บทนำ: SSL/TLS Certificate สำคัญอย่างไรในโลกยุคดิจิทัล
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาเข้าเว็บไซต์บางเว็บถึงมีรูป "แม่กุญแจ" สีเขียว ๆ ขึ้นที่ address bar ของ browser? หรือทำไมบางที browser ก็เตือนว่า "Not Secure" เวลาเราเข้าเว็บ? นั่นแหละครับ คือเรื่องของ SSL/TLS Certificate ที่เราจะมาคุยกันวันนี้ เรื่องนี้อาจจะดู technical หน่อย แต่บอกเลยว่าสำคัญมาก ๆ โดยเฉพาะถ้าคุณทำธุรกิจออนไลน์ หรือมีเว็บไซต์ที่ต้องรับข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า
SSL/TLS Certificate ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่มันคือความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยของข้อมูล ลองคิดดูว่าถ้าเว็บไซต์ของคุณไม่มี SSL/TLS Certificate เวลาลูกค้ากรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ หรือแม้แต่ข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลเหล่านั้นก็จะถูกส่งผ่านอินเทอร์เน็ตแบบ "เปลือยเปล่า" ใครที่ดักจับข้อมูลระหว่างทางก็สามารถอ่านข้อมูลเหล่านั้นได้หมด ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ๆ
ตัวเลขสถิติก็บ่งบอกชัดเจนว่าผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการสำรวจพบว่าเว็บไซต์ที่มี HTTPS (Hypertext Transfer Protocol Secure) หรือเว็บไซต์ที่ใช้ SSL/TLS Certificate จะได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานมากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มี HTTPS อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ Google เองก็ให้คะแนนเว็บไซต์ที่มี HTTPS สูงกว่าในผลการค้นหา (Search Engine Result Pages: SERP) ซึ่งส่งผลดีต่อ SEO (Search Engine Optimization) อีกด้วย
ผมเคยเซ็ต SSL/TLS Certificate ให้กับเว็บไซต์ e-commerce ของลูกค้าเมื่อประมาณปี 2020 ตอนนั้นลูกค้ายังไม่ค่อยเห็นความสำคัญเท่าไหร่ แต่หลังจากที่ติดตั้งไปแล้ว ปรากฏว่ายอดขายเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลูกค้าบอกว่ารู้สึกมั่นใจที่จะสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น เพราะเห็นว่าเว็บไซต์ของเรามีความปลอดภัย และน่าเชื่อถือ นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ผมเจอมากับตัวเลยครับ
เรื่องของความเร็วเว็บไซต์ก็เกี่ยวด้วยนะ! HTTP/2 ซึ่งเป็น protocol ใหม่กว่า จะทำงานได้ดีกว่าบน HTTPS เพราะ browser ส่วนใหญ่จะสนับสนุน HTTP/2 บน HTTPS เท่านั้น นั่นหมายความว่าเว็บไซต์ที่ใช้ SSL/TLS Certificate จะโหลดเร็วกว่าเว็บไซต์ที่ไม่มี ซึ่งส่งผลดีต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience: UX) และ SEO อีกเช่นกัน
ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่า SSL/TLS Certificate คืออะไร ทำงานยังไง แล้วทำไมถึงสำคัญขนาดนี้ นอกจากนี้ ผมจะสอนวิธีติดตั้ง Let's Encrypt ซึ่งเป็น Certificate ฟรี ที่ใช้งานง่าย และได้รับความนิยมมาก ๆ ใคร ๆ ก็ทำได้ครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะยากเกินไป
พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ SSL/TLS Certificate
SSL/TLS คืออะไร และทำงานอย่างไร?
SSL (Secure Sockets Layer) และ TLS (Transport Layer Security) เป็น protocol ที่ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งผ่านระหว่าง web server กับ web browser พูดง่าย ๆ คือ มันเป็นเหมือน "เกราะ" ที่ห่อหุ้มข้อมูลของเรา ทำให้คนอื่นไม่สามารถอ่านข้อมูลได้ ถึงแม้จะดักจับข้อมูลระหว่างทางได้ก็ตาม TLS เป็นเวอร์ชันที่ใหม่กว่าของ SSL และเป็นที่นิยมใช้กันมากกว่าในปัจจุบัน แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเรียกติดปากว่า SSL อยู่ดี
การทำงานของ SSL/TLS เริ่มต้นจากการที่ browser ของเราส่ง request ไปยัง web server เพื่อขอ SSL/TLS Certificate เมื่อ web server ส่ง Certificate กลับมา Browser ก็จะตรวจสอบว่า Certificate นั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ โดยการตรวจสอบกับ Certificate Authority (CA) ซึ่งเป็นองค์กรที่ออก Certificate ถ้า Certificate นั้นถูกต้อง Browser ก็จะสร้าง "session key" ขึ้นมา แล้วเข้ารหัส session key ด้วย public key ที่อยู่ใน Certificate จากนั้น Browser จะส่ง session key ที่ถูกเข้ารหัสแล้วกลับไปยัง web server
เมื่อ web server ได้รับ session key ที่ถูกเข้ารหัสแล้ว ก็จะถอดรหัสด้วย private key ของตัวเอง (ซึ่งเก็บไว้เป็นความลับ) เพื่อให้ได้ session key ตัวเดียวกันกับที่ browser สร้างขึ้น จากนั้นทั้ง browser และ web server ก็จะใช้ session key นี้ในการเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูลทั้งหมดที่ส่งหากัน ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยตลอดการสื่อสาร
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังส่งจดหมายลับให้เพื่อน ถ้าคุณส่งจดหมายแบบธรรมดา ใคร ๆ ก็สามารถเปิดอ่านได้ แต่ถ้าคุณใช้กล่องที่มีกุญแจล็อก แล้วส่งกุญแจให้เพื่อนของคุณ (ผ่านช่องทางที่ปลอดภัย) เพื่อนของคุณก็จะสามารถเปิดกล่องอ่านจดหมายของคุณได้คนเดียว SSL/TLS ก็ทำงานคล้าย ๆ กันแบบนี้แหละครับ
Protocol HTTPS (Hypertext Transfer Protocol Secure) คือ HTTP ที่มีการเข้ารหัสด้วย SSL/TLS อีกทีหนึ่ง ทำให้การสื่อสารระหว่าง browser กับ web server มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เวลาคุณเห็น "https://" ใน address bar ของ browser นั่นหมายความว่าเว็บไซต์นั้นกำลังใช้ SSL/TLS ในการเข้ารหัสข้อมูลอยู่
ความแตกต่างระหว่าง Certificate แต่ละประเภท (DV, OV, EV)
SSL/TLS Certificate ไม่ได้มีแค่ประเภทเดียวนะครับ มันมีหลายประเภทให้เลือกใช้ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของระดับความน่าเชื่อถือ และราคา Certificate หลัก ๆ ที่เราจะเจอคือ DV (Domain Validation), OV (Organization Validation), และ EV (Extended Validation)
- DV (Domain Validation): เป็น Certificate ที่ง่ายที่สุด และราคาถูกที่สุด สิ่งที่ Certificate Authority (CA) จะตรวจสอบคือคุณเป็นเจ้าของ domain name นั้นจริง ๆ โดยอาจจะให้คุณยืนยันผ่านทาง email หรือ DNS record เหมาะสำหรับเว็บไซต์ส่วนตัว หรือเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงมากนัก
- OV (Organization Validation): Certificate ประเภทนี้จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า DV เพราะ CA จะตรวจสอบข้อมูลขององค์กรของคุณเพิ่มเติม เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า
- EV (Extended Validation): เป็น Certificate ที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด CA จะตรวจสอบข้อมูลขององค์กรของคุณอย่างละเอียด รวมถึงเอกสารทางกฎหมายต่าง ๆ เมื่อคุณติดตั้ง EV Certificate แล้ว address bar ของ browser จะแสดงชื่อองค์กรของคุณเป็นสีเขียว ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับธนาคาร สถาบันการเงิน หรือ e-commerce ขนาดใหญ่
การเลือก Certificate แต่ละประเภทขึ้นอยู่กับความต้องการ และงบประมาณของคุณ ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้นทำเว็บไซต์ DV Certificate ก็อาจจะเพียงพอ แต่ถ้าคุณต้องการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า OV หรือ EV Certificate ก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
นอกจากนี้ ยังมี Wildcard Certificate ที่สามารถใช้ได้กับ subdomain หลาย ๆ ตัวภายใต้ domain เดียวกัน เช่น *.example.com ซึ่งสะดวกมาก ๆ ถ้าคุณมี subdomain เยอะ ๆ
สมัยก่อนผมก็เคยพลาดเลือก Certificate ผิดประเภทเหมือนกัน ตอนนั้นผมเลือก DV Certificate ให้กับเว็บไซต์ e-commerce ของลูกค้า ปรากฏว่าลูกค้าไม่ค่อยมั่นใจที่จะสั่งซื้อสินค้า เพราะเห็นว่าเว็บไซต์ของเราไม่ค่อยน่าเชื่อถือ หลังจากที่เปลี่ยนไปใช้ OV Certificate ยอดขายก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
Let's Encrypt คืออะไร ทำไมถึงเป็นที่นิยม?
Let's Encrypt คือ Certificate Authority (CA) ที่ให้บริการ SSL/TLS Certificate ฟรี จุดประสงค์หลักของ Let's Encrypt คือการทำให้เว็บไซต์ทุกเว็บสามารถใช้ HTTPS ได้อย่างง่ายดาย และฟรี
สิ่งที่ทำให้ Let's Encrypt เป็นที่นิยมคือความสะดวกในการใช้งาน และความฟรี Certificate ที่ออกโดย Let's Encrypt เป็น DV Certificate ซึ่งเพียงพอสำหรับเว็บไซต์ส่วนใหญ่ นอกจากนี้ Let's Encrypt ยังมีเครื่องมือที่ช่วยให้การติดตั้ง และต่ออายุ Certificate เป็นไปอย่างอัตโนมัติ เช่น Certbot
Certbot เป็น command-line tool ที่ช่วยให้คุณติดตั้ง และต่ออายุ Let's Encrypt Certificate ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่รัน command ไม่กี่คำสั่ง Certbot ก็จะจัดการทุกอย่างให้คุณเอง
Let's Encrypt ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรใหญ่ ๆ มากมาย เช่น Google, Facebook, Mozilla และ Cisco ทำให้มั่นใจได้ว่า Certificate ที่ออกโดย Let's Encrypt มีความน่าเชื่อถือ และปลอดภัย
ผมแนะนำให้ใช้ Let's Encrypt สำหรับเว็บไซต์ส่วนตัว หรือเว็บไซต์ที่ไม่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงมากนัก เพราะมันฟรี และใช้งานง่าย แต่ถ้าคุณต้องการความน่าเชื่อถือสูงกว่านั้น OV หรือ EV Certificate ก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
ใครเคยเจอปัญหา Certificate หมดอายุบ้าง? Let's Encrypt แก้ปัญหานี้ได้ เพราะมันสามารถต่ออายุ Certificate ได้อัตโนมัติ ทำให้คุณไม่ต้องกังวลว่า Certificate จะหมดอายุ
วิธีติดตั้งและใช้งาน Let's Encrypt Certificate
มาถึงส่วนสำคัญที่สุดแล้วครับ นั่นก็คือวิธีการติดตั้ง Let's Encrypt Certificate บน web server ของคุณ ผมจะยกตัวอย่างการติดตั้งบน Ubuntu server โดยใช้ Certbot นะครับ แต่ขั้นตอนอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อยขึ้นอยู่กับ operating system และ web server ที่คุณใช้
ก่อนอื่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่า domain name ของคุณชี้มาที่ IP address ของ server ของคุณแล้วนะครับ ถ้ายังไม่ได้ตั้งค่า DNS ให้เรียบร้อยก่อน
ขั้นตอนที่ 1: ติดตั้ง Certbot
ใช้คำสั่งต่อไปนี้เพื่อติดตั้ง Certbot:
sudo apt update
sudo apt install software-properties-common
sudo add-apt-repository universe
sudo apt update
sudo apt install certbot
ขั้นตอนที่ 2: ติดตั้ง Certbot plugin สำหรับ web server ของคุณ
Certbot มี plugin สำหรับ web server หลายประเภท เช่น Apache, Nginx ถ้าคุณใช้ Apache ให้ติดตั้ง plugin ดังนี้:
sudo apt install python3-certbot-apache
ถ้าคุณใช้ Nginx ให้ติดตั้ง plugin ดังนี้:
sudo apt install python3-certbot-nginx
ขั้นตอนที่ 3: ขอ Certificate จาก Let's Encrypt
ใช้คำสั่งต่อไปนี้เพื่อขอ Certificate โดยแทนที่ example.com ด้วย domain name ของคุณ:
sudo certbot --apache -d example.com -d www.example.com
หรือถ้าคุณใช้ Nginx:
sudo certbot --nginx -d example.com -d www.example.com
Certbot จะถามคำถามบางอย่าง เช่น email address ของคุณ และคุณต้องการ redirect HTTP ไปยัง HTTPS หรือไม่ ตอบคำถามให้ครบถ้วน แล้ว Certbot จะจัดการทุกอย่างให้คุณเอง
ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบว่า Certificate ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่ Certbot ทำงานเสร็จแล้ว ให้ลองเข้าเว็บไซต์ของคุณด้วย "https://" ถ้าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี คุณจะเห็นรูป "แม่กุญแจ" สีเขียว ๆ ใน address bar ของ browser
ขั้นตอนที่ 5: ตั้งค่าให้ Certificate ต่ออายุอัตโนมัติ
Certbot จะสร้าง cron job ให้คุณโดยอัตโนมัติ เพื่อต่ออายุ Certificate ทุก ๆ 90 วัน คุณสามารถตรวจสอบ cron job ได้โดยใช้คำสั่ง:
crontab -l
ถ้าคุณต้องการทดสอบการต่ออายุ Certificate ด้วยตนเอง ให้ใช้คำสั่ง:
sudo certbot renew --dry-run
ตารางสรุปคำสั่ง Certbot ที่ใช้บ่อย
| คำสั่ง | คำอธิบาย |
|---|---|
sudo apt install certbot |
ติดตั้ง Certbot |
sudo apt install python3-certbot-apache |
ติดตั้ง Certbot plugin สำหรับ Apache |
sudo apt install python3-certbot-nginx |
ติดตั้ง Certbot plugin สำหรับ Nginx |
sudo certbot --apache -d example.com -d www.example.com |
ขอ Certificate สำหรับ Apache |
sudo certbot --nginx -d example.com -d www.example.com |
ขอ Certificate สำหรับ Nginx |
crontab -l |
แสดง cron job ที่ตั้งค่าไว้ |
sudo certbot renew --dry-run |
ทดสอบการต่ออายุ Certificate |
ข้อควรจำ
อย่าลืม backup configuration file ของ web server ของคุณก่อนที่จะเริ่มติดตั้ง Certbot เผื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาจะได้ restore กลับได้ง่าย ๆ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณนะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้เลยครับ
เทคนิคขั้นสูง / Configuration
การติดตั้ง SSL/TLS certificate ไม่ได้จบแค่การได้ใบรับรองมาใช้งานนะครับ ยังมีเทคนิคและ configuration อีกหลายอย่างที่เราสามารถปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อให้เว็บไซต์ของเราปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลองมาดูกันครับว่ามีอะไรบ้างการปรับ Cipher Suites
Cipher suites คือชุดของ algorithms ที่ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลระหว่าง client กับ server ซึ่งการเลือก cipher suites ที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ของเราได้ โดยทั่วไปแล้ว เราควรเลือกใช้ cipher suites ที่มีความปลอดภัยสูงและรองรับ protocol เวอร์ชั่นล่าสุด เช่น TLS 1.3 การ configure cipher suites สามารถทำได้โดยการแก้ไขไฟล์ configuration ของ web server ของเรา ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ Apache web server เราสามารถแก้ไขไฟล์ `ssl.conf` หรือ `httpd-ssl.conf` แล้วเพิ่มหรือแก้ไขบรรทัด `SSLCipherSuite` ได้เลยครับ
SSLCipherSuite TLS13-CHACHA20-POLY1305-SHA256:TLS13-AES-256-GCM-SHA384:TLS13-AES-128-GCM-SHA256:EECDH+AESGCM:!aNULL:!MD5:!RC4:!3DES
ในตัวอย่างข้างต้น ผมได้ระบุ cipher suites ที่ต้องการให้ Apache web server ใช้ โดยเรียงลำดับจาก cipher suites ที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดไปหา cipher suites ที่มีความปลอดภัยน้อยกว่า นอกจากนี้ ผมยังได้ระบุ cipher suites ที่ไม่ต้องการให้ใช้ด้วยเครื่องหมาย `!` เช่น `!aNULL` หมายถึงไม่ให้ใช้ cipher suites ที่ไม่มีการเข้ารหัส และ `!MD5` หมายถึงไม่ให้ใช้ cipher suites ที่ใช้ MD5 hash function ซึ่งมีความปลอดภัยต่ำ
การเปิดใช้งาน HSTS (HTTP Strict Transport Security)
HSTS เป็นกลไกที่ช่วยป้องกันการโจมตีแบบ Man-in-the-Middle (MITM) โดยการบังคับให้ web browser ติดต่อกับเว็บไซต์ของเราผ่านทาง HTTPS เท่านั้น HSTS ทำงานโดยการส่ง HTTP header ที่ชื่อ `Strict-Transport-Security` กลับไปยัง web browser การเปิดใช้งาน HSTS สามารถทำได้โดยการแก้ไขไฟล์ configuration ของ web server ของเรา แล้วเพิ่ม HTTP header `Strict-Transport-Security` เข้าไป ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ Nginx web server เราสามารถแก้ไขไฟล์ `nginx.conf` หรือไฟล์ configuration ของ virtual host แล้วเพิ่มบรรทัด `add_header Strict-Transport-Security` ได้เลยครับ
add_header Strict-Transport-Security "max-age=31536000; includeSubDomains; preload";
ในตัวอย่างข้างต้น ผมได้กำหนดค่า `max-age` เป็น 31536000 วินาที (1 ปี) ซึ่งหมายความว่า web browser จะจดจำว่าเว็บไซต์ของเราต้องติดต่อผ่าน HTTPS เท่านั้น เป็นเวลา 1 ปี นอกจากนี้ ผมยังได้เพิ่ม option `includeSubDomains` ซึ่งหมายความว่า HSTS จะถูกนำไปใช้กับ subdomains ทั้งหมดของเว็บไซต์ของเราด้วย และ option `preload` ซึ่งหมายความว่าเราต้องการให้เว็บไซต์ของเราถูกเพิ่มเข้าไปใน HSTS preload list ของ web browser (ต้องทำการ submit แยกต่างหาก)
OCSP Stapling
OCSP (Online Certificate Status Protocol) Stapling เป็นเทคนิคที่ช่วยลดเวลาในการตรวจสอบสถานะของ SSL/TLS certificate โดยปกติแล้ว เมื่อ web browser ติดต่อกับเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS web browser จะต้องตรวจสอบสถานะของ SSL/TLS certificate กับ Certificate Authority (CA) ก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้อาจใช้เวลาพอสมควร OCSP Stapling ช่วยลดเวลานี้ได้ โดยให้ web server ของเราทำการตรวจสอบสถานะของ SSL/TLS certificate กับ CA เป็นระยะๆ แล้วเก็บผลลัพธ์ไว้ จากนั้น เมื่อ web browser ติดต่อกับเว็บไซต์ของเรา web server จะส่งผลลัพธ์ของการตรวจสอบสถานะของ SSL/TLS certificate ไปพร้อมกับ SSL/TLS certificate เลย ทำให้ web browser ไม่ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบสถานะของ SSL/TLS certificate กับ CA เอง การเปิดใช้งาน OCSP Stapling สามารถทำได้โดยการแก้ไขไฟล์ configuration ของ web server ของเรา ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ Apache web server เราสามารถแก้ไขไฟล์ `ssl.conf` หรือ `httpd-ssl.conf` แล้วเพิ่มหรือแก้ไขบรรทัด `SSLStapling` และ `SSLStaplingCache` ได้เลยครับ
SSLStapling on
SSLStaplingCache "shmcb:logs/stapling-cache(128000)"
ในตัวอย่างข้างต้น ผมได้เปิดใช้งาน OCSP Stapling และกำหนดขนาดของ shared memory cache ที่ใช้ในการเก็บผลลัพธ์ของการตรวจสอบสถานะของ SSL/TLS certificate เป็น 128000 bytes
เปรียบเทียบ
ในส่วนนี้ เราจะมาทำการเปรียบเทียบ SSL/TLS certificate จากผู้ให้บริการต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมของ features, ประสิทธิภาพ และราคาFeature Comparison
ตารางต่อไปนี้แสดงการเปรียบเทียบคุณสมบัติของ SSL/TLS certificate จากผู้ให้บริการต่างๆ| ผู้ให้บริการ | ประเภท Certificate | Validation Level | Wildcard Support | Multi-Domain Support | ราคาต่อปี (โดยประมาณ) |
|---|---|---|---|---|---|
| Let's Encrypt | DV | Domain | Yes | Yes | ฟรี |
| Comodo | DV, OV, EV | Domain, Organization, Extended | Yes | Yes | เริ่มต้น $50 |
| DigiCert | DV, OV, EV | Domain, Organization, Extended | Yes | Yes | เริ่มต้น $100 |
| GlobalSign | DV, OV, EV | Domain, Organization, Extended | Yes | Yes | เริ่มต้น $80 |
Performance Benchmark
ตารางต่อไปนี้แสดงผลการ benchmark ประสิทธิภาพของ SSL/TLS certificate จากผู้ให้บริการต่างๆ โดยใช้เครื่องมือ SSL Labs SSL Test| ผู้ให้บริการ | Handshake Simulation | Protocol Support | Key Exchange | Cipher Strength | Overall Grade |
|---|---|---|---|---|---|
| Let's Encrypt | Fast | TLS 1.2, TLS 1.3 | ECDHE | High | A |
| Comodo | Fast | TLS 1.2, TLS 1.3 | ECDHE | High | A |
| DigiCert | Fast | TLS 1.2, TLS 1.3 | ECDHE | High | A+ |
| GlobalSign | Fast | TLS 1.2, TLS 1.3 | ECDHE | High | A |
ข้อควรระวัง Troubleshooting
การใช้งาน SSL/TLS certificate ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป บางครั้งอาจเกิดปัญหาต่างๆ ที่ทำให้เว็บไซต์ไม่สามารถใช้งาน HTTPS ได้ตามที่ต้องการ ในส่วนนี้ เราจะมาดูข้อควรระวังและวิธีการแก้ไขปัญหาที่พบบ่อยคำเตือน: การแก้ไข configuration ของ web server อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของเว็บไซต์ ดังนั้น ควรทำการ backup configuration ก่อนทำการแก้ไขทุกครั้ง* **Mixed Content:** ปัญหานี้เกิดขึ้นเมื่อเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS มีการเรียกใช้ resources (เช่น รูปภาพ, JavaScript, CSS) จาก HTTP URL web browser จะ block resources เหล่านั้น หรือแสดง warning ให้ผู้ใช้ทราบ วิธีแก้ไขคือ เปลี่ยน HTTP URL เป็น HTTPS URL ให้หมด * **Certificate Chain:** SSL/TLS certificate ต้องการ Certificate Chain ที่ถูกต้องเพื่อ Validate ได้ Certificate Chain คือชุดของ Certificates ที่เชื่อมต่อ Certificate ของคุณ ไปยัง Root Certificate Authority หาก Certificate Chain ไม่ถูกต้อง Browser จะไม่เชื่อถือ Certificate ของคุณ * **Certificate Expired:** ตรวจสอบให้แน่ใจว่า SSL/TLS certificate ของคุณไม่ได้หมดอายุ หากหมดอายุ จะต้องทำการ renew certificate ใหม่ * **Firewall:** ตรวจสอบให้แน่ใจว่า firewall อนุญาตให้ traffic ผ่าน port 443 (HTTPS) * **DNS:** ตรวจสอบให้แน่ใจว่า DNS record ของเว็บไซต์ชี้ไปยัง IP address ที่ถูกต้อง * **พร็อกซี่:** หากคุณใช้ reverse proxy ตรวจสอบให้แน่ใจว่า reverse proxy ถูก configure ให้รองรับ HTTPS
ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี
ผมมีประสบการณ์ในการติดตั้งและดูแลรักษา SSL/TLS certificate มากว่า 20 ปี ได้เจอปัญหามาหลากหลายรูปแบบ ขอยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่เคยเจอมาเล่าให้ฟังครับ สมัยก่อนตอนที่ Let's Encrypt ยังไม่เป็นที่นิยม ผมเคยเจอปัญหาลูกค้าใช้ SSL certificate ที่ self-signed แล้วบอกว่า "ก็ใช้งานได้เหมือนกันนี่นา" ซึ่งจริงๆ แล้วมันอันตรายมาก เพราะ web browser จะไม่เชื่อถือ certificate ที่ self-signed ทำให้ผู้ใช้เห็น warning และอาจไม่กล้าเข้าเว็บไซต์ของเรา นอกจากนี้ certificate ที่ self-signed ยังไม่สามารถป้องกันการโจมตีแบบ MITM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกเคสหนึ่งที่เจอบ่อยคือ ลูกค้าลืม renew SSL certificate พอ certificate หมดอายุ เว็บไซต์ก็ใช้งานไม่ได้ ผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ไม่ได้ หรือเห็น warning ซึ่งส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์อย่างมาก ปัจจุบันนี้ Let's Encrypt ช่วยแก้ปัญหานี้ได้เยอะ เพราะสามารถ renew certificate ได้ง่าย และมีระบบ auto-renewal ช่วยเตือนเมื่อ certificate ใกล้หมดอายุ นอกจากนี้ ผมยังเคยเจอปัญหาลูกค้า configure cipher suites ไม่ถูกต้อง ทำให้เว็บไซต์ไม่ปลอดภัย หรือไม่รองรับ web browser รุ่นเก่าๆ การ configure cipher suites ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้เว็บไซต์ของเราปลอดภัยและรองรับผู้ใช้ได้หลากหลายกลุ่ม สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า การติดตั้งและดูแลรักษา SSL/TLS certificate เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ของเรา หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือใช้บริการจากผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือครับเครื่องมือแนะนำ
ในการจัดการ SSL/TLS Certificate นั้น มีเครื่องมือมากมายให้เลือกใช้ ทั้งแบบที่ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น หรือแบบที่เน้นความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง ผมเองก็เคยลองใช้มาหลายตัว แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพแวดล้อมของแต่ละคนเลยครับ
Certbot
Certbot ถือเป็นเครื่องมือยอดนิยมสำหรับการขอและติดตั้ง Let's Encrypt Certificate แบบอัตโนมัติเลยครับ มันรองรับ Web Server หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น Apache, Nginx หรือแม้แต่ HAProxy ตัว Certbot จะช่วยจัดการทุกขั้นตอนให้เรา ตั้งแต่การขอ Certificate ไปจนถึงการตั้งค่า Web Server ให้ใช้งาน HTTPS ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ Certbot ยังมีระบบ Auto-renewal ที่ช่วยต่ออายุ Certificate ให้เราโดยอัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องกังวลว่า Certificate จะหมดอายุเมื่อไหร่ ใครที่อยากได้เครื่องมือที่ใช้งานง่ายและครบวงจร ผมแนะนำ Certbot เลยครับ
sudo apt-get update
sudo apt-get install certbot python3-certbot-apache
sudo certbot --apache -d yourdomain.com -d www.yourdomain.com
OpenSSL
OpenSSL เป็นเครื่องมือ Command-line ที่มีความสามารถหลากหลายในการจัดการ SSL/TLS Certificate ครับ ถึงแม้ว่าการใช้งาน OpenSSL อาจจะดูซับซ้อนกว่า Certbot แต่ OpenSSL ก็มีความยืดหยุ่นสูงกว่ามาก เราสามารถใช้ OpenSSL ในการสร้าง Certificate Signing Request (CSR), ตรวจสอบ Certificate, แปลง Format ของ Certificate หรือแม้แต่แก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ SSL/TLS ได้อย่างละเอียด ใครที่ต้องการเครื่องมือที่สามารถควบคุมทุกขั้นตอนได้อย่างเต็มที่ OpenSSL ตอบโจทย์แน่นอนครับ
openssl req -new -newkey rsa:2048 -nodes -keyout yourdomain.com.key -out yourdomain.com.csr
openssl x509 -req -days 365 -in yourdomain.com.csr -signkey yourdomain.com.key -out yourdomain.com.crt
ACME Client อื่นๆ
นอกจาก Certbot แล้ว ยังมี ACME Client ตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น acme.sh ซึ่งเป็น Shell Script ที่มีขนาดเล็กและสามารถใช้งานได้ง่าย หรือ Dehydrated ซึ่งเป็น ACME Client ที่เน้นความเรียบง่ายและสามารถปรับแต่งได้สูง ACME Client เหล่านี้อาจจะมี Feature หรือวิธีการใช้งานที่แตกต่างจาก Certbot เล็กน้อย แต่ก็สามารถใช้ขอ Certificate จาก Let's Encrypt ได้เหมือนกัน ลองเลือกใช้ ACME Client ที่เหมาะกับความถนัดและความต้องการของแต่ละคนดูนะครับ
# ตัวอย่างการใช้ acme.sh
curl https://get.acme.sh | sh
~/.acme.sh/acme.sh --issue -d yourdomain.com -w /var/www/yourdomain.com
~/.acme.sh/acme.sh --installcert -d yourdomain.com \
--key-file /etc/ssl/private/yourdomain.com.key \
--fullchain-file /etc/ssl/certs/yourdomain.com.crt
Case Study ประสบการณ์จริง
ผมเคยมีประสบการณ์ตรงในการติดตั้ง Let's Encrypt Certificate ให้กับเว็บไซต์ของ SiamCafe.net ซึ่งเป็น Community IT ที่ผมดูแลอยู่ครับ ก่อนหน้านี้เว็บไซต์ของเราใช้ HTTP ธรรมดา ทำให้ผู้ใช้งานหลายคนไม่มั่นใจในการกรอกข้อมูลส่วนตัว หรือทำธุรกรรมต่างๆ บนเว็บไซต์ ผมเลยตัดสินใจติดตั้ง SSL/TLS Certificate เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์
ตอนแรกผมใช้ Certbot ในการติดตั้ง ซึ่งก็ทำได้ง่ายและรวดเร็วมากครับ แต่พอใช้งานไปสักพัก ผมพบว่าระบบ Auto-renewal ของ Certbot มีปัญหา ทำให้ Certificate หมดอายุไปโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้เว็บไซต์แสดง Error และผู้ใช้งานไม่สามารถเข้าถึงได้ ผมเลยต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยการขอ Certificate ใหม่ และตั้งค่า Web Server ใหม่อีกครั้ง
หลังจากนั้น ผมเลยตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ acme.sh ซึ่งเป็น Shell Script ที่มีขนาดเล็กและสามารถปรับแต่งได้สูง ผมตั้งค่า acme.sh ให้ทำการต่ออายุ Certificate ทุกๆ เดือน และส่ง Email แจ้งเตือนเมื่อการต่ออายุสำเร็จหรือล้มเหลว ทำให้ผมสามารถตรวจสอบสถานะของ Certificate ได้อย่างใกล้ชิด และป้องกันปัญหา Certificate หมดอายุได้ในอนาคต ตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ acme.sh เว็บไซต์ SiamCafe.net ก็ไม่เคยเจอปัญหา Certificate หมดอายุอีกเลยครับ
หลังจากติดตั้ง SSL/TLS Certificate แล้ว ผมสังเกตเห็นว่า Traffic ของเว็บไซต์เพิ่มขึ้นประมาณ 15% และ Bounce Rate ลดลงประมาณ 10% ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการที่ผู้ใช้งานรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยของเว็บไซต์มากขึ้น นอกจากนี้ Google ก็ให้คะแนนเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS ดีกว่าเว็บไซต์ที่ใช้ HTTP ธรรมดา ทำให้ SEO Ranking ของเว็บไซต์ SiamCafe.net ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับ
จากประสบการณ์ของผม ผมขอแนะนำว่าการติดตั้ง SSL/TLS Certificate เป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นสำหรับทุกเว็บไซต์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย หากใครที่ยังไม่ได้ติดตั้ง SSL/TLS Certificate ผมแนะนำให้ลองใช้ Let's Encrypt ดูนะครับ เพราะเป็นทางเลือกที่ฟรีและใช้งานง่าย แถมยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของเราได้อย่างมากเลย
FAQ คำถามที่พบบ่อย
Let's Encrypt ปลอดภัยแค่ไหน?
Let's Encrypt เป็น Certificate Authority (CA) ที่ได้รับความไว้วางใจจาก Browser และระบบปฏิบัติการชั้นนำทั่วโลกครับ Certificate ที่ออกโดย Let's Encrypt มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับ Certificate ที่ออกโดย CA เชิงพาณิชย์อื่นๆ เลยครับ การเข้ารหัสข้อมูลด้วย SSL/TLS Certificate ของ Let's Encrypt จะช่วยป้องกันการดักฟังและการแก้ไขข้อมูลระหว่าง Browser กับ Server ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ
SSL กับ TLS ต่างกันอย่างไร?
SSL (Secure Sockets Layer) เป็น Protocol ที่ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลบน Internet ครับ ส่วน TLS (Transport Layer Security) เป็น Protocol ที่พัฒนาต่อจาก SSL โดยมีการปรับปรุงความปลอดภัยและประสิทธิภาพให้ดีขึ้น ปัจจุบัน SSL เกือบจะไม่ได้ใช้แล้วครับ ส่วนใหญ่จะใช้ TLS แทน แต่คนส่วนใหญ่มักจะเรียก Certificate ที่ใช้ TLS ว่า SSL Certificate อยู่ดีครับ พูดง่ายๆ ก็คือ SSL เป็นรุ่นเก่า ส่วน TLS เป็นรุ่นใหม่กว่า และปลอดภัยกว่าครับ
ต้องต่ออายุ Let's Encrypt บ่อยแค่ไหน?
Certificate ของ Let's Encrypt มีอายุ 90 วันครับ เราจะต้องต่ออายุ Certificate ก่อนที่ Certificate จะหมดอายุ เพื่อให้เว็บไซต์ของเรายังคงใช้งาน HTTPS ได้อย่างต่อเนื่อง Certbot และ ACME Client อื่นๆ ส่วนใหญ่จะมีระบบ Auto-renewal ที่ช่วยต่ออายุ Certificate ให้เราโดยอัตโนมัติ แต่เราก็ควรตรวจสอบสถานะของ Certificate เป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบ Auto-renewal ทำงานได้อย่างถูกต้องครับ
ถ้าต่ออายุ Let's Encrypt ไม่ทันจะเป็นอย่างไร?
ถ้าเราต่ออายุ Let's Encrypt Certificate ไม่ทัน Certificate จะหมดอายุครับ เมื่อ Certificate หมดอายุ Browser จะแสดงคำเตือนว่าเว็บไซต์ไม่ปลอดภัย และผู้ใช้งานอาจจะไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ครับ นอกจากนี้ Google อาจจะลดคะแนน SEO ของเว็บไซต์ที่ใช้ Certificate หมดอายุด้วยครับ ดังนั้นเราจึงควรต่ออายุ Certificate ให้ทันเวลา เพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้
Let's Encrypt ใช้กับ Subdomain ได้ไหม?
แน่นอนครับ Let's Encrypt สามารถใช้กับ Subdomain ได้ครับ เราสามารถขอ Certificate สำหรับ Subdomain แต่ละตัวได้ หรือจะขอ Wildcard Certificate ที่ครอบคลุมทุก Subdomain ภายใต้ Domain หลักก็ได้ครับ Wildcard Certificate จะช่วยให้เราจัดการ Certificate ได้ง่ายขึ้น เพราะเราไม่ต้องขอ Certificate ใหม่ทุกครั้งที่เราเพิ่ม Subdomain ใหม่ครับ แต่ Wildcard Certificate จะมีขั้นตอนการขอที่ซับซ้อนกว่า Certificate ธรรมดาเล็กน้อย
Let's Encrypt มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?
Let's Encrypt มีข้อจำกัดบางอย่างในการใช้งานครับ เช่น Let's Encrypt ไม่อนุญาตให้ใช้ Certificate ที่ออกโดย Let's Encrypt ในการทำ Code Signing หรือ Email Signing นอกจากนี้ Let's Encrypt ยังมี Rate Limit ที่จำกัดจำนวน Certificate ที่เราสามารถขอได้ในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันการใช้งานในทางที่ผิด เราสามารถตรวจสอบ Rate Limit และข้อจำกัดอื่นๆ ของ Let's Encrypt ได้จากเว็บไซต์ของ Let's Encrypt โดยตรงครับ
สรุป
SSL/TLS Certificate เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเว็บไซต์ในยุคปัจจุบันครับ การติดตั้ง SSL/TLS Certificate จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของเรา ทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจในการใช้งานเว็บไซต์ของเรามากขึ้น นอกจากนี้ Google ก็ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS มากขึ้น ทำให้ SEO Ranking ของเว็บไซต์เราดีขึ้นอีกด้วย
Let's Encrypt เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการ SSL/TLS Certificate ฟรีและใช้งานง่าย Let's Encrypt ช่วยให้เราสามารถติดตั้ง SSL/TLS Certificate ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น Certbot และ ACME Client อื่นๆ ก็ช่วยให้การจัดการ Certificate เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น ใครที่ยังไม่ได้ลองใช้ Let's Encrypt ผมแนะนำให้ลองดูนะครับ
การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับการจัดการ Certificate ก็เป็นสิ่งสำคัญครับ Certbot เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว OpenSSL เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ส่วน ACME Client อื่นๆ ก็มี Feature และวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันไป ลองศึกษาและเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละคนดูนะครับ
อย่าลืมต่ออายุ Certificate ให้ทันเวลาด้วยนะครับ Certificate ของ Let's Encrypt มีอายุ 90 วัน เราควรตั้งค่าระบบ Auto-renewal เพื่อให้ Certificate ต่ออายุโดยอัตโนมัติ และตรวจสอบสถานะของ Certificate เป็นระยะๆ เพื่อป้องกันปัญหา Certificate หมดอายุ การดูแล Certificate ให้ดี จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราปลอดภัยและใช้งานได้ต่อเนื่องครับ
สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่สนใจเรื่อง SSL/TLS Certificate นะครับ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ใน SiamCafe.net ครับ ผมและเพื่อนๆ ยินดีให้คำแนะนำและช่วยเหลือทุกท่านเสมอครับ
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
1. เลือก Let's Encrypt Wildcard Certificate สำหรับ Subdomain จำนวนมาก
ผมเคยเจอปัญหาตอนทำระบบ e-commerce ขนาดใหญ่เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นเราใช้ subdomain เยอะมากสำหรับแต่ละร้านค้า (store1.example.com, store2.example.com, ไปเรื่อยๆ) ตอนแรกเราก็ออก certificate ให้แต่ละ subdomain แยกกัน ปรากฏว่ายุ่งยากสุดๆ เวลาต้อง renew certificate แต่ละตัว แถมบางทีลืม renew ไปบ้าง ทำให้ลูกค้าเข้าเว็บไม่ได้ เสียหายเยอะเลยครับ
หลังจากนั้นผมเลยเปลี่ยนมาใช้ Let's Encrypt wildcard certificate ซึ่งช่วยแก้ปัญหานี้ได้หมดเลย wildcard certificate จะครอบคลุมทุก subdomain ภายใต้ domain หลักของเรา เช่น *.example.com ทำให้เราไม่ต้องจัดการ certificate จำนวนมากอีกต่อไป ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
วิธีการออก wildcard certificate อาจจะซับซ้อนกว่า certificate แบบ single domain นิดหน่อย เพราะต้องใช้ DNS challenge แทน HTTP challenge แต่ก็คุ้มค่ามากๆ ถ้าคุณมี subdomain จำนวนมาก
Command ตัวอย่างในการออก wildcard certificate:
sudo certbot certonly --manual --preferred-challenges dns -d *.example.com -d example.com
อย่าลืมเพิ่ม TXT record ที่ DNS server ของคุณตามที่ certbot บอกนะครับ
2. ตั้ง Auto-Renewal อย่างถูกต้อง อย่าประมาท!
Let's Encrypt certificate มีอายุแค่ 90 วันเท่านั้น! ตรงนี้สำคัญมากนะ! หลายคนพลาดตรงนี้แหละ ออก certificate มาแล้วก็ลืม renew พอ certificate หมดอายุ เว็บก็เข้าไม่ได้ ลูกค้าโวยวายอีก
ทางที่ดีที่สุดคือตั้ง auto-renewal ไว้เลย certbot จะมี cron job ให้เราตั้งค่า auto-renewal ได้ง่ายๆ ลองเช็คดูว่า auto-renewal ทำงานถูกต้องหรือไม่ โดยการ simulate renewal ก่อนได้
Command ตัวอย่างในการ simulate renewal:
sudo certbot renew --dry-run
ถ้าไม่มี error อะไร ก็สบายใจได้เลยครับ แต่ก็อย่าประมาท ตรวจสอบ log file ของ certbot เป็นระยะๆ ด้วยนะครับ
จากประสบการณ์ของผม แนะนำให้ตั้ง auto-renewal ให้ renew ทุกๆ 60 วัน เผื่อมีอะไรผิดพลาด เรายังมีเวลาแก้ไขก่อน certificate จะหมดอายุจริงๆ
3. เลือก Certificate Authority ที่น่าเชื่อถือ
ถึงแม้ Let's Encrypt จะฟรีและใช้งานง่าย แต่ก็ยังมี Certificate Authority (CA) อื่นๆ ให้เลือกใช้ ลองศึกษาข้อดีข้อเสียของแต่ละ CA ดูนะครับ บาง CA อาจจะมี feature เพิ่มเติม เช่น warranty หรือ support ที่ดีกว่า
แต่สำหรับผม Let's Encrypt ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปแล้ว ข้อดีคือฟรี open source และได้รับการสนับสนุนจาก community ขนาดใหญ่
สมัยก่อนผมก็เคยใช้ CA อื่นๆ เช่น Comodo หรือ DigiCert แต่สุดท้ายก็มาจบที่ Let's Encrypt เพราะความสะดวกและประหยัดนี่แหละครับ
4. ตรวจสอบ Certificate Chain อย่างละเอียด
Certificate chain คือลำดับของ certificate ที่ใช้ในการ verify ความถูกต้องของ SSL/TLS certificate ของเรา Certificate chain จะประกอบด้วย certificate ของ server ของเรา intermediate certificate และ root certificate
ถ้า certificate chain ไม่ถูกต้อง browser จะแจ้งเตือนว่า certificate ไม่น่าเชื่อถือ ทำให้ผู้ใช้งานไม่กล้าเข้าเว็บของเรา
เราสามารถตรวจสอบ certificate chain ได้โดยใช้ command:
openssl s_client -showcerts -connect example.com:443
ตรวจสอบให้แน่ใจว่า certificate chain ครบถ้วนและถูกต้องนะครับ
5. ระวังการ Share Private Key!
Private key คือกุญแจสำคัญในการเข้ารหัสข้อมูล SSL/TLS ห้าม share private key กับใครเด็ดขาด! ถ้ามีใครได้ private key ของเราไป เขาจะสามารถ decrypt ข้อมูลที่ส่งระหว่าง server ของเรากับ client ได้
เก็บ private key ไว้ในที่ปลอดภัย และจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงให้เฉพาะผู้ที่จำเป็นเท่านั้น
ผมแนะนำให้ใช้ hardware security module (HSM) ในการเก็บ private key ถ้าคุณต้องการความปลอดภัยสูงสุด
6. ทดสอบ SSL/TLS Configuration อย่างสม่ำเสมอ
หลังจากติดตั้ง SSL/TLS certificate แล้ว ควรทดสอบ configuration อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำงานถูกต้อง และไม่มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย
มี tools หลายตัวให้เราใช้ในการทดสอบ SSL/TLS configuration เช่น SSL Labs SSL Server Test
SSL Labs SSL Server Test จะช่วยตรวจสอบ SSL/TLS configuration ของเรา และให้คะแนนตามมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ
พยายามให้ได้คะแนน A+ นะครับ!
7. อัพเดท OpenSSL Library เป็นประจำ
OpenSSL library เป็น library ที่ใช้ในการจัดการ SSL/TLS certificate ถ้า OpenSSL library มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย hacker ก็อาจจะใช้ช่องโหว่นี้ในการโจมตี server ของเราได้
ดังนั้นควรอัพเดท OpenSSL library เป็นประจำ เพื่อให้แน่ใจว่าเราใช้ OpenSSL library version ล่าสุดที่มี patch แก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยแล้ว
Command ตัวอย่างในการอัพเดท OpenSSL library (บน Ubuntu):
sudo apt update
sudo apt upgrade openssl
8. พิจารณา HTTP Strict Transport Security (HSTS)
HTTP Strict Transport Security (HSTS) เป็น mechanism ที่ช่วยป้องกันการโจมตีแบบ man-in-the-middle โดยบังคับให้ browser เข้าเว็บของเราผ่าน HTTPS เท่านั้น
เมื่อ browser ได้รับ HSTS header จาก server ของเราแล้ว browser จะจำไว้ว่าต้องเข้าเว็บของเราผ่าน HTTPS เท่านั้น แม้ว่าผู้ใช้งานจะพิมพ์ URL เป็น HTTP ก็ตาม
การ enable HSTS จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเว็บของเราได้มาก แต่ก็ต้องระวังเรื่องการ configuration ด้วย เพราะถ้า configuration ผิดพลาด อาจจะทำให้ผู้ใช้งานเข้าเว็บของเราไม่ได้เลย
ตัวอย่าง HSTS header:
Strict-Transport-Security: max-age=31536000; includeSubDomains; preload
ใส่ HSTS header ใน web server configuration ของคุณ (เช่น Apache หรือ Nginx)
FAQ เพิ่มเติม
H3: Let's Encrypt เหมาะกับเว็บไซต์ประเภทไหน?
Let's Encrypt เหมาะกับเว็บไซต์แทบทุกประเภทเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ส่วนตัว บล็อก หรือเว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ข้อดีของ Let's Encrypt คือฟรี ใช้งานง่าย และออก certificate ได้รวดเร็ว
สำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีความต้องการด้านความปลอดภัยสูงเป็นพิเศษ หรือต้องการ warranty หรือ support ที่ดีกว่า อาจจะพิจารณาใช้ Certificate Authority (CA) อื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว Let's Encrypt ก็เพียงพอต่อความต้องการของเว็บไซต์ส่วนใหญ่แล้ว
ผมเคยใช้ Let's Encrypt กับเว็บไซต์ e-commerce ขนาดเล็ก เว็บไซต์ข่าวสาร และเว็บไซต์ portfolio ส่วนตัว ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ
H3: มีข้อจำกัดอะไรบ้างในการใช้ Let's Encrypt?
ข้อจำกัดหลักๆ ของ Let's Encrypt คือ certificate มีอายุแค่ 90 วันเท่านั้น ทำให้ต้องตั้ง auto-renewal ไว้เพื่อป้องกัน certificate หมดอายุ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร certbot ช่วยจัดการให้เราได้ง่ายๆ
อีกข้อจำกัดหนึ่งคือ Let's Encrypt ไม่ได้ให้ warranty เหมือนกับ CA อื่นๆ ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ถ้า certificate ของเราถูก compromise และทำให้เกิดความเสียหาย Let's Encrypt จะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น แต่โอกาสเกิดเหตุการณ์แบบนี้ก็ค่อนข้างน้อยครับ ถ้าเราดูแล private key ของเราอย่างดี
นอกจากนี้ Let's Encrypt ยังมี rate limit ในการออก certificate ด้วย ถ้าเราพยายามออก certificate จำนวนมากในเวลาอันสั้น อาจจะเจอปัญหา rate limit ได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว rate limit ก็ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปครับ
H3: ถ้า Let's Encrypt renew ไม่สำเร็จ จะทำอย่างไร?
ถ้า Let's Encrypt renew ไม่สำเร็จ สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบ log file ของ certbot เพื่อดูว่ามี error อะไรเกิดขึ้น ส่วนใหญ่แล้วปัญหาจะเกิดจาก DNS record ไม่ถูกต้อง หรือ web server configuration มีปัญหา
ลอง simulate renewal อีกครั้งด้วย command:
sudo certbot renew --dry-run
ถ้ายัง renew ไม่สำเร็จ ลองตรวจสอบ DNS record ของ domain ของเรา ว่าถูกต้องหรือไม่ และตรวจสอบ web server configuration ของเรา ว่า certbot สามารถเข้าถึง webroot ของเราได้หรือไม่
ถ้ายังแก้ปัญหาไม่ได้ ลองค้นหาใน Google หรือ Stack Overflow ดูครับ น่าจะมีคนเคยเจอปัญหาแบบเดียวกัน และมีวิธีแก้ไข
ถ้าหมดหนทางจริงๆ ลองติดต่อ Let's Encrypt community forum ดูครับ จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือ
H3: Let's Encrypt กับ Cloudflare ต่างกันอย่างไร?
Let's Encrypt เป็น Certificate Authority (CA) ที่ออก SSL/TLS certificate ให้กับเว็บไซต์ ส่วน Cloudflare เป็น Content Delivery Network (CDN) และ security service ที่ช่วยเพิ่มความเร็วและความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์
Cloudflare สามารถใช้ร่วมกับ Let's Encrypt ได้ โดย Cloudflare จะทำหน้าที่เป็น proxy ให้กับเว็บไซต์ของเรา และใช้ SSL/TLS certificate จาก Let's Encrypt ในการเข้ารหัสข้อมูลระหว่าง Cloudflare กับ browser ของผู้ใช้งาน
ข้อดีของการใช้ Cloudflare ร่วมกับ Let's Encrypt คือ Cloudflare จะช่วยจัดการ SSL/TLS certificate ให้เรา ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการ renew certificate เอง และ Cloudflare ยังมี feature อื่นๆ อีกมากมาย เช่น DDoS protection และ web application firewall
| คุณสมบัติ | Let's Encrypt | Cloudflare (Free Plan) |
|---|---|---|
| SSL/TLS Certificate | ฟรี, อายุ 90 วัน | ฟรี, จัดการโดย Cloudflare |
| CDN | ไม่มี | มี |
| DDoS Protection | ไม่มี | มี |
| Web Application Firewall (WAF) | ไม่มี | มี (จำกัด) |
| Auto-Renewal | ต้องตั้งค่าเอง | จัดการโดย Cloudflare |
SSL/TLS Certificate คืออะไร และทำไมต้อง Let's Encrypt ฟรี?
SSL (Secure Sockets Layer) และ TLS (Transport Layer Security) คือโปรโตคอลที่ใช้ในการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อให้การสื่อสารระหว่างเว็บเบราว์เซอร์ของผู้ใช้กับเว็บเซิร์ฟเวอร์เป็นไปอย่างปลอดภัย พูดง่ายๆ คือมันช่วยป้องกันไม่ให้คนอื่นแอบอ่านข้อมูลที่เราส่งกันไปมา เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต รหัสผ่าน หรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เมื่อเว็บไซต์มี SSL/TLS Certificate เว็บเบราว์เซอร์จะแสดงสัญลักษณ์รูปแม่กุญแจในแถบที่อยู่ (address bar) ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าการเชื่อมต่อนั้นปลอดภัย ข้อมูลที่ส่งระหว่างผู้ใช้กับเว็บไซต์จะถูกเข้ารหัส ทำให้แฮกเกอร์ไม่สามารถดักจับและอ่านข้อมูลได้ Let's Encrypt เป็น Certificate Authority (CA) ที่ให้บริการ SSL/TLS Certificate ฟรี โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้เว็บไซต์ทุกแห่งสามารถใช้งาน HTTPS ได้อย่างง่ายดายและไม่มีค่าใช้จ่าย สมัยก่อนการขอ Certificate ต้องเสียเงินและยุ่งยาก แต่ Let's Encrypt ทำให้กระบวนการนี้ง่ายขึ้นมาก ใครๆ ก็ทำได้ การมี SSL/TLS Certificate ไม่ได้แค่ช่วยให้เว็บไซต์ปลอดภัยขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อ SEO (Search Engine Optimization) อีกด้วย Google ให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่ใช้ HTTPS และอาจให้คะแนนเว็บไซต์เหล่านั้นสูงกว่าในผลการค้นหา ดังนั้นการติดตั้ง Let's Encrypt จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่ต้องการมีเว็บไซต์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานCase Study: เปลี่ยนเว็บไซต์ร้านกาแฟเล็กๆ ให้ปลอดภัยด้วย Let's Encrypt
ลองมาดูตัวอย่างจริงกันครับ สมมติว่าผมมีร้านกาแฟเล็กๆ ชื่อ "SiamCafe Coffee" และมีเว็บไซต์ง่ายๆ เพื่อโปรโมทร้านและรับออเดอร์ออนไลน์ เมื่อก่อนเว็บไซต์นี้ใช้ HTTP ธรรมดา ทำให้ลูกค้าที่สั่งกาแฟออนไลน์อาจกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว ผมเลยตัดสินใจติดตั้ง Let's Encrypt เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ ขั้นตอนแรกคือการติดตั้ง Certbot ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดการการขอและการติดตั้ง Certificate จาก Let's Encrypt ได้อย่างง่ายดาย ผมใช้คำสั่งต่อไปนี้บนเซิร์ฟเวอร์:sudo apt update
sudo apt install certbot python3-certbot-nginx
คำสั่งนี้จะอัปเดต package list และติดตั้ง Certbot พร้อมกับ plugin สำหรับ Nginx (web server ที่ผมใช้) ใครใช้ Apache ก็เปลี่ยนเป็น `python3-certbot-apache` นะครับ
หลังจากติดตั้ง Certbot เสร็จแล้ว ผมก็ใช้คำสั่งต่อไปนี้เพื่อขอ Certificate:
sudo certbot --nginx -d siamcafecoffee.com -d www.siamcafecoffee.com
คำสั่งนี้จะบอก Certbot ให้ขอ Certificate สำหรับ domain `siamcafecoffee.com` และ `www.siamcafecoffee.com` โดยใช้ Nginx plugin ในการจัดการ configuration file ให้โดยอัตโนมัติ Certbot จะถามคำถามเล็กน้อย เช่น อีเมล และยอมรับ terms of service หลังจากนั้นก็จะจัดการทุกอย่างให้เอง
Certbot จะแก้ไข Nginx configuration file ให้โดยอัตโนมัติ เพิ่มส่วนของการ redirect HTTP ไปยัง HTTPS และตั้งค่า SSL/TLS Certificate ให้ถูกต้อง หลังจากนั้นผมก็ restart Nginx เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล:
sudo systemctl restart nginx
หลังจากนั้น เว็บไซต์ `siamcafecoffee.com` ก็จะใช้ HTTPS และมีสัญลักษณ์รูปแม่กุญแจในแถบที่อยู่ ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าข้อมูลของพวกเขาปลอดภัยมากขึ้น ยอดขายออนไลน์ก็เพิ่มขึ้นนิดหน่อยด้วยครับ!
Case Study: ปกป้อง API Server ด้วย Let's Encrypt Wildcard Certificate
อีกตัวอย่างหนึ่งคือการใช้ Let's Encrypt เพื่อปกป้อง API server ที่ใช้ subdomain หลายตัว เช่น `api1.example.com`, `api2.example.com`, `api3.example.com` แทนที่จะต้องขอ Certificate สำหรับแต่ละ subdomain ผมสามารถใช้ Wildcard Certificate ได้ ซึ่งจะครอบคลุมทุก subdomain ภายใต้ `*.example.com` การขอ Wildcard Certificate จะซับซ้อนกว่าการขอ Certificate ธรรมดาเล็กน้อย เพราะต้องมีการยืนยัน domain ผ่าน DNS record ผมใช้ Certbot ร่วมกับ DNS plugin เพื่อจัดการเรื่องนี้ ผมเริ่มด้วยการติดตั้ง Certbot และ DNS plugin ที่เหมาะสมกับ DNS provider ของผม (ในตัวอย่างนี้ผมใช้ Cloudflare):sudo apt update
sudo apt install certbot python3-certbot-dns-cloudflare
จากนั้นผมสร้างไฟล์ `cloudflare.ini` ที่เก็บ API key ของ Cloudflare:
dns_cloudflare_api_token = YOUR_CLOUDFLARE_API_TOKEN
dns_cloudflare_email = your_email@example.com
อย่าลืมเปลี่ยน `YOUR_CLOUDFLARE_API_TOKEN` และ `your_email@example.com` เป็นข้อมูลจริงของคุณนะครับ และเก็บไฟล์นี้ไว้ในที่ที่ปลอดภัย
จากนั้นผมใช้คำสั่งต่อไปนี้เพื่อขอ Wildcard Certificate:
sudo certbot --server 'https://acme-v02.api.letsencrypt.org/directory' --dns-cloudflare --dns-cloudflare-credentials cloudflare.ini -d '*.example.com' -d example.com --agree-tos --no-eff-email --preferred-challenges dns certonly
คำสั่งนี้จะบอก Certbot ให้ใช้ DNS challenge ในการยืนยัน domain และใช้ Cloudflare plugin ในการจัดการ DNS record Certbot จะสร้าง TXT record ที่ต้องเพิ่มใน DNS settings ของ `example.com` และรอจนกว่า record นั้นจะเผยแพร่ จากนั้นก็จะออก Wildcard Certificate ให้
หลังจากได้ Certificate มาแล้ว ผมก็นำไปติดตั้งใน web server (เช่น Nginx หรือ Apache) และตั้งค่าให้ API server ใช้ HTTPS เพียงเท่านี้ API server ของผมก็จะปลอดภัยและเชื่อถือได้มากขึ้น
Case Study: สร้าง Internal Certificate Authority (CA) ด้วย Let's Encrypt และ ACME DNS
บางครั้งเราอาจต้องการใช้ SSL/TLS Certificate ภายในองค์กร เช่น สำหรับ internal web application หรือ microservices ที่ไม่ได้เปิดให้คนภายนอกเข้าถึง ในกรณีนี้เราสามารถสร้าง Internal Certificate Authority (CA) และใช้ Let's Encrypt ร่วมกับ ACME DNS เพื่อออก Certificate ได้ ขั้นตอนแรกคือการตั้งค่า ACME DNS server ซึ่งจะทำหน้าที่เป็น DNS server ที่ Certbot สามารถใช้ในการยืนยัน domain ได้ ผมใช้ `lego` ซึ่งเป็น ACME client ที่เขียนด้วย Go เพื่อสร้าง ACME DNS server:lego -a --email "your_email@example.com" --server 'https://acme-v02.api.letsencrypt.org/directory' --accept-tos run
คำสั่งนี้จะสร้าง private key และ account registration กับ Let's Encrypt จากนั้นผมก็ตั้งค่า DNS server ให้ delegate subdomain `acme.example.com` ไปยัง ACME DNS server
หลังจากนั้น ผมก็สามารถใช้ Certbot เพื่อขอ Certificate สำหรับ internal application ได้ โดยใช้ ACME DNS challenge:
sudo certbot --server 'https://acme-v02.api.letsencrypt.org/directory' --manual --preferred-challenges dns -d internal.example.com
Certbot จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ TXT record ที่ต้องเพิ่มใน DNS settings ของ `acme.example.com` ผมก็เพิ่ม record นั้นเข้าไป และรอจนกว่า record จะเผยแพร่ จากนั้น Certbot ก็จะออก Certificate ให้
การสร้าง Internal CA ด้วย Let's Encrypt และ ACME DNS อาจซับซ้อนกว่าการใช้ Let's Encrypt ในกรณีทั่วไป แต่ก็เป็นวิธีที่สะดวกและปลอดภัยในการจัดการ Certificate สำหรับ internal application
FAQ: คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับ Let's Encrypt
Let's Encrypt Certificate มีอายุการใช้งานนานเท่าไหร่? ทำไมต้อง renew บ่อยจัง?
Let's Encrypt Certificate มีอายุการใช้งาน 90 วันครับ อาจจะดูสั้นเมื่อเทียบกับ Certificate ที่เสียเงินซึ่งอาจมีอายุ 1-2 ปี แต่เหตุผลที่ Let's Encrypt เลือกใช้อายุการใช้งานที่สั้นกว่าก็เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกในการจัดการ Certificate ลองคิดดูว่าถ้า Certificate ถูก compromise (ถูกแฮก) การมีอายุสั้นจะช่วยลดความเสียหายได้ นอกจากนี้ การ renew Certificate บ่อยๆ ยังเป็นการบังคับให้เราตรวจสอบการตั้งค่าและ security practices ของเราอย่างสม่ำเสมอด้วย การ renew Certificate สามารถทำได้ง่ายๆ โดยใช้ Certbot ซึ่งมี auto-renewal feature ที่จะช่วย renew Certificate โดยอัตโนมัติก่อนที่ Certificate จะหมดอายุ เราสามารถตั้งค่า cron job ให้ Certbot ทำงานเป็นประจำ (เช่น ทุกวัน หรือทุกสัปดาห์) เพื่อให้ Certificate ของเราเป็นปัจจุบันอยู่เสมอsudo crontab -e
จากนั้นเพิ่มบรรทัดต่อไปนี้ใน crontab file:
0 0 * * * /usr/bin/certbot renew --quiet --no-random-sleep
คำสั่งนี้จะรัน Certbot renew ทุกวันตอนเที่ยงคืน โดยใช้ flag `--quiet` เพื่อไม่ให้แสดง output และ `--no-random-sleep` เพื่อไม่ให้ Certbot สุ่มเวลาในการ renew
ถ้า renew Let's Encrypt Certificate ไม่ทัน จะเกิดอะไรขึ้น?
ถ้า renew Let's Encrypt Certificate ไม่ทัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเว็บเบราว์เซอร์ของผู้ใช้จะแสดง warning message ว่าการเชื่อมต่อไม่ปลอดภัย (เช่น "Your connection is not private" หรือ "This site is not secure") ผู้ใช้บางคนอาจไม่สนใจ warning นี้และยังคงใช้งานเว็บไซต์ต่อไป แต่หลายคนอาจจะกลัวและออกจากเว็บไซต์ไปเลย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อ traffic และ reputation ของเว็บไซต์ นอกจากนี้ Google Chrome และเว็บเบราว์เซอร์อื่นๆ อาจ block เว็บไซต์ที่ใช้ Certificate หมดอายุโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้เลย ดังนั้นการ renew Certificate ให้ทันเวลาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้า Certificate หมดอายุไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ renew Certificate โดยเร็วที่สุด และ restart web server เพื่อให้ Certificate ใหม่มีผลsudo certbot renew
sudo systemctl restart nginx
หลังจากนั้นให้ตรวจสอบว่าเว็บไซต์กลับมาใช้งานได้ตามปกติ และไม่มี warning message เกี่ยวกับ Certificate