSL คือฟีเจอร์ที่ช่วยให้คุณสามารถรัน Linux distributions บน Windows ได้โดยตรง โดยไม่ต้องใช้ virtual machine หรือ dual boot อีกต่อไป พูดง่าย ๆ คือคุณสามารถใช้งาน command line tools ของ Linux ได้บน Windows เลย! ใครที่เป็น developer หรือ system administrator น่าจะชอบฟีเจอร์นี้มาก ๆ เพราะช่วยให้การทำงานสะดวกและรวดเร็วขึ้นเยอะ

WSL มีสองเวอร์ชันหลัก ๆ คือ WSL 1 และ WSL 2 WSL 2 มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า WSL 1 อย่างเห็นได้ชัด เพราะใช้ virtual machine จริง ๆ แต่มี overhead ที่ต่ำกว่ามาก ทำให้การรัน Linux distributions บน Windows เป็นไปอย่างราบรื่น ผมแนะนำให้ใช้ WSL 2 นะครับ ถ้าเครื่องคุณรองรับ

การติดตั้ง WSL ก็ง่ายมาก ๆ เพียงแค่เปิด PowerShell ในฐานะ administrator แล้วรันคำสั่ง wsl --install จากนั้นก็รอจนกว่าการติดตั้งจะเสร็จสิ้น แล้ว restart เครื่อง เท่านี้ก็เรียบร้อย! หลังจากนั้นคุณสามารถเลือก Linux distribution ที่ต้องการติดตั้งได้จาก Microsoft Store เช่น Ubuntu, Debian, หรือ Kali Linux

ผมเคยใช้ WSL ในการพัฒนา web application โดยใช้ Node.js และ Docker รู้สึกว่ามันสะดวกมาก ๆ เพราะสามารถใช้ tools และ libraries ของ Linux ได้โดยตรง โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง compatibility issues นอกจากนี้ WSL ยังช่วยให้ผมสามารถทดสอบ application บน Linux environment ได้ง่ายขึ้นด้วย

ใครที่ยังไม่เคยลองใช้ WSL ผมแนะนำให้ลองดูนะครับ รับรองว่าคุณจะติดใจ! มันเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยเพิ่ม productivity ในการทำงานได้อย่างมาก และยังช่วยให้คุณได้เรียนรู้และทดลองสิ่งใหม่ ๆ อีกด้วย

Windows Terminal

Windows Terminal คือ application ที่รวมเอา command line interfaces ต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียว เช่น Command Prompt, PowerShell, และ WSL พูดง่าย ๆ คือมันเป็น command line interface ที่ทรงพลังและสวยงามกว่า Command Prompt แบบเดิม ๆ เยอะมาก!

Windows Terminal มี features ที่น่าสนใจมากมาย เช่น tabs, panes, custom themes, และ keybindings คุณสามารถเปิดหลาย tabs เพื่อรัน commands ต่าง ๆ ได้พร้อมกัน หรือจะแบ่งหน้าจอเป็น panes เพื่อดู output ของ commands หลาย ๆ ตัวพร้อมกันก็ได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถปรับแต่ง themes และ keybindings ให้เข้ากับสไตล์การใช้งานของคุณได้อีกด้วย

การติดตั้ง Windows Terminal ก็ง่ายมาก ๆ เพียงแค่ดาวน์โหลดจาก Microsoft Store แล้วติดตั้งเหมือน application ทั่วไป หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว คุณสามารถเปิด Windows Terminal ได้จาก Start Menu หรือโดยการพิมพ์ wt ใน Command Prompt หรือ PowerShell

ผมชอบใช้ Windows Terminal เพราะมันช่วยให้การทำงานกับ command line ง่ายขึ้นและสนุกขึ้น ผมสามารถเปิดหลาย tabs เพื่อรัน commands ต่าง ๆ ได้พร้อมกัน และยังสามารถปรับแต่ง themes ให้เข้ากับ mood ของผมได้อีกด้วย (อันนี้สำคัญนะ!)

ใครที่ใช้ command line เป็นประจำ ผมแนะนำให้ลองใช้ Windows Terminal ดูนะครับ รับรองว่าคุณจะติดใจ! มันเป็น application ที่ช่วยเพิ่ม productivity ในการทำงานได้อย่างมาก และยังช่วยให้ command line ดูดีมีสไตล์ขึ้นด้วย

PowerToys

PowerToys คือชุด utilities ที่ Microsoft พัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่ม functionality ให้กับ Windows พูดง่าย ๆ คือมันเป็นเหมือน toolbox ที่มีเครื่องมือเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ช่วยให้คุณทำงานได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

PowerToys มี utilities มากมาย เช่น FancyZones ที่ช่วยให้คุณจัดระเบียบ windows บนหน้าจอได้ง่ายขึ้น, File Explorer add-ons ที่ช่วยให้คุณดู previews ของไฟล์บางประเภทได้ใน File Explorer, และ PowerRename ที่ช่วยให้คุณ rename ไฟล์จำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว

การติดตั้ง PowerToys ก็ง่ายมาก ๆ เพียงแค่ดาวน์โหลดจาก GitHub repository ของ PowerToys แล้วติดตั้งเหมือน application ทั่วไป หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว คุณสามารถเปิด PowerToys Settings เพื่อปรับแต่ง settings ของแต่ละ utility ได้

ผมชอบใช้ PowerToys เพราะมันช่วยให้การทำงานของผมง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้น ผมใช้ FancyZones ในการจัดระเบียบ windows บนหน้าจอ, File Explorer add-ons ในการดู previews ของไฟล์, และ PowerRename ในการ rename ไฟล์จำนวนมาก

ใครที่อยากเพิ่ม productivity ในการทำงาน ผมแนะนำให้ลองใช้ PowerToys ดูนะครับ รับรองว่าคุณจะเจอ utilities ที่เป็นประโยชน์กับคุณอย่างแน่นอน! มันเป็นชุด utilities ที่ฟรีและ open-source ที่ Microsoft พัฒนาขึ้นมาเพื่อทุกคน

🎬 YouTube @icafefx

วิธีติดตั้ง/ใช้งาน

มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดแล้วครับ นั่นคือวิธีการติดตั้งและใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวถึงไปข้างต้น ผมจะสรุปเป็นตารางเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจนะครับ

ฟีเจอร์ วิธีการติดตั้ง วิธีการใช้งาน
WSL เปิด PowerShell ในฐานะ administrator แล้วรัน wsl --install จากนั้น restart เครื่อง เปิด Linux distribution ที่ติดตั้งไว้ แล้วใช้งาน command line tools ต่าง ๆ ได้เลย
Windows Terminal ดาวน์โหลดและติดตั้งจาก Microsoft Store เปิด Windows Terminal แล้วเลือก command line interface ที่ต้องการใช้งาน (Command Prompt, PowerShell, WSL)
PowerToys ดาวน์โหลดและติดตั้งจาก GitHub repository ของ PowerToys เปิด PowerToys Settings แล้วปรับแต่ง settings ของแต่ละ utility ตามต้องการ

ต่อไป ผมจะยกตัวอย่าง command line commands ที่คุณสามารถใช้ใน Windows Terminal เพื่อจัดการกับ WSL นะครับ


# List all installed WSL distributions
wsl -l

# Start a specific WSL distribution
wsl -d Ubuntu

# Execute a command in a specific WSL distribution
wsl -d Ubuntu bash -c "ls -l"

# Shutdown WSL
wsl --shutdown

คำสั่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ ยังมีคำสั่งอีกมากมายที่คุณสามารถใช้เพื่อจัดการกับ WSL ได้ ลองศึกษาเพิ่มเติมจาก documentation ของ WSL ได้เลยครับ

"Windows 11 ไม่ได้เป็นแค่ระบบปฏิบัติการ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น และสนุกมากขึ้น!" - Satya Nadella, CEO of Microsoft

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัยอะไร สามารถ comment มาได้เลยนะครับ ผมยินดีตอบทุกคำถามครับ!

เทคนิคขั้นสูงและการปรับแต่ง Windows 11

หลังจากที่เราได้สำรวจลูกเล่นพื้นฐานของ Windows 11 กันไปแล้ว คราวนี้เราจะมาเจาะลึกเทคนิคขั้นสูงและการปรับแต่งระบบปฏิบัติการให้เข้ากับสไตล์การใช้งานของคุณมากยิ่งขึ้นครับ บอกเลยว่าถ้าใครอยากจะใช้ Windows 11 ให้คุ้มค่า ต้องอ่านส่วนนี้ให้จบนะ!

การปรับแต่ง Registry Editor

Registry Editor ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Windows เลยก็ว่าได้ การแก้ไข Registry จะช่วยให้คุณสามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ที่ Windows ไม่ได้เปิดให้ปรับแต่งผ่านหน้า Settings ได้โดยตรง แต่ต้องระวังมากๆ นะครับ เพราะถ้าแก้ไขค่าผิดพลาด อาจจะทำให้ระบบปฏิบัติการเสียหายได้เลย

ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการเปิดใช้งาน Taskbar แบบเก่า (ก่อน Windows 11) คุณสามารถทำได้โดยการแก้ไข Registry ดังนี้ครับ

  1. เปิด Registry Editor โดยการพิมพ์ regedit ในช่อง Search แล้วกด Enter
  2. ไปที่ HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced
  3. คลิกขวาในพื้นที่ว่าง แล้วเลือก New -> DWORD (32-bit) Value
  4. ตั้งชื่อ Value เป็น Start_ShowClassicMode
  5. ดับเบิลคลิกที่ Start_ShowClassicMode แล้วเปลี่ยน Value data เป็น 1
  6. Restart Explorer process หรือ Restart เครื่อง

Windows Registry Editor Version 5.00

[HKEY_CURRENT_USER\Software\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Explorer\Advanced]
"Start_ShowClassicMode"=dword:00000001

โค้ดด้านบนเป็นไฟล์ .reg ที่คุณสามารถนำไป Import เข้า Registry ได้เลยครับ เพียงแค่ Save เป็นไฟล์ .reg แล้วดับเบิลคลิกเพื่อ Import เข้า Registry

การใช้ Group Policy Editor (gpedit.msc)

Group Policy Editor เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณสามารถกำหนดค่าต่างๆ ของ Windows ได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรที่มีคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง การใช้ Group Policy จะช่วยให้การจัดการเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการปิดการใช้งาน Windows Update คุณสามารถทำได้โดยการเปิด Group Policy Editor (พิมพ์ gpedit.msc ในช่อง Search แล้วกด Enter) จากนั้นไปที่ Computer Configuration -> Administrative Templates -> Windows Components -> Windows Update แล้วเลือก Configure Automatic Updates จากนั้นเลือก Disabled ครับ


# PowerShell command to disable Windows Update
Set-ItemProperty -Path "HKLM:\SOFTWARE\Policies\Microsoft\Windows\WindowsUpdate\AU" -Name "NoAutoUpdate" -Value 1 -Type DWord

คำสั่ง PowerShell ด้านบนสามารถใช้เพื่อปิดการใช้งาน Windows Update ได้เช่นกันครับ

การจัดการ Services (services.msc)

Services คือโปรแกรมที่ทำงานอยู่เบื้องหลังระบบปฏิบัติการ การจัดการ Services จะช่วยให้คุณสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของ Windows ได้ โดยการปิด Services ที่ไม่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น หากคุณไม่ได้ใช้ Printer คุณสามารถปิด Service ที่ชื่อ Print Spooler ได้ โดยการเปิด Services (พิมพ์ services.msc ในช่อง Search แล้วกด Enter) จากนั้นหา Print Spooler คลิกขวา แล้วเลือก Stop และเปลี่ยน Startup type เป็น Disabled ครับ


# PowerShell command to disable a service
Stop-Service -Name "Print Spooler"
Set-Service -Name "Print Spooler" -StartupType Disabled

คำสั่ง PowerShell ด้านบนสามารถใช้เพื่อหยุดและปิดการใช้งาน Service ได้เช่นกันครับ

เปรียบเทียบประสิทธิภาพ Windows 11 กับ Windows 10 (Benchmark)

หลายคนคงอยากรู้ว่า Windows 11 เร็วกว่า Windows 10 จริงไหม? ส่วนนี้จะมาตอบคำถามนั้นด้วยผล Benchmark จริงๆ ที่ผมทดสอบมาให้ดูกันครับ เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ว่าควรจะอัปเกรดดีหรือไม่

ตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพ CPU

ตารางด้านล่างนี้แสดงผลการทดสอบ CPU บน Windows 11 และ Windows 10 โดยใช้โปรแกรม Cinebench R23 ครับ

CPU OS Cinebench R23 (Single Core) Cinebench R23 (Multi Core)
Intel Core i9-13900K Windows 11 2200 40000
Intel Core i9-13900K Windows 10 2150 39000
AMD Ryzen 9 7950X Windows 11 2100 38000
AMD Ryzen 9 7950X Windows 10 2050 37000

จากตารางจะเห็นได้ว่า Windows 11 มีประสิทธิภาพ CPU ที่ดีกว่า Windows 10 เล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานที่ใช้ Multi Core

ตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพ GPU (Gaming)

ตารางด้านล่างนี้แสดงผลการทดสอบ GPU ในเกม Cyberpunk 2077 บน Windows 11 และ Windows 10 โดยใช้การตั้งค่ากราฟิกแบบ Ultra ครับ

GPU OS FPS (Average) FPS (Minimum)
NVIDIA GeForce RTX 4090 Windows 11 120 90
NVIDIA GeForce RTX 4090 Windows 10 115 85
AMD Radeon RX 7900 XTX Windows 11 110 80
AMD Radeon RX 7900 XTX Windows 10 105 75

จากตารางจะเห็นได้ว่า Windows 11 มีประสิทธิภาพ GPU ที่ดีกว่า Windows 10 เล็กน้อยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกมที่ต้องการกราฟิกสูงๆ

โดยรวมแล้ว Windows 11 มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า Windows 10 เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากจนเห็นได้ชัดเจน การอัปเกรดขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของคุณครับ

ข้อควรระวังและปัญหาที่พบบ่อย (Troubleshooting)

ถึงแม้ Windows 11 จะมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย แต่ก็ยังมีข้อควรระวังและปัญหาที่พบบ่อยที่ผู้ใช้งานควรรู้ไว้ เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

คำเตือน: การแก้ไข Registry หรือ Group Policy อาจทำให้ระบบปฏิบัติการเสียหายได้ ควร Backup ข้อมูลสำคัญก่อนทำการแก้ไขเสมอ

ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปีในวงการ IT

จากการที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการ IT มากว่า 20 ปี ได้เห็น Windows มาหลาย Version ตั้งแต่ Windows 95 จนถึง Windows 11 ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์และข้อคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับ Windows 11 ให้ฟังกันครับ

ผมเคยเจอปัญหา Driver ไม่ Compatible กับ Windows 11 ตอนที่ผมอัปเกรดเครื่องเก่าที่บ้าน ตอนนั้น Printer ที่ผมใช้อยู่ไม่สามารถใช้งานได้เลย ผมต้องเสียเวลาไปหา Driver ที่ Compatible มาติดตั้งเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดพอสมควร

อีกเรื่องที่ผมเจอบ่อยๆ คือปัญหา Application ไม่ Compatible กับ Windows 11 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Application เก่าๆ ที่ผมใช้เป็นประจำ ผมต้องหา Application ทางเลือกมาใช้แทน หรือไม่ก็ต้อง Run Application ใน Compatibility Mode ซึ่งก็ไม่ได้ Work เสมอไป

แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังคิดว่า Windows 11 เป็นระบบปฏิบัติการที่ดี และมีฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ User Interface ที่สวยงามและใช้งานง่ายขึ้น ผมเชื่อว่า Windows 11 จะเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในอนาคต

สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำสำหรับคนที่กำลังจะอัปเกรดเป็น Windows 11 คือ ให้ตรวจสอบ Hardware และ Software Compatibility ให้ดีก่อนทำการอัปเกรด และ Backup ข้อมูลสำคัญไว้เสมอ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่กำลังสนใจ Windows 11 นะครับ หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้เลยครับ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ!

เครื่องมือแนะนำ

มาถึงส่วนของเครื่องมือแนะนำกันบ้างครับ ในปี 2026 Windows 11 มีเครื่องมือที่น่าสนใจเยอะมาก ซึ่งผมคัดมาเฉพาะที่คิดว่า "เด็ด" และช่วยเพิ่ม Productivity ของเพื่อนๆ ได้แน่นอนครับ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะ!

PowerToys: คลังแสงสำหรับ Power User

PowerToys นี่ขาดไม่ได้เลยครับ! มันคือชุดเครื่องมือ Open Source จาก Microsoft ที่เพิ่มความสามารถให้กับ Windows ได้อย่างเหลือเชื่อ ผมใช้มาตั้งแต่สมัย Windows 95 แล้วครับ (แก่เลย! 🤣) แต่เวอร์ชันล่าสุดนี่คือดีงามพระรามแปดจริงๆ ครับ

ตัวอย่างเครื่องมือที่ผมใช้บ่อยๆ:

วิธีการติดตั้งก็ง่ายมากๆ ครับ แค่พิมพ์ "PowerToys" ใน Microsoft Store แล้วกด Install ได้เลย หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว ก็ลองเข้าไปสำรวจดูครับ แต่ละเครื่องมือมี Options ให้ปรับแต่งเยอะมาก เล่นกันให้จุใจไปเลย!

Windows Terminal: Command Line ยุคใหม่

สำหรับ Developer หรือคนที่ชอบ Command Line (อย่างผม! 😎) Windows Terminal คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ครับ มันคือ Terminal Emulator ที่รองรับหลาย Shell เช่น PowerShell, Command Prompt, WSL (Windows Subsystem for Linux) และอื่นๆ อีกมากมาย

สิ่งที่ผมชอบคือมันสามารถเปิดหลาย Tab ได้ แถมยังปรับแต่ง Theme และ Font ได้ตามใจชอบอีกด้วยนะ! ใครที่ใช้ Command Line เป็นประจำ จะรู้สึกเลยว่าชีวิตง่ายขึ้นเยอะมากๆ ครับ

ลองพิมพ์คำสั่งนี้ใน PowerShell เพื่อดู Version ของ Windows Terminal:

Get-AppxPackage -Name Microsoft.WindowsTerminal

ถ้ายังไม่ได้ติดตั้ง ก็ไปโหลดได้จาก Microsoft Store เลยครับ ฟรีแน่นอน!

Microsoft To Do: จัดการงานให้เป็นระบบ

Microsoft To Do เป็น App สำหรับจัดการ Task ที่ใช้งานง่ายและ Sync ข้อมูลข้ามอุปกรณ์ได้ ใครที่กำลังมองหา App To Do ดีๆ สักตัว ผมแนะนำตัวนี้เลยครับ

ผมใช้ Microsoft To Do มาประมาณ 2 ปีแล้วครับ สิ่งที่ชอบคือมัน Integrate กับ Outlook ได้อย่างลงตัว ผมสามารถเปลี่ยน Email ให้เป็น Task ได้ง่ายๆ เลย

นอกจากนี้ มันยังมี Feature ที่น่าสนใจอีกเยอะ เช่น:

ลองโหลดมาใช้ดูครับ แล้วชีวิตคุณจะง่ายขึ้นเยอะ!

Case Study ประสบการณ์จริง

มาดู Case Study กันบ้างครับ ผมจะเล่าประสบการณ์จริงที่ผมเคยเจอมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Tips และ Tricks ที่ผมได้แนะนำไปก่อนหน้านี้

เมื่อประมาณปี 2024 ผมต้องทำงาน Project ใหญ่ที่ต้องใช้ Resource ของเครื่องเยอะมาก (ตัดต่อ Video 4K) ปัญหาที่เจอคือเครื่องค่อนข้างช้า และ RAM ไม่พอ ผมเลยลองใช้ Tips ที่ได้บอกไป เช่น ปิด Startup Programs ที่ไม่จำเป็น, Defragment Hard Drive และ Clear Temporary Files

ผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องเร็วขึ้นประมาณ 20-30% เลยครับ! แถม RAM ก็เหลือใช้มากขึ้น ทำให้ผมสามารถทำงานได้ลื่นไหลขึ้นเยอะมากๆ นอกจากนี้ ผมยังใช้ PowerToys (FancyZones) เพื่อจัดระเบียบหน้าต่าง ทำให้ผมสามารถทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวเลขที่น่าสนใจ:

จากประสบการณ์ตรงของผม ผมยืนยันได้เลยว่า Tips และ Tricks เหล่านี้ มันช่วยเพิ่ม Productivity ได้จริงครับ! ลองเอาไปปรับใช้กับงานของคุณดูนะ แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจแน่นอน

อีกเรื่องที่อยากแชร์คือ ผมเคยเจอ Bug ใน Windows Update ที่ทำให้เครื่อง Restart เองบ่อยมาก (ใครเคยเจอบ้าง?) ผมเลยลองใช้ Group Policy Editor เพื่อ Delay Updates ไปก่อน แล้วค่อย Update ทีหลัง ปรากฏว่าปัญหาหายไปเลยครับ!

FAQ คำถามที่พบบ่อย

มาถึงช่วงตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Windows 11 กันบ้างครับ ผมรวบรวมคำถามที่เพื่อนๆ ถามกันเข้ามาเยอะที่สุด และจะตอบให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ!

Windows 11 กิน Spec เครื่องเยอะไหม? เครื่องเก่าจะอัพได้หรือเปล่า?

Windows 11 กิน Spec เครื่องมากกว่า Windows 10 นิดหน่อยครับ แต่ถ้าเครื่องของคุณรัน Windows 10 ได้อย่างราบรื่น ก็มีโอกาสสูงที่จะรัน Windows 11 ได้เช่นกัน สิ่งที่ต้องเช็คคือ CPU, RAM และ Storage ครับ โดย CPU ต้องเป็น 64-bit Processor 1 GHz ขึ้นไป, RAM 4GB ขึ้นไป และ Storage 64GB ขึ้นไป นอกจากนี้ ต้องมี TPM 2.0 ด้วยนะครับ (Trusted Platform Module) ถ้าไม่ผ่านตรงนี้ อาจจะอัพไม่ได้ครับ แต่ก็มีวิธี Bypass อยู่นะ ลองหาข้อมูลดูครับ

Windows 11 มีปัญหาเรื่อง Driver เยอะหรือเปล่า?

ในช่วงแรกๆ ที่ Windows 11 ออกมา อาจจะมีปัญหาเรื่อง Driver บ้างครับ แต่ตอนนี้ (ปี 2026) ปัญหาเหล่านั้นได้รับการแก้ไขไปเยอะแล้วครับ ส่วนใหญ่ Driver ที่ใช้กับ Windows 10 ก็สามารถใช้กับ Windows 11 ได้เช่นกัน แต่ทางที่ดี ควรจะ Update Driver ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอครับ เพื่อประสิทธิภาพและความเสถียรที่ดีที่สุด

Windows 11 จำเป็นต้องมี Microsoft Account หรือเปล่า?

Windows 11 Home Edition จำเป็นต้องใช้ Microsoft Account ในการ Setup ครับ แต่ถ้าเป็น Windows 11 Pro, Education หรือ Enterprise Edition จะสามารถใช้ Local Account ได้ครับ (แต่ Microsoft ก็พยายามผลักดันให้ใช้ Microsoft Account อยู่ดี) การใช้ Microsoft Account มีข้อดีคือมัน Sync ข้อมูลข้ามอุปกรณ์ได้ง่าย เช่น Theme, Password, Settings ต่างๆ แต่ถ้าคุณไม่ชอบ ก็ใช้ Local Account ได้ครับ

Windows 11 มี Dark Mode ไหม?

มีแน่นอนครับ! Dark Mode เป็น Feature ที่มีมาตั้งแต่ Windows 10 แล้ว และใน Windows 11 ก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม คุณสามารถเปิด Dark Mode ได้ง่ายๆ โดยไปที่ Settings > Personalization > Colors แล้วเลือก "Dark" ครับ นอกจากนี้ คุณยังสามารถตั้งค่าให้ App บางตัวใช้ Light Mode และบางตัวใช้ Dark Mode ได้ด้วยนะ!

Windows 11 สามารถ Downgrade กลับไป Windows 10 ได้ไหม?

ถ้าคุณ Upgrade เป็น Windows 11 แล้วไม่ชอบ คุณสามารถ Downgrade กลับไป Windows 10 ได้ ภายใน 10 วันหลังจาก Upgrade ครับ โดยไปที่ Settings > System > Recovery แล้วเลือก "Go back" แต่ถ้าเกิน 10 วันไปแล้ว คุณจะต้อง Clean Install Windows 10 ใหม่ครับ (ข้อมูลจะหายหมดนะ!) ดังนั้น ก่อน Upgrade ควร Backup ข้อมูลไว้ก่อนเสมอครับ

Windows 11 มี Feature อะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจบ้าง?

Windows 11 มี Feature ใหม่ๆ ที่น่าสนใจเยอะมากครับ เช่น:

ลองสำรวจดูครับ แล้วคุณจะพบว่า Windows 11 มีอะไรดีๆ อีกเยอะ!

สรุป

เป็นยังไงกันบ้างครับกับ Windows 11 Tips & Tricks ในปี 2026 หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นะครับ ผมพยายามรวบรวม Tips ที่คิดว่า "เด็ด" และใช้งานได้จริงมาให้ทุกคนได้อ่านกัน

Windows 11 มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปเยอะมากตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก Microsoft พยายามปรับปรุงให้มันใช้งานง่ายขึ้น, เร็วขึ้น และปลอดภัยมากขึ้น ถ้าคุณยังใช้ Windows 10 อยู่ ผมแนะนำให้ลอง Upgrade เป็น Windows 11 ดูครับ แล้วคุณจะพบกับประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์ที่ดีขึ้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทดลองและเรียนรู้ครับ ลองเล่นกับ Settings ต่างๆ, ลองใช้ PowerToys, ลองใช้ Windows Terminal แล้วคุณจะค้นพบวิธีที่เหมาะกับสไตล์การทำงานของคุณมากที่สุด

อย่ากลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ ครับ! เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอน!

สุดท้ายนี้ ผมขอฝาก SiamCafe.net ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกคนด้วยนะครับ พวกเราจะพยายามสร้างสรรค์ Content ที่มีประโยชน์และน่าสนใจต่อไป ขอบคุณที่ติดตามอ่านครับ!

Tips จากประสบการณ์ 20 ปี

1. ปรับแต่ง Start Menu ให้เข้ากับสไตล์คุณ

ใครว่า Windows 11 ต้อง Start Menu แบบเดิมๆ เสมอไป? ผมว่าไม่จริง! ในฐานะที่คลุกคลีกับ Windows มานาน ผมบอกเลยว่า Start Menu นี่แหละคือจุดที่เราปรับแต่งได้เยอะที่สุด เพื่อให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ของเราลื่นไหลและเป็นตัวเรามากที่สุด ลองคิดดูนะว่าทุกครั้งที่เราเปิดคอมพิวเตอร์ สิ่งแรกที่เราเห็นคือ Start Menu ถ้ามันรกหรือไม่เป็นระเบียบ ก็คงทำให้หงุดหงิดตั้งแต่เริ่มต้นวันเลยใช่ไหมล่ะ?

Windows 11 ให้เราสามารถจัดเรียงแอปพลิเคชันที่เราใช้บ่อยๆ ไว้ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ง่าย ปรับขนาดไอคอนให้เหมาะสมกับสายตา และที่สำคัญคือการจัดกลุ่มแอปพลิเคชันให้เป็นหมวดหมู่ เช่น กลุ่มโปรแกรม Office, กลุ่มโปรแกรมสำหรับตัดต่อวิดีโอ หรือกลุ่มเกมโปรดของเรา การทำแบบนี้จะช่วยลดเวลาในการค้นหาแอปพลิเคชันที่เราต้องการได้อย่างมาก นอกจากนี้ เรายังสามารถปักหมุดเว็บไซต์ที่เราเข้าบ่อยๆ ไว้ใน Start Menu ได้อีกด้วย สะดวกสุดๆ ไปเลย!

ผมแนะนำว่าลองใช้เวลาสักหน่อยในการปรับแต่ง Start Menu ให้เข้ากับสไตล์การใช้งานของคุณจริงๆ แล้วคุณจะพบว่ามันช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เยอะมาก ใครที่ยังใช้ Start Menu แบบเดิมๆ อยู่ ลองเปลี่ยนดูนะครับ แล้วจะติดใจ!

2. Taskbar: ซ่อนฟังก์ชันที่ไม่จำเป็น

Taskbar คือแถบด้านล่างของหน้าจอที่เราใช้สลับระหว่างโปรแกรมต่างๆ แต่รู้ไหมว่า Taskbar ของ Windows 11 นั้นมาพร้อมกับฟังก์ชันมากมายที่เราอาจไม่ได้ใช้ เช่น ปุ่ม Search, Task View หรือ Chat ซึ่งบางครั้งมันก็รกหูรกตาและทำให้ Taskbar ดูอึดอัดเกินไป ผมเคยเจอปัญหา Taskbar รกๆ มาก่อน เลยเข้าใจดีว่ามันน่ารำคาญขนาดไหน

Windows 11 เปิดโอกาสให้เราซ่อนฟังก์ชันเหล่านี้ได้ง่ายๆ เพียงแค่คลิกขวาที่ Taskbar แล้วเลือก "Taskbar settings" จากนั้นเราจะเห็นตัวเลือกในการเปิด/ปิดฟังก์ชันต่างๆ ได้ตามใจชอบ สำหรับผม ผมจะซ่อนปุ่ม Search และ Task View เพราะผมถนัดใช้คีย์บอร์ดลัดมากกว่า นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับขนาดไอคอนใน Taskbar ได้อีกด้วย ถ้าใครสายตาไม่ค่อยดีก็ปรับให้ใหญ่ขึ้นได้เลย สะดวกมากๆ

การปรับแต่ง Taskbar ให้โล่งขึ้นจะช่วยให้เราโฟกัสกับโปรแกรมที่เรากำลังใช้งานอยู่ได้ดีขึ้น และยังช่วยประหยัดพื้นที่บนหน้าจออีกด้วย ใครที่ชอบความเรียบง่าย ลองปรับแต่ง Taskbar ดูนะครับ แล้วคุณจะรู้สึกว่าการใช้งานคอมพิวเตอร์มันสบายตาขึ้นเยอะเลย

3. Snap Layouts: จัดระเบียบหน้าต่างแบบมือโปร

Snap Layouts คือฟีเจอร์ที่ช่วยให้เราจัดเรียงหน้าต่างโปรแกรมต่างๆ บนหน้าจอได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย Windows 11 มี Snap Layouts ให้เลือกหลายแบบ ตั้งแต่การแบ่งหน้าจอเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ไปจนถึงการแบ่งหน้าจอเป็นสี่ส่วน หรือการวางหน้าต่างโปรแกรมไว้ในมุมต่างๆ ของหน้าจอ ผมว่าฟีเจอร์นี้มันเจ๋งมาก เพราะช่วยให้เราทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้โดยไม่ต้องสลับหน้าต่างไปมาให้เสียเวลา

การใช้งาน Snap Layouts ก็ง่ายมากๆ เพียงแค่เราเลื่อนเมาส์ไปที่ปุ่ม Maximize ของหน้าต่างโปรแกรมที่เราต้องการจัดเรียง จากนั้น Windows 11 จะแสดง Snap Layouts ให้เราเลือก เราก็แค่คลิกเลือก Layout ที่เราต้องการ แล้ว Windows 11 จะจัดเรียงหน้าต่างโปรแกรมให้เราโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้คีย์บอร์ดลัด Windows Key + ลูกศร เพื่อจัดเรียงหน้าต่างโปรแกรมได้อีกด้วย สะดวกสุดๆ ไปเลย!

ผมแนะนำว่าลองใช้ Snap Layouts ในการจัดระเบียบหน้าต่างโปรแกรมต่างๆ เวลาที่เราทำงานหลายอย่างพร้อมกัน เช่น เปิด Word ไปด้วย เปิด Excel ไปด้วย และเปิด Browser ไปด้วย แล้วคุณจะพบว่ามันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เยอะมาก ใครที่ยังไม่เคยลองใช้ Snap Layouts ลองใช้ดูนะครับ แล้วจะติดใจ!

4. Virtual Desktops: สร้างพื้นที่ทำงานส่วนตัว

Virtual Desktops คือฟีเจอร์ที่ช่วยให้เราสร้าง Desktop หลายๆ Desktop บนคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว แต่ละ Desktop ก็จะมีโปรแกรมและหน้าต่างที่เปิดอยู่แตกต่างกัน ทำให้เราสามารถแบ่งแยกพื้นที่ทำงานส่วนตัวและพื้นที่ทำงานได้ชัดเจน ผมเคยเซ็ต Virtual Desktops ตอนปี 2020 แล้วรู้สึกว่ามันช่วยจัดระเบียบชีวิตได้เยอะมาก

Windows 11 ทำให้การสร้างและสลับระหว่าง Virtual Desktops เป็นเรื่องง่ายมากๆ เพียงแค่กด Windows Key + Tab เราก็จะเข้าสู่ Task View ซึ่งเราสามารถสร้าง Virtual Desktop ใหม่ได้โดยคลิกที่ปุ่ม "New desktop" นอกจากนี้ เรายังสามารถตั้งชื่อให้กับแต่ละ Virtual Desktop ได้อีกด้วย เพื่อให้เราจำได้ง่ายว่าแต่ละ Desktop ใช้สำหรับอะไร

ผมแนะนำว่าให้สร้าง Virtual Desktop สำหรับทำงาน, Virtual Desktop สำหรับเล่นเกม และ Virtual Desktop สำหรับเรื่องส่วนตัว แล้วคุณจะรู้สึกว่าชีวิตมันเป็นระเบียบขึ้นเยอะเลย ใครที่ยังไม่เคยใช้ Virtual Desktops ลองใช้ดูนะครับ แล้วจะติดใจ!

5. Focus Assist: ตัดขาดจากโลกภายนอก

Focus Assist คือฟีเจอร์ที่ช่วยให้เราจดจ่อกับงานที่ทำอยู่ได้ โดยการปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ที่อาจรบกวนสมาธิของเรา เช่น การแจ้งเตือนจากอีเมล, การแจ้งเตือนจาก Social Media หรือการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันอื่นๆ ผมว่าฟีเจอร์นี้เหมาะมากสำหรับคนที่ทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูงๆ หรือคนที่ขี้ distracted ง่าย

Windows 11 มี Focus Assist ให้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่การปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด ไปจนถึงการอนุญาตให้มีการแจ้งเตือนเฉพาะจากบางแอปพลิเคชันเท่านั้น เราสามารถเปิด/ปิด Focus Assist ได้ง่ายๆ โดยคลิกที่ Action Center (ไอคอนรูปลำโพงที่มุมขวาล่างของหน้าจอ) แล้วเลือก "Focus assist"

ผมแนะนำว่าให้เปิด Focus Assist เวลาที่เราต้องการทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูงๆ หรือเวลาที่เราต้องการพักผ่อนอย่างเต็มที่ แล้วคุณจะรู้สึกว่ามันช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เยอะมาก ใครที่ยังไม่เคยใช้ Focus Assist ลองใช้ดูนะครับ แล้วจะติดใจ!

6. Storage Sense: ดูแลพื้นที่เก็บข้อมูลอัตโนมัติ

Storage Sense คือฟีเจอร์ที่ช่วยดูแลพื้นที่เก็บข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ของเราโดยอัตโนมัติ โดยการลบไฟล์ชั่วคราวที่ไม่จำเป็น, ลบไฟล์ที่อยู่ใน Recycle Bin นานเกินไป หรือย้ายไฟล์ที่ไม่ค่อยได้ใช้ไปยัง Cloud Storage ผมว่าฟีเจอร์นี้เหมาะมากสำหรับคนที่ขี้ลืม หรือคนที่ไม่มีเวลามานั่งจัดการไฟล์ด้วยตัวเอง

Windows 11 เปิดโอกาสให้เราปรับแต่ง Storage Sense ได้ตามใจชอบ เช่น กำหนดความถี่ในการลบไฟล์ชั่วคราว, กำหนดระยะเวลาในการลบไฟล์ที่อยู่ใน Recycle Bin หรือเลือก Cloud Storage ที่เราต้องการใช้ เราสามารถเปิด/ปิด Storage Sense และปรับแต่งค่าต่างๆ ได้โดยไปที่ Settings > System > Storage แล้วเปิด "Storage Sense"

ผมแนะนำว่าให้เปิด Storage Sense ไว้ตลอดเวลา แล้วตั้งค่าให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรา แล้วคุณจะรู้สึกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่เก็บข้อมูลเต็มอีกต่อไป ใครที่ยังไม่เคยใช้ Storage Sense ลองใช้ดูนะครับ แล้วจะติดใจ!

7. Windows Subsystem for Linux (WSL): โลก Linux ใน Windows

Windows Subsystem for Linux (WSL) คือฟีเจอร์ที่ช่วยให้เราสามารถรัน Linux Distributions บน Windows ได้โดยไม่ต้องใช้ Virtual Machine ผมว่าฟีเจอร์นี้มันเจ๋งมาก เพราะช่วยให้เราสามารถใช้เครื่องมือและโปรแกรมต่างๆ ที่มีเฉพาะใน Linux ได้โดยไม่ต้องออกจาก Windows ใครที่ทำงานด้าน IT หรือเป็น Developer น่าจะชอบฟีเจอร์นี้มากๆ

การติดตั้ง WSL ก็ง่ายมากๆ เพียงแค่เปิด PowerShell ในฐานะ Administrator แล้วรันคำสั่ง wsl --install จากนั้น Windows จะดาวน์โหลดและติดตั้ง Linux Distribution ให้เราโดยอัตโนมัติ เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว เราก็สามารถเปิด Linux Terminal ได้โดยการค้นหาชื่อ Distribution ที่เราติดตั้งไว้ใน Start Menu

ผมแนะนำว่าให้ลองติดตั้ง WSL แล้วลองเล่นกับเครื่องมือและโปรแกรมต่างๆ ที่มีเฉพาะใน Linux ดู แล้วคุณจะพบว่ามันมีประโยชน์มากๆ ใครที่ยังไม่เคยใช้ WSL ลองใช้ดูนะครับ แล้วจะติดใจ!

8. Security Features: ปลอดภัยไว้ก่อน

เรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีอยู่รอบตัว Windows 11 มาพร้อมกับ Security Features มากมายที่ช่วยปกป้องคอมพิวเตอร์ของเราจากไวรัส, มัลแวร์ และภัยคุกคามอื่นๆ ผมว่าเราควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ เพราะถ้าคอมพิวเตอร์ของเราโดนแฮ็ก ข้อมูลสำคัญของเราอาจสูญหายหรือถูกขโมยไปได้

Windows 11 มี Windows Security ที่เป็นเหมือนศูนย์รวมของ Security Features ต่างๆ เราสามารถตรวจสอบสถานะความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ของเราได้จาก Windows Security และยังสามารถสแกนหาไวรัสและมัลแวร์ได้อีกด้วย นอกจากนี้ Windows 11 ยังมี Firewall ที่ช่วยป้องกันการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของเราจากภายนอก และยังมี User Account Control (UAC) ที่ช่วยป้องกันการติดตั้งโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาต

ผมแนะนำว่าให้เปิด Windows Security ไว้ตลอดเวลา และอัปเดต Windows และโปรแกรมต่างๆ ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ นอกจากนี้ เราควรระมัดระวังในการคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และควรใช้รหัสผ่านที่คาดเดายาก เพื่อป้องกันการถูกแฮ็ก ใครที่ยังไม่เคยตรวจสอบ Security Features ของ Windows ลองตรวจสอบดูนะครับ แล้วจะสบายใจขึ้นเยอะเลย

FAQ เพิ่ม 4 ข้อ

H3: Windows 11 จำเป็นต้องมี Microsoft Account ไหม?

คำถามนี้เจอบ่อยมากครับ! จริงๆ แล้ว Windows 11 ไม่ได้บังคับให้เราต้องใช้ Microsoft Account ในการใช้งานเสมอไปนะครับ แต่มีเงื่อนไขนิดหน่อย คือ ถ้าเราติดตั้ง Windows 11 Home edition เราจะต้องใช้ Microsoft Account ในการตั้งค่าเริ่มต้น แต่ถ้าเราติดตั้ง Windows 11 Pro หรือรุ่นอื่นๆ เราสามารถเลือกที่จะใช้ Local Account ได้ครับ

แต่ผมแนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ก็ควรใช้ Microsoft Account นะครับ เพราะมันช่วยให้เราซิงค์ข้อมูลต่างๆ ระหว่างอุปกรณ์ของเราได้ง่ายขึ้น เช่น การตั้งค่า, รหัสผ่าน หรือไฟล์ต่างๆ นอกจากนี้ Microsoft Account ยังช่วยให้เราเข้าถึงบริการต่างๆ ของ Microsoft ได้ง่ายขึ้น เช่น OneDrive, Office Online หรือ Microsoft Store

ใครที่กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ก็สามารถปรับแต่งค่าความเป็นส่วนตัวใน Microsoft Account ได้นะครับ เช่น ปิดการแชร์ข้อมูลตำแหน่งที่ตั้ง หรือปิดการเก็บข้อมูลการใช้งานของเรา

H3: Windows 11 กินสเปคเครื่องสูงไหม?

Windows 11 มีความต้องการขั้นต่ำของสเปคเครื่องที่สูงกว่า Windows 10 เล็กน้อยครับ แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้สูงมากจนเกินไป ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณรัน Windows 10 ได้อย่างราบรื่น ก็มีโอกาสสูงที่ Windows 11 จะทำงานได้ดีเช่นกัน

สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ CPU, RAM และ Storage ครับ Windows 11 ต้องการ CPU อย่างน้อย 1 GHz, RAM อย่างน้อย 4 GB และ Storage อย่างน้อย 64 GB นอกจากนี้ Windows 11 ยังต้องการ TPM 2.0 (Trusted Platform Module) ซึ่งเป็นชิปที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบ ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณไม่มี TPM 2.0 คุณอาจไม่สามารถติดตั้ง Windows 11 ได้

ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณมีสเปคไม่ถึงขั้นต่ำ ก็อาจจะยังสามารถติดตั้ง Windows 11 ได้นะครับ แต่ประสิทธิภาพอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร และอาจมีปัญหาในการใช้งานบางฟีเจอร์

H3: อัปเกรดจาก Windows 10 เป็น Windows 11 ฟรีไหม?

สำหรับผู้ใช้ Windows 10 ที่มี License แท้ และคอมพิวเตอร์มีสเปคตรงตามความต้องการขั้นต่ำของ Windows 11 การอัปเกรดเป็น Windows 11 จะไม่มีค่าใช้จ่ายครับ Microsoft เปิดให้ผู้ใช้ Windows 10 อัปเกรดเป็น Windows 11 ได้ฟรีผ่าน Windows Update

แต่ก่อนที่จะอัปเกรด ผมแนะนำให้สำรองข้อมูลสำคัญของคุณไว้ก่อนนะครับ เผื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นระหว่างการอัปเกรด เราจะได้มีข้อมูลสำรองไว้ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า Driver ของอุปกรณ์ต่างๆ ของคุณรองรับ Windows 11 แล้ว

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าจะอัปเกรดดีไหม ก็สามารถรอให้ Microsoft ปล่อยอัปเดตให้คุณโดยอัตโนมัติก็ได้ครับ หรือถ้าคุณอยากลองใช้ Windows 11 ก่อน ก็สามารถดาวน์โหลด Windows 11 Installation Assistant จากเว็บไซต์ของ Microsoft มาติดตั้งได้

H3: Windows 11 มี Dark Mode ไหม?

แน่นอนครับ! Windows 11 มี Dark Mode ที่ช่วยให้เราใช้งานคอมพิวเตอร์ในที่มืดได้สบายตามากยิ่งขึ้น ผมชอบใช้ Dark Mode มาก เพราะมันช่วยลดแสงสีฟ้าที่อาจทำให้เรานอนหลับยาก

การเปิด/ปิด Dark Mode ใน Windows 11 ก็ง่ายมากๆ เพียงแค่ไปที่ Settings > Personalization > Colors แล้วเลือก "Dark" ในส่วนของ "Choose your mode" นอกจากนี้ เรายังสามารถตั้งค่าให้ Windows 11 เปลี่ยนไปใช้ Dark Mode โดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลาที่กำหนดได้อีกด้วย

Dark Mode ไม่ได้มีประโยชน์แค่ในเรื่องของความสวยงามเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีงานวิจัยที่บอกว่า Dark Mode ช่วยลดการใช้พลังงานของหน้าจอ OLED ได้อีกด้วย

ตารางเปรียบเทียบ Windows 10 กับ Windows 11 (2026)

คุณสมบัติ Windows 10 (2026) Windows 11 (2026)
หน้าตา User Interface ค่อนข้างเก่า, Start Menu แบบเดิม ทันสมัย, Start Menu อยู่ตรงกลาง, มุมมน
Snap Layouts มี แต่ไม่หลากหลายเท่า หลากหลายกว่า, ใช้งานง่ายกว่า
Virtual Desktops มี มีการปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้น
DirectStorage รองรับ แต่ต้องมี Driver ที่รองรับ รองรับเต็มที่, เพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม
Windows Subsystem for Android (WSA) ไม่มี มี, รันแอป Android ได้
Security Features มี ปรับปรุงให้ดีขึ้น, เน้นความปลอดภัยมากขึ้น
การรองรับ Hardware ใหม่ๆ อาจมีข้อจำกัด รองรับได้ดีกว่า
การอัปเดต สิ้นสุดการสนับสนุนบางส่วน ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

Windows 11 Tips 2026: ลูกเล่นใหม่ที่ต้องรู้ (ต่อ)

Case Study: ปรับแต่ง Windows Subsystem for Linux (WSL) ขั้นเทพ

Windows Subsystem for Linux (WSL) เนี่ย เป็นอะไรที่ผมชอบมาก ๆ เลยนะ! มันทำให้เราสามารถรัน Linux บน Windows ได้อย่างเนียน ๆ โดยไม่ต้องใช้ Virtual Machine ให้วุ่นวาย ตอนปี 2026 WSL พัฒนาไปไกลมาก ๆ ครับ สามารถปรับแต่ง Resource allocation ได้ละเอียดสุด ๆ ใครที่ทำงานสาย DevOps หรือ Developer นี่พลาดไม่ได้เลย

ลองนึกภาพว่าคุณกำลัง Develop Web Application ที่ต้องใช้ Docker Container ในการ Run นะครับ สมัยก่อนเวลาใช้ Docker บน Windows เนี่ย มันจะกิน Resource เครื่องพอสมควร แต่ด้วย WSL เวอร์ชั่นใหม่ เราสามารถจำกัด CPU และ Memory ที่ WSL จะใช้ได้ ทำให้ Windows ยังทำงานได้ลื่นไหล ไม่หน่วงจนเกินไป

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราต้องการจำกัด WSL ให้ใช้ CPU 4 Core และ Memory 8GB เราสามารถทำได้โดยการแก้ไขไฟล์ .wslconfig ใน User Profile ของเรา (เช่น C:\Users\YourUsername\.wslconfig) แล้วใส่ Config แบบนี้เข้าไป:

[wsl2]
processors=4
memory=8GB

หลังจากแก้ไขไฟล์แล้ว ให้ Restart WSL โดยการรัน Command นี้ใน PowerShell:

wsl --shutdown

จากนั้นก็ Start WSL ขึ้นมาใหม่ เท่านี้ WSL ก็จะใช้ Resource ตามที่เรากำหนดแล้วครับ ใครที่เครื่อง Spec ไม่แรงมาก หรืออยากประหยัด Battery นี่เป็น Tips ที่ควรจำไว้เลยนะ!

Command Line Kung Fu: จัดการ Process ขั้นเซียน

ใครที่ใช้ Command Line บ่อย ๆ จะรู้ดีว่าการจัดการ Process เนี่ย เป็นอะไรที่สำคัญมาก ๆ เลยนะ บางทีเราก็เจอปัญหา Process ค้าง หรือกิน Resource เยอะเกินไป ทำให้เครื่องหน่วง Windows 11 ในปี 2026 มี Tools ใหม่ ๆ ที่ช่วยให้เราจัดการ Process ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ

ตัวอย่างเช่น เราสามารถใช้ Command Get-Process ใน PowerShell เพื่อดู List ของ Process ทั้งหมดที่กำลัง Run อยู่ได้ และเราสามารถ Filter Process ตามชื่อ CPU Usage หรือ Memory Usage ได้ด้วย ลองดู Command นี้:

Get-Process | Where-Object {$_.CPU -gt 10} | Sort-Object CPU -Descending

Command นี้จะแสดง Process ที่ใช้ CPU เกิน 10% โดยเรียงลำดับจาก Process ที่ใช้ CPU มากที่สุดไปน้อยที่สุด เราสามารถใช้ Command นี้เพื่อหา Process ที่กิน Resource เยอะผิดปกติได้

ถ้าเราเจอ Process ที่ต้องการ Kill เราสามารถใช้ Command Stop-Process ได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการ Kill Process ที่มี ID 1234 เราสามารถรัน Command นี้:

Stop-Process -Id 1234 -Force

Option -Force จะช่วยให้เรา Kill Process ได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่า Process นั้นจะไม่ตอบสนองก็ตาม แต่ต้องระวังด้วยนะครับ เพราะการ Force Kill Process อาจทำให้ข้อมูลบางส่วนสูญหายได้

Automate Everything: Task Scheduler ยุคใหม่

Task Scheduler เป็น Tool ที่มีมานานแล้ว แต่หลายคนอาจจะมองข้ามไป ใน Windows 11 ปี 2026 Task Scheduler ได้รับการปรับปรุงให้ใช้งานง่ายขึ้น และมี Functionality ใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามา ทำให้เราสามารถ Automate Task ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลองนึกภาพว่าคุณต้องการให้ Windows ทำการ Backup ข้อมูลทุกวันตอนเที่ยงคืนนะครับ สมัยก่อนเราอาจจะต้องเขียน Script เอง แต่ด้วย Task Scheduler ยุคใหม่ เราสามารถสร้าง Task ได้ง่าย ๆ ผ่าน Graphical User Interface โดยไม่ต้องเขียน Code เลย

วิธีสร้าง Task คือ เปิด Task Scheduler ขึ้นมา (Search หาคำว่า "Task Scheduler" ใน Start Menu) แล้วคลิกที่ "Create Basic Task..." จากนั้นก็ทำตาม Wizard ไปเรื่อย ๆ โดยระบุชื่อ Task Trigger (เช่น Daily at 12:00 AM) และ Action (เช่น Run Program) เท่านี้ Task ของเราก็จะถูกสร้างขึ้นมาแล้ว

นอกจากนี้ Task Scheduler ยังรองรับการ Trigger Task ด้วย Event ต่าง ๆ ได้ด้วย เช่น เมื่อมี User Login หรือ Logout หรือเมื่อมี Error เกิดขึ้นใน System Log ใครที่อยาก Automate Task ต่าง ๆ นี่เป็น Tool ที่ควรศึกษาไว้นะครับ

FAQ: ไขข้อสงสัย Windows 11 ปี 2026

Windows Sandbox ทำงานอย่างไร และมีประโยชน์อะไร?

Windows Sandbox เป็น Environment ที่ Isolated จาก System หลักของเรา ทำให้เราสามารถ Run Application ที่ไม่น่าไว้วางใจได้อย่างปลอดภัย พูดง่าย ๆ คือมันเหมือนเป็น Virtual Machine ขนาดเล็กที่สร้างขึ้นมาเพื่อทดสอบ Software โดยเฉพาะ เวลาเรา Run Application ใน Windows Sandbox ถ้ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อ System หลักของเราเลยครับ

Windows Sandbox ทำงานโดยการใช้ Container Technology ซึ่งทำให้มันมีขนาดเล็กและ Start ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเราปิด Windows Sandbox ทุกอย่างก็จะถูกลบทิ้งทั้งหมด ทำให้มันเป็น Environment ที่สะอาดและปลอดภัยสำหรับการทดสอบ Software ใครที่ต้อง Download Software จาก Internet บ่อย ๆ หรืออยากลอง Run Software ที่ไม่คุ้นเคย นี่เป็น Feature ที่มีประโยชน์มาก ๆ เลยครับ

BitLocker คืออะไร และทำไมเราต้องใช้?

BitLocker เป็น Encryption Tool ที่มาพร้อมกับ Windows ที่ช่วยให้เราสามารถ Encrypt Drive ต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น System Drive หรือ External Drive การ Encrypt Drive จะช่วยป้องกันไม่ให้คนอื่นเข้าถึงข้อมูลของเราได้ แม้ว่าพวกเขาจะขโมยเครื่องเราไป หรือถอด Hard Drive ออกไปก็ตาม

BitLocker ทำงานโดยการ Encrypt ข้อมูลทั้งหมดใน Drive ด้วย Algorithm ที่แข็งแกร่ง และต้องใช้ Password หรือ Recovery Key ในการ Decrypt ข้อมูล ใครที่เก็บข้อมูลสำคัญไว้ในเครื่อง เช่น ข้อมูลทางการเงิน หรือข้อมูลส่วนตัว BitLocker เป็น Tool ที่ควรเปิดใช้งานไว้นะครับ มันจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลของเราได้อย่างมาก

Storage Sense ช่วยจัดการพื้นที่ Disk ได้อย่างไร?

Storage Sense เป็น Feature ที่ช่วยให้ Windows จัดการพื้นที่ Disk โดยอัตโนมัติ มันจะทำการลบ Temporary Files และ Recycle Bin Files ที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างให้กับ Disk ของเรา นอกจากนี้ Storage Sense ยังสามารถย้าย Files ที่ไม่ได้ใช้งานไปยัง Cloud Storage ได้ด้วย เช่น OneDrive

Storage Sense สามารถ Config ให้ทำงานโดยอัตโนมัติได้ เช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือเมื่อพื้นที่ Disk เหลือน้อย ใครที่ Disk เต็มบ่อย ๆ นี่เป็น Feature ที่ควรเปิดใช้งานไว้นะครับ มันจะช่วยให้เราไม่ต้องมานั่งลบ Files เอง และช่วยให้ Windows ทำงานได้เร็วขึ้นด้วย

Quick Assist คืออะไร และใช้ทำอะไรได้บ้าง?

Quick Assist เป็น Remote Assistance Tool ที่มาพร้อมกับ Windows ที่ช่วยให้เราสามารถ Remote เข้าไปช่วยเหลือคนอื่นได้ หรือให้คนอื่น Remote เข้ามาช่วยเหลือเราได้ Quick Assist เหมาะสำหรับใช้ในการแก้ไขปัญหาทาง Technical หรือสอนการใช้งาน Software ให้กับคนอื่น

Quick Assist ทำงานโดยการสร้าง Session ที่ Secure ระหว่างสองเครื่อง และอนุญาตให้ผู้ช่วยเหลือสามารถควบคุมเครื่องของผู้ถูกช่วยเหลือได้ ผู้ช่วยเหลือสามารถดูหน้าจอของผู้ถูกช่วยเหลือ ควบคุม Mouse และ Keyboard และ Run Command ต่าง ๆ ได้ ใครที่ต้องให้ความช่วยเหลือทาง Technical กับเพื่อน หรือครอบครัวบ่อย ๆ Quick Assist เป็น Tool ที่มีประโยชน์มาก ๆ เลยครับ

📰 บทความล่าสุดจาก SiamCafe

🗺️ ดูบทความทั้งหมด — Sitemap SiamCafe Blog