REST API Design Best Practices Programming

REST API Design Best Practices

📅 2026-02-10 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

REST API Design Best Practices: สร้าง API ที่ดี ชีวิตแฮปปี้

REST API Design เนี่ย สำคัญกว่าที่คิดนะน้อง สมัยผมทำร้านเน็ตนี่ เว็บไซต์ยังไม่ซับซ้อนเท่าสมัยนี้ แต่พอเริ่มมี API ให้เว็บอื่นมาดึงข้อมูลไปใช้ได้ ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ แต่ถ้าออกแบบไม่ดีนี่…ปวดหัวกว่าเดิมอีก

API ที่ดีคือ API ที่เข้าใจง่าย ใช้งานง่าย และเปลี่ยนแปลงได้ง่ายในอนาคต ลองนึกภาพว่าถ้า API มันเหมือนเมนูอาหาร ถ้าเมนูมันเขียนงงๆ สั่งอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ลูกค้า (หรือ developer ที่มาใช้ API เรา) ก็หนีหมด

ทำไมต้อง Best Practices? เพราะมันช่วยให้เราสร้าง API ที่:

อะไรคือ REST?

REST หรือ Representational State Transfer มันเป็นแค่แนวคิด (architectural style) ไม่ใช่ standard ตายตัว แต่มี principles ที่เราควรยึดไว้:

Uniform Interface: หัวใจของ REST

Uniform Interface คือกฎที่บอกว่า API เราต้อง consistent และ predictable มี 4 ข้อหลักๆ:

HTTP Methods: GET, POST, PUT, DELETE... ใช้ให้ถูก

HTTP methods ไม่ได้มีไว้ให้เลือกใช้ตามใจชอบนะน้อง แต่ละ method มีความหมายของมันอยู่ ต้องใช้ให้ถูกตามหลักการ:

HTTP Method ความหมาย Idempotent? ตัวอย่าง
GET ดึงข้อมูล Yes GET /users/123
POST สร้าง resource ใหม่ No POST /users (พร้อม body ที่มีข้อมูล user)
PUT แก้ไข resource ทั้งหมด (replace) Yes PUT /users/123 (พร้อม body ที่มีข้อมูล user ทั้งหมด)
PATCH แก้ไข resource บางส่วน (update) No PATCH /users/123 (พร้อม body ที่มีข้อมูล user เฉพาะส่วนที่ต้องการแก้)
DELETE ลบ resource Yes DELETE /users/123

Idempotent หมายถึง ถ้าเรียก method นั้นซ้ำๆ ผลลัพธ์สุดท้ายจะต้องเหมือนเดิม เช่น DELETE /users/123 จะลบ user ID 123 ถ้าเรียกซ้ำ user ก็ยังคงถูกลบไปแล้ว

Naming Conventions: ตั้งชื่อให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

การตั้งชื่อ endpoint ก็สำคัญนะน้อง ตั้งให้คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย:

ตัวอย่าง:

HTTP Status Codes: บอกสถานะให้ชัดเจน

HTTP status codes มีไว้บอกว่า request สำเร็จหรือไม่ และถ้าไม่สำเร็จเพราะอะไร ใช้ให้ถูกก็จะช่วยให้ client เข้าใจปัญหาได้ง่าย:

อย่า return 200 OK ทุกกรณีนะน้อง! ต้องบอกสถานะให้ชัดเจน จะได้ debug ง่ายๆ

Data Formats: JSON is King

สมัยผมทำร้านเน็ต XML ยังฮิตอยู่เลย แต่สมัยนี้ JSON คือพระราชาของการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพราะมันอ่านง่าย เขียนง่าย และ parse ง่าย

ตัวอย่าง JSON response:


{
  "id": 123,
  "name": "John Doe",
  "email": "john.doe@example.com"
}

นอกจาก JSON แล้ว ก็ยังมี data format อื่นๆ ที่ใช้ได้ เช่น XML, CSV, YAML แต่ JSON คือตัวเลือกที่ดีที่สุดในเกือบทุกกรณี

Pagination: จัดการข้อมูลเยอะๆ ให้เป็นระเบียบ

ถ้า endpoint คืนข้อมูลเยอะมากๆ (เช่น รายชื่อ user ทั้งหมด) ควรใช้ pagination เพื่อแบ่งข้อมูลออกเป็นหน้าๆ จะได้ไม่โหลดนานเกินไป

วิธีทำ pagination:

  1. เพิ่ม query parameters: เช่น /users?page=2&per_page=20
  2. Return metadata: Return ข้อมูลเกี่ยวกับ pagination ใน response เช่น จำนวนหน้าทั้งหมด, หน้าปัจจุบัน
  3. Use links: Return links ไปยังหน้าก่อนหน้าและหน้าถัดไป

ตัวอย่าง JSON response with pagination:


{
  "data": [
    {
      "id": 1,
      "name": "User 1"
    },
    {
      "id": 2,
      "name": "User 2"
    }
  ],
  "meta": {
    "total": 100,
    "per_page": 2,
    "current_page": 1,
    "last_page": 50
  },
  "links": {
    "next": "/users?page=2&per_page=2",
    "last": "/users?page=50&per_page=2"
  }
}

เห็นมั้ยว่า pagination ช่วยให้จัดการข้อมูลเยอะๆ ได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับREST API Design Best Practices:

Security: สำคัญที่สุด อย่ามองข้าม

API security สำคัญมากนะน้อง ไม่งั้นข้อมูลรั่วไหลหมด:

Authentication และ Authorization เป็นเรื่องใหญ่ ต้องศึกษาให้ดีๆ เดี๋ยวนี้มี standard frameworks ให้ใช้เยอะแยะ ไม่ต้องเขียนเองทั้งหมด

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง security ได้ที่ SiamCafe Blog

FAQ: คำถามที่พบบ่อย

1. REST API กับ GraphQL ต่างกันยังไง?

REST API คือ architectural style ที่เน้น resource-based endpoints ส่วน GraphQL คือ query language ที่ให้ client เลือกข้อมูลที่ต้องการได้เอง REST เหมาะกับ API ที่ simple ส่วน GraphQL เหมาะกับ API ที่ซับซ้อนและต้องการ flexibility สูง

2. Swagger/OpenAPI คืออะไร?

Swagger/OpenAPI คือ standard สำหรับการ describe REST API ช่วยให้เราสร้าง documentation แบบอัตโนมัติ และ generate client code ได้

3. API Gateway คืออะไร?

API Gateway คือ server ที่อยู่หน้า API ของเรา ทำหน้าที่เป็น single entry point และจัดการเรื่องต่างๆ เช่น authentication, authorization, rate limiting, logging

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะน้อง อย่าลืมว่า REST API Design เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และปรับปรุงอยู่เสมอ อ่านเยอะๆ ลองทำเยอะๆ แล้วจะเก่งเอง

ติดตามบทความดีๆ เกี่ยวกับ IT ได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ

Best Practices เพิ่มเติม

ใช้ HATEOAS (Hypermedia as the Engine of Application State)

อันนี้อาจจะดูยากหน่อย แต่จริงๆ แล้วคือการใส่ลิงก์ไปยัง resource อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องใน response ของ API เรา สมัยผมทำร้านเน็ต เคยเจอเคสที่ลูกค้าต้องคลิกหลายที กว่าจะเจอสิ่งที่ต้องการ HATEOAS ช่วยแก้ปัญหานี้ได้เยอะเลย


{
  "orderId": 123,
  "total": 100,
  "_links": {
    "self": { "href": "/orders/123" },
    "customer": { "href": "/customers/456" },
    "update": { "href": "/orders/123", "method": "PUT" },
    "cancel": { "href": "/orders/123/cancel", "method": "POST" }
  }
}

ลองดูตัวอย่าง JSON ข้างบนสิ นอกจากข้อมูล order แล้ว ยังมีลิงก์ให้ไปดู customer, update order หรือ cancel order ได้ด้วย สะดวกกว่าเยอะ!

Versioning API

API มันต้อง evolve เรื่อยๆ แหละครับ ไม่มีทางที่จะ perfect ตั้งแต่แรก ดังนั้น การทำ versioning สำคัญมาก ไม่งั้น application เก่าๆ จะพังหมด เวลาเราเปลี่ยน API ใหม่

มีหลายวิธีในการทำ versioning เช่น ใส่ version ใน URL (/v1/products) หรือใช้ header (Accept: application/vnd.example.v2+json) เลือกเอาที่เหมาะกับ project เราเลย

ใช้ Pagination กับ List Endpoints

ถ้า endpoint ของเรา return ข้อมูลเยอะๆ อย่าส่งมาทั้งหมดทีเดียว! Server จะอืด Application ก็จะค้าง Pagination ช่วยได้ครับ

ใส่ query parameters เช่น limit กับ offset เข้าไป เพื่อให้ client สามารถ request ข้อมูลมาทีละหน้าได้


GET /products?limit=20&offset=0

สมัยผมทำร้านเน็ต ก็เคยเจอเคสที่ API ดึงข้อมูลลูกค้าเป็นหมื่นๆ records มาทีเดียว ผลคือ server ล่ม! Pagination นี่แหละช่วยชีวิตไว้

Security First

เรื่องความปลอดภัยสำคัญที่สุด! ใช้ HTTPS เสมอ, validate input ทุกครั้ง, และ protect API ด้วย authentication และ authorization mechanisms ที่เหมาะสม

สมัยก่อนตอนเริ่มทำ SiamCafe.net ใหม่ๆ โดน hack บ่อยมาก เพราะไม่ได้ใส่ใจเรื่อง security เท่าที่ควร บทเรียนราคาแพงเลยครับ

iCafeForex

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ทำไมต้องใช้ REST API?

REST API มัน flexible, scalable, และง่ายต่อการ integrate กับ systems อื่นๆ สมัยนี้ ใครๆ ก็ใช้ REST API ครับ

REST API กับ GraphQL ต่างกันยังไง?

REST API return ข้อมูลตามที่ server กำหนด แต่ GraphQL ให้ client เลือกได้ว่าจะเอาข้อมูลอะไรบ้าง GraphQL เหมาะกับ use cases ที่ต้องการ flexibility สูงๆ

Swagger/OpenAPI คืออะไร?

Swagger/OpenAPI เป็น specification สำหรับการ define REST API ทำให้เราสามารถ generate documentation, client SDKs, และ server stubs ได้อัตโนมัติ ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย

API Gateway คืออะไร?

API Gateway เป็นเหมือน reverse proxy ที่อยู่หน้า API ของเรา ช่วยจัดการเรื่อง authentication, authorization, rate limiting, และ logging ทำให้ API ของเราปลอดภัยและ scalable มากขึ้น

สรุป

REST API design มันเป็นศาสตร์และศิลป์ครับ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าใจ requirements ของ project เรา และเลือกใช้ practices ที่เหมาะสม หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ

อย่าลืมติดตาม SiamCafe Blog นะครับ จะมีบทความเกี่ยวกับ IT ดีๆ มาให้อ่านกันเรื่อยๆ

📰 บทความล่าสุดจาก SiamCafe

🗺️ ดูบทความทั้งหมด — Sitemap SiamCafe Blog

SiamCafe.net — แหล่งความรู้ด้าน IT, Network, Security, Programming อันดับ 1 ของไทย ก่อตั้งตั้งแต่ปี 1997 โดย อ.บอม ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT Infrastructure และ Forex Trading มากกว่า 25 ปี บทความทุกชิ้นเขียนจากประสบการณ์จริงในวงการ IT ประเทศไทย