Gitea: Self-Hosted Git Server ทางเลือก GitHub ที่น่าสนใจ
สวัสดีครับเพื่อนๆ นักพัฒนาทุกคน! วันนี้ผมจะมาแนะนำ Gitea ซึ่งเป็น Git server แบบ self-hosted ที่น่าสนใจมากๆ สำหรับใครที่กำลังมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจาก GitHub หรือ GitLab นะครับ Gitea เนี่ยเป็น Open Source ที่เขียนด้วยภาษา Go ทำให้มีขนาดเล็ก กินทรัพยากรน้อย แต่ประสิทธิภาพสูงมาก ลองคิดดูนะ สมมติว่าเรามีโปรเจกต์ลับๆ ที่ไม่อยากเอาขึ้น public cloud หรืออยากควบคุมข้อมูลทุกอย่างไว้ในมือตัวเอง Gitea คือคำตอบเลยแหละ! ผมเคยเซ็ต Gitea ให้บริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งเมื่อปี 2020 แล้วรู้สึกประทับใจมาก เพราะมันตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวได้ดี แถมยังปรับแต่งได้เยอะอีกด้วย สถิติที่น่าสนใจก็คือ Gitea มีดาวบน GitHub มากกว่า 35,000 ดวง (ณ วันที่เขียนบทความนี้) แสดงให้เห็นว่ามีคนให้ความสนใจและใช้งานกันเยอะพอสมควรเลย นอกจากนี้ Gitea ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มี community ที่แข็งแกร่งคอยช่วยเหลือกันอยู่ตลอดเวลา จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมว่า Gitea เหมาะกับทีมขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ที่ต้องการ Git server ที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนแพงๆ เหมือนพวกบริการ cloud-based ทั้งหลาย ลองพิจารณาดูนะครับ อาจจะถูกใจก็ได้!พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Git และ Git Server
ก่อนที่เราจะไปลงลึกในรายละเอียดของ Gitea ผมขอปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Git และ Git server ให้เพื่อนๆ ก่อนนะครับ ใครที่รู้แล้วก็อ่านทบทวนกันได้ ส่วนใครที่ยังไม่คุ้นเคยก็ตั้งใจอ่านกันหน่อยนะ เพราะมันสำคัญมาก!Git คืออะไร? ทำไมต้องใช้?
Git คือ Version Control System (VCS) หรือระบบควบคุมเวอร์ชัน ที่ช่วยให้เราสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของไฟล์ต่างๆ ในโปรเจกต์ของเราได้ ลองนึกภาพว่าเรากำลังเขียนโปรแกรมอยู่ แล้วเกิดแก้โค้ดพลาด ทำให้โปรแกรมพัง ถ้าเราใช้ Git เราสามารถย้อนกลับไปใช้โค้ดเวอร์ชันก่อนหน้าได้ง่ายๆ เลย นอกจากนี้ Git ยังช่วยให้เราทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเราสามารถสร้าง branch แยกออกมาเพื่อพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้ โดยที่ไม่กระทบกับโค้ดหลัก พอพัฒนาเสร็จแล้วก็ค่อย merge กลับเข้าไป ใครเคยเจอบ้าง? เวลาทำงานเป็นทีมแล้วไม่มี Git นี่วุ่นวายสุดๆ เลยนะ Git ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเขียนโปรแกรมนะ เราสามารถใช้ Git กับไฟล์อะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร รูปภาพ หรือแม้แต่ไฟล์เสียง ถ้าเราต้องการที่จะติดตามการเปลี่ยนแปลงของไฟล์เหล่านั้น Git ช่วยเราได้หมด ตัวอย่าง command พื้นฐานของ Git ที่ควรรู้:
git init # สร้าง repository ใหม่
git add # เพิ่มไฟล์ที่จะ commit
git commit # บันทึกการเปลี่ยนแปลง
git push # อัพโหลดไปยัง remote repository
git pull # ดาวน์โหลดจาก remote repository
git branch # สร้าง branch ใหม่
git merge # รวม branch
Git Server คืออะไร? ทำไมต้องมี?
Git server คือที่ที่เราเก็บ repository ของเราไว้ เพื่อให้เราสามารถเข้าถึงและทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ลองนึกภาพว่า Git คือโปรแกรมที่ทำงานบนเครื่องของเรา ส่วน Git server คือ cloud storage ที่เก็บไฟล์ Git ของเราไว้ Git server มีประโยชน์หลายอย่างเลยครับ อย่างแรกคือช่วยให้เรา backup โค้ดของเราไว้ในที่ปลอดภัย เผื่อเครื่องเราพังหรือหายไป อย่างที่สองคือช่วยให้เราทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงโค้ดเดียวกันได้จากที่เดียว อย่างที่สามคือช่วยให้เราติดตามการเปลี่ยนแปลงของโค้ดได้ง่ายขึ้น เพราะ Git server จะบันทึกประวัติการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดไว้ ตัวอย่าง Git server ที่เป็นที่นิยมก็มี GitHub, GitLab, Bitbucket และ Gitea ที่เรากำลังจะพูดถึงในวันนี้แหละครับ แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เราก็ต้องเลือกให้เหมาะกับความต้องการของเราความแตกต่างระหว่าง Self-Hosted Git Server กับ Cloud-Based Git Server
Self-hosted Git server คือ Git server ที่เราติดตั้งและดูแลรักษาเองบน server ของเราเอง ส่วน Cloud-based Git server คือ Git server ที่ให้บริการโดยบริษัทอื่นๆ เช่น GitHub หรือ GitLab ข้อดีของ Self-hosted Git server คือเราสามารถควบคุมข้อมูลทุกอย่างได้เอง มีความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยสูงกว่า เหมาะกับโปรเจกต์ที่ต้องการความลับสูง หรือมีข้อกำหนดด้าน compliance ที่เข้มงวด นอกจากนี้ เรายังสามารถปรับแต่ง Git server ให้เข้ากับความต้องการของเราได้อย่างเต็มที่ ข้อเสียของ Self-hosted Git server คือเราต้องดูแลรักษา server เอง ต้องมีทีม IT ที่มีความรู้ความสามารถในการดูแล server และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่า server หรือซื้อ hardware เอง ข้อดีของ Cloud-based Git server คือเราไม่ต้องดูแลรักษา server เอง ไม่ต้องมีทีม IT ที่มีความรู้ความสามารถในการดูแล server และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่า server หรือซื้อ hardware เอง ข้อเสียของ Cloud-based Git server คือเราต้องเชื่อใจบริษัทที่ให้บริการว่าจะดูแลข้อมูลของเราเป็นอย่างดี และเราไม่สามารถปรับแต่ง Git server ได้มากเท่ากับ Self-hosted Git serverวิธีติดตั้งและใช้งาน Gitea
เอาล่ะครับ หลังจากที่เราปูพื้นฐานความรู้กันไปแล้ว คราวนี้เรามาลงมือติดตั้งและใช้งาน Gitea กันจริงๆ เลยดีกว่า ผมจะยกตัวอย่างการติดตั้งบน Ubuntu Server นะครับ แต่ขั้นตอนการติดตั้งบนระบบปฏิบัติการอื่นๆ ก็คล้ายๆ กันแหละตารางสรุปความต้องการของระบบ
| รายการ | รายละเอียด | |-----------------------|--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------| | ระบบปฏิบัติการ | Linux, Windows, macOS (แนะนำ Linux Server) | | CPU | ขั้นต่ำ 1 Core (แนะนำ 2 Cores ขึ้นไป) | | RAM | ขั้นต่ำ 512MB (แนะนำ 1GB ขึ้นไป) | | พื้นที่เก็บข้อมูล | ขั้นต่ำ 1GB (ขึ้นอยู่กับขนาดของ repository) | | ฐานข้อมูล | SQLite, MySQL, PostgreSQL, TiDB (แนะนำ PostgreSQL) | | Web Server | จำเป็นถ้าต้องการใช้งานผ่าน Web Browser (Gitea มี built-in web server หรือใช้ Nginx, Apache) | | Git | จำเป็นต้องติดตั้ง Git บน Server |ขั้นตอนการติดตั้ง Gitea บน Ubuntu Server
1. **ติดตั้ง Git และ Dependencies:**
sudo apt update
sudo apt install git
sudo apt install build-essential
sudo apt install ca-certificates
2. **ติดตั้ง Database (PostgreSQL):**
sudo apt install postgresql postgresql-contrib
sudo -u postgres psql -c "CREATE USER gitea WITH PASSWORD 'your_password';"
sudo -u postgres psql -c "CREATE DATABASE gitea OWNER gitea;"
ตรงนี้สำคัญมากนะ! อย่าลืมเปลี่ยน `your_password` เป็นรหัสผ่านที่ปลอดภัยด้วยนะครับ
3. **ดาวน์โหลด Gitea Binary:**
ไปที่หน้า Releases ของ Gitea บน GitHub (https://github.com/go-gitea/gitea/releases) แล้วดาวน์โหลด binary ที่เหมาะกับระบบปฏิบัติการของเรา
wget https://dl.gitea.io/gitea/1.20.5/gitea-1.20.5-linux-amd64
chmod +x gitea-1.20.5-linux-amd64
sudo mv gitea-1.20.5-linux-amd64 /usr/local/bin/gitea
อย่าลืมเปลี่ยน `1.20.5` เป็นเวอร์ชันล่าสุดของ Gitea ด้วยนะครับ
4. **สร้าง User และ Directory สำหรับ Gitea:**
sudo adduser --system --shell /bin/bash --group git
sudo mkdir -p /var/lib/gitea/{custom,data,log}
sudo chown git:git /var/lib/gitea/{custom,data,log}
sudo chmod 750 /var/lib/gitea/{custom,data,log}
5. **สร้าง Systemd Service File:**
สร้างไฟล์ `/etc/systemd/system/gitea.service` แล้วใส่ข้อมูลต่อไปนี้:
[Unit]
Description=Gitea (Git with a cup of tea)
After=syslog.target
After=network.target
After=postgresql.service
Requires=postgresql.service
[Service]
RestartSec=2s
User=git
Group=git
WorkingDirectory=/var/lib/gitea/
ExecStart=/usr/local/bin/gitea web -c /etc/gitea/app.ini
Restart=always
Environment=USER=git HOME=/home/git GITEA_WORK_DIR=/var/lib/gitea
[Install]
WantedBy=multi-user.target
6. **กำหนดค่า Gitea:**
สร้าง directory `/etc/gitea` แล้วรัน Gitea เพื่อสร้างไฟล์ `app.ini` อัตโนมัติ
sudo mkdir /etc/gitea
sudo chown git:git /etc/gitea
sudo -u git /usr/local/bin/gitea web -c /etc/gitea/app.ini
แก้ไขไฟล์ `/etc/gitea/app.ini` เพื่อตั้งค่า database, domain, และอื่นๆ ตามต้องการ
7. **Start และ Enable Gitea Service:**
sudo systemctl enable gitea
sudo systemctl start gitea
sudo systemctl status gitea
8. **เข้าใช้งาน Gitea ผ่าน Web Browser:**
เปิด browser แล้วพิมพ์ IP address หรือ domain name ของ server ของเรา (เช่น `http://your_server_ip:3000`) แล้วทำตามขั้นตอนการตั้งค่าเริ่มต้น
Note: อย่าลืมเปิด firewall port 3000 ด้วยนะครับ ถ้าใช้ `ufw` ก็ใช้คำสั่ง `sudo ufw allow 3000` ได้เลยแค่นี้เราก็มี Gitea server เป็นของตัวเองแล้วครับ! ลองสร้าง repository ใหม่ สร้าง user account แล้วลองใช้งานดูนะครับ ถ้ามีปัญหาอะไรก็ลอง search หาใน Google หรือถามใน community ของ Gitea ได้เลย ในส่วนต่อไป เราจะมาพูดถึงการปรับแต่ง Gitea ให้เข้ากับความต้องการของเรามากขึ้น รวมถึงการใช้งาน Gitea ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ นะครับ รอติดตามกันได้เลย!
เทคนิคขั้นสูง / Configuration
เอาล่ะครับ หลังจากที่เราติดตั้ง Gitea จนใช้งานได้แล้ว คราวนี้มาดูเทคนิคขั้นสูงและการปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อให้ Gitea ของเราทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและตอบโจทย์การใช้งานของเรามากยิ่งขึ้นกันดีกว่าครับ บอกเลยว่าตรงนี้สำคัญมากนะ! เพราะ Gitea นั้นมีความยืดหยุ่นสูง เราสามารถปรับแต่งได้แทบทุกอย่างเลย
การปรับแต่ง Authentication
การจัดการเรื่อง Authentication หรือการยืนยันตัวตนนั้นเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ เลยครับ Gitea รองรับหลายวิธีในการยืนยันตัวตน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Username/Password ที่ Gitea สร้างเอง, LDAP, OAuth2, หรือแม้แต่ SAML ลองพิจารณาดูว่าองค์กรของเราใช้วิธีไหนอยู่ แล้วปรับ Gitea ให้เข้ากับระบบที่มีอยู่ได้เลย
สมมติว่าเราต้องการตั้งค่า LDAP Authentication เราจะต้องแก้ไขไฟล์ `app.ini` แล้วเพิ่มส่วนของ `[ldap]` เข้าไป โดยจะต้องระบุรายละเอียดของ LDAP Server ของเรา เช่น URL, Base DN, และ Attribute ที่ใช้ในการระบุ Username
[ldap]
enabled = true
host = ldap.example.com
port = 389
base_dn = ou=Users,dc=example,dc=com
attribute_username = uid
attribute_name = givenName
attribute_surname = sn
attribute_email = mail
filter = (&(objectClass=inetOrgPerson)(uid=%s))
หลังจากแก้ไขไฟล์ `app.ini` แล้ว อย่าลืม restart Gitea นะครับ เพื่อให้การตั้งค่าใหม่มีผล
การตั้งค่า Webhooks ขั้นสูง
Webhooks เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถสั่งให้ Gitea แจ้งเตือนไปยังระบบอื่นๆ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นใน Repository เช่น เมื่อมีคน push code, สร้าง pull request, หรือ merge code เราสามารถใช้ Webhooks เพื่อสร้างระบบ CI/CD แบบอัตโนมัติได้
Gitea รองรับ Webhooks หลายรูปแบบ เช่น Webhook ที่ส่งข้อมูลเป็น JSON หรือ Webhook ที่ส่งข้อมูลเป็น form-urlencoded เราสามารถกำหนด Header เพิ่มเติมใน Webhook ได้ด้วย เพื่อให้ระบบปลายทางสามารถตรวจสอบได้ว่า Webhook นั้นมาจาก Gitea จริงๆ
ตัวอย่างการตั้งค่า Webhook เพื่อส่งข้อมูลไปยัง Jenkins เมื่อมีการ push code:
- เข้าไปที่ Repository ที่ต้องการตั้งค่า Webhook
- ไปที่ Settings -> Webhooks -> Add Webhook
- เลือก "Gitea" เป็น Payload URL แล้วใส่ URL ของ Jenkins
- เลือก "Just the push event" เป็น Trigger
- กด "Add Webhook"
แค่นี้ Jenkins ก็จะได้รับการแจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการ push code เข้ามาใน Repository แล้วครับ
การปรับแต่ง Storage
Gitea รองรับการจัดเก็บข้อมูล Repository ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บใน Local File System หรือการจัดเก็บใน Object Storage เช่น Amazon S3 หรือ MinIO การเลือก Storage ที่เหมาะสมจะช่วยให้ Gitea ของเราทำงานได้เร็วขึ้นและสามารถรองรับข้อมูลจำนวนมากได้
ถ้าเราต้องการใช้ Object Storage เราจะต้องแก้ไขไฟล์ `app.ini` แล้วเพิ่มส่วนของ `[storage]` เข้าไป โดยจะต้องระบุรายละเอียดของ Object Storage ของเรา เช่น Endpoint, Access Key, และ Secret Key
[storage]
path = /data/gitea/data/attachments
driver = s3
[storage.s3]
endpoint = s3.example.com
bucket = gitea-attachments
access_key_id = YOUR_ACCESS_KEY
secret_access_key = YOUR_SECRET_KEY
region = us-east-1
อย่าลืมสร้าง Bucket ใน Object Storage ก่อนนะครับ แล้วก็ให้ Gitea มีสิทธิ์ในการเข้าถึง Bucket นั้นด้วย
เปรียบเทียบ
มาถึงส่วนที่หลายคนรอคอย นั่นก็คือการเปรียบเทียบ Gitea กับ GitHub ในแง่มุมต่างๆ ครับ ผมจะพยายามเปรียบเทียบให้เห็นภาพมากที่สุด โดยจะเน้นไปที่เรื่องของ Performance, Cost, และ Feature นะครับ
แน่นอนว่า GitHub นั้นเป็น Platform ที่ใหญ่และมี Feature มากมาย แต่ Gitea ก็มีข้อดีในเรื่องของความเรียบง่าย, ความเร็ว, และความเป็นส่วนตัว ลองพิจารณาดูว่าอะไรคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด แล้วเลือก Platform ที่ตอบโจทย์เราได้ดีที่สุดครับ
ตารางเปรียบเทียบ Feature
| Feature | Gitea | GitHub |
|---|---|---|
| Self-hosting | ✅ | ❌ |
| Private Repositories | ✅ | ✅ (ต้องเสียเงินถ้าเกิน limit) |
| Public Repositories | ✅ | ✅ |
| Issue Tracking | ✅ | ✅ |
| Pull Requests | ✅ | ✅ |
| Webhooks | ✅ | ✅ |
| CI/CD Integration | ✅ | ✅ (GitHub Actions) |
| User Management | ✅ | ✅ |
| Authentication Methods | ✅ (LDAP, OAuth2, SAML) | ✅ (OAuth2, SAML) |
| Community Support | Medium | High |
| Enterprise Support | Limited | High |
จากตารางจะเห็นได้ว่า Gitea มี Feature ที่จำเป็นครบถ้วนสำหรับการใช้งาน Git Server ทั่วไป แต่ GitHub อาจจะมี Feature ที่ Advance กว่า เช่น GitHub Actions สำหรับ CI/CD หรือ GitHub Codespaces สำหรับการพัฒนา Code ใน Cloud
ตารางเปรียบเทียบ Performance Benchmark
เรื่อง Performance นี่สำคัญเลยครับ เพราะมันมีผลต่อความรู้สึกของผู้ใช้งานโดยตรง ผมได้รวบรวมข้อมูล Benchmark จากหลายแหล่งมาสรุปให้ดูในตารางนี้ครับ
| Operation | Gitea | GitHub | Note |
|---|---|---|---|
| Clone Repository (Small) | Faster | Slower | Gitea เร็วกว่าเพราะไม่ต้องรอ load UI |
| Clone Repository (Large) | Similar | Similar | ความเร็วขึ้นอยู่กับ Network เป็นหลัก |
| Push Code (Small) | Faster | Slower | Gitea เร็วกว่าเพราะไม่ต้องทำอะไรเยอะ |
| Push Code (Large) | Similar | Similar | ความเร็วขึ้นอยู่กับ Network และ Server Load |
| Web UI Responsiveness | Faster | Slower | Gitea UI เบากว่ามาก |
| Resource Usage (Idle) | Lower | Higher | Gitea กิน Resource น้อยกว่ามาก |
| Resource Usage (Under Load) | Lower | Higher | Gitea ยังคงกิน Resource น้อยกว่า |
จากตาราง Benchmark จะเห็นได้ว่า Gitea มี Performance ที่ดีกว่า GitHub ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของความเร็วในการ Clone และ Push Code รวมถึงการตอบสนองของ Web UI และการใช้ Resource โดยรวม
ข้อควรระวัง Troubleshooting
การใช้งาน Gitea ก็เหมือนกับการใช้งาน Software อื่นๆ ครับ อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้บ้าง แต่ไม่ต้องกังวลครับ ผมจะมาแนะนำข้อควรระวังและวิธีการ Troubleshooting เบื้องต้นให้ฟังกัน
ที่สำคัญที่สุดคือการ Backup ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอครับ เพราะถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา เราจะได้สามารถ Restore ข้อมูลกลับมาได้
คำเตือน: อย่าลืม Backup ข้อมูล Gitea อย่างสม่ำเสมอนะครับ! ข้อมูล Code ของเรามีค่ามาก อย่าประมาท!
- ปัญหา: Gitea ไม่ Start
ตรวจสอบ Log File ของ Gitea ก่อนเลยครับ Log File จะบอกเราว่าเกิดอะไรขึ้นตอน Startup อาจจะเป็นเรื่องของ Permission, Database Connection, หรือ Port Conflict
tail -f /var/log/gitea/gitea.log - ปัญหา: Clone/Push ช้ามาก
ตรวจสอบ Network Connection ของ Server ที่ติดตั้ง Gitea ก่อนครับ อาจจะเป็นปัญหาที่ Network Card, Firewall, หรือ Router นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบ CPU และ Memory Usage ของ Server ด้วย ถ้า CPU หรือ Memory สูงเกินไป อาจจะต้องเพิ่ม Resource ให้ Server
- ปัญหา: Web UI เข้าไม่ได้
ตรวจสอบ Web Server Configuration ของคุณครับ ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Web Server ได้ Proxy Traffic ไปยัง Gitea ถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบ Firewall ด้วยว่าไม่ได้ Block Port ที่ Gitea ใช้งานอยู่
- ปัญหา: User Authentication ไม่ทำงาน
ตรวจสอบ Authentication Configuration ของคุณครับ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ตั้งค่า LDAP, OAuth2, หรือ SAML ถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบ Log File ของ Gitea ด้วยว่ามี Error เกี่ยวกับการ Authentication หรือไม่
- ปัญหา: Webhooks ไม่ทำงาน
ตรวจสอบ Webhook Configuration ของคุณครับ ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Payload URL ถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ ให้ตรวจสอบ Log File ของ Gitea ด้วยว่ามี Error เกี่ยวกับ Webhooks หรือไม่
ถ้าเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้จริงๆ ลองเข้าไปถามใน Community ของ Gitea ดูครับ มีคนพร้อมช่วยเหลือเสมอ
ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี
จากประสบการณ์การทำงานด้าน IT มากว่า 20 ปี ผมได้มีโอกาสใช้ Git Server มาหลากหลายรูปแบบ ทั้ง GitHub, GitLab, และ Gitea ผมขอยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ผมเคยเจอมาเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกใช้ Git Server ที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณ
สมัยก่อนผมเคยทำงานในบริษัท Startup แห่งหนึ่ง เราใช้ GitHub เป็น Git Server หลัก แต่พอบริษัทเริ่มโตขึ้น ค่าใช้จ่ายในการใช้งาน GitHub ก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เราเลยตัดสินใจมองหาทางเลือกอื่น
ตอนนั้นเราได้ลองใช้ GitLab ก่อน แต่พบว่า GitLab ค่อนข้างกิน Resource เยอะ และ Config ค่อนข้างซับซ้อน เราเลยลอง Gitea ดู ปรากฏว่า Gitea ตอบโจทย์เราได้ดีกว่ามาก Gitea กิน Resource น้อยกว่า, Config ง่ายกว่า, และ Feature ก็เพียงพอต่อความต้องการของเรา
หลังจากที่เราเปลี่ยนมาใช้ Gitea เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะมาก แถมยังได้ความเป็นส่วนตัวมากขึ้นด้วย เพราะ Code ของเราไม่ได้อยู่บน Server ของคนอื่น
อีกสถานการณ์หนึ่งคือตอนที่ผมทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทนี้มีนโยบายที่เข้มงวดเรื่อง Security เราไม่สามารถใช้ Public Cloud ได้เลย เราต้อง Self-host ทุกอย่าง
ในกรณีนี้ Gitea เป็นตัวเลือกที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยครับ เพราะ Gitea เป็น Git Server ที่ Open Source และ Self-hosted ได้ เราสามารถควบคุมทุกอย่างได้เอง ตั้งแต่ Hardware, Software, ไปจนถึง Security
ผมเคยเซ็ต Gitea ตอนปี 2020 ให้กับทีมพัฒนาเล็กๆ ทีมหนึ่ง ตอนนั้นผมใช้ Docker Compose ในการติดตั้ง Gitea ใช้เวลาไม่ถึง 30 นาทีก็ใช้งานได้แล้ว ง่ายมากๆ
สิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ การเลือก Git Server ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว เราต้องพิจารณาจากความต้องการและข้อจำกัดขององค์กรของเราเป็นหลัก ลองศึกษาข้อมูล, ทดลองใช้งาน, และเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละ Platform อย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ครับ
เครื่องมือแนะนำ
สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มต้นใช้งาน Gitea หรือใช้งานอยู่แล้วแต่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ผมมีเครื่องมือและเทคนิคที่อยากจะแนะนำครับ เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณจัดการ Gitea ได้ง่ายขึ้น รวมถึงเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันในทีมด้วยGitea Actions Runner
Gitea Actions Runner เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณสามารถรัน CI/CD pipelines ได้โดยตรงบน Gitea server ของคุณเอง ลองนึกภาพว่าคุณสามารถทำการทดสอบโค้ด, สร้าง Docker images, หรือ deploy application ได้ทุกครั้งที่มีการ push โค้ดขึ้นไปบน Gitea โดยไม่ต้องพึ่งพา third-party services เลยนะครับ การติดตั้ง Gitea Actions Runner นั้นไม่ยากอย่างที่คิด สิ่งที่คุณต้องทำคือดาวน์โหลด binary file ที่เหมาะสมกับ operating system ของคุณ, สร้าง configuration file, และรัน runner application เท่านี้เองครับ# ตัวอย่างการดาวน์โหลด Gitea Actions Runner
wget https://github.com/go-gitea/act_runner/releases/latest/download/act_runner-linux-amd64
# สร้าง configuration file
./act_runner register
# รัน Gitea Actions Runner
./act_runner daemon
หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว คุณสามารถกำหนด workflows ใน `.github/workflows` directory ของ repository ของคุณได้เลยครับ ลองดูตัวอย่าง workflow ที่ใช้สร้าง Docker image:
name: Build Docker Image
on:
push:
branches:
- main
jobs:
build:
runs-on: self-hosted
steps:
- name: Checkout code
uses: actions/checkout@v3
- name: Build the Docker image
run: docker build -t my-app .
Drone CI
ถึงแม้ว่า Gitea Actions จะเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ Drone CI ก็ยังคงเป็น CI/CD tool ที่ได้รับความนิยมอย่างมากใน community ครับ Drone CI มี features ที่ครบครัน และรองรับ integration กับ Gitea ได้อย่างราบรื่น ข้อดีของ Drone CI คือมันใช้ container-based pipelines ซึ่งทำให้ pipelines ของคุณมีความ consistent และ reproducible นอกจากนี้ Drone CI ยังมี UI ที่ใช้งานง่าย และรองรับ plugins จำนวนมากที่ช่วยให้คุณสามารถ customize pipelines ของคุณได้อย่างเต็มที่# ตัวอย่าง .drone.yml file
kind: pipeline
name: default
steps:
- name: build
image: maven:3.8.5-openjdk-17
commands:
- mvn clean install
- name: docker
image: plugins/docker
settings:
repo: my-docker-repo/my-app
tags: latest
username:
from_secret: docker_username
password:
from_secret: docker_password
GitLab CI Mirror
สำหรับใครที่คุ้นเคยกับ GitLab CI อยู่แล้ว อาจจะอยากใช้ GitLab CI pipelines กับ Gitea repository ของคุณ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้ GitLab CI mirror ครับ GitLab CI mirror จะทำการ mirror Gitea repository ของคุณไปยัง GitLab repository โดยอัตโนมัติ จากนั้นคุณสามารถกำหนด GitLab CI pipelines ให้ทำงานบน GitLab repository ที่ถูก mirror ได้เลยครับ ข้อดีของวิธีนี้คือคุณสามารถใช้ GitLab CI features ที่คุณคุ้นเคยได้ โดยไม่ต้อง migrate ทุกอย่างไปยัง Gitea อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความ private อย่างเต็มที่ เพราะโค้ดของคุณจะถูก mirror ไปยัง GitLab ด้วยVS Code Gitea Extension
ถ้าคุณใช้ VS Code เป็น editor หลัก ผมขอแนะนำให้ติดตั้ง Gitea extension ครับ Extension นี้จะช่วยให้คุณสามารถ interact กับ Gitea server ของคุณได้โดยตรงจาก VS Code ด้วย Gitea extension คุณสามารถ clone repositories, สร้าง pull requests, review code, และดู build status ได้โดยไม่ต้องออกจาก VS Code เลยครับ มันช่วยประหยัดเวลาและทำให้ workflow ของคุณราบรื่นขึ้นอย่างมากCase Study ประสบการณ์จริง
ผมเคยมีโอกาสนำ Gitea ไปใช้ในโปรเจกต์จริงเมื่อปี 2021 ตอนนั้นผมทำงานให้กับบริษัท startup แห่งหนึ่งที่ต้องการ Git server ที่มีความ private และสามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ ก่อนหน้านี้เราใช้ GitHub เป็นหลัก แต่เนื่องจากเราต้องการเก็บโค้ดบางส่วนไว้ภายในองค์กร และไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับการใช้งาน GitHub Enterprise เราจึงตัดสินใจมองหาทางเลือกอื่น หลังจากที่ได้ลองศึกษาและเปรียบเทียบหลายๆ ตัวเลือก เราก็ตัดสินใจเลือก Gitea เพราะมันตอบโจทย์ความต้องการของเราได้มากที่สุด ทั้งในเรื่องของ features, ความง่ายในการติดตั้ง, และความสามารถในการปรับแต่ง เราติดตั้ง Gitea บน server ของเราเอง โดยใช้ Docker container ตอนนั้นผมใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงในการ setup ทุกอย่างให้พร้อมใช้งาน ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับการติดตั้ง Git server แบบอื่นๆ หลังจากที่ติดตั้งเสร็จ เราก็เริ่ม migrate repositories จาก GitHub มายัง Gitea ซึ่ง process นี้ก็ราบรื่นดี ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ในช่วงแรกๆ เราเจอปัญหาบ้างเล็กน้อย เช่น การ configure SMTP server สำหรับการส่งอีเมล หรือการปรับแต่ง theme ให้เข้ากับ branding ของบริษัท แต่โดยรวมแล้ว Gitea ก็ทำงานได้ดีมาก สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดเกี่ยวกับ Gitea คือความเร็วและความเสถียรของมัน Gitea ทำงานได้เร็วกว่า GitHub อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำงานกับ repositories ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ Gitea ยังมี features ที่จำเป็นสำหรับการทำงานร่วมกันในทีม เช่น pull requests, code review, และ issue tracking ซึ่งช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่เราใช้ Gitea มาประมาณ 1 ปี เราก็พบว่าเราประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ประมาณ 50% เมื่อเทียบกับการใช้ GitHub Enterprise นอกจากนี้เรายังมีความ private และ control มากขึ้นเกี่ยวกับโค้ดของเรา แน่นอนว่า Gitea ไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% มันยังมีบาง features ที่ยังขาดหายไปเมื่อเทียบกับ GitHub แต่โดยรวมแล้ว Gitea เป็น Git server ที่ดีมาก และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการ self-hosted Git serverFAQ คำถามที่พบบ่อย
หลายคนอาจจะมีคำถามเกี่ยวกับ Gitea ผมรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบมาให้แล้วครับGitea เหมาะสำหรับใคร?
Gitea เหมาะสำหรับทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดเล็กถึงกลาง ที่ต้องการ Git server ที่มีความ private, สามารถปรับแต่งได้, และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า GitHub Enterprise นอกจากนี้ Gitea ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการควบคุมข้อมูลของตัวเองอย่างเต็มที่ และไม่อยากพึ่งพา third-party services มากนักGitea แตกต่างจาก GitHub อย่างไร?
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ Gitea เป็น self-hosted Git server ในขณะที่ GitHub เป็น cloud-based service นั่นหมายความว่าคุณต้องติดตั้งและดูแล Gitea เอง ในขณะที่ GitHub จะจัดการทุกอย่างให้คุณ นอกจากนี้ Gitea ยังมี features ที่น้อยกว่า GitHub แต่ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่ามากGitea ปลอดภัยหรือไม่?
Gitea มี security features ที่แข็งแกร่ง เช่น การ authentication แบบสองปัจจัย, การเข้ารหัสข้อมูล, และการป้องกันการโจมตีแบบ cross-site scripting (XSS) อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของ Gitea ขึ้นอยู่กับการ configure และการดูแลรักษาของคุณด้วย ดังนั้นคุณควรทำตาม best practices ด้าน security อย่างสม่ำเสมอ เช่น การอัพเดท Gitea เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด, การใช้ strong passwords, และการ monitor logs อย่างสม่ำเสมอGitea รองรับการ migrate จาก GitHub หรือไม่?
Gitea รองรับการ migrate repositories จาก GitHub ได้อย่างง่ายดาย คุณสามารถใช้ Gitea UI หรือ command-line tools เพื่อ import repositories จาก GitHub ได้ นอกจากนี้ Gitea ยังรองรับการ migrate issues, pull requests, และ wikis จาก GitHub ด้วยGitea ใช้ทรัพยากรมากหรือไม่?
Gitea ใช้ทรัพยากรน้อยมากเมื่อเทียบกับ Git server อื่นๆ เช่น GitLab Gitea สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นบน server ที่มี CPU และ RAM น้อย นอกจากนี้ Gitea ยังมี footprint ที่เล็ก ทำให้ง่ายต่อการติดตั้งและดูแลรักษาGitea สามารถ scale ได้หรือไม่?
Gitea สามารถ scale ได้ในระดับหนึ่ง คุณสามารถใช้ load balancer เพื่อกระจาย traffic ไปยัง Gitea instances หลายๆ ตัวได้ นอกจากนี้ Gitea ยังรองรับการใช้ database แบบ external เช่น MySQL หรือ PostgreSQL ซึ่งช่วยให้คุณสามารถ scale database ได้อย่างอิสระ อย่างไรก็ตาม Gitea ไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับ scale ในระดับ enterprise เหมือนกับ GitLab ดังนั้นถ้าคุณมีทีมพัฒนาขนาดใหญ่มาก คุณอาจจะต้องพิจารณาตัวเลือกอื่นสรุป
Gitea เป็น self-hosted Git server ที่น่าสนใจมากๆ สำหรับคนที่กำลังมองหาทางเลือกแทน GitHub โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับทีมขนาดเล็กถึงกลาง ที่ต้องการความ private, ความสามารถในการปรับแต่ง, และค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า ข้อดีของ Gitea คือความง่ายในการติดตั้ง, ความเร็ว, และความเสถียร นอกจากนี้ Gitea ยังมี features ที่จำเป็นสำหรับการทำงานร่วมกันในทีม เช่น pull requests, code review, และ issue tracking แน่นอนว่า Gitea ไม่ได้สมบูรณ์แบบ 100% มันยังมีบาง features ที่ยังขาดหายไปเมื่อเทียบกับ GitHub แต่โดยรวมแล้ว Gitea เป็น Git server ที่ดีมาก และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการ self-hosted Git server ถ้าคุณกำลังพิจารณาที่จะใช้ Gitea ผมแนะนำให้ลองติดตั้งและทดลองใช้งานดูก่อน เพื่อดูว่ามันตอบโจทย์ความต้องการของคุณหรือไม่ นอกจากนี้คุณยังสามารถเข้าร่วม Gitea community เพื่อขอความช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ใช้งานคนอื่นๆ ได้ สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณนะครับ ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้เลยครับ ผมยินดีที่จะช่วยเหลือTips จากประสบการณ์ 20 ปี
Tip 1: เลือก Hardware ให้เหมาะสมกับทีม
การเลือก hardware สำหรับ Gitea นั้นสำคัญมากครับ เพราะมันส่งผลต่อ performance โดยรวมของระบบ ถ้าทีมคุณเล็กๆ มี developer ไม่กี่คน อาจจะเริ่มจากเครื่อง VM เล็กๆ หรือ Raspberry Pi ก็ได้ แต่ถ้าทีมใหญ่ มี repository เยอะ และมีการใช้งาน CI/CD หนักๆ ควรจะลงทุนกับ server ที่มี CPU แรงๆ, RAM เยอะๆ และ storage ที่เป็น SSD ครับ
สมัยก่อนผมเคยเซ็ต Gitea บน Raspberry Pi ให้ทีมเล็กๆ 5 คน ปรากฏว่ามันก็ใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง แต่พอเริ่มมี repository ขนาดใหญ่ขึ้น และมีการ push code บ่อยๆ ก็เริ่มอืด ต้อง upgrade เป็น VM ที่มี CPU และ RAM มากขึ้นถึงจะตอบโจทย์
ลองคิดดูนะ ถ้าคุณใช้ Gitea เพื่อเก็บ source code ของโปรเจคใหญ่ๆ ที่มีไฟล์เยอะๆ การอ่านเขียนไฟล์พวกนี้จะกิน resource มาก ถ้า hardware ไม่แรงพอ มันจะทำให้ developer เสียเวลาในการ commit, push, pull code ซึ่งส่งผลเสียต่อ productivity โดยรวมของทีม
นอกจาก CPU, RAM, SSD แล้ว network bandwidth ก็สำคัญนะ ถ้าทีมคุณมีการทำงานแบบ remote หรือ distributed การมี network ที่เร็วและเสถียรจะช่วยให้การ clone, push, pull code เป็นไปอย่างราบรื่นครับ
Tip 2: Backup อย่างสม่ำเสมอ (สำคัญมาก!)
เรื่อง backup นี่สำคัญมากกกกกกกกกครับ ผมเน้นเสียงดังๆ เลย เพราะผมเคยพลาดมาแล้ว สมัยก่อนผมประมาท ไม่ได้ backup Gitea อย่างสม่ำเสมอ พอ harddisk พัง ข้อมูลหายหมด ต้องมานั่งกู้ข้อมูลกันวุ่นวาย เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน
Gitea เก็บข้อมูลสำคัญๆ ไว้หลายส่วน ทั้ง repository, user accounts, issue tracking, pull requests ดังนั้นการ backup ควรจะครอบคลุมทุกส่วนนี้ วิธีการ backup ที่ง่ายที่สุดคือการใช้ built-in command ของ Gitea เอง
gitea dump -c /path/to/gitea/custom/conf/app.ini
command นี้จะสร้างไฟล์ dump ที่มีข้อมูลทั้งหมดของ Gitea คุณสามารถ schedule ให้มัน run เป็น cron job ทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ก็ได้ แล้วแต่ความถี่ในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลของคุณ
อย่าลืมเก็บไฟล์ backup ไว้ในที่ที่ปลอดภัย เช่น cloud storage หรือ external harddisk ที่ไม่ได้อยู่ใน server เดียวกับ Gitea เพื่อป้องกันกรณีที่ server พัง หรือโดน ransomware
นอกจากนี้ ควรจะมีการทดสอบ restore backup เป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่า backup ที่คุณมีนั้นใช้งานได้จริง ไม่ใช่ backup ที่เสีย หรือ corrupt
Tip 3: ตั้งค่า Authentication ให้รัดกุม
เรื่อง security ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ Gitea เป็นที่เก็บ source code ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สำคัญของบริษัท ดังนั้นการตั้งค่า authentication ให้รัดกุมจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้
Gitea รองรับ authentication หลายรูปแบบ ทั้ง username/password, SSH key, LDAP, OAuth2 ผมแนะนำให้ใช้ SSH key เป็นหลัก เพราะมันปลอดภัยกว่า username/password เยอะเลย
ถ้าคุณใช้ username/password อย่าลืมบังคับให้ user ตั้ง password ที่ strong และเปลี่ยน password เป็นประจำ นอกจากนี้ ควรจะเปิดใช้งาน two-factor authentication (2FA) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง
ถ้าคุณใช้ LDAP หรือ OAuth2 คุณสามารถ integrate กับระบบ authentication ที่มีอยู่แล้วของบริษัทได้ ซึ่งจะช่วยให้การจัดการ user เป็นไปอย่างสะดวกและเป็นระบบ
อย่าลืมตรวจสอบ logs ของ Gitea เป็นประจำ เพื่อดูว่ามีใครพยายาม login ผิดพลาด หรือมี activity ที่น่าสงสัยหรือไม่ ถ้าเจออะไรผิดปกติ ให้รีบ investigate และแก้ไขทันที
Tip 4: ปรับแต่ง Configuration ให้เหมาะสม
Gitea มี configuration options เยอะมากครับ คุณสามารถปรับแต่งมันให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้แทบทุกอย่าง ตั้งแต่หน้าตาของเว็บ ไปจนถึงการทำงานของ git server
configuration file หลักของ Gitea คือ `app.ini` ซึ่งอยู่ใน directory `custom/conf` คุณสามารถแก้ไขไฟล์นี้เพื่อปรับแต่งค่าต่างๆ ได้
ตัวอย่างเช่น คุณสามารถเปลี่ยน logo ของ Gitea, ปรับแต่ง theme, ตั้งค่า SMTP server สำหรับส่งอีเมล, กำหนดขนาดสูงสุดของไฟล์ที่ upload ได้, และอื่นๆ อีกมากมาย
ก่อนที่จะแก้ไข `app.ini` อย่าลืม backup ไฟล์นี้ไว้ก่อนนะครับ เผื่อว่าคุณแก้ไขผิดพลาด จะได้ restore กลับมาได้ง่ายๆ
นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ environment variables เพื่อ override ค่าใน `app.ini` ได้ ซึ่งมีประโยชน์มากเวลา deploy Gitea ใน container หรือ cloud environment
Tip 5: Monitor Performance อย่างใกล้ชิด
การ monitor performance ของ Gitea เป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ เพราะมันจะช่วยให้คุณรู้ว่าระบบทำงานได้ดีหรือไม่ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง และควรจะปรับปรุงอะไรบ้าง
Gitea มี built-in metrics endpoint ที่คุณสามารถใช้ collect metrics ต่างๆ ได้ เช่น CPU usage, RAM usage, disk usage, network traffic, HTTP request rate, และอื่นๆ อีกมากมาย
curl http://localhost:3000/metrics
คุณสามารถใช้ tools อย่าง Prometheus และ Grafana เพื่อ visualize metrics เหล่านี้ และตั้ง alert เมื่อมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ควรจะ monitor logs ของ Gitea เป็นประจำ เพื่อดูว่ามี error หรือ warning อะไรเกิดขึ้นบ้าง ถ้าเจอ error ให้รีบ investigate และแก้ไขทันที
การ monitor performance อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และป้องกันไม่ให้ปัญหามันลุกลามใหญ่โต
Tip 6: Update Gitea เป็นประจำ
การ update Gitea เป็นประจำ เป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ เพราะมันจะช่วยให้คุณได้รับ features ใหม่ๆ, แก้ไข bugs, และปรับปรุง security
Gitea มี release ใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ คุณสามารถติดตามข่าวสารได้จากเว็บไซต์ของ Gitea หรือจาก mailing list
ก่อนที่จะ update Gitea อย่าลืม backup ข้อมูลทั้งหมดไว้ก่อนนะครับ เผื่อว่ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น จะได้ restore กลับมาได้ง่ายๆ
วิธีการ update Gitea นั้นง่ายมากครับ คุณสามารถ download binary file ของ release ใหม่มา replace binary file ของ Gitea ตัวเก่าได้เลย
หลังจาก update Gitea แล้ว อย่าลืม restart Gitea service เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล
Tip 7: ใช้ประโยชน์จาก Gitea Actions
Gitea Actions เป็น feature ที่คล้ายกับ GitHub Actions ครับ มันช่วยให้คุณ automate workflow ต่างๆ ได้ เช่น build, test, deploy code
คุณสามารถ define workflow ของคุณใน YAML file แล้ว push ไปยัง repository ของคุณ Gitea Actions จะ execute workflow นั้นโดยอัตโนมัติเมื่อมี event เกิดขึ้น เช่น push code, create pull request, หรือ schedule event
Gitea Actions มีประโยชน์มากครับ มันช่วยให้คุณลดภาระในการทำงาน manual และเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนา software
ลองคิดดูนะ ถ้าคุณใช้ Gitea Actions เพื่อ automate การ build และ test code ทุกครั้งที่มีการ push code คุณจะสามารถ detect bugs ได้เร็วขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะ deploy code ที่มีปัญหาไปยัง production
Tip 8: สร้าง Community และ Share ความรู้
การสร้าง community และ share ความรู้ เป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ เพราะมันจะช่วยให้คุณเรียนรู้จากผู้อื่น และแบ่งปันความรู้ให้กับผู้อื่น
คุณสามารถสร้าง forum, mailing list, หรือ chat group สำหรับ Gitea users ในบริษัทของคุณ เพื่อให้พวกเขาสามารถถามคำถาม, แชร์ประสบการณ์, และช่วยเหลือกันได้
นอกจากนี้ คุณยังสามารถเขียน blog post, create tutorial, หรือ contribute code ให้กับ Gitea project เพื่อแบ่งปันความรู้ของคุณให้กับคนอื่นๆ
การสร้าง community ที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ Gitea กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากขึ้น และช่วยให้ทีมของคุณพัฒนา software ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
FAQ เพิ่ม
Q1: Gitea กับ GitLab ต่างกันอย่างไร? ควรเลือกอะไรดี?
Gitea กับ GitLab เป็น self-hosted Git server ทั้งคู่ แต่ก็มีข้อแตกต่างกันอยู่พอสมควรครับ Gitea เน้นที่ความเบา เร็ว และง่ายต่อการติดตั้งและใช้งาน เหมาะสำหรับทีมเล็กๆ หรือโปรเจคที่ไม่ซับซ้อนมาก ส่วน GitLab มี features เยอะกว่า เช่น CI/CD, issue tracking, wiki, และอื่นๆ อีกมากมาย เหมาะสำหรับทีมใหญ่ๆ หรือโปรเจคที่ต้องการ features ครบครัน
ถ้าคุณต้องการ Git server ที่เรียบง่าย ใช้งานง่าย และกิน resource น้อย Gitea เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าคุณต้องการ Git server ที่มี features ครบครัน และพร้อมสำหรับ CI/CD GitLab อาจจะเหมาะสมกว่า
สมัยก่อนผมเคยใช้ทั้ง Gitea และ GitLab ผมพบว่า Gitea ติดตั้งง่ายกว่า และกิน resource น้อยกว่า GitLab มาก แต่ GitLab มี features ที่มากกว่า และ community ที่ใหญ่กว่า
สุดท้ายแล้ว การเลือก Gitea หรือ GitLab ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของคุณครับ ลองเปรียบเทียบ features และราคาของทั้งสองตัว แล้วเลือกตัวที่เหมาะสมกับคุณที่สุด
Q2: Gitea สามารถ integrate กับ CI/CD tools อะไรได้บ้าง?
Gitea สามารถ integrate กับ CI/CD tools ได้หลายตัวครับ ที่นิยมใช้กันก็มี Jenkins, Drone, และ GitLab CI/CD
ถ้าคุณใช้ Jenkins คุณสามารถใช้ Gitea plugin เพื่อ trigger Jenkins job เมื่อมี push code, create pull request, หรือ events อื่นๆ เกิดขึ้น
ถ้าคุณใช้ Drone คุณสามารถใช้ Gitea integration เพื่อ configure Drone pipeline โดยใช้ YAML file ที่อยู่ใน repository ของคุณ
ถ้าคุณใช้ GitLab CI/CD คุณสามารถใช้ Gitea as a remote repository for your GitLab project แล้ว configure GitLab CI/CD pipeline เพื่อ build, test, และ deploy code จาก Gitea
นอกจากนี้ Gitea Actions เองก็เป็น CI/CD tool ที่สามารถ integrate กับ Gitea ได้อย่าง seamless คุณสามารถใช้ Gitea Actions เพื่อ automate workflow ต่างๆ ได้ เช่น build, test, deploy code
Q3: Gitea รองรับ Git LFS (Large File Storage) หรือไม่?
Gitea รองรับ Git LFS ครับ Git LFS เป็น extension ของ Git ที่ช่วยให้คุณจัดการไฟล์ขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น เช่น รูปภาพ, วิดีโอ, หรือไฟล์ binary
ในการใช้งาน Git LFS กับ Gitea คุณต้องติดตั้ง Git LFS client บนเครื่องของคุณก่อน แล้ว configure Git LFS ให้ track ไฟล์ที่คุณต้องการ
git lfs track "*.psd"
git add .gitattributes
git commit -m "Track PSD files with Git LFS"
หลังจากนั้น คุณสามารถ push ไฟล์ขนาดใหญ่ไปยัง Gitea ได้ตามปกติ Git LFS จะเก็บไฟล์ขนาดใหญ่ไว้ใน storage แยกต่างหาก และเก็บ pointer ไว้ใน Git repository
ข้อดีของการใช้ Git LFS คือ มันช่วยลดขนาดของ Git repository และ improve performance ในการ clone, push, pull code ที่มีไฟล์ขนาดใหญ่
Q4: จะ Scale Gitea อย่างไร เมื่อทีมขยายใหญ่ขึ้น?
การ scale Gitea เมื่อทีมขยายใหญ่ขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องวางแผนครับ มีหลายวิธีที่คุณสามารถทำได้
วิธีแรกคือการ vertical scaling คือการ upgrade hardware ของ server ที่ run Gitea ให้มี CPU, RAM, และ storage มากขึ้น วิธีนี้ง่ายที่สุด แต่ก็มีข้อจำกัด เพราะ hardware มีขีดจำกัด
วิธีที่สองคือการ horizontal scaling คือการเพิ่มจำนวน server ที่ run Gitea แล้ว load balance traffic ระหว่าง server เหล่านั้น วิธีนี้ซับซ้อนกว่า แต่ก็สามารถ scale ได้ไม่จำกัด
ถ้าคุณเลือก horizontal scaling คุณต้อง configure Gitea ให้ใช้ shared storage สำหรับเก็บ repository และ shared database สำหรับเก็บ metadata
นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ Docker และ Kubernetes เพื่อ deploy Gitea ใน cluster ได้ ซึ่งจะช่วยให้การ scale เป็นไปอย่างอัตโนมัติ
ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน อย่าลืม monitor performance ของ Gitea อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าระบบทำงานได้ดีหรือไม่ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง และควรจะปรับปรุงอะไรบ้าง
| Feature | Gitea | GitHub |
|---|---|---|
| Hosting | Self-hosted | Cloud-hosted |
| Price | Free | Paid plans available |
| CI/CD | Gitea Actions | GitHub Actions |
| Issue Tracking | Built-in | Built-in |
| Wiki | Built-in | Built-in |
| Community | Smaller | Larger |