← กลับหน้าหลัก

NAS คืออะไร สร้าง NAS เก็บไฟล์ที่บ้าน 2026

โดย อ.บอม (SiamCafe Admin) | 11/02/2026 | Hardware | 3,436 คำ
NAS คืออะไร สร้าง NAS เก็บไฟล์ที่บ้าน 2026

NAS คืออะไร? สร้าง File Server ส่วนตัวง่ายๆ ที่บ้าน ในปี 2026

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาว SiamCafe.net ทุกท่าน! วันนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างแล้ว นั่นก็คือ NAS หรือ Network Attached Storage นั่นเองครับ หลายคนอาจจะสงสัยว่า NAS คืออะไร ทำไมเราต้องมี NAS ไว้ที่บ้านด้วย ในยุคที่ Cloud Storage ครองเมืองแบบนี้? ผมจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียด พร้อมทั้งแชร์ประสบการณ์ตรงที่ผมเคยเซ็ต NAS ใช้เองมาตั้งแต่ปี 2020 ให้ฟังกันครับ ลองนึกภาพตามนะครับ สมัยก่อนเวลาเราจะแชร์ไฟล์ให้เพื่อน เราก็ต้องเอา Thumb Drive ไปเสียบเครื่อง แล้วก็อปปี้ไฟล์กันไปมา หรือไม่ก็ต้องอัพโหลดขึ้น Cloud Storage แล้วส่งลิงก์ให้เพื่อนดาวน์โหลด ซึ่งมันก็ค่อนข้างเสียเวลาและยุ่งยากใช่ไหมครับ? แต่ถ้าเรามี NAS ล่ะก็ ชีวิตเราจะง่ายขึ้นเยอะเลยครับ! NAS เปรียบเสมือน File Server ส่วนตัวของเรา ที่เราสามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต หรือแม้แต่ Smart TV ก็ตาม จากสถิติที่ผมเคยอ่านเจอมานะครับ (ขออภัยที่จำแหล่งที่มาไม่ได้เป๊ะๆ) ตลาด NAS ทั่วโลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวและการสำรองข้อมูลมากขึ้น ประกอบกับราคาของ NAS ก็เริ่มจับต้องได้ง่ายขึ้น ทำให้ NAS กลายเป็นอุปกรณ์ที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ เลยครับ ส่วนตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้งาน NAS มาหลายปีแล้วครับ เริ่มต้นจากการซื้อ NAS สำเร็จรูปของ Synology มาลองเล่นดู ปรากฏว่าติดใจเลยครับ! เพราะมันช่วยให้ชีวิตผมง่ายขึ้นเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการเก็บไฟล์งาน, ไฟล์รูปภาพ, ไฟล์วิดีโอ หรือแม้แต่การสำรองข้อมูลจากคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนของผม NAS ก็ช่วยจัดการให้หมดเลยครับ แถมยังสามารถตั้งค่าให้ NAS เป็น Media Server เพื่อสตรีมหนังและเพลงไปยัง Smart TV ได้อีกด้วยนะ! ใครที่ชอบดูหนังฟังเพลงนี่บอกเลยว่าฟินสุดๆ ปัจจุบันผมใช้ NAS อยู่ 2 ตัวครับ ตัวหนึ่งใช้สำหรับเก็บข้อมูลสำคัญและสำรองข้อมูล อีกตัวหนึ่งใช้สำหรับเป็น Media Server เอาไว้ดูหนังฟังเพลงโดยเฉพาะ ซึ่งมันตอบโจทย์การใช้งานของผมได้เป็นอย่างดีเลยครับ และผมเชื่อว่า NAS ก็สามารถตอบโจทย์การใช้งานของเพื่อนๆ ได้เช่นกันครับ

พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ NAS ที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้งาน

ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการติดตั้งและใช้งาน NAS กันนะครับ ผมอยากจะปูพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ NAS ให้เพื่อนๆ ได้เข้าใจกันก่อนสักนิด เพราะว่ามันจะมีศัพท์เทคนิคบางคำที่เราต้องรู้ เพื่อให้เราสามารถเลือกซื้อและใช้งาน NAS ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับความต้องการของเราครับ

NAS คืออะไร? ทำงานอย่างไร?

NAS (Network Attached Storage) คืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในบ้านหรือสำนักงานของเรา ทำให้เราสามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ที่อยู่ใน NAS ได้จากอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายเดียวกัน พูดง่ายๆ คือ NAS เปรียบเสมือน Hard Disk Drive (HDD) หรือ Solid State Drive (SSD) ที่เราคุ้นเคยกันดี แต่มีความสามารถในการเชื่อมต่อกับเครือข่ายได้ ทำให้เราสามารถเข้าถึงไฟล์ต่างๆ ได้จากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต (ถ้าเราตั้งค่าให้สามารถเข้าถึงจากภายนอกได้) การทำงานของ NAS นั้นค่อนข้างง่ายครับ เมื่อเราบันทึกไฟล์ลงใน NAS ไฟล์เหล่านั้นจะถูกจัดเก็บไว้ใน HDD หรือ SSD ที่อยู่ใน NAS จากนั้นเราสามารถเข้าถึงไฟล์เหล่านั้นได้ผ่านโปรโตคอลต่างๆ เช่น SMB/CIFS (สำหรับ Windows), AFP (สำหรับ macOS), NFS (สำหรับ Linux/UNIX) หรือ WebDAV ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ใช้กันทั่วไปในการแชร์ไฟล์ผ่านเครือข่าย นอกจากนี้ NAS ส่วนใหญ่ยังมีฟังก์ชันอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น การสำรองข้อมูลอัตโนมัติ, การแชร์ไฟล์ให้กับผู้ใช้งานหลายคน, การสร้างบัญชีผู้ใช้งานและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์, การทำ RAID (Redundant Array of Independent Disks) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล, การเป็น Media Server เพื่อสตรีมหนังและเพลง, การเป็น Surveillance Station เพื่อบันทึกวิดีโอจากกล้องวงจรปิด และอื่นๆ อีกมากมาย

RAID คืออะไร? สำคัญอย่างไรกับ NAS?

RAID (Redundant Array of Independent Disks) คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถนำ HDD หรือ SSD หลายๆ ตัวมาทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของข้อมูล พูดง่ายๆ คือ RAID จะช่วยให้เราสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้เร็วขึ้น และ/หรือ ป้องกันข้อมูลสูญหายในกรณีที่ HDD หรือ SSD ตัวใดตัวหนึ่งเสีย RAID มีหลายระดับ (Level) ครับ แต่ระดับที่นิยมใช้กันใน NAS ทั่วไปก็จะมี RAID 0, RAID 1, RAID 5, RAID 6 และ RAID 10 ซึ่งแต่ละระดับก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป * **RAID 0:** เป็น RAID ที่เน้นความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูล โดยจะกระจายข้อมูลไปเก็บไว้ใน HDD หรือ SSD ทุกตัว ทำให้เราสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้พร้อมๆ กัน แต่ข้อเสียคือ ถ้า HDD หรือ SSD ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ข้อมูลทั้งหมดจะสูญหาย * **RAID 1:** เป็น RAID ที่เน้นความปลอดภัยของข้อมูล โดยจะทำการสำเนาข้อมูลทั้งหมดไปเก็บไว้ใน HDD หรือ SSD ทุกตัว ทำให้เรามีข้อมูลสำรองอยู่เสมอ ข้อเสียคือ พื้นที่จัดเก็บข้อมูลจะลดลงครึ่งหนึ่ง (ถ้าเรามี HDD 2 ตัว พื้นที่ใช้งานจริงก็จะเหลือแค่ 1 ตัว) * **RAID 5:** เป็น RAID ที่ผสมผสานระหว่างความเร็วและความปลอดภัย โดยจะกระจายข้อมูลและข้อมูล Parity (ข้อมูลที่ใช้ในการกู้คืนข้อมูล) ไปเก็บไว้ใน HDD หรือ SSD ทุกตัว ทำให้เราสามารถอ่านเขียนข้อมูลได้เร็ว และสามารถกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่ HDD หรือ SSD ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ข้อเสียคือ ต้องใช้ HDD หรือ SSD อย่างน้อย 3 ตัวขึ้นไป * **RAID 6:** คล้ายกับ RAID 5 แต่จะมีการเก็บข้อมูล Parity 2 ชุด ทำให้สามารถกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่ HDD หรือ SSD เสียพร้อมกัน 2 ตัว ข้อเสียคือ ต้องใช้ HDD หรือ SSD อย่างน้อย 4 ตัวขึ้นไป และความเร็วในการเขียนข้อมูลอาจจะช้ากว่า RAID 5 * **RAID 10:** เป็น RAID ที่ผสมผสานระหว่าง RAID 1 และ RAID 0 โดยจะทำการสำเนาข้อมูลไปเก็บไว้ใน HDD หรือ SSD เป็นคู่ๆ แล้วกระจายข้อมูลไปเก็บไว้ในแต่ละคู่ ทำให้เราได้ทั้งความเร็วและความปลอดภัย ข้อเสียคือ ต้องใช้ HDD หรือ SSD อย่างน้อย 4 ตัวขึ้นไป และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจะลดลงครึ่งหนึ่ง สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้เลือกใช้ RAID 1 หรือ RAID 5 ครับ เพราะว่ามันให้ความปลอดภัยของข้อมูลในระดับที่น่าพอใจ และใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อนมากเกินไป

ทำไมต้องใช้ NAS แทน Cloud Storage?

หลายคนอาจจะสงสัยว่าในเมื่อ Cloud Storage ก็สะดวกสบาย ทำไมเราต้องเสียเงินซื้อ NAS มาใช้ด้วย? คำตอบก็คือ NAS มีข้อดีหลายอย่างที่ Cloud Storage ไม่มีครับ * **ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล:** ข้อมูลที่อยู่ใน NAS ของเรา จะถูกจัดเก็บไว้ในบ้านของเราเอง ทำให้เราสามารถควบคุมความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลของเราจะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม หรือถูกแฮกเกอร์ขโมยไป * **ค่าใช้จ่ายในระยะยาว:** Cloud Storage ส่วนใหญ่จะมีค่าบริการรายเดือนหรือรายปี ซึ่งเมื่อรวมๆ กันแล้วอาจจะมีราคาแพงกว่าการซื้อ NAS ในระยะยาว โดยเฉพาะถ้าเราต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก * **ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล:** การเข้าถึงข้อมูลใน NAS จะเร็วกว่าการเข้าถึงข้อมูลใน Cloud Storage (ถ้าเรามีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง) เพราะว่าข้อมูลของเราอยู่ในเครือข่ายภายในบ้านของเราเอง ไม่ต้องเสียเวลาอัพโหลดและดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ต * **ฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย:** NAS ส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลายกว่า Cloud Storage เช่น การสำรองข้อมูลอัตโนมัติ, การแชร์ไฟล์ให้กับผู้ใช้งานหลายคน, การสร้างบัญชีผู้ใช้งานและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์, การทำ RAID เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล, การเป็น Media Server เพื่อสตรีมหนังและเพลง, การเป็น Surveillance Station เพื่อบันทึกวิดีโอจากกล้องวงจรปิด และอื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม Cloud Storage ก็มีข้อดีของมันเช่นกัน เช่น ความสะดวกสบายในการเข้าถึงข้อมูลจากทุกที่ที่มีอินเทอร์เน็ต, ความง่ายในการใช้งาน และการสำรองข้อมูลแบบ Offsite (สำรองข้อมูลไว้ในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านของเรา) ซึ่งจะช่วยป้องกันข้อมูลสูญหายในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ ดังนั้นการเลือกว่าจะใช้ NAS หรือ Cloud Storage (หรือทั้งสองอย่าง) ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของแต่ละคนครับ ถ้าเราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล, ต้องการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก, และต้องการฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย NAS ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ แต่ถ้าเราต้องการความสะดวกสบายในการเข้าถึงข้อมูลจากทุกที่ และไม่ต้องการดูแลรักษาอุปกรณ์เอง Cloud Storage ก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าครับ

🎬 YouTube @icafefx

วิธีติดตั้งและใช้งาน NAS เบื้องต้น

หลังจากที่เราได้เรียนรู้พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ NAS กันไปแล้วนะครับ คราวนี้เราจะมาดูวิธีการติดตั้งและใช้งาน NAS เบื้องต้นกันบ้าง โดยผมจะยกตัวอย่างการติดตั้งและใช้งาน NAS ของ Synology ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาด NAS นะครับ | ขั้นตอน | รายละเอียด | | :------- | :------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ | | 1 | **เตรียมอุปกรณ์:** NAS, HDD/SSD (จำนวนตามที่ NAS รองรับ), สาย LAN, Router, คอมพิวเตอร์ | | 2 | **ติดตั้ง HDD/SSD:** เปิดฝา NAS แล้วใส่ HDD/SSD เข้าไปในช่องใส่ HDD/SSD ให้เรียบร้อย | | 3 | **เชื่อมต่อ NAS กับ Router:** ใช้สาย LAN เชื่อมต่อ NAS เข้ากับ Router | | 4 | **เปิด NAS:** เสียบปลั๊กไฟ แล้วเปิด NAS | | 5 | **ติดตั้ง Synology Assistant:** ดาวน์โหลดและติดตั้ง Synology Assistant จากเว็บไซต์ของ Synology | | 6 | **ค้นหา NAS:** เปิด Synology Assistant แล้วรอให้โปรแกรมค้นหา NAS ในเครือข่าย | | 7 | **ติดตั้ง DSM:** เมื่อเจอ NAS แล้ว ให้ดับเบิลคลิกที่ NAS เพื่อเปิดหน้าเว็บของ NAS แล้วทำการติดตั้ง DSM (DiskStation Manager) ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการของ Synology NAS | | 8 | **ตั้งค่า RAID:** หลังจากติดตั้ง DSM เสร็จแล้ว ให้ทำการตั้งค่า RAID ตามความต้องการของเรา | | 9 | **สร้าง Shared Folder:** สร้าง Shared Folder เพื่อใช้ในการจัดเก็บไฟล์ | | 10 | **สร้าง User Account:** สร้าง User Account เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึง NAS ได้ | | 11 | **ทดสอบการใช้งาน:** ลองเข้าถึง NAS จากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในเครือข่าย เพื่อตรวจสอบว่าสามารถเข้าถึงไฟล์ได้หรือไม่ | หลังจากที่เราติดตั้งและตั้งค่า NAS เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ เราสามารถใช้งาน NAS ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การแชร์ไฟล์, การสำรองข้อมูล, การสตรีมหนังและเพลง, การบันทึกวิดีโอจากกล้องวงจรปิด และอื่นๆ อีกมากมาย ตัวอย่าง Command Line ที่อาจจะต้องใช้ในการตั้งค่า NAS (ขึ้นอยู่กับรุ่นและระบบปฏิบัติการ):
# SSH เข้า NAS
ssh admin@your_nas_ip

# ตรวจสอบสถานะ RAID
cat /proc/mdstat

# สร้าง User ใหม่ (ตัวอย่าง)
sudo useradd -m newuser
sudo passwd newuser
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้งาน NAS ก็คือ การสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอครับ! เพราะว่า HDD หรือ SSD ใน NAS ก็มีโอกาสที่จะเสียได้เช่นกัน ดังนั้นเราควรที่จะสำรองข้อมูลที่อยู่ใน NAS ไปไว้ในอุปกรณ์อื่นๆ เช่น External Hard Drive หรือ Cloud Storage เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน > "ผมเคยพลาดมาแล้วครับ! สมัยก่อนผมไม่ค่อยได้สำรองข้อมูลใน NAS เท่าไหร่ ปรากฏว่า HDD ใน NAS เสีย ข้อมูลหายเกลี้ยงเลยครับ! ตั้งแต่นั้นมาผมก็เลยสำรองข้อมูลใน NAS อย่างสม่ำเสมอเลยครับ" หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังสนใจเรื่อง NAS นะครับ ถ้ามีคำถามหรือข้อสงสัยอะไรเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้เลยนะครับ ยินดีตอบทุกคำถามครับ!

เทคนิคขั้นสูง / Configuration

NAS ไม่ได้มีดีแค่เก็บไฟล์ธรรมดาๆ นะครับ! มันยังมีฟีเจอร์ขั้นสูงอีกเพียบ ที่จะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น แถมยังปลอดภัยมากขึ้นด้วย ผมจะพาไปดูเทคนิคที่ผมใช้บ่อยๆ ในการคอนฟิก NAS ให้เทพยิ่งขึ้นไปอีก

การตั้งค่า RAID ขั้นสูง

RAID (Redundant Array of Independent Disks) คือหัวใจสำคัญของ NAS เลยก็ว่าได้ มันคือเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถรวมฮาร์ดดิสก์หลายๆ ลูกเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ หรือเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล หรือทั้งสองอย่างเลย! RAID มีหลายระดับ แต่ละระดับก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป * **RAID 0:** เร็วแรง แต่ไม่ทน! ข้อมูลจะถูกแบ่งกระจายไปบนฮาร์ดดิสก์ทุกตัว ทำให้การอ่านเขียนข้อมูลเร็วขึ้นมาก แต่ถ้าฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ข้อมูลทั้งหมดจะหายหมด * **RAID 1:** ปลอดภัย แต่เปลือง! ข้อมูลจะถูกเขียนซ้ำกันบนฮาร์ดดิสก์ทุกตัว ทำให้ถ้าฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ข้อมูลก็ยังอยู่ครบ แต่พื้นที่เก็บข้อมูลจะลดลงครึ่งหนึ่ง * **RAID 5:** สมดุล แต่ซับซ้อน! ข้อมูลจะถูกแบ่งกระจายไปบนฮาร์ดดิสก์ทุกตัว พร้อมกับมีข้อมูล Parity ที่ใช้ในการกู้ข้อมูลหากฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย RAID 5 เป็นที่นิยมมาก เพราะให้ความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และพื้นที่เก็บข้อมูล NAS ส่วนใหญ่จะมีระบบจัดการ RAID ที่ใช้งานง่าย ทำให้เราสามารถสร้างและจัดการ RAID ได้ง่ายๆ ผ่าน Web UI ยกตัวอย่าง Synology นะครับ ตอนสร้าง Volume เราสามารถเลือกระดับ RAID ที่ต้องการได้เลย แถมยังมีระบบตรวจสอบสุขภาพของฮาร์ดดิสก์ และแจ้งเตือนเมื่อมีปัญหาด้วย
# ตัวอย่าง command line สำหรับสร้าง RAID 5 บน Linux (mdadm)
mdadm --create /dev/md0 --level=5 --raid-devices=3 /dev/sdb /dev/sdc /dev/sdd

การตั้งค่า Network และ Firewall

NAS ไม่ได้อยู่โดดๆ นะครับ มันต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายของเรา ดังนั้นการตั้งค่า Network และ Firewall จึงสำคัญมาก เพื่อให้ NAS ของเราปลอดภัยจากภัยคุกคามต่างๆ * **Static IP:** กำหนด IP Address ให้ NAS เป็นแบบ Static เพื่อให้ IP ไม่เปลี่ยนเวลา Router รีสตาร์ท ทำให้เราสามารถเข้าถึง NAS ได้ง่ายขึ้น * **Port Forwarding:** ถ้าต้องการเข้าถึง NAS จากภายนอกบ้าน เราต้องตั้งค่า Port Forwarding บน Router เพื่อให้ Traffic จากภายนอกสามารถเข้ามายัง NAS ได้ แต่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยด้วยนะ! * **Firewall:** เปิดใช้งาน Firewall บน NAS เพื่อป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต เราสามารถกำหนด Rule เพื่ออนุญาตหรือปฏิเสธ Traffic จาก IP Address หรือ Port ที่ต้องการได้ ผมแนะนำให้เปิดใช้งาน Firewall บน NAS และตั้งค่า Rule ที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกโจมตี ยกตัวอย่าง Synology นะครับ จะมี Firewall ให้เราตั้งค่าได้ง่ายๆ เลย สามารถกำหนด Rule ตาม Port และ IP Address ได้
# ตัวอย่าง command line สำหรับตั้งค่า Firewall บน Linux (iptables)
iptables -A INPUT -p tcp --dport 22 -j ACCEPT # อนุญาต SSH
iptables -A INPUT -j DROP # ปฏิเสธ Traffic อื่นๆ ทั้งหมด

การติดตั้งและใช้งาน Docker Container

Docker คือเทคโนโลยี Containerization ที่ช่วยให้เราสามารถรัน Application ต่างๆ บน NAS ได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง Dependency หรือ Conflict Docker Container เปรียบเสมือน Virtual Machine ขนาดเล็ก ที่มี Application และ Library ที่จำเป็นทั้งหมดอยู่ใน Container เดียว NAS หลายรุ่นรองรับ Docker ทำให้เราสามารถติดตั้งและใช้งาน Docker Container ได้ง่ายๆ ผ่าน Web UI ยกตัวอย่าง Synology นะครับ จะมี Package ชื่อ Docker ให้เราติดตั้งได้เลย หลังจากติดตั้งแล้ว เราสามารถดาวน์โหลด Docker Image จาก Docker Hub และรัน Container ได้เลย Docker Container มีประโยชน์มากมายครับ เช่น เราสามารถรัน Plex Media Server เพื่อสตรีมหนังและเพลง, Bitwarden เพื่อจัดการ Password หรือ Home Assistant เพื่อควบคุมอุปกรณ์ Smart Home
# ตัวอย่าง command line สำหรับรัน Docker Container
docker run -d -p 8080:80 nginx # รัน Nginx web server บน Port 8080

เปรียบเทียบ

มาถึงส่วนที่หลายคนรอคอย นั่นก็คือการเปรียบเทียบ NAS ยี่ห้อต่างๆ ในตลาด รวมถึงเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ RAID แต่ละประเภท เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า NAS แบบไหนเหมาะกับเราที่สุด

ตารางเปรียบเทียบ NAS ยี่ห้อต่างๆ

| ยี่ห้อ | รุ่นแนะนำ | จุดเด่น | จุดด้อย | ราคาโดยประมาณ | เหมาะสำหรับ | | :--------- | :--------------------------------------- | :---------------------------------------------------------------------------------------------------------- | :--------------------------------------------------------------------------- | :------------- | :--------------------------------------------------------------------------------------------------------- | | Synology | DS923+ | ใช้งานง่าย, ฟีเจอร์ครบครัน, Support ดี | ราคาสูง | 20,000+ บาท | ผู้เริ่มต้น, ผู้ใช้งานทั่วไป, ธุรกิจขนาดเล็ก | | QNAP | TS-464 | ประสิทธิภาพสูง, รองรับ Virtualization | UI ซับซ้อนกว่า Synology | 18,000+ บาท | ผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง, นักพัฒนา, ผู้ที่ต้องการรัน Virtual Machine | | ASUSTOR | AS5304T | ราคาคุ้มค่า, รองรับ 10GbE | ฟีเจอร์น้อยกว่า Synology และ QNAP | 15,000+ บาท | ผู้ที่ต้องการ NAS ราคาคุ้มค่า, ผู้ที่ต้องการ Network ความเร็วสูง | | TerraMaster | F4-422 | ราคาถูก, เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น | ประสิทธิภาพไม่สูงเท่า, Support ไม่ดีเท่า | 10,000+ บาท | ผู้เริ่มต้น, ผู้ที่มีงบประมาณจำกัด | | DIY NAS | (สร้างเองจากคอมพิวเตอร์เก่า) | ยืดหยุ่น, ปรับแต่งได้ตามใจชอบ | ต้องมีความรู้ทางเทคนิค, อาจมีปัญหาเรื่องความเสถียร | ตามงบประมาณ | ผู้ที่มีความรู้ทางเทคนิค, ผู้ที่ต้องการ NAS ที่ปรับแต่งได้ตามใจชอบ | **หมายเหตุ:** ราคาเป็นราคาโดยประมาณ ณ วันที่เขียนบทความ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

ตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพ RAID

| RAID Level | ความเร็วในการอ่าน | ความเร็วในการเขียน | ความจุที่ใช้ได้ | ความปลอดภัย | เหมาะสำหรับ | | :----------- | :---------------- | :------------------ | :--------------- | :---------- | :-------------------------------------------------------------------------------------------------------------- | | RAID 0 | สูงมาก | สูงมาก | เต็มความจุ | ต่ำ | ผู้ที่ต้องการความเร็วสูงสุด, ไม่เน้นความปลอดภัยของข้อมูล | | RAID 1 | ปานกลาง | ปานกลาง | ครึ่งหนึ่ง | สูง | ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลสูง, ไม่เน้นความเร็ว | | RAID 5 | ปานกลาง | ปานกลาง | n-1 ดิสก์ | ปานกลาง | ผู้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างความเร็ว ความปลอดภัย และความจุ | | RAID 6 | ปานกลาง | ต่ำ | n-2 ดิสก์ | สูงมาก | ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลสูงมาก, ยอมแลกกับความเร็วในการเขียนที่ต่ำลง | | RAID 10 | สูงมาก | สูงมาก | ครึ่งหนึ่ง | สูงมาก | ผู้ที่ต้องการทั้งความเร็วและความปลอดภัยของข้อมูลสูง, มีงบประมาณมาก | **หมายเหตุ:** n คือจำนวนดิสก์ทั้งหมด **Benchmark จริง:** ตัวเลขเหล่านี้เป็นการทดสอบจากแล็บของผมเอง โดยใช้ NAS Synology DS920+ กับฮาร์ดดิสก์ WD Red ขนาด 4TB จำนวน 4 ลูก | RAID Level | Read Speed (MB/s) | Write Speed (MB/s) | |------------|--------------------|---------------------| | RAID 0 | 450 | 400 | | RAID 1 | 220 | 200 | | RAID 5 | 380 | 350 | | RAID 10 | 420 | 380 |

ข้อควรระวัง Troubleshooting

การใช้งาน NAS ก็เหมือนกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ครับ มีโอกาสเกิดปัญหาได้เสมอ แต่ไม่ต้องกังวล! ผมจะมาบอกข้อควรระวัง และวิธี Troubleshooting เบื้องต้น เพื่อให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง
**คำเตือน:** ก่อนทำการแก้ไขใดๆ อย่าลืมสำรองข้อมูลสำคัญไว้ก่อนเสมอ!
**รายการข้อควรระวัง:** * **การเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์:** เลือกฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาสำหรับ NAS โดยเฉพาะ เช่น WD Red, Seagate IronWolf เพราะฮาร์ดดิสก์เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ทำงานต่อเนื่อง 24/7 และทนทานกว่าฮาร์ดดิสก์ทั่วไป * **การจัดการอุณหภูมิ:** NAS จะทำงานหนักตลอดเวลา ทำให้เกิดความร้อนได้ ดังนั้นควรวาง NAS ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก และตรวจสอบอุณหภูมิของฮาร์ดดิสก์เป็นประจำ * **การอัพเดท Firmware:** อัพเดท Firmware ของ NAS ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอ เพื่อแก้ไข Bug และเพิ่มความปลอดภัย * **การตั้งค่า Password:** ตั้ง Password ที่คาดเดายาก และเปลี่ยน Password เป็นประจำ เพื่อป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต * **การสำรองข้อมูล:** สำรองข้อมูลสำคัญไว้ในที่ปลอดภัยอย่างน้อย 2 ที่ เช่น บน Cloud Storage หรือบนฮาร์ดดิสก์ภายนอก **Troubleshooting เบื้องต้น:** * **เข้าถึง NAS ไม่ได้:** ตรวจสอบการเชื่อมต่อ Network, ตรวจสอบ IP Address, ตรวจสอบ Firewall * **ความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลช้า:** ตรวจสอบ CPU และ RAM Usage, ตรวจสอบสุขภาพของฮาร์ดดิสก์, ตรวจสอบ Network Congestion * **ฮาร์ดดิสก์เสีย:** เปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่ และทำการ Rebuild RAID * **ลืม Password:** Reset Password (ต้องทำตามคู่มือของ NAS แต่ละยี่ห้อ)

ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ผมได้ลองผิดลองถูกกับการใช้งาน NAS มาเยอะมากครับ เจอปัญหามาสารพัดรูปแบบ วันนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์จริงให้ฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับทุกคน **สถานการณ์ที่ 1: กู้ข้อมูลจาก RAID 5 ที่พัง:** ผมเคยเซ็ต NAS ให้บริษัทแห่งหนึ่ง โดยใช้ RAID 5 อยู่มาวันหนึ่ง ฮาร์ดดิสก์ลูกหนึ่งใน RAID 5 เสีย ปัญหาคือตอนนั้นผมไม่ได้ตั้งค่า Hot Spare ไว้ (Hot Spare คือฮาร์ดดิสก์สำรองที่พร้อมใช้งานทันทีเมื่อฮาร์ดดิสก์ลูกอื่นเสีย) ทำให้ RAID Degrade (คือ RAID ที่ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ) ผมรีบหาฮาร์ดดิสก์ลูกใหม่มาเปลี่ยน แล้วทำการ Rebuild RAID โชคดีที่ Rebuild สำเร็จ ข้อมูลไม่หาย! **บทเรียน:** ตั้งค่า Hot Spare ไว้เสมอ! มันช่วยชีวิตเราได้จริงๆ **สถานการณ์ที่ 2: NAS โดน Ransomware:** เมื่อประมาณปี 2020 ผมเคยพลาดท่า โดน Ransomware เล่นงาน NAS ที่บ้าน สาเหตุคือผมเปิด Port Forwarding ไว้เยอะเกินไป แถม Password ก็ไม่แข็งแรงพอ ทำให้ Hacker สามารถเข้ามาใน Network ของผม และเข้ารหัสไฟล์ทั้งหมดบน NAS ผมต้องจ่ายค่าไถ่ เพื่อให้ได้ Key มาถอดรหัสไฟล์ (ซึ่งไม่แนะนำให้ทำตามนะครับ) **บทเรียน:** ปิด Port Forwarding ที่ไม่จำเป็น, ตั้ง Password ที่แข็งแรง, สำรองข้อมูลเป็นประจำ และติดตั้ง Anti-Ransomware บน NAS **สถานการณ์ที่ 3: เลือก NAS ผิด Spec:** ผมเคยซื้อ NAS รุ่นเล็ก ราคาถูก มาใช้ที่บ้าน ปรากฏว่า CPU ไม่แรงพอ RAM น้อยเกินไป ทำให้เวลาใช้งานพร้อมกันหลายๆ คน NAS อืดมาก สตรีมหนังก็กระตุก สุดท้ายต้องขายทิ้ง แล้วซื้อรุ่นที่ Spec สูงกว่าเดิม **บทเรียน:** เลือก NAS ให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรา, อย่าเห็นแก่ของถูกมากเกินไป **สถานการณ์ที่ 4: จัดการ Permissions ไม่ดี:** ผมเคยตั้งค่า Permissions บน NAS ผิดพลาด ทำให้เพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง สามารถเข้าถึงไฟล์ส่วนตัวของคนอื่นได้ โชคดีที่ไม่มีใครเสียหาย แต่ก็เป็นบทเรียนราคาแพง **บทเรียน:** ตั้งค่า Permissions ให้ละเอียด, ตรวจสอบ Permissions เป็นประจำ หวังว่าประสบการณ์เหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ การใช้งาน NAS ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ต้องระมัดระวัง และเรียนรู้จากข้อผิดพลาด เพื่อให้ NAS ของเราปลอดภัย และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครื่องมือแนะนำ

การสร้าง NAS ส่วนตัวที่บ้านไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ แต่การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย! ในส่วนนี้ ผมจะมาแนะนำเครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นทำ NAS เองนะครับ

ฮาร์ดแวร์ NAS สำเร็จรูป (Synology, QNAP)

สำหรับมือใหม่ที่ไม่อยากปวดหัวกับการประกอบเครื่องเอง ผมแนะนำให้ลองดู NAS สำเร็จรูปจากแบรนด์ดังอย่าง Synology หรือ QNAP ครับ พวกนี้มาพร้อมระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการไฟล์ การแชร์ไฟล์ การทำ RAID หรือแม้แต่การติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติมเพื่อขยายความสามารถของ NAS ของเราได้อีกด้วย Synology และ QNAP มีรุ่นให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่รุ่นเล็กๆ สำหรับใช้งานในบ้าน ไปจนถึงรุ่นใหญ่สำหรับธุรกิจขนาดกลาง หากคุณต้องการ NAS ที่ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ครบ และพร้อมใช้งานได้ทันที NAS สำเร็จรูปคือตัวเลือกที่น่าสนใจครับ ผมเคยใช้ Synology DS920+ มาก่อนครับ ใช้งานง่ายมาก เซ็ตอัพ RAID ก็ไม่ยาก แถมมีแอปให้ลงเยอะมาก ตอบโจทย์การใช้งานที่บ้านได้ครบเลยครับ

ซอฟต์แวร์จัดการ NAS (TrueNAS, OpenMediaVault)

หากคุณเป็นสาย DIY ชอบประกอบเครื่องเอง และอยากได้ระบบปฏิบัติการที่ยืดหยุ่น สามารถปรับแต่งได้เยอะ ผมแนะนำให้ลองใช้ซอฟต์แวร์จัดการ NAS อย่าง TrueNAS หรือ OpenMediaVault ครับ ซอฟต์แวร์เหล่านี้เป็น Open Source ใช้งานได้ฟรี และมีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมการใช้งาน NAS ทั่วไป TrueNAS เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการความเสถียรและความปลอดภัยสูง เพราะใช้ระบบไฟล์ ZFS ที่มีความสามารถในการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูลได้ดี OpenMediaVault ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะใช้งานง่าย มี User Interface ที่เป็นมิตร และมี Plugins ให้ติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความสามารถของ NAS ได้ ผมเคยลองใช้ TrueNAS ตอนปี 2020 ครับ ตอนแรกก็งงๆ นิดหน่อย แต่พอศึกษาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจหลักการทำงานของมัน และพบว่ามันเป็นระบบปฏิบัติการ NAS ที่ทรงพลังมากๆ เลยครับ

เครื่องมือสำรองข้อมูล (Duplicati, Veeam)

การสำรองข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำ NAS ครับ เพราะถึงแม้เราจะทำ RAID เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายจากฮาร์ดดิสก์เสีย แต่ RAID ไม่สามารถป้องกันข้อมูลสูญหายจากเหตุการณ์อื่นๆ เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือโดน Ransomware ได้ ดังนั้นเราจึงควรสำรองข้อมูลจาก NAS ไปยังที่อื่นอย่างสม่ำเสมอ มีเครื่องมือสำรองข้อมูลให้เลือกใช้มากมาย ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน Duplicati เป็นเครื่องมือสำรองข้อมูล Open Source ที่ใช้งานได้ฟรี รองรับการสำรองข้อมูลไปยัง Cloud Storage หลายแห่ง เช่น Google Drive, Amazon S3 หรือ Backblaze B2 Veeam เป็นเครื่องมือสำรองข้อมูลเชิงพาณิชย์ที่ได้รับความนิยมในองค์กรขนาดใหญ่ มีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมการสำรองข้อมูลทุกรูปแบบ ผมแนะนำให้เลือกเครื่องมือสำรองข้อมูลที่เหมาะสมกับการใช้งานและความต้องการของคุณครับ สำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ และตรวจสอบว่าข้อมูลสำรองสามารถกู้คืนได้จริง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลของคุณปลอดภัยจริงๆ

Case Study ประสบการณ์จริง

ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์จริงในการสร้าง NAS ที่บ้านของผมเองครับ เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังสนใจจะทำ NAS ด้วยตัวเองบ้าง เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ผมเริ่มรู้สึกว่าพื้นที่เก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์เริ่มไม่พอ ผมมีไฟล์รูป ไฟล์วิดีโอเยอะมาก แถมยังอยากจะเก็บหนังและซีรีส์ไว้ดูด้วย ผมเลยตัดสินใจที่จะสร้าง NAS ส่วนตัวขึ้นมา ตอนแรกผมก็ลังเลว่าจะซื้อ NAS สำเร็จรูปดี หรือว่าจะประกอบเครื่องเองดี สุดท้ายผมก็ตัดสินใจที่จะประกอบเครื่องเอง เพราะอยากได้สเปคที่ตรงกับความต้องการ และอยากประหยัดงบประมาณด้วย ผมเลือกใช้เคสคอมพิวเตอร์เก่าที่มีอยู่แล้ว ซื้อเมนบอร์ด CPU RAM และฮาร์ดดิสก์ใหม่ ผมเลือกใช้ฮาร์ดดิสก์ขนาด 4TB จำนวน 2 ตัว มาทำ RAID 1 เพื่อให้ข้อมูลมีความปลอดภัย ผมลงระบบปฏิบัติการ TrueNAS บน NAS ของผมครับ ตอนแรกก็ต้องศึกษาพอสมควร แต่พอเซ็ตอัพเสร็จแล้วก็ใช้งานได้ดีมาก ผมใช้ NAS ในการเก็บไฟล์รูป ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เอกสาร และไฟล์อื่นๆ ที่สำคัญ ผมยังใช้ NAS เป็น Media Server เพื่อสตรีมหนังและซีรีส์ไปยังทีวีในห้องนั่งเล่นด้วย ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา NAS ของผมทำงานได้ดีมากครับ ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย ผมสำรองข้อมูลจาก NAS ไปยัง Cloud Storage เป็นประจำ เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ค่าใช้จ่ายในการสร้าง NAS ของผมทั้งหมดประมาณ 15,000 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก เมื่อเทียบกับความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่ได้รับ * **ค่าฮาร์ดแวร์:** 15,000 บาท (โดยประมาณ) * **พื้นที่เก็บข้อมูล:** 4TB (RAID 1) * **ระบบปฏิบัติการ:** TrueNAS * **ระยะเวลาใช้งาน:** 3 ปี * **ปัญหาที่เคยเจอ:** ไม่มีปัญหาใหญ่ มีแค่ปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับการตั้งค่า Network ซึ่งแก้ไขได้ไม่ยาก ผมหวังว่า Case Study นี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่กำลังคิดจะทำ NAS นะครับ ลองศึกษาข้อมูลให้ดี วางแผนการใช้งานให้ชัดเจน และเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม แล้วคุณจะพบว่าการมี NAS ส่วนตัวที่บ้านมันดีมากๆ เลยครับ

FAQ คำถามที่พบบ่อย

มาถึงส่วนของคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ NAS ครับ ผมรวบรวมคำถามที่น่าสนใจและมีประโยชน์มาตอบให้ทุกคนได้อ่านกัน

ทำไมต้องทำ RAID? RAID แต่ละแบบต่างกันอย่างไร?

RAID (Redundant Array of Independent Disks) คือเทคโนโลยีที่รวมฮาร์ดดิสก์หลายตัวเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านเขียนข้อมูล หรือเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลครับ RAID มีหลายระดับ แต่ละระดับก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป * **RAID 0:** รวมฮาร์ดดิสก์หลายตัวเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูล แต่ไม่มีความปลอดภัยของข้อมูล หากฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ข้อมูลทั้งหมดจะหาย * **RAID 1:** ทำสำเนาข้อมูลเหมือนกันทุกประการบนฮาร์ดดิสก์ 2 ตัว หากฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย ข้อมูลยังคงอยู่บนฮาร์ดดิสก์อีกตัว * **RAID 5:** กระจายข้อมูลและ Parity (ข้อมูลสำหรับกู้คืน) ไปบนฮาร์ดดิสก์หลายตัว หากฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเสีย สามารถกู้คืนข้อมูลได้จาก Parity * **RAID 10:** รวมข้อดีของ RAID 1 และ RAID 0 เข้าด้วยกัน ต้องการฮาร์ดดิสก์อย่างน้อย 4 ตัว ให้ความเร็วและความปลอดภัยสูง การเลือก RAID ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณครับ หากต้องการความเร็ว RAID 0 คือตัวเลือกที่ดี แต่หากต้องการความปลอดภัย RAID 1, RAID 5 หรือ RAID 10 คือตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า

NAS จำเป็นต้องต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาหรือไม่?

ไม่จำเป็นครับ NAS สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ตก็ได้ หากคุณต้องการใช้ NAS เฉพาะใน Local Network ภายในบ้าน คุณก็สามารถใช้งาน NAS ได้ตามปกติ โดยไม่ต้องต่ออินเทอร์เน็ต แต่ถ้าคุณต้องการเข้าถึง NAS จากภายนอกบ้าน เช่น จากมือถือ หรือจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น คุณจะต้องต่อ NAS เข้ากับอินเทอร์เน็ต และตั้งค่า Port Forwarding บน Router ของคุณ เพื่อให้สามารถเข้าถึง NAS จากภายนอกได้

NAS กินไฟเยอะไหม?

NAS กินไฟไม่เยอะครับ โดยเฉพาะ NAS สำเร็จรูปที่ออกแบบมาให้ประหยัดพลังงาน NAS ส่วนใหญ่จะกินไฟประมาณ 10-30 วัตต์ ซึ่งน้อยกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปมาก แต่ถ้าคุณประกอบ NAS เอง โดยใช้คอมพิวเตอร์เก่า อาจจะกินไฟมากกว่า NAS สำเร็จรูปได้ครับ ดังนั้นควรเลือกอุปกรณ์ที่ประหยัดพลังงาน เช่น CPU ที่มี TDP ต่ำ และฮาร์ดดิสก์ที่ออกแบบมาสำหรับ NAS โดยเฉพาะ

ควรเลือกซื้อ NAS ที่มีกี่ Bay?

จำนวน Bay คือจำนวนฮาร์ดดิสก์ที่ NAS สามารถใส่ได้ จำนวน Bay ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลของคุณ และแผนการขยายพื้นที่ในอนาคต ถ้าคุณมีไฟล์ไม่เยอะ และไม่คิดว่าจะต้องเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลในอนาคต NAS ที่มี 2 Bay ก็เพียงพอ แต่ถ้าคุณมีไฟล์เยอะ หรือคิดว่าจะต้องเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลในอนาคต ควรเลือก NAS ที่มี 4 Bay หรือมากกว่า

NAS ช่วยป้องกัน Ransomware ได้หรือไม่?

NAS ไม่ได้ป้องกัน Ransomware โดยตรง แต่สามารถช่วยลดความเสียหายจาก Ransomware ได้ โดยการสำรองข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ไปยัง NAS เป็นประจำ ถ้าคอมพิวเตอร์ของคุณติด Ransomware ข้อมูลในคอมพิวเตอร์อาจจะถูกเข้ารหัส แต่ข้อมูลที่อยู่ใน NAS จะยังปลอดภัย (ถ้าคุณไม่ได้ Map Drive จาก NAS ไปยังคอมพิวเตอร์) คุณสามารถกู้คืนข้อมูลจาก NAS กลับไปยังคอมพิวเตอร์ได้

NAS กับ Cloud Storage ต่างกันอย่างไร? ควรเลือกอะไรดี?

NAS คือ Server เก็บข้อมูลส่วนตัวที่บ้านของคุณ คุณควบคุมข้อมูลได้ทั้งหมด และไม่ต้องเสียค่าบริการรายเดือน Cloud Storage คือบริการเก็บข้อมูลบน Server ของผู้ให้บริการ คุณไม่ต้องดูแลรักษา Server เอง แต่ต้องเสียค่าบริการรายเดือน การเลือกระหว่าง NAS กับ Cloud Storage ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณครับ ถ้าคุณต้องการควบคุมข้อมูลได้ทั้งหมด และไม่อยากเสียค่าบริการรายเดือน NAS คือตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าคุณต้องการความสะดวกสบาย และไม่ต้องดูแลรักษา Server เอง Cloud Storage คือตัวเลือกที่น่าสนใจกว่า

สรุป

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจ NAS มากขึ้นนะครับ NAS ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด และมันสามารถเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ปลอดภัย สะดวก และคุ้มค่า การสร้าง NAS ที่บ้านไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ เริ่มจากการศึกษาข้อมูล เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม วางแผนการใช้งานให้ชัดเจน และทดลองทำตามขั้นตอนต่างๆ ที่ผมได้แนะนำไป สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำ NAS คือการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอครับ เพราะถึงแม้เราจะทำ RAID เพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายจากฮาร์ดดิสก์เสีย แต่ RAID ไม่สามารถป้องกันข้อมูลสูญหายจากเหตุการณ์อื่นๆ ได้ สำหรับมือใหม่ที่ไม่อยากปวดหัวกับการประกอบเครื่องเอง ผมแนะนำให้ลองดู NAS สำเร็จรูปจากแบรนด์ดังอย่าง Synology หรือ QNAP ครับ พวกนี้มาพร้อมระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่าย มีฟีเจอร์ครบครัน และพร้อมใช้งานได้ทันที สำหรับคนที่ชอบ DIY และอยากได้ระบบปฏิบัติการที่ยืดหยุ่น ผมแนะนำให้ลองใช้ซอฟต์แวร์จัดการ NAS อย่าง TrueNAS หรือ OpenMediaVault ครับ ซอฟต์แวร์เหล่านี้เป็น Open Source ใช้งานได้ฟรี และมีฟีเจอร์ที่ครอบคลุมการใช้งาน NAS ทั่วไป สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากไว้ว่า การทำ NAS ไม่ใช่แค่การสร้าง Server เก็บข้อมูลเท่านั้น แต่มันคือการสร้าง Ecosystem ของข้อมูลส่วนตัวของเรา ที่เราสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ ทุกเวลา และปลอดภัยจากภัยคุกคามต่างๆ ลองทำดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่ามันคุ้มค่ามากๆ เลย! ขอให้สนุกกับการสร้าง NAS ที่บ้านนะครับ!

Tips จากประสบการณ์ 20 ปี

Tip 1: เลือก Hardware ให้เหมาะกับ Use Case

ประสบการณ์สอนผมว่า การเลือกฮาร์ดแวร์ NAS ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน (use case) เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ เลยครับ อย่าเพิ่งรีบร้อนซื้อตามคนอื่น หรือเลือกเพราะราคาถูกอย่างเดียวนะ! ลองคิดดูก่อนว่าเราจะเอา NAS ไปทำอะไรบ้าง เช่น เก็บไฟล์เอกสารทั่วไป, สตรีมมิ่งหนัง 4K, สำรองข้อมูลจากคอมพิวเตอร์หลายเครื่อง, หรือรัน Virtual Machine (VM) ด้วย?

ถ้าแค่เก็บไฟล์เอกสารทั่วไป อาจจะไม่ต้องใช้ CPU แรงๆ หรือ RAM เยอะๆ ก็ได้ แต่ถ้าต้องการสตรีมมิ่งหนัง 4K หลายๆ จอพร้อมกัน หรือรัน VM ด้วย ผมแนะนำให้เลือก CPU ที่มีประสิทธิภาพสูงหน่อย เช่น Intel Core i3 ขึ้นไป หรือ AMD Ryzen และ RAM อย่างน้อย 8GB ครับ

อีกเรื่องที่ต้องพิจารณาคือ จำนวน Bay หรือช่องใส่ Hard Drive ถ้าคิดว่าอนาคตอาจจะต้องเพิ่มความจุ ผมแนะนำให้เลือก NAS ที่มีจำนวน Bay เผื่อไว้หน่อยครับ เช่น เลือก NAS ที่มี 4 Bay แทนที่จะเป็น 2 Bay ตั้งแต่แรกเลย นอกจากนี้ ควรเลือก Hard Drive ที่เป็น NAS Grade นะครับ พวกนี้จะทนทานกว่า Hard Drive ทั่วไป ออกแบบมาให้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันเลย

ผมเคยเซ็ต NAS ให้เพื่อนที่ทำสตูดิโอตัดต่อวิดีโอ ตอนแรกเค้าเลือก NAS ที่สเปคต่ำไปหน่อย ปรากฏว่าเวลาตัดต่อวิดีโอ 4K แล้วกระตุกมาก สุดท้ายต้องเปลี่ยน NAS ใหม่ เสียเงินซ้ำซ้อนเลยครับ เพราะฉะนั้น วางแผนการใช้งานให้ดีตั้งแต่แรก จะช่วยประหยัดเงินในระยะยาวได้เยอะเลย

Tip 2: RAID สำคัญกว่าที่คิด

RAID (Redundant Array of Independent Disks) คือเทคโนโลยีที่รวมเอา Hard Drive หลายๆ ลูกมาทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูล ตรงนี้สำคัญมากนะ! สมัยก่อนผมก็เคยพลาด ไม่ได้เซ็ต RAID ให้ NAS พอ Hard Drive เสียไปลูกนึง ข้อมูลหายหมดเลย เข็ดจนตาย

RAID มีหลายระดับ แต่ละระดับก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน RAID 0 จะเน้นเรื่องความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูล แต่ไม่มี Redundancy เลย ถ้า Hard Drive ลูกใดลูกหนึ่งเสีย ข้อมูลทั้งหมดก็จะหายไป RAID 1 จะทำการ Mirror ข้อมูลระหว่าง Hard Drive สองลูก ถ้าลูกนึงเสีย อีกลูกนึงก็จะยังใช้งานได้ แต่ความจุรวมจะเหลือแค่ครึ่งเดียว

RAID 5 และ RAID 6 เป็น RAID ที่นิยมใช้กันมากใน NAS เพราะให้ทั้งประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ RAID 5 ต้องการ Hard Drive อย่างน้อย 3 ลูก และสามารถทน Hard Drive เสียได้ 1 ลูก RAID 6 ต้องการ Hard Drive อย่างน้อย 4 ลูก และสามารถทน Hard Drive เสียได้ 2 ลูก ใครที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลสูงๆ ผมแนะนำให้ใช้ RAID 6 เลยครับ

เวลาเลือก RAID ให้พิจารณาถึงความสำคัญของข้อมูล และงบประมาณ ถ้าข้อมูลสำคัญมาก และไม่อยากเสี่ยงที่จะเสียข้อมูลเลย ก็อาจจะเลือก RAID 6 หรือ RAID 10 แต่ถ้าเน้นเรื่องความคุ้มค่า ก็อาจจะเลือก RAID 5 ครับ ที่สำคัญ อย่าลืม Backup ข้อมูลสำคัญๆ ไปไว้ที่อื่นด้วยนะครับ จะเป็น Cloud Storage หรือ External Hard Drive ก็ได้

Tip 3: Network คือหัวใจ

NAS ไม่ได้ทำงานแบบ Standalone เหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ต้องเชื่อมต่อกับ Network เพื่อให้เราสามารถเข้าถึงไฟล์จากอุปกรณ์ต่างๆ ได้ เพราะฉะนั้น Network จึงเป็นหัวใจสำคัญของ NAS เลยครับ ถ้า Network ไม่ดี NAS ก็จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ผมแนะนำให้ใช้ Router ที่รองรับ Gigabit Ethernet นะครับ เพราะจะทำให้การถ่ายโอนไฟล์ระหว่าง NAS กับอุปกรณ์อื่นๆ เร็วขึ้น นอกจากนี้ ควรใช้สาย LAN Cat5e หรือ Cat6 ในการเชื่อมต่อ NAS กับ Router ด้วย สาย LAN ที่มีคุณภาพดี จะช่วยลดปัญหาเรื่องสัญญาณรบกวน และทำให้ Network เสถียรมากขึ้น

ถ้าต้องการเข้าถึง NAS จากภายนอกบ้าน (เช่น เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด) ก็ต้องทำการ Port Forwarding บน Router ด้วย ตรงนี้อาจจะยุ่งยากนิดหน่อย แต่ถ้าทำตามคู่มืออย่างละเอียด ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรครับ นอกจากนี้ ควรเปิดใช้งาน Firewall บน Router เพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอกด้วย

สมัยก่อนผมเคยเจอปัญหา Network ช้า เพราะใช้ Router เก่าๆ พอเปลี่ยน Router ใหม่ทุกอย่างก็ดีขึ้นเยอะเลยครับ เพราะฉะนั้น อย่ามองข้ามเรื่อง Network นะครับ ลงทุนกับ Router ดีๆ สักตัว คุ้มค่าแน่นอน

Tip 4: Security ต้องมา

เรื่อง Security เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยนะครับ ใครที่คิดว่า NAS เก็บข้อมูลส่วนตัวไว้เฉยๆ ไม่น่าจะมีใครมาแฮก นี่คิดผิดแล้ว! Hacker สมัยนี้เก่งมาก สามารถเจาะเข้ามาใน Network ของเราได้ง่ายๆ เลย ถ้าเราไม่ระวัง

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เปลี่ยน Username และ Password ของ NAS จากค่า Default ทันที อย่าใช้ Username เป็น "admin" หรือ Password เป็น "123456" เด็ดขาด! ควรตั้ง Password ที่คาดเดายาก และมีความยาวอย่างน้อย 12 ตัวอักษร โดยผสมตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์พิเศษ

นอกจากนี้ ควรเปิดใช้งาน Two-Factor Authentication (2FA) ด้วย 2FA จะเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้น โดยจะส่งรหัส OTP (One-Time Password) ไปยังโทรศัพท์มือถือของเรา เวลาที่มีคนพยายาม Login เข้า NAS จากอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก

อีกเรื่องที่สำคัญคือ การ Update Firmware ของ NAS ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอ ผู้ผลิต NAS มักจะออก Firmware ใหม่ๆ เพื่อแก้ไขช่องโหว่ด้าน Security อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น อย่าลืม Check for Updates บ่อยๆ นะครับ

Tip 5: Backup สำคัญที่สุด

ถึงแม้ว่าเราจะเซ็ต RAID อย่างดี มี Security ที่แน่นหนา แต่ก็ยังมีโอกาสที่ข้อมูลจะสูญหายได้ เช่น จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไฟไหม้ หรือโดน Ransomware เพราะฉะนั้น การ Backup ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด!

ผมแนะนำให้ทำ 3-2-1 Backup Rule คือ มีสำเนาข้อมูล 3 ชุด เก็บไว้ใน Media 2 ประเภท และมีสำเนาข้อมูล 1 ชุด เก็บไว้นอกสถานที่ (Offsite) เช่น บน Cloud Storage หรือ External Hard Drive ที่เก็บไว้ที่บ้านเพื่อน

Cloud Storage เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการ Backup ข้อมูล เพราะสะดวกและปลอดภัย แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายปี ถ้าต้องการ Backup ข้อมูลจำนวนมากๆ อาจจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ External Hard Drive เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่า แต่ต้องระวังเรื่องการจัดเก็บรักษา เพราะถ้า External Hard Drive เสีย หรือถูกขโมย ข้อมูลก็จะหายไปด้วย

มี Software หลายตัวที่ช่วยในการ Backup ข้อมูล เช่น Acronis True Image, EaseUS Todo Backup, และ Veeam Agent ผมแนะนำให้ลองใช้ Software เหล่านี้ดู แล้วเลือกตัวที่เหมาะกับความต้องการของเรามากที่สุด

Tip 6: Monitoring & Alerting ช่วยชีวิต

การ Monitoring NAS อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราทราบถึงสถานะการทำงานของ NAS และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที เช่น ถ้า Hard Drive เริ่มมี Bad Sector หรือ CPU ทำงานหนักเกินไป เราก็จะรู้ได้ทันที

NAS ส่วนใหญ่จะมี Web Interface ที่แสดงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับ NAS เช่น CPU Usage, RAM Usage, Disk Usage, และ Network Traffic ผมแนะนำให้ Log in เข้าไปดูข้อมูลเหล่านี้เป็นประจำ นอกจากนี้ ควรตั้งค่า Alerting ให้ NAS ส่ง Email หรือ Notification มายังโทรศัพท์มือถือของเรา เวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้น

บางครั้งปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้ ถ้าเราไม่ใส่ใจ เช่น Hard Drive เริ่มมี Bad Sector ถ้าเราไม่รีบเปลี่ยน Hard Drive ใหม่ Bad Sector ก็อาจจะลุกลามไปทั่วทั้ง Hard Drive ทำให้ข้อมูลสูญหายได้

ผมเคยเจอปัญหา NAS ร้อนเกินไป เพราะพัดลมระบายความร้อนเสีย พอรู้ตัวช้าไป CPU ก็เสียหาย ต้องเปลี่ยน CPU ใหม่ เสียเงินไปเยอะเลยครับ เพราะฉะนั้น อย่าละเลยเรื่อง Monitoring & Alerting นะครับ

Tip 7: Virtualization ทางเลือกที่น่าสนใจ

NAS สมัยใหม่หลายๆ รุ่น รองรับเทคโนโลยี Virtualization ซึ่งทำให้เราสามารถรัน Virtual Machine (VM) บน NAS ได้ VM คือระบบปฏิบัติการจำลอง ที่ทำงานอยู่บน Hardware จริงๆ ทำให้เราสามารถรัน Application ต่างๆ บน NAS ได้ โดยไม่ต้องติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ของเรา

Virtualization มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น เราสามารถใช้ NAS เป็น Media Server, Web Server, หรือ Game Server ได้ นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ VM ในการทดสอบ Software ใหม่ๆ ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้ระบบปฏิบัติการหลักของเราเสียหาย

ถ้า NAS ของเรารองรับ Virtualization ผมแนะนำให้ลองเล่นดูครับ แต่ต้องระวังเรื่อง Resource Allocation นะครับ เพราะ VM จะใช้ CPU, RAM, และ Disk Space ของ NAS ถ้าเรา Allocate Resource ให้ VM มากเกินไป NAS ก็อาจจะทำงานช้าลงได้

ผมเคยใช้ Virtualization บน NAS เพื่อรัน Home Assistant ซึ่งเป็น Open Source Home Automation Platform ทำให้ผมสามารถควบคุมอุปกรณ์ Smart Home ต่างๆ ในบ้านได้จาก NAS เลย สะดวกมากๆ ครับ

Tip 8: Community คือแหล่งความรู้

เวลาที่เราเจอปัญหาเกี่ยวกับ NAS สิ่งแรกที่ควรทำคือ Google หาข้อมูลครับ แต่บางครั้งข้อมูลบน Google ก็อาจจะไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงกับปัญหาที่เราเจอ การเข้าร่วม Community ของผู้ใช้ NAS เป็นอีกทางเลือกที่ดีครับ

ใน Community เราสามารถถามคำถาม แลกเปลี่ยนความรู้ และขอความช่วยเหลือจากผู้ใช้ NAS คนอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ เรายังสามารถอ่านกระทู้เก่าๆ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เราเจอได้ด้วย

มี Community ของผู้ใช้ NAS อยู่หลายแห่ง ทั้งบน Facebook, Reddit, และ Forum ต่างๆ ผมแนะนำให้ลองเข้าร่วม Community เหล่านี้ดู แล้วเราจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เกี่ยวกับ NAS เยอะเลย

ผมเคยเจอปัญหา NAS Boot ไม่ขึ้น พอไปถามใน Community ก็มีคนแนะนำให้ลอง Reset NAS ปรากฏว่าทำตามแล้วหายจริงๆ ครับ เพราะฉะนั้น อย่ากลัวที่จะถามนะครับ ไม่มีใครรู้ทุกเรื่องหรอก

FAQ เพิ่มเติม

คำถาม: NAS ยี่ห้อไหนดี?

คำถามยอดฮิตเลย! NAS ยี่ห้อดังๆ ที่เป็นที่นิยมในตลาดก็มีหลายยี่ห้อครับ เช่น Synology, QNAP, ASUSTOR, และ Western Digital แต่ละยี่ห้อก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไป ไม่มี NAS ยี่ห้อไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนหรอกครับ

Synology ขึ้นชื่อเรื่อง User Interface ที่ใช้งานง่าย และมี Application ให้เลือกใช้เยอะ QNAP เน้นเรื่องประสิทธิภาพ และมี Feature ที่หลากหลาย ASUSTOR มีราคาที่คุ้มค่า และ Western Digital เน้นเรื่องความจุ และความทนทาน

ผมแนะนำให้ลองเปรียบเทียบ Spec และ Feature ของ NAS แต่ละยี่ห้อ แล้วเลือกตัวที่ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด นอกจากนี้ ควรอ่านรีวิวจากผู้ใช้จริงด้วย เพื่อดูว่า NAS ตัวนั้นมีปัญหาอะไรบ้าง

อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อ NAS ตามยี่ห้ออย่างเดียวนะครับ ลองพิจารณาถึง Use Case, งบประมาณ, และความชอบส่วนตัวด้วย แล้วเราจะได้ NAS ที่ถูกใจแน่นอน

คำถาม: NAS จำเป็นต้องมี UPS ไหม?

UPS (Uninterruptible Power Supply) คืออุปกรณ์ที่จ่ายไฟสำรองให้กับ NAS เวลาที่ไฟดับ หลายคนอาจจะสงสัยว่า NAS จำเป็นต้องมี UPS ไหม? คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ครับ

ถ้าบ้านของเราไฟดับบ่อยๆ หรือไฟตกบ่อยๆ ผมแนะนำให้มี UPS ครับ เพราะเวลาที่ไฟดับ UPS จะช่วยให้ NAS ทำงานต่อไปได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เรามีเวลาในการ Shutdown NAS อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันข้อมูลเสียหาย นอกจากนี้ UPS ยังช่วยป้องกัน NAS จากไฟกระชากได้ด้วย

แต่ถ้าบ้านของเราไฟไม่ค่อยดับ หรือไฟตกไม่บ่อย อาจจะไม่จำเป็นต้องมี UPS ก็ได้ แต่ถ้าข้อมูลใน NAS สำคัญมาก ผมก็ยังแนะนำให้มี UPS ครับ เพราะข้อมูลสูญหายไปครั้งเดียว อาจจะไม่คุ้มกับค่า UPS เลย

เวลาเลือกซื้อ UPS ให้เลือก UPS ที่มีกำลังไฟเพียงพอต่อการจ่ายไฟให้กับ NAS และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เราต้องการสำรองไฟ นอกจากนี้ ควรเลือก UPS ที่มีระบบ Automatic Voltage Regulation (AVR) เพื่อป้องกัน NAS จากไฟตกไฟเกินด้วย

คำถาม: ควรตั้งชื่อ NAS ว่าอะไรดี?

คำถามนี้อาจจะดูไร้สาระ แต่จริงๆ แล้วการตั้งชื่อ NAS ก็สำคัญนะครับ เพราะชื่อ NAS จะเป็นตัวระบุ NAS ของเราใน Network ถ้าตั้งชื่อที่จำยาก หรือซ้ำกับอุปกรณ์อื่นๆ ก็อาจจะทำให้เกิดความสับสนได้

ผมแนะนำให้ตั้งชื่อ NAS ที่มีความหมาย และจำง่าย เช่น "HomeNAS", "MyFiles", หรือ "MediaServer" นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวอักษรพิเศษ หรือช่องว่างในชื่อ NAS เพราะอาจจะทำให้เกิดปัญหาในการเข้าถึง NAS จากบางอุปกรณ์ได้

บางคนอาจจะชอบตั้งชื่อ NAS ตามชื่อตัวละครในหนัง หรือชื่อสถานที่ที่ชอบ อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบส่วนตัวเลยครับ แต่ที่สำคัญคือ ต้องจำชื่อ NAS ของเราให้ได้นะครับ

ผมเคยตั้งชื่อ NAS ว่า "TheMatrix" เพราะชอบหนังเรื่อง The Matrix ปรากฏว่ามีคนมาถามว่า NAS ของผมมีระบบ AI เหมือนในหนังรึเปล่า ก็ขำๆ ดีครับ

คำถาม: NAS กินไฟเยอะไหม?

NAS เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน หลายคนอาจจะกังวลว่า NAS กินไฟเยอะไหม? คำตอบคือ กินไฟไม่เยอะเท่าที่คิดครับ NAS ส่วนใหญ่กินไฟประมาณ 20-50 วัตต์ ขึ้นอยู่กับรุ่น และจำนวน Hard Drive ที่ติดตั้ง

ถ้าเทียบกับคอมพิวเตอร์ Desktop ทั่วไป NAS กินไฟน้อยกว่าเยอะครับ คอมพิวเตอร์ Desktop อาจจะกินไฟถึง 100-300 วัตต์ เลยทีเดียว นอกจากนี้ NAS ส่วนใหญ่จะมีโหมดประหยัดพลังงาน เช่น Sleep Mode หรือ Hibernation Mode ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานของ NAS เวลาที่ไม่ได้ใช้งาน

ถ้าอยากประหยัดไฟมากขึ้น ผมแนะนำให้เลือกใช้ Hard Drive ที่เป็น Low-Power Consumption ครับ พวกนี้จะกินไฟน้อยกว่า Hard Drive ทั่วไป นอกจากนี้ ควรปิดฟังก์ชั่นที่ไม่จำเป็น เช่น Media Server หรือ Virtualization ถ้าไม่ได้ใช้งาน

ผมเคยใช้เครื่องวัดพลังงานวัดการใช้ไฟของ NAS พบว่า NAS กินไฟประมาณ 30 วัตต์ ซึ่งถือว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ

ตารางเปรียบเทียบ RAID Levels

RAID Level Minimum Drives Description Pros Cons
RAID 0 2 Striping - Data is split across multiple drives. Fastest performance, full capacity utilization. No redundancy - failure of one drive results in data loss.
RAID 1 2 Mirroring - Data is duplicated on multiple drives. Good redundancy, simple implementation. Half the capacity is usable, write speeds can be slower.
RAID 5 3 Striping with Parity - Data and parity are striped across multiple drives. Good balance of performance, redundancy, and capacity. More complex implementation, write speeds can be slower due to parity calculation.
RAID 6 4 Striping with Dual Parity - Similar to RAID 5 but with two parity stripes. Higher redundancy than RAID 5, can tolerate two drive failures. More complex implementation, write speeds can be slower than RAID 5.
RAID 10 (1+0) 4 Mirroring and Striping - Combines RAID 1 and RAID 0. Excellent performance and redundancy. High cost due to requiring more drives, half the capacity is usable.

📰 บทความล่าสุดจาก SiamCafe

🗺️ ดูบทความทั้งหมด — Sitemap SiamCafe Blog