← กลับหน้าหลัก

Pi-hole DNS สร้าง Ad Blocker ระดับ Network

โดย อ.บอม (SiamCafe Admin) | 11/02/2026 | Network | 3,748 คำ
Pi-hole DNS สร้าง Ad Blocker ระดับ Network

Pi-hole: เปลี่ยน Raspberry Pi เป็น Ad Blocker ระดับ Network

เคยไหมที่รู้สึกว่าอินเทอร์เน็ตทุกวันนี้เต็มไปด้วยโฆษณาที่ไม่พึงประสงค์? ไม่ว่าจะเปิดเว็บไซต์อะไร หรือแม้แต่แอปพลิเคชันบนมือถือ ก็มักจะมีโฆษณาคอยตามรังควานอยู่ตลอดเวลา ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เบื่อหน่ายกับปัญหานี้มาก จนกระทั่งได้มาเจอกับ Pi-hole ซึ่งเป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยกอบกู้ชีวิตดิจิทัลของผมเลยก็ว่าได้ Pi-hole ไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมธรรมดา ๆ แต่มันคือ Ad Blocker ระดับ Network ที่สามารถบล็อกโฆษณาได้ทั้งบ้าน! ลองนึกภาพว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เชื่อมต่อกับ Wi-Fi ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือแม้แต่ Smart TV จะไม่มีโฆษณามารบกวนอีกต่อไป มันคือสวรรค์ของคนที่ไม่ชอบโฆษณาอย่างแท้จริง ตัวเลขสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ Ad Blocker คือมีการคาดการณ์ว่าในปี 2023 มีผู้ใช้งาน Ad Blocker ทั่วโลกกว่า 763.5 ล้านคน และตัวเลขนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าผู้คนจำนวนมากเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการควบคุมประสบการณ์การใช้งานอินเทอร์เน็ตของตัวเองมากขึ้น จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ใช้ Pi-hole มาตั้งแต่ปี 2020 ผมพบว่ามันช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ต้องดาวน์โหลดลงได้อย่างมาก ทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดแบตเตอรี่ของอุปกรณ์พกพาอีกด้วย เพราะไม่ต้องเสียพลังงานไปกับการโหลดโฆษณาที่ไม่จำเป็น ลองคิดดูว่าถ้าคุณสามารถบล็อกโฆษณาได้ 20-30% ของ traffic ทั้งหมด มันจะช่วยประหยัด bandwidth ไปได้เยอะขนาดไหน สิ่งที่ทำให้ Pi-hole แตกต่างจาก Ad Blocker ทั่วไปคือมันทำงานในระดับ Network ซึ่งหมายความว่ามันจะบล็อกโฆษณาก่อนที่มันจะถูกดาวน์โหลดลงมาในอุปกรณ์ของคุณเสียอีก ทำให้มันมีประสิทธิภาพมากกว่า Ad Blocker ที่ทำงานบน Browser หรือ Application มากนัก เพราะมันไม่ต้องรอให้โฆษณาถูกโหลดมาก่อนแล้วค่อยบล็อก Pi-hole ยังมาพร้อมกับ Dashboard ที่สวยงามและใช้งานง่าย ทำให้คุณสามารถตรวจสอบสถิติการบล็อกโฆษณาได้อย่างละเอียด เช่น จำนวน Queries ที่ถูกบล็อก, Domains ที่ถูกบล็อกบ่อยที่สุด หรือ Client ที่มีการ Request โฆษณามากที่สุด ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คุณสามารถปรับแต่ง Pi-hole ให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณมากยิ่งขึ้น

พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Pi-hole และ Ad Blocking

ก่อนที่เราจะไปลงมือติดตั้งและใช้งาน Pi-hole กัน ผมอยากจะปูพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นให้คุณผู้อ่านเสียก่อน เพื่อให้เข้าใจถึงหลักการทำงานของมันอย่างแท้จริง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

DNS Server คืออะไร?

DNS (Domain Name System) Server คือหัวใจสำคัญของการใช้งานอินเทอร์เน็ต ลองนึกภาพว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเหมือนเมืองขนาดใหญ่ที่มีบ้านเรือนมากมาย แต่ละบ้านก็มีที่อยู่เป็นตัวเลข IP Address ที่ซับซ้อนและยากต่อการจดจำ DNS Server ก็เปรียบเสมือนสมุดหน้าเหลืองที่ช่วยแปลงชื่อเว็บไซต์ที่เราคุ้นเคย (เช่น siamcafe.net) ไปเป็น IP Address ที่คอมพิวเตอร์เข้าใจได้ เมื่อคุณพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ลงใน Browser สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือคอมพิวเตอร์ของคุณจะส่ง Request ไปยัง DNS Server เพื่อขอ IP Address ของเว็บไซต์นั้น DNS Server ก็จะค้นหา IP Address จากฐานข้อมูลของมัน แล้วส่งกลับมาให้คอมพิวเตอร์ของคุณ จากนั้นคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะใช้ IP Address นี้เพื่อเชื่อมต่อกับ Server ของเว็บไซต์นั้นและแสดงผลเนื้อหาให้คุณเห็น โดยปกติแล้วเรามักจะใช้ DNS Server ที่ ISP (Internet Service Provider) ของเราจัดเตรียมไว้ให้ แต่เราก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ DNS Server อื่นได้ เช่น Google DNS (8.8.8.8 และ 8.8.4.4) หรือ Cloudflare DNS (1.1.1.1 และ 1.0.0.1) ซึ่งมักจะมีความเร็วและความเสถียรที่ดีกว่า DNS Server ของ ISP การทำงานของ Pi-hole ก็คือการทำตัวเป็น DNS Server ตัวหนึ่ง แต่มีความพิเศษตรงที่มันจะตรวจสอบทุก Request ที่เข้ามา ถ้าพบว่าเป็น Request ที่ต้องการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีโฆษณา มันก็จะบล็อก Request นั้นเสีย ทำให้โฆษณาไม่สามารถแสดงผลได้

Ad Blocking ทำงานอย่างไร?

หลักการทำงานของ Ad Blocking นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา คือการใช้ Blacklist หรือ Whitelist เพื่อกรอง Domain ที่เกี่ยวข้องกับโฆษณา Blacklist คือรายชื่อ Domain ที่เราต้องการบล็อก ส่วน Whitelist คือรายชื่อ Domain ที่เราต้องการอนุญาตให้เข้าถึงได้ เมื่อ Pi-hole ได้รับ DNS Query (คำขอ) มันจะตรวจสอบ Domain ที่อยู่ใน Query นั้นกับ Blacklist ก่อน ถ้าพบว่า Domain นั้นอยู่ใน Blacklist Pi-hole จะไม่ส่ง Query นั้นไปยัง Upstream DNS Server (เช่น Google DNS หรือ Cloudflare DNS) แต่จะตอบกลับด้วย IP Address ปลอม หรือไม่ตอบกลับเลย ทำให้ Browser ไม่สามารถโหลดโฆษณาจาก Domain นั้นได้ ในทางกลับกัน ถ้า Domain นั้นไม่อยู่ใน Blacklist Pi-hole จะส่ง Query นั้นไปยัง Upstream DNS Server ตามปกติ และเมื่อได้รับ IP Address กลับมา ก็จะส่งต่อให้กับ Client ที่ Request มา ทำให้ Client สามารถเข้าถึงเว็บไซต์นั้นได้ตามปกติ Pi-hole มี Blacklist ที่อัปเดตอยู่เสมอ ซึ่งรวบรวมรายชื่อ Domain ที่เกี่ยวข้องกับโฆษณาจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก นอกจากนี้คุณยังสามารถเพิ่ม Blacklist ของตัวเอง หรือแก้ไข Blacklist ที่มีอยู่ได้ตามต้องการ ทำให้คุณสามารถปรับแต่ง Pi-hole ให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณมากยิ่งขึ้น

Raspberry Pi คืออะไร และทำไมถึงเหมาะกับ Pi-hole?

Raspberry Pi คือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กจิ๋ว (Single-Board Computer) ที่มีราคาถูก กินไฟน้อย และมีความสามารถหลากหลาย มันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้และทดลองทางด้านคอมพิวเตอร์ แต่ด้วยความสามารถที่หลากหลายของมัน ทำให้มันถูกนำไปใช้ในงานต่าง ๆ มากมาย เช่น Media Center, Home Automation Server หรือแม้แต่ Ad Blocker อย่าง Pi-hole เหตุผลที่ Raspberry Pi เหมาะกับการใช้งาน Pi-hole ก็เพราะว่ามันมีคุณสมบัติที่จำเป็นครบถ้วน: * **ราคาถูก:** Raspberry Pi รุ่นเริ่มต้นมีราคาไม่แพง ทำให้คุณสามารถเริ่มต้นใช้งาน Pi-hole ได้โดยไม่ต้องลงทุนมากนัก * **กินไฟน้อย:** Raspberry Pi กินไฟน้อยมาก ทำให้คุณสามารถเปิดมันทิ้งไว้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าไฟ * **มีระบบปฏิบัติการ Linux:** Raspberry Pi รันบนระบบปฏิบัติการ Linux ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่เสถียรและมีความปลอดภัยสูง * **มี Community ขนาดใหญ่:** Raspberry Pi มี Community ขนาดใหญ่ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน ทำให้คุณสามารถค้นหาข้อมูลและแก้ไขปัญหาได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ Raspberry Pi ยังมีขนาดเล็ก ทำให้คุณสามารถวางมันไว้ที่ไหนก็ได้ในบ้าน โดยไม่เกะกะสายตา ผมเองก็ใช้ Raspberry Pi Zero W เป็นตัวรัน Pi-hole ซึ่งมันมีขนาดเล็กมากจนแทบจะมองไม่เห็นเลย

🎬 YouTube @icafefx

วิธีติดตั้งและใช้งาน Pi-hole บน Raspberry Pi

มาถึงส่วนที่หลายคนรอคอย นั่นคือวิธีการติดตั้งและใช้งาน Pi-hole บน Raspberry Pi อย่างละเอียด ผมจะอธิบายเป็นขั้นตอน step-by-step พร้อมยกตัวอย่าง Command และ Configuration ที่จำเป็น เพื่อให้คุณสามารถทำตามได้อย่างง่ายดาย **สิ่งที่ต้องเตรียม:** * Raspberry Pi (แนะนำ Raspberry Pi 4 หรือ Raspberry Pi Zero W) * SD Card (ขนาด 16GB ขึ้นไป) * Power Supply สำหรับ Raspberry Pi * สาย LAN (ถ้าใช้ Raspberry Pi ที่ไม่มี Wi-Fi) * คอมพิวเตอร์สำหรับ Flash ระบบปฏิบัติการลง SD Card **ขั้นตอนการติดตั้ง:** 1. **ติดตั้งระบบปฏิบัติการ:** ดาวน์โหลด Raspberry Pi OS (เดิมชื่อ Raspbian) จากเว็บไซต์ [https://www.raspberrypi.com/software/](https://www.raspberrypi.com/software/) แล้วใช้โปรแกรมเช่น Raspberry Pi Imager หรือ Etcher เพื่อ Flash ระบบปฏิบัติการลง SD Card 2. **Config Wi-Fi (ถ้าใช้ Raspberry Pi ที่มี Wi-Fi):** หลังจาก Flash ระบบปฏิบัติการเสร็จแล้ว ให้สร้างไฟล์ชื่อ `wpa_supplicant.conf` ใน Boot Partition ของ SD Card โดยใส่ข้อมูล Wi-Fi ดังนี้: ``` country=TH ctrl_interface=DIR=/var/run/wpa_supplicant GROUP=netdev update_config=1 network={ ssid="YOUR_WIFI_SSID" psk="YOUR_WIFI_PASSWORD" } ``` **สำคัญ:** แก้ไข `YOUR_WIFI_SSID` และ `YOUR_WIFI_PASSWORD` ให้เป็นชื่อ Wi-Fi และรหัสผ่านของคุณ 3. **เปิด SSH:** สร้างไฟล์ชื่อ `ssh` (ไม่มีนามสกุล) ใน Boot Partition ของ SD Card เพื่อเปิดใช้งาน SSH ทำให้คุณสามารถ Remote เข้าไปจัดการ Raspberry Pi ได้จากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น 4. **Boot Raspberry Pi:** ใส่ SD Card เข้าไปใน Raspberry Pi แล้วเปิดเครื่อง รอจนกระทั่ง Raspberry Pi Boot เสร็จ 5. **หา IP Address:** หา IP Address ของ Raspberry Pi โดยใช้ Router ของคุณ หรือใช้ Command `arp -a` บนคอมพิวเตอร์ของคุณ (ถ้าอยู่ใน Network เดียวกัน) 6. **SSH เข้า Raspberry Pi:** ใช้โปรแกรม SSH Client เช่น PuTTY หรือ Terminal เพื่อ SSH เข้าไปยัง Raspberry Pi โดยใช้ IP Address ที่ได้มา Username คือ `pi` และ Password คือ `raspberry` (Password เริ่มต้น) 7. **Update ระบบ:** อัปเดต Package List และ Upgrade Package ที่ติดตั้งไว้ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด โดยใช้ Command: ```bash sudo apt update sudo apt upgrade ``` 8. **ติดตั้ง Pi-hole:** ติดตั้ง Pi-hole โดยใช้ Command: ```bash curl -sSL https://install.pi-hole.net | bash ``` หรือ ```bash sudo apt install pihole ``` ระหว่างการติดตั้ง Pi-hole จะมีหน้าจอให้คุณเลือก Configuration ต่าง ๆ เช่น Network Interface, Upstream DNS Server และ Password สำหรับ Web Interface ทำตามคำแนะนำบนหน้าจอได้เลย 9. **เข้า Web Interface:** หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว คุณสามารถเข้า Web Interface ของ Pi-hole ได้โดยพิมพ์ IP Address ของ Raspberry Pi ตามด้วย `/admin` ใน Browser (เช่น `http://192.168.1.100/admin`) **การใช้งาน Pi-hole:** * **เปลี่ยน DNS Server:** เปลี่ยน DNS Server ของ Router ของคุณให้ชี้ไปยัง IP Address ของ Raspberry Pi เพื่อให้อุปกรณ์ทุกชิ้นใน Network ของคุณใช้งาน Pi-hole เป็น DNS Server หรือคุณสามารถเปลี่ยน DNS Server บนอุปกรณ์แต่ละเครื่องได้โดยตรง * **ตรวจสอบ Dashboard:** เข้า Web Interface ของ Pi-hole เพื่อตรวจสอบสถิติการบล็อกโฆษณา และปรับแต่ง Configuration ต่าง ๆ * **เพิ่ม Blacklist/Whitelist:** เพิ่ม Blacklist หรือ Whitelist เพื่อปรับแต่งการบล็อกโฆษณาให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ **ตารางสรุป Command ที่ใช้บ่อย:** | Command | คำอธิบาย | | -------------------------- | --------------------------------------------------------------------- | | `pihole -up` | อัปเดต Pi-hole ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด | | `pihole -g` | อัปเดต Gravity (Blacklist) | | `pihole status` | ตรวจสอบสถานะการทำงานของ Pi-hole | | `pihole enable` | เปิดใช้งาน Pi-hole | | `pihole disable` | ปิดใช้งาน Pi-hole | | `pihole disable [seconds]` | ปิดใช้งาน Pi-hole ชั่วคราว (ระบุจำนวนวินาที) | | `pihole -t` | แสดง Query Log แบบ Real-time | > **ข้อควรระวัง:** การบล็อกโฆษณามากเกินไป อาจทำให้บางเว็บไซต์ทำงานผิดปกติได้ หากพบปัญหา ให้ลอง Whitelist Domain ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหา หวังว่าคู่มือนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะลองติดตั้งและใช้งาน Pi-hole นะครับ ในส่วนถัดไป เราจะมาดูวิธีการปรับแต่ง Pi-hole ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานจริงกันครับ

เทคนิคขั้นสูง / Configuration

หลังจากที่เราติดตั้ง Pi-hole และใช้งานได้แล้ว หลายคนอาจจะเริ่มมองหาเทคนิคขั้นสูง หรือการปรับแต่งเพิ่มเติม เพื่อให้ Pi-hole ของเราทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตรงนี้ผมจะมาแนะนำเทคนิคและวิธีการปรับแต่ง Pi-hole ที่ผมใช้เป็นประจำครับ บอกเลยว่าแต่ละอย่างนี่เด็ดๆ ทั้งนั้น

การตั้งค่า DNS Upstream Servers

Pi-hole จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดการ DNS requests ของอุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่ายของเรา แต่ Pi-hole เองก็ต้องมี DNS server ปลายทางที่จะส่ง request ไปสอบถามข้อมูลอีกที ซึ่งเราสามารถเลือก DNS upstream servers ได้ตามความต้องการและความเหมาะสมครับ

โดยปกติ Pi-hole จะมี DNS servers ให้เลือกใช้งานอยู่หลายเจ้า เช่น Google DNS, Cloudflare DNS, Quad9 DNS หรือ OpenDNS แต่ละเจ้าก็มีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไป เช่น Google DNS อาจจะเร็ว แต่บางคนก็กังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ส่วน Cloudflare DNS ก็เน้นเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวครับ ลองเลือกดูว่าอันไหนตอบโจทย์เราที่สุด

วิธีการตั้งค่า DNS upstream servers ทำได้ง่ายๆ ผ่านทาง Web interface ของ Pi-hole ครับ ไปที่ Settings > DNS แล้วเลือก DNS servers ที่ต้องการได้เลย นอกจากนี้ เรายังสามารถใส่ custom DNS servers เพิ่มเติมได้ด้วย หากต้องการใช้งาน DNS server อื่นๆ ที่ไม่มีในรายการ

# ตัวอย่างการตั้งค่า DNS Upstream Servers ใน /etc/dnsmasq.d/01-pihole.conf
server=8.8.8.8
server=8.8.4.4
server=1.1.1.1
server=1.0.0.1

การใช้งาน Conditional Forwarding

Conditional forwarding เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ Pi-hole สามารถ forward DNS requests สำหรับ domain เฉพาะไปยัง DNS server ที่เรากำหนดได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเรามี local domain `*.local` ที่ resolve โดย internal DNS server ของเรา เราสามารถตั้งค่าให้ Pi-hole ส่ง requests สำหรับ domain เหล่านี้ไปยัง internal DNS server โดยตรง โดยไม่ต้องผ่าน upstream DNS servers ภายนอก

การใช้งาน conditional forwarding จะช่วยให้การ resolve domain ภายในเครือข่ายของเราเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลด load บน upstream DNS servers ของเราได้อีกด้วย

วิธีการตั้งค่า conditional forwarding ทำได้โดยแก้ไขไฟล์ `/etc/dnsmasq.d/01-pihole.conf` แล้วเพิ่มบรรทัดต่อไปนี้เข้าไป

# ตัวอย่างการตั้งค่า Conditional Forwarding
server=/local/192.168.1.10

โดย `local` คือ domain ที่เราต้องการ forward และ `192.168.1.10` คือ IP address ของ DNS server ที่เราต้องการให้ forward requests ไป

การปรับแต่ง Blocklists

Blocklists คือหัวใจสำคัญของ Pi-hole เพราะเป็นตัวกำหนดว่า domain ไหนบ้างที่จะถูก block การเลือกใช้ blocklists ที่เหมาะสมจะช่วยให้ Pi-hole สามารถ block โฆษณาและ tracking scripts ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Pi-hole มาพร้อมกับ default blocklist อยู่แล้ว แต่เราสามารถเพิ่ม blocklists อื่นๆ ได้ตามต้องการ โดยสามารถหา blocklists ได้จากแหล่งต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต แต่ต้องระวังเรื่องความน่าเชื่อถือของ blocklists ด้วยนะครับ เพราะบาง blocklists อาจจะ block domain ที่ไม่ควร block ทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานได้

วิธีการเพิ่ม blocklists ทำได้ผ่านทาง Web interface ของ Pi-hole ครับ ไปที่ Group Management > Adlists แล้วใส่ URL ของ blocklist ที่ต้องการเพิ่มเข้าไปได้เลย นอกจากนี้ เรายังสามารถ enable หรือ disable blocklists แต่ละตัวได้ตามต้องการ เพื่อปรับแต่งให้ Pi-hole ทำงานได้ตามที่เราต้องการมากที่สุด

# ตัวอย่างการเพิ่ม Blocklists โดยใช้ pihole command
pihole -g -a https://raw.githubusercontent.com/StevenBlack/hosts/master/hosts
pihole -g -a https://mirror1.malwaredomains.com/files/justdomains

คำสั่ง `pihole -g` จะทำการอัพเดท blocklists ทั้งหมด ส่วน `-a` คือการเพิ่ม blocklist ใหม่

เปรียบเทียบ

แน่นอนว่า Pi-hole ไม่ใช่ Ad Blocker เพียงตัวเดียวในตลาด ยังมีตัวเลือกอื่นๆ อีกมากมายให้เราได้เลือกใช้ ทั้งแบบที่เป็น software ติดตั้งบนเครื่องของเราโดยตรง และแบบที่เป็น hardware สำเร็จรูป ในส่วนนี้ผมจะลองเปรียบเทียบ Pi-hole กับ Ad Blocker ยอดนิยมอื่นๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมและความแตกต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

Pi-hole vs. AdBlock Plus

AdBlock Plus เป็น extension สำหรับ web browser ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทำหน้าที่ block โฆษณาบนเว็บไซต์ต่างๆ ที่เราเข้าชม ข้อดีของ AdBlock Plus คือใช้งานง่าย ติดตั้งง่าย และสามารถปรับแต่ง filter ได้หลากหลาย แต่ข้อเสียคือ AdBlock Plus ทำงานเฉพาะบน browser ที่เราติดตั้งเท่านั้น ไม่สามารถ block โฆษณาใน apps อื่นๆ หรือบนอุปกรณ์อื่นๆ ในเครือข่ายได้

ในขณะที่ Pi-hole ทำงานในระดับ network ทำให้สามารถ block โฆษณาได้ทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือ smart TV นอกจากนี้ Pi-hole ยังสามารถ block โฆษณาใน apps ต่างๆ ได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ AdBlock Plus ไม่สามารถทำได้

ลองดูตารางเปรียบเทียบง่ายๆ ครับ:

Feature Pi-hole AdBlock Plus
ทำงานในระดับ Network Browser
Block โฆษณาใน Apps ได้ ไม่ได้
ครอบคลุมอุปกรณ์ ทุกอุปกรณ์ในเครือข่าย เฉพาะ Browser ที่ติดตั้ง
ติดตั้ง ซับซ้อนกว่า ง่ายกว่า
ปรับแต่ง ยืดหยุ่นกว่า จำกัดกว่า

Pi-hole vs. NextDNS

NextDNS เป็นบริการ DNS ที่มี features ในการ block โฆษณาและ tracking scripts คล้ายกับ Pi-hole แต่ NextDNS เป็นบริการ cloud-based ที่เราต้องจ่ายเงินเพื่อใช้งาน ข้อดีของ NextDNS คือใช้งานง่าย ไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่มเติม และสามารถใช้งานได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต แต่ข้อเสียคือเราต้องเสียค่าบริการรายเดือน และข้อมูลการใช้งานของเราจะถูกเก็บไว้บน server ของ NextDNS

Pi-hole เป็น open-source software ที่เราสามารถติดตั้งและใช้งานได้ฟรีบน hardware ของเราเอง ข้อดีคือเราสามารถควบคุมข้อมูลของเราได้อย่างเต็มที่ และไม่ต้องเสียค่าบริการรายเดือน แต่ข้อเสียคือเราต้องดูแลรักษา hardware เอง และต้องตั้งค่าเครือข่ายของเราให้ถูกต้อง

ตารางเปรียบเทียบอีกอัน:

Feature Pi-hole NextDNS
ประเภท Software (Self-hosted) Cloud Service
ค่าใช้จ่าย ฟรี (Hardware cost) รายเดือน
ความเป็นส่วนตัว ควบคุมเอง ขึ้นอยู่กับ NextDNS
ความสะดวก ต้องติดตั้งและดูแลเอง ใช้งานง่าย ไม่ต้องดูแล
ความยืดหยุ่น สูง ปานกลาง

จากการเปรียบเทียบ จะเห็นได้ว่า Pi-hole และ Ad Blocker แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป การเลือกใช้ตัวไหนขึ้นอยู่กับความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละคนครับ ถ้าต้องการความยืดหยุ่นและควบคุมข้อมูลได้เอง Pi-hole คือตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าต้องการความสะดวกและใช้งานง่าย NextDNS อาจจะตอบโจทย์มากกว่า

ข้อควรระวัง & Troubleshooting

การใช้งาน Pi-hole ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป บางครั้งเราอาจจะเจอปัญหาที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ ในส่วนนี้ผมจะรวบรวมข้อควรระวังและวิธีการแก้ไขปัญหาที่พบบ่อยในการใช้งาน Pi-hole มาให้ครับ ใครเจอปัญหาอะไร ลองมาดูกัน เผื่อจะช่วยแก้ปัญหาได้

คำเตือน: การแก้ไข configuration files โดยไม่เข้าใจ อาจทำให้ Pi-hole ทำงานผิดพลาดได้ ควร backup configuration files ก่อนทำการแก้ไขทุกครั้ง

ปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการใช้งาน Pi-hole จริงๆ แล้วยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมากมายที่อาจเกิดขึ้นได้ การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยการสังเกต การวิเคราะห์ และการทดลอง ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจอทางออกครับ ที่สำคัญคืออย่าท้อแท้!

ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี

ตลอด 20 ปีที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการ IT ผมได้เจอปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ มากมายเกี่ยวกับการจัดการ network และการ block โฆษณา Pi-hole ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ผมนำมาใช้แก้ปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพของ network มาโดยตลอด ในส่วนนี้ผมจะยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ผมเคยเจอ และวิธีการนำ Pi-hole มาประยุกต์ใช้ครับ

สถานการณ์ที่ 1: บ้านที่มีเด็กเล็ก สมัยก่อนลูกชายผมติดเกมส์มาก แถมในเกมส์ก็มีโฆษณาเยอะแยะไปหมด ผมเลยตัดสินใจติดตั้ง Pi-hole เพื่อ block โฆษณาในเกมส์เหล่านั้น ผลปรากฏว่าลูกชายผมเล่นเกมส์ได้สนุกขึ้น ไม่มีอะไรมารบกวน แถมยังช่วยลดโอกาสที่ลูกชายผมจะคลิกเข้าไปในโฆษณาที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย นอกจากนี้ ผมยังใช้ Pi-hole ในการ block เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก เพื่อให้ลูกชายผมใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย

สถานการณ์ที่ 2: ออฟฟิศขนาดเล็ก ผมเคยช่วยออฟฟิศเพื่อนติดตั้ง Pi-hole เพื่อ block โฆษณาและ tracking scripts บน network ของออฟฟิศ ผลที่ได้คือ bandwidth ของ internet เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่ต้องเสีย bandwidth ไปกับการโหลดโฆษณา นอกจากนี้ พนักงานในออฟฟิศก็ทำงานได้มีสมาธิมากขึ้น เพราะไม่มีโฆษณามารบกวน

สถานการณ์ที่ 3: Network ที่มี IoT devices จำนวนมาก ปัจจุบันบ้านผมมี IoT devices เยอะมาก ทั้ง smart TV, smart speaker, smart home appliances ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้มักจะส่งข้อมูลกลับไปยังผู้ผลิตอยู่เสมอ ผมเลยใช้ Pi-hole ในการ monitor traffic ของ IoT devices เหล่านี้ และ block domain ที่ไม่จำเป็น เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของผม

สถานการณ์ที่ 4: การ block malware และ phishing websites Pi-hole ไม่ได้ block แค่โฆษณา แต่ยังสามารถ block malware และ phishing websites ได้ด้วย ผมเคยเจอเคสที่ Pi-hole block malware domain ที่พนักงานในออฟฟิศเผลอคลิกเข้าไป ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของพนักงานไม่ติด malware

จากประสบการณ์ของผม Pi-hole เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการจัดการ network และการ block โฆษณา แต่การใช้งาน Pi-hole ให้ได้ผลดีที่สุด ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการทำงานของ DNS และ network รวมถึงการปรับแต่ง configuration ให้เหมาะสมกับความต้องการของเรา

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่สนใจ Pi-hole นะครับ ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้เลยครับ ยินดีให้คำแนะนำเสมอ

เครื่องมือแนะนำ

หลังจากที่เราได้ติดตั้งและใช้งาน Pi-hole เป็น Ad Blocker ระดับ Network ของเราแล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่ามีเครื่องมืออะไรบ้างที่จะช่วยให้เราใช้งาน Pi-hole ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือช่วยให้เราสามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ในส่วนนี้ ผมจะมาแนะนำเครื่องมือที่ผมคิดว่ามีประโยชน์และน่าสนใจสำหรับผู้ใช้งาน Pi-hole ทุกระดับครับ

Pi-hole Diagnosis

เครื่องมือแรกที่อยากแนะนำคือ pihole -d หรือ Pi-hole Diagnosis ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มาพร้อมกับการติดตั้ง Pi-hole อยู่แล้ว เครื่องมือนี้จะช่วยตรวจสอบการทำงานของ Pi-hole และรวบรวมข้อมูลที่สำคัญ เช่น การตั้งค่า DNS, สถานะของ Web Interface, Log Files และ Error Messages ต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับ Pi-hole ของเราครับ

การใช้งานก็ง่ายมากๆ เพียงแค่พิมพ์ pihole -d ใน Terminal หรือ Command Prompt แล้วทำตามขั้นตอนที่ปรากฏบนหน้าจอ Pi-hole จะทำการตรวจสอบระบบและสร้าง Log File ที่มีข้อมูลทั้งหมดที่เราต้องการ จากนั้นเราสามารถนำ Log File นี้ไปวิเคราะห์เอง หรือส่งให้กับผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความช่วยเหลือได้ครับ

pihole -d

Pi-hole API

Pi-hole มี API ที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงและควบคุมการทำงานของ Pi-hole ผ่านทางโปรแกรมหรือ Script ได้ API นี้มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องการสร้าง Dashboard ส่วนตัว, ทำ Automation Task หรือ Integrate Pi-hole เข้ากับระบบ Monitoring อื่นๆ ตัวอย่างเช่น เราสามารถใช้ API เพื่อตรวจสอบจำนวน Ad ที่ถูก Block, จำนวน Queries ที่ถูกส่งมา หรือสถานะการทำงานของ Pi-hole ได้ครับ

การใช้งาน Pi-hole API ต้องทำการ Enable API ใน Web Interface ก่อน จากนั้นเราสามารถใช้ HTTP Request เพื่อส่งคำสั่งไปยัง Pi-hole ได้ โดย API จะ Return ข้อมูลในรูปแบบ JSON ซึ่งง่ายต่อการนำไปใช้งานต่อ ตัวอย่างเช่น เราสามารถใช้ Command curl เพื่อดึงข้อมูล Statistics จาก Pi-hole ได้ดังนี้

curl -X GET http://pi.hole/admin/api.php?summary

Pi-hole Remote

สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุม Pi-hole จากระยะไกล หรือจาก Smart Phone ผมขอแนะนำ Application ที่ชื่อว่า Pi-hole Remote ซึ่งมีให้ดาวน์โหลดทั้งในระบบ iOS และ Android Application นี้จะช่วยให้เราสามารถ Enable/Disable Pi-hole, Update Gravity, Whitelist/Blacklist Domains และตรวจสอบ Statistics ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้อง Login เข้า Web Interface ทุกครั้งครับ

การตั้งค่า Pi-hole Remote ก็ง่ายมาก เพียงแค่ใส่ IP Address ของ Pi-hole และ API Key (สามารถหาได้จาก Web Interface) Application ก็จะเชื่อมต่อกับ Pi-hole และแสดงข้อมูลต่างๆ ให้เราเห็นทันที Application นี้มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุม Pi-hole ขณะที่ไม่ได้อยู่หน้า Computer หรือต้องการให้สมาชิกในครอบครัวสามารถควบคุม Pi-hole ได้ด้วยตัวเอง

VisualPing

VisualPing เป็น Website Monitoring Tool ที่สามารถใช้ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงบน Website ได้ เราสามารถใช้ VisualPing เพื่อตรวจสอบว่า Website ที่เราเข้าชมมีการเปลี่ยนแปลง Ad List หรือไม่ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง เราก็จะได้รับการแจ้งเตือนทันที ทำให้เราสามารถ Update Gravity หรือ Blacklist Domains ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ได้อย่างรวดเร็วครับ

การใช้งาน VisualPing ก็ง่ายมาก เพียงแค่ใส่ URL ของ Website ที่เราต้องการ Monitor, เลือก Area ที่เราต้องการตรวจสอบ และกำหนด Interval ในการตรวจสอบ VisualPing จะทำการตรวจสอบ Website ตาม Interval ที่เรากำหนด และส่ง Email แจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

Case Study ประสบการณ์จริง

ผมเริ่มใช้ Pi-hole มาตั้งแต่ปี 2018 ตอนนั้นผมเจอปัญหาว่า Website ที่ผมเข้าชมมี Ad เยอะมาก ทำให้ Loading ช้า และบางครั้งก็มี Ad ที่ไม่เหมาะสมปรากฏขึ้น ผมเลยตัดสินใจลองติดตั้ง Pi-hole บน Raspberry Pi Zero W ที่มีอยู่แล้ว ตอนแรกก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แต่พอใช้งานไปได้สักพัก ก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน Website Loading เร็วขึ้น Ad หายไปเยอะมาก และที่สำคัญคือผมไม่ต้องกังวลว่าลูกๆ จะเจอ Ad ที่ไม่เหมาะสมอีกต่อไป

ในช่วงแรกๆ ผมต้องคอย Update Gravity และ Blacklist Domains เองบ่อยๆ เพราะ Ad Blocker List ยังไม่ครอบคลุม Website ที่ผมเข้าชมทั้งหมด แต่พอเวลาผ่านไป List ก็เริ่มสมบูรณ์ขึ้น และผมก็แทบไม่ต้องทำอะไรเลย Pi-hole ก็สามารถ Block Ad ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมเคยลองวัด Bandwidth ที่ Pi-hole ช่วยประหยัดได้ พบว่าสามารถประหยัด Bandwidth ได้ประมาณ 15-20% ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับ Internet บ้าน

นอกจากนี้ ผมยังใช้ Pi-hole เป็น DNS Server สำหรับ Smart Home Devices ของผมด้วย ทำให้ Devices เหล่านั้นไม่มี Ad มากวนใจ และยังช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับ Devices เหล่านั้นอีกด้วย ผมเคยเจอปัญหาว่า Smart TV ของผมส่งข้อมูลส่วนตัวกลับไปยังบริษัทผู้ผลิตบ่อยมาก พอใช้ Pi-hole Block Domains ที่เกี่ยวข้องกับการ Tracking ข้อมูล ก็ช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ถูกส่งออกไปได้อย่างมาก

จากประสบการณ์ที่ผมใช้ Pi-hole มา ผมคิดว่า Pi-hole เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากสำหรับทุกคนที่ต้องการ Block Ad และเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับ Network ของตัวเอง การติดตั้งและใช้งาน Pi-hole ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด และผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ามาก ผมแนะนำให้ทุกคนลองใช้ Pi-hole ดูครับ รับรองว่าจะไม่ผิดหวัง

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Pi-hole สามารถ Block Ad บน YouTube ได้หรือไม่?

Pi-hole สามารถ Block Ad บน YouTube ได้ในระดับหนึ่งครับ โดยจะ Block Ad ที่เป็น Domains ที่อยู่ใน Blocklist แต่ Ad ที่ฝังอยู่ใน Video โดยตรง Pi-hole จะไม่สามารถ Block ได้ครับ วิธีแก้ปัญหาคือใช้ YouTube Premium หรือติดตั้ง Ad Blocker Extension บน Browser เพื่อ Block Ad ที่ฝังอยู่ใน Video ครับ นอกจากนี้ ยังมีวิธีตั้งค่า Pi-hole ร่วมกับ Unbound เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ Block Ad บน YouTube ได้อีกด้วยครับ แต่ต้องใช้ความรู้ทางด้าน Network เพิ่มเติม

Pi-hole รองรับการใช้งานร่วมกับ VPN หรือไม่?

Pi-hole สามารถใช้งานร่วมกับ VPN ได้ครับ แต่ต้องมีการตั้งค่าเพิ่มเติมเพื่อให้ Traffic ทั้งหมดผ่าน VPN และ Pi-hole วิธีการตั้งค่าจะขึ้นอยู่กับ VPN Server ที่เราใช้ แต่หลักการคือเราต้องตั้งค่า DNS Server ของ VPN ให้ชี้มาที่ Pi-hole หรือตั้งค่า Pi-hole ให้ใช้ VPN เป็น Upstream DNS Server ครับ การใช้งาน Pi-hole ร่วมกับ VPN จะช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยในการใช้งาน Internet ของเรามากยิ่งขึ้นครับ

Pi-hole กิน Resource ของ Raspberry Pi มากน้อยแค่ไหน?

Pi-hole กิน Resource ของ Raspberry Pi ไม่มากครับ โดยเฉพาะ Raspberry Pi รุ่นใหม่ๆ ที่มี CPU และ RAM มากขึ้น Pi-hole จะใช้ CPU เพียงเล็กน้อย และใช้ RAM ประมาณ 50-100 MB เท่านั้นครับ แต่ถ้า Network ของเรามีการใช้งานมาก มี Queries จำนวนมาก Pi-hole ก็อาจจะใช้ Resource มากขึ้นได้ครับ เราสามารถตรวจสอบ Resource Usage ของ Pi-hole ได้โดยใช้ Command top หรือ htop ใน Terminal ครับ ถ้าพบว่า Pi-hole กิน Resource มากเกินไป เราอาจจะต้องพิจารณา Upgrade Raspberry Pi หรือปรับแต่งการตั้งค่า Pi-hole ให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราครับ

ทำไมบาง Website ยังมี Ad ปรากฏอยู่ แม้จะใช้ Pi-hole แล้ว?

มีหลายสาเหตุที่ทำให้บาง Website ยังมี Ad ปรากฏอยู่ แม้จะใช้ Pi-hole แล้วครับ สาเหตุแรกคือ Ad นั้นไม่ได้มาจาก Domains ที่อยู่ใน Blocklist ของ Pi-hole สาเหตุที่สองคือ Website นั้นใช้เทคนิคในการ Load Ad ที่ซับซ้อน ทำให้ Pi-hole ไม่สามารถ Block ได้ สาเหตุที่สามคือ Browser ของเรา Cache Ad ไว้ ทำให้ Ad ยังคงปรากฏอยู่แม้ว่า Pi-hole จะ Block ไปแล้ว วิธีแก้ปัญหาคือ Update Gravity, Blacklist Domains ที่เกี่ยวข้องกับ Ad, Clear Cache ของ Browser หรือใช้ Ad Blocker Extension บน Browser ครับ

จะ Backup และ Restore Pi-hole ได้อย่างไร?

การ Backup และ Restore Pi-hole เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายในกรณีที่ Raspberry Pi เสียหาย หรือเราต้องการย้าย Pi-hole ไปยัง Raspberry Pi ตัวใหม่ Pi-hole มี Command pihole -t ที่ช่วยให้เราสามารถ Backup การตั้งค่าทั้งหมดของ Pi-hole ได้ Command นี้จะสร้างไฟล์ tar.gz ที่มีข้อมูลทั้งหมดที่เราต้องการ Restore ครับ การ Restore ก็ทำได้ง่ายๆ โดยใช้ Command pihole -r แล้วเลือก Restore จากไฟล์ Backup ครับ นอกจากนี้ เรายังสามารถ Backup ข้อมูลสำคัญ เช่น Whitelist, Blacklist และ Custom DNS Records ได้ด้วยการ Copy ไฟล์ /etc/pihole/whitelist.txt, /etc/pihole/blacklist.txt และ /etc/dnsmasq.d/ ครับ

Pi-hole สามารถ Block Telemetry Data ได้หรือไม่?

Pi-hole สามารถ Block Telemetry Data ได้ครับ Telemetry Data คือข้อมูลที่ถูกส่งจาก Devices หรือ Applications กลับไปยังบริษัทผู้ผลิต เพื่อใช้ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์หรือบริการ Pi-hole สามารถ Block Telemetry Data ได้โดยการ Blacklist Domains ที่เกี่ยวข้องกับการ Tracking ข้อมูล เราสามารถหา Domains เหล่านี้ได้จาก Internet หรือใช้ Tools ที่ช่วยในการ Identify Telemetry Data ครับ การ Block Telemetry Data จะช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับ Network ของเรา และป้องกันไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวของเราถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตครับ

สรุป

Pi-hole เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมสำหรับการสร้าง Ad Blocker ระดับ Network ของคุณเอง ด้วย Raspberry Pi เพียงตัวเดียว คุณก็สามารถ Block Ad และ Tracking Domains ได้ทั่วทั้ง Network ทำให้การใช้งาน Internet ของคุณเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเป็นส่วนตัวมากขึ้น การติดตั้งและใช้งาน Pi-hole อาจจะดูซับซ้อนในตอนแรก แต่เมื่อคุณเข้าใจหลักการทำงานแล้ว คุณจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด และผลลัพธ์ที่ได้ก็คุ้มค่ามาก

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้งาน Pi-hole คือการ Update Gravity อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ Blocklist ของคุณทันสมัยอยู่เสมอ และการ Blacklist Domains ที่คุณพบว่าเป็น Ad หรือ Tracking Domains ด้วยตัวเอง เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการ Block Ad ของ Pi-hole ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ ที่ผมแนะนำไป เพื่อช่วยในการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับ Pi-hole ของคุณได้

สำหรับผู้ที่ยังลังเลว่าจะลองใช้ Pi-hole ดีหรือไม่ ผมขอแนะนำให้ลองดูครับ คุณสามารถเริ่มต้นด้วย Raspberry Pi Zero W ที่มีราคาไม่แพง หรือใช้ Raspberry Pi ที่คุณมีอยู่แล้วก็ได้ ลองติดตั้งและใช้งาน Pi-hole สักพัก แล้วคุณจะเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน ผมเชื่อว่าคุณจะไม่ผิดหวัง และจะติดใจ Pi-hole อย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่สนใจ Pi-hole และ Ad Blocking ระดับ Network ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ใน Comment นะครับ ผมยินดีที่จะตอบคำถามและให้คำแนะนำเพิ่มเติมครับ ขอให้สนุกกับการใช้งาน Pi-hole นะครับ!

Tips จากประสบการณ์ 20 ปีในการใช้ Pi-hole เป็น Ad Blocker ระดับ Network

1. เลือก Hardware ที่เหมาะสมกับ Network ของคุณ

การเลือก hardware ที่เหมาะสมกับ Pi-hole เป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะมันมีผลต่อประสิทธิภาพและความเสถียรของระบบ network ทั้งหมดของคุณเลยนะ ลองคิดดูว่าถ้า Pi-hole ทำงานช้า หรือมีปัญหาบ่อยๆ ทุกคนในบ้านก็จะบ่นแน่นอน! สมัยก่อนผมเคยใช้ Raspberry Pi รุ่นแรกๆ แล้วเจอปัญหาคอขวด เพราะ CPU มันช้า ทำให้การ resolve DNS ช้าไปด้วย คนในบ้านเลยบ่นกันระงมว่าเน็ตช้า (จริงๆ คือ DNS ช้าต่างหาก!) ดังนั้น ถ้า network ของคุณมีการใช้งานเยอะ มีอุปกรณ์เชื่อมต่อพร้อมกันหลายสิบตัว หรือมีคนเล่นเกมออนไลน์ที่ต้องการ latency ต่ำๆ ผมแนะนำให้ลงทุนกับ Raspberry Pi รุ่นใหม่ๆ ที่มี CPU เร็วขึ้น RAM เยอะขึ้น หรือจะใช้ mini PC ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าก็ได้ครับ นอกจากนี้ storage ก็สำคัญนะ เลือกใช้ SD card ที่มีคุณภาพดี หรือจะใช้ SSD ผ่าน USB ก็ได้ จะช่วยให้การอ่านเขียนข้อมูลเร็วขึ้น Pi-hole ก็จะทำงานได้ราบรื่นขึ้นเยอะเลยครับ อย่าลืมเรื่อง Power Supply ด้วยนะครับ เลือกที่จ่ายไฟได้ stable และมีกำลังไฟเพียงพอ เพราะถ้าไฟไม่พอ Raspberry Pi อาจจะทำงานไม่เสถียร หรือถึงขั้น boot ไม่ขึ้นเลยก็ได้ ผมเคยเจอมาแล้ว เสียเวลาแก้ปัญหาไปหลายชั่วโมงเลยครับ ฉะนั้น ลงทุนกับ Power Supply ดีๆ หน่อย คุ้มค่าแน่นอน!

2. ตั้งค่า Static IP Address ให้กับ Pi-hole

การตั้งค่า static IP address ให้กับ Pi-hole เป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ เพราะถ้า Pi-hole ได้รับ IP address จาก DHCP server แล้ว IP address เปลี่ยนไปเมื่อไหร่ อุปกรณ์ต่างๆ ใน network ของคุณจะไม่สามารถ resolve DNS ได้ ทำให้ใช้งาน internet ไม่ได้เลย! ผมเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ตอนที่ DHCP lease หมดอายุ แล้ว router เปลี่ยน IP address ให้ Pi-hole ใหม่ ทุกคนในบ้านก็โวยวายกันใหญ่ เพราะเข้าเว็บอะไรไม่ได้เลย (ยกเว้นเว็บที่ cache ไว้ใน browser นะ) วิธีตั้งค่า static IP address ก็ง่ายๆ ครับ เข้าไปที่หน้า configuration ของ router แล้วหาเมนูที่เกี่ยวกับการจอง IP address (อาจจะชื่อว่า DHCP reservation หรือ static DHCP lease) แล้วก็ assign IP address ที่ต้องการให้กับ MAC address ของ Pi-hole ครับ อย่าลืมเลือก IP address ที่อยู่นอก DHCP range ด้วยนะครับ จะได้ไม่ชนกับ IP address ของอุปกรณ์อื่นๆ ใน network อีกวิธีนึงคือการตั้งค่า static IP address โดยตรงบน Pi-hole เองเลยก็ได้ แต่ผมไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้เท่าไหร่ เพราะมันจะซับซ้อนกว่า และอาจจะทำให้เกิด conflict กับการตั้งค่าของ router ได้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ใช้ DHCP reservation จะง่ายกว่าเยอะครับ

3. เลือก DNS Server Upstream ที่เหมาะสม

การเลือก DNS server upstream ที่เหมาะสมกับ Pi-hole ก็เป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะมันมีผลต่อความเร็วและความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน internet ของคุณ DNS server upstream คือ DNS server ที่ Pi-hole จะใช้ในการ resolve domain name ที่ไม่ได้อยู่ใน blacklist ของ Pi-hole ลองคิดดูว่าถ้าคุณใช้ DNS server ที่ตอบช้า หรือมีปัญหาบ่อยๆ การเข้าเว็บต่างๆ ก็จะช้าไปด้วย มี DNS server upstream ให้เลือกใช้มากมายครับ เช่น Google Public DNS (8.8.8.8, 8.8.4.4), Cloudflare DNS (1.1.1.1, 1.0.0.1), Quad9 (9.9.9.9, 149.112.112.112) แต่ละ DNS server ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป Google Public DNS เร็วและเสถียร แต่ก็อาจจะมีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัว Cloudflare DNS เร็วและเน้นเรื่องความเป็นส่วนตัว Quad9 เน้นเรื่อง security และ block domain ที่เป็น malware นอกจากนี้ ยังมี DNS server upstream ที่เน้นเรื่อง censorship เช่น AdGuard DNS ที่ block โฆษณาและ trackers หรือ CleanBrowsing ที่ block เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมสำหรับเด็ก คุณสามารถเลือกใช้ DNS server upstream ที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้เลยครับ ใน Pi-hole คุณสามารถตั้งค่า DNS server upstream ได้หลายตัว Pi-hole จะเลือกใช้ DNS server ที่ตอบสนองเร็วที่สุดโดยอัตโนมัติ

4. ปรับแต่ง Blacklist และ Whitelist อย่างสม่ำเสมอ

Pi-hole ทำงานโดยการ block domain ที่อยู่ใน blacklist ถ้า domain ไหนอยู่ใน blacklist Pi-hole จะไม่ resolve domain นั้น ทำให้ browser ไม่สามารถโหลด content จาก domain นั้นได้ แต่ blacklist ที่มาพร้อมกับ Pi-hole นั้นอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ อาจจะมี domain ที่ควรจะ block แต่ไม่ได้ block หรือ domain ที่ไม่ควรจะ block แต่ดันไปอยู่ใน blacklist ดังนั้น คุณต้องปรับแต่ง blacklist และ whitelist อย่างสม่ำเสมอครับ ถ้าเจอโฆษณาที่ Pi-hole ไม่ได้ block ให้เพิ่ม domain นั้นเข้าไปใน blacklist ถ้าเจอเว็บที่ Pi-hole block แต่คุณต้องการเข้า ให้เพิ่ม domain นั้นเข้าไปใน whitelist คุณสามารถเพิ่ม domain เข้าไปใน blacklist หรือ whitelist ได้ง่ายๆ ผ่าน web interface ของ Pi-hole นอกจากนี้ คุณยังสามารถ subscribe blacklist จาก third-party ได้ด้วย มี blacklist ให้เลือกมากมายครับ เช่น blacklist ที่ block โฆษณา trackers malware หรือ phishing แต่ต้องระวัง blacklist บางตัวอาจจะมี false positive คือ block domain ที่ไม่ควรจะ block ดังนั้น ก่อนที่จะ subscribe blacklist ให้ตรวจสอบดูก่อนว่า blacklist นั้นน่าเชื่อถือหรือไม่

5. Monitor Pi-hole อย่างสม่ำเสมอ

การ monitor Pi-hole อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะจะช่วยให้คุณทราบว่า Pi-hole ทำงานได้ปกติหรือไม่ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ คุณสามารถ monitor Pi-hole ได้หลายวิธี เช่น ดู dashboard ใน web interface ของ Pi-hole ซึ่งจะแสดงสถิติต่างๆ เช่น จำนวน queries ที่ถูก block จำนวน queries ทั้งหมด เปอร์เซ็นต์ของ queries ที่ถูก block นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ command line tools เพื่อ monitor Pi-hole ได้ด้วย เช่น ใช้ command `pihole -t` เพื่อดู real-time log ของ Pi-hole หรือใช้ command `pihole status` เพื่อดูสถานะของ Pi-hole ถ้า Pi-hole มีปัญหา เช่น DNS resolver ไม่ทำงาน หรือ web interface เข้าไม่ได้ คุณจะได้แก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ผมแนะนำให้ตั้งค่า notification ด้วยครับ เช่น ให้ Pi-hole ส่ง email หรือแจ้งเตือนผ่าน Telegram เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น คุณจะได้รู้ตัวทันทีว่า Pi-hole มีปัญหา และแก้ไขได้ก่อนที่คนในบ้านจะโวยวาย!

6. Update Pi-hole เป็นประจำ

การ update Pi-hole เป็นประจำเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เพราะการ update จะช่วยแก้ไข bug ปรับปรุงประสิทธิภาพ และเพิ่ม security ให้กับ Pi-hole นอกจากนี้ การ update ยังอาจจะเพิ่ม features ใหม่ๆ ที่น่าสนใจด้วย คุณสามารถ update Pi-hole ได้ง่ายๆ ผ่าน command line โดยใช้ command `pihole -up` Pi-hole จะตรวจสอบว่ามี update ใหม่หรือไม่ ถ้ามี Pi-hole จะ download และติดตั้ง update ให้โดยอัตโนมัติ ผมแนะนำให้อัพเดท Pi-hole อย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือเมื่อมี update ที่สำคัญๆ ออกมา ก่อนที่จะ update Pi-hole ผมแนะนำให้ backup configuration ก่อนครับ เผื่อว่า update มีปัญหา คุณจะได้ restore configuration กลับมาได้ง่ายๆ คุณสามารถ backup configuration ได้โดยใช้ command `pihole -a -export` Pi-hole จะสร้างไฟล์ zip ที่มี configuration ทั้งหมดของคุณ

7. ใช้ Pi-hole ร่วมกับ VPN เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัว

ถ้าคุณกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน internet คุณสามารถใช้ Pi-hole ร่วมกับ VPN ได้ครับ VPN จะช่วย encrypt traffic ของคุณ และซ่อน IP address ของคุณ ทำให้ ISP หรือ third-party อื่นๆ ไม่สามารถติดตามการใช้งาน internet ของคุณได้ การใช้ Pi-hole ร่วมกับ VPN ทำได้หลายวิธีครับ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการตั้งค่า Pi-hole เป็น DNS server ของ VPN client บนอุปกรณ์ของคุณ แต่ถ้าคุณต้องการให้ทุกอุปกรณ์ใน network ของคุณใช้ VPN คุณสามารถตั้งค่า VPN บน router ของคุณได้ แล้วให้ router ใช้ Pi-hole เป็น DNS server ข้อดีของการใช้ Pi-hole ร่วมกับ VPN คือคุณจะได้รับการ block โฆษณาและ trackers จาก Pi-hole และความเป็นส่วนตัวจาก VPN ไปพร้อมๆ กัน แต่ข้อเสียคือ latency อาจจะสูงขึ้นเล็กน้อย เพราะ traffic ต้องผ่าน VPN server ก่อนที่จะไปถึง internet

8. ทดสอบและ Debug ปัญหาอย่างเป็นระบบ

เมื่อเจอปัญหาในการใช้งาน Pi-hole สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทดสอบและ debug ปัญหาอย่างเป็นระบบ อย่าเพิ่งรีบร้อนโทษ Pi-hole หรือ router ก่อน ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ดูครับ: * **ตรวจสอบ DNS settings:** ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ของคุณตั้งค่าให้ใช้ Pi-hole เป็น DNS server จริงๆ ลองใช้ command `nslookup google.com` ใน command line แล้วดูว่า DNS server ที่ตอบกลับเป็น IP address ของ Pi-hole หรือไม่ * **ตรวจสอบ Blacklist/Whitelist:** ตรวจสอบว่า domain ที่คุณต้องการเข้าไม่ได้อยู่ใน blacklist หรือ whitelist หรือไม่ บางครั้งเราอาจจะเผลอเพิ่ม domain ที่ต้องการเข้าไปใน blacklist โดยไม่รู้ตัว * **ตรวจสอบ Pi-hole Logs:** ดู log ของ Pi-hole เพื่อดูว่ามี error อะไรเกิดขึ้นหรือไม่ Log จะช่วยให้คุณทราบว่า Pi-hole block domain อะไรบ้าง และทำไมถึง block * **Restart Pi-hole:** ลอง restart Pi-hole ดู บางครั้งปัญหาอาจจะเกิดจาก Pi-hole ค้าง หรือมี process ที่ทำงานผิดปกติ การ restart จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ * **Disable Pi-hole ชั่วคราว:** ถ้าคุณยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ให้ disable Pi-hole ชั่วคราว แล้วลองใช้งาน internet ดู ถ้า internet ใช้งานได้ปกติ แสดงว่าปัญหาเกิดจาก Pi-hole แน่นอน ถ้าทำตามขั้นตอนเหล่านี้แล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้ ลองถามใน forum หรือ community ของ Pi-hole ดูครับ มีคนพร้อมที่จะช่วยเหลือคุณเสมอ!

FAQ เกี่ยวกับการใช้งาน Pi-hole

ทำไมบางครั้งโฆษณายังหลุดรอดมาได้ ทั้งๆ ที่ใช้ Pi-hole แล้ว?

โฆษณาที่ยังหลุดรอดมาได้ถึงแม้จะใช้ Pi-hole แล้วนั้น เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุครับ หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยคือโฆษณาเหล่านั้นไม่ได้มาจาก domain ที่ถูก block ใน blacklist ของ Pi-hole ลองคิดดูว่า advertiser ฉลาดแค่ไหน พวกเขาพยายามหาทางเลี่ยงการ block ของ ad blocker ทุกรูปแบบ อีกสาเหตุหนึ่งคือโฆษณาบางประเภทถูก serve มาจาก domain เดียวกับ content หลักของเว็บไซต์ ทำให้ Pi-hole ไม่สามารถ block โฆษณาเหล่านั้นได้ เพราะถ้า block domain นั้นไปเลย content หลักก็จะถูก block ไปด้วย นอกจากนี้ บางเว็บไซต์อาจจะใช้เทคนิค anti-adblock เพื่อตรวจจับว่าคุณใช้ ad blocker อยู่หรือไม่ ถ้าตรวจเจอ พวกเขาอาจจะแสดงโฆษณาให้คุณเห็น หรือ block content ของเว็บไซต์เลย วิธีแก้ปัญหาคือคุณต้องปรับปรุง blacklist ของ Pi-hole อย่างสม่ำเสมอ เพิ่ม domain ที่ serve โฆษณาเหล่านั้นเข้าไปใน blacklist คุณสามารถใช้ browser extension เช่น uBlock Origin เพื่อช่วย block โฆษณาที่ไม่สามารถ block ได้ด้วย Pi-hole นอกจากนี้ คุณอาจจะต้องยอมรับว่าไม่มี ad blocker ตัวไหนที่สมบูรณ์แบบ 100% ครับ

Pi-hole กิน Resource เยอะไหม? เหมาะกับ Raspberry Pi รุ่นเล็กๆ หรือเปล่า?

Pi-hole เป็น software ที่ค่อนข้าง lightweight ครับ ไม่กิน resource มากเท่าไหร่ Raspberry Pi รุ่นเล็กๆ อย่าง Raspberry Pi Zero หรือ Raspberry Pi 1 ก็สามารถรัน Pi-hole ได้สบายๆ แต่ถ้า network ของคุณมีการใช้งานเยอะ มีอุปกรณ์เชื่อมต่อพร้อมกันหลายสิบตัว หรือมีคนเล่นเกมออนไลน์ที่ต้องการ latency ต่ำๆ ผมแนะนำให้ใช้ Raspberry Pi รุ่นที่แรงกว่านี้ เช่น Raspberry Pi 3 หรือ Raspberry Pi 4 จะดีกว่าครับ ปัจจัยที่มีผลต่อ resource consumption ของ Pi-hole คือจำนวน queries ที่ Pi-hole ต้อง process และขนาดของ blacklist ถ้า blacklist ของคุณมีขนาดใหญ่ Pi-hole ก็จะต้องใช้ RAM มากขึ้นในการเก็บ blacklist และ CPU ในการค้นหา domain ใน blacklist ถ้าคุณใช้ Raspberry Pi รุ่นเล็กๆ ผมแนะนำให้ optimize การตั้งค่าของ Pi-hole ครับ เช่น ลดจำนวน blacklist ที่ subscribe ปิดการใช้งาน logging ที่ไม่จำเป็น และ monitor resource usage ของ Pi-hole อย่างสม่ำเสมอ

Pi-hole มีผลต่อความเร็ว Internet หรือเปล่า? ทำให้ช้าลงไหม?

โดยทั่วไปแล้ว Pi-hole ไม่ได้ทำให้ internet ช้าลงครับ แต่ในบางกรณี Pi-hole อาจจะทำให้ latency สูงขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้า DNS server upstream ที่คุณใช้ตอบสนองช้า หรือถ้า Pi-hole ทำงานบน hardware ที่มีประสิทธิภาพต่ำ Pi-hole ทำงานโดยการ intercept DNS queries จากอุปกรณ์ของคุณ แล้วตรวจสอบว่า domain ที่ถูก query อยู่ใน blacklist หรือไม่ ถ้าอยู่ใน blacklist Pi-hole จะไม่ resolve domain นั้น ถ้าไม่อยู่ใน blacklist Pi-hole จะส่ง query ไปยัง DNS server upstream เพื่อ resolve domain นั้น ดังนั้น latency ที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ Pi-hole จะเกิดจากการที่ Pi-hole ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ domain ใน blacklist และส่ง query ไปยัง DNS server upstream ซึ่งโดยปกติแล้วจะใช้เวลาน้อยมากจนแทบจะไม่รู้สึก แต่ถ้า DNS server upstream ที่คุณใช้ตอบสนองช้า หรือถ้า Pi-hole ทำงานบน hardware ที่มีประสิทธิภาพต่ำ latency ที่เพิ่มขึ้นอาจจะสังเกตเห็นได้ วิธีแก้ปัญหาคือเลือกใช้ DNS server upstream ที่ตอบสนองเร็ว และใช้ hardware ที่มีประสิทธิภาพสูง นอกจากนี้ คุณยังสามารถ cache DNS queries ใน Pi-hole ได้ เพื่อลด latency ในการ resolve domain ที่ถูก query บ่อยๆ

Pi-hole ป้องกันการติดตาม (Tracking) ได้มากน้อยแค่ไหน?

Pi-hole สามารถป้องกันการติดตามได้ในระดับหนึ่งครับ โดยการ block domain ที่ serve trackers และ advertising networks แต่ Pi-hole ไม่สามารถป้องกันการติดตามได้ทั้งหมด เพราะ trackers บางตัวอาจจะใช้เทคนิคที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น ใช้ domain ที่ไม่ได้อยู่ใน blacklist หรือใช้ fingerprinting เพื่อติดตามผู้ใช้ Pi-hole ทำงานโดยการ block domain ที่อยู่ใน blacklist ซึ่ง blacklist เหล่านี้มักจะรวบรวม domain ที่ serve trackers และ advertising networks ไว้ แต่ trackers บางตัวอาจจะใช้ domain ที่ไม่ได้อยู่ใน blacklist หรือใช้เทคนิคอื่นๆ ที่ Pi-hole ไม่สามารถ block ได้ ถ้าคุณต้องการป้องกันการติดตามอย่างเต็มรูปแบบ คุณควรใช้ Pi-hole ร่วมกับ tools อื่นๆ เช่น browser extension ที่เน้นความเป็นส่วนตัว VPN และ Tor Browser Browser extension ที่เน้นความเป็นส่วนตัว เช่น Privacy Badger และ uBlock Origin จะช่วย block trackers ที่ Pi-hole ไม่สามารถ block ได้ VPN จะช่วย encrypt traffic ของคุณ และซ่อน IP address ของคุณ Tor Browser จะช่วย anonymize traffic ของคุณ และป้องกันการติดตามด้วย fingerprinting

ตารางเปรียบเทียบ DNS Server Upstream ยอดนิยม

DNS Server IP Address ข้อดี ข้อเสีย
Google Public DNS 8.8.8.8, 8.8.4.4 เร็ว, เสถียร ความเป็นส่วนตัว
Cloudflare DNS 1.1.1.1, 1.0.0.1 เร็ว, เน้นความเป็นส่วนตัว -
Quad9 9.9.9.9, 149.112.112.112 เน้น security, block malware -
AdGuard DNS Unfiltered, Filtered options Block โฆษณาและ trackers อาจจะ block บางเว็บที่ไม่ควร block

📰 บทความล่าสุดจาก SiamCafe

🗺️ ดูบทความทั้งหมด — Sitemap SiamCafe Blog