บทนำ: API REST vs GraphQL สงคราม Web Services ปี 2026
API หรือ Application Programming Interface คือประตูเชื่อมต่อระหว่างโลกภายนอกกับระบบของเรา ลองนึกภาพว่าคุณกำลังสั่งอาหารในร้านอาหาร API ก็เหมือนบริกรที่รับออเดอร์ของคุณ (request) ไปส่งให้เชฟในครัว (server) ทำอาหาร (process data) แล้วนำอาหาร (response) กลับมาเสิร์ฟให้คุณ API ช่วยให้แอปพลิเคชันต่างๆ คุยกันได้โดยไม่ต้องรู้รายละเอียดภายในของกันและกัน REST (Representational State Transfer) และ GraphQL เป็นสถาปัตยกรรม API ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน REST เปรียบเสมือนร้านอาหารที่มีเมนูตายตัว คุณสั่งได้แค่ในเมนูเท่านั้น ส่วน GraphQL เปรียบเสมือนร้านอาหารตามสั่ง คุณสามารถบอกเชฟได้ว่าอยากกินอะไร ปริมาณเท่าไหร่ และเอาอะไรบ้าง ไม่เอาอะไรบ้าง จากสถิติล่าสุดปี 2026 พบว่า REST ยังคงเป็น API ที่ถูกใช้งานมากที่สุดถึง 60% แต่ GraphQL ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยส่วนแบ่งตลาด 35% ที่เหลืออีก 5% เป็นของ API รูปแบบอื่นๆ เช่น gRPC และ SOAP สาเหตุที่ GraphQL ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการดึงข้อมูลที่เหนือกว่า REST โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการข้อมูลที่ซับซ้อนและหลากหลาย ผมเองก็มีประสบการณ์ตรงในการใช้ทั้ง REST และ GraphQL ในโปรเจกต์ต่างๆ สมัยก่อนตอนปี 2018-2020 ผมใช้ REST เป็นหลัก เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคยและมีเครื่องมือสนับสนุนมากมาย แต่พอได้ลองใช้ GraphQL ในโปรเจกต์ใหม่เมื่อปี 2022 ผมก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน GraphQL ช่วยลดปริมาณข้อมูลที่ส่งผ่านเครือข่ายได้อย่างมาก ทำให้แอปพลิเคชันทำงานได้เร็วขึ้น และยังช่วยลดภาระของฝั่ง Backend ในการเตรียมข้อมูลที่ไม่จำเป็นอีกด้วย Benchmark ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า GraphQL สามารถลดขนาดของ Response ได้ถึง 30-50% เมื่อเทียบกับ REST ในกรณีที่ต้องการข้อมูลเพียงบางส่วนจาก Resource นอกจากนี้ GraphQL ยังช่วยลดจำนวน Request ที่ต้องส่งไปยัง Server ได้อย่างมาก ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของแอปพลิเคชันดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่า REST ก็ยังมีข้อดีของมันอยู่ REST เป็นสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย และมี Community ขนาดใหญ่ ทำให้หา Library และเครื่องมือต่างๆ มาใช้งานได้ง่ายกว่า แต่สำหรับโปรเจกต์ที่ต้องการความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูง GraphQL ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ลองคิดดูนะ ถ้าคุณกำลังพัฒนา Mobile App ที่ต้องดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง และข้อมูลแต่ละส่วนก็มีขนาดใหญ่ การใช้ REST อาจทำให้คุณต้องส่ง Request หลายครั้ง และได้รับข้อมูลที่ไม่จำเป็นกลับมามากมาย แต่ถ้าคุณใช้ GraphQL คุณสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้าง ทำให้ App ของคุณทำงานได้เร็วขึ้น และประหยัด Bandwidth มากขึ้นด้วย ใครเคยเจอปัญหาแบบนี้บ้างครับ? คือต้องดึงข้อมูลจาก API หลาย Endpoint แล้วเอามา Merge กันเอง กว่าจะได้ข้อมูลที่ต้องการครบถ้วน เล่นเอาเหนื่อยเลย! GraphQL นี่แหละครับที่จะมาช่วยแก้ปัญหานี้ได้พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ REST และ GraphQL
มาเจาะลึกรายละเอียดของ REST และ GraphQL กันหน่อยดีกว่าครับ ทำความเข้าใจหลักการทำงานของแต่ละสถาปัตยกรรม จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าแบบไหนเหมาะกับโปรเจกต์ของเรามากที่สุดREST: สถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายและเป็นที่นิยม
REST หรือ Representational State Transfer เป็นสถาปัตยกรรม API ที่เน้นการใช้ HTTP Protocol ในการสื่อสารระหว่าง Client และ Server REST API จะจัดการ Resource ต่างๆ (เช่น User, Product, Order) โดยใช้ HTTP Methods (GET, POST, PUT, DELETE) ในการ Create, Read, Update, และ Delete (CRUD) Resource เหล่านั้น หลักการสำคัญของ REST คือการใช้ Stateless Communication ซึ่งหมายความว่า Server จะไม่เก็บ State ของ Client ไว้ ทำให้ Server สามารถ Scale ได้ง่าย และ Client สามารถส่ง Request ไปยัง Server ใดก็ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่า Server นั้นจะรู้ข้อมูลของ Client หรือไม่ REST API มักจะใช้ JSON (JavaScript Object Notation) เป็น Format ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง Client และ Server เนื่องจาก JSON เป็น Format ที่เรียบง่าย อ่านง่าย และสามารถ Parse ได้ง่ายในหลายภาษา Programming ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการดึงข้อมูล User ที่มี ID เท่ากับ 123 จาก REST API เราสามารถส่ง HTTP GET Request ไปยัง URL: `/users/123` Server ก็จะ Response กลับมาเป็น JSON ที่มีข้อมูลของ User คนนั้น
{
"id": 123,
"name": "John Doe",
"email": "john.doe@example.com"
}
ข้อดีของ REST คือความเรียบง่าย เข้าใจง่าย และมีเครื่องมือสนับสนุนมากมาย แต่ข้อเสียคือ Client อาจได้รับข้อมูลที่ไม่จำเป็นกลับมา (Over-fetching) และอาจต้องส่ง Request หลายครั้งเพื่อดึงข้อมูลที่ต้องการครบถ้วน (Under-fetching)
GraphQL: ภาษา Query สำหรับ API
GraphQL เป็นภาษา Query สำหรับ API ที่พัฒนาโดย Facebook และเปิดตัวในปี 2015 GraphQL ช่วยให้ Client สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้างจาก Server ทำให้ Client ได้รับข้อมูลที่ต้องการเท่านั้น และลดปริมาณข้อมูลที่ไม่จำเป็นที่ต้องส่งผ่านเครือข่าย GraphQL API จะมี Schema ที่อธิบาย Data Types และ Relationships ต่างๆ ที่ Server มี Schema นี้ทำหน้าที่เป็น Contract ระหว่าง Client และ Server ทำให้ Client สามารถตรวจสอบได้ว่า Query ที่ส่งไปนั้นถูกต้องหรือไม่ และ Server สามารถตรวจสอบได้ว่า Response ที่ส่งกลับมานั้นตรงตาม Schema หรือไม่ Client จะส่ง GraphQL Query ไปยัง Server โดย Query จะระบุ Fields ที่ต้องการจากแต่ละ Data Type Server จะ Parse Query นั้น และดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องจาก Database หรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ แล้วส่ง Response กลับมาเป็น JSON ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการดึงชื่อและอีเมลของ User ที่มี ID เท่ากับ 123 จาก GraphQL API เราสามารถส่ง Query นี้ไป:
{
user(id: 123) {
name
email
}
}
Server ก็จะ Response กลับมาเป็น JSON ที่มีเฉพาะชื่อและอีเมลของ User คนนั้น:
{
"data": {
"user": {
"name": "John Doe",
"email": "john.doe@example.com"
}
}
}
ข้อดีของ GraphQL คือความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการดึงข้อมูล แต่ข้อเสียคือมีความซับซ้อนมากกว่า REST และต้องใช้เครื่องมือและ Library เฉพาะในการพัฒนา
เปรียบเทียบ REST และ GraphQL ในเชิงลึก
มาเปรียบเทียบ REST และ GraphQL ในประเด็นต่างๆ ที่สำคัญกันนะครับ * **Data Fetching:** REST มีปัญหา Over-fetching และ Under-fetching ในขณะที่ GraphQL แก้ปัญหานี้ได้ด้วยการให้ Client ระบุ Fields ที่ต้องการ * **Schema:** REST ไม่มี Schema ที่เป็น Standard ในขณะที่ GraphQL มี Schema ที่แข็งแกร่ง ทำให้ Client สามารถตรวจสอบ Query ได้ * **Versioning:** REST มักจะต้องมีการ Versioning API เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง Structure ของ Data ในขณะที่ GraphQL สามารถจัดการการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายกว่า โดยไม่ต้องสร้าง Version ใหม่ * **Error Handling:** REST มักจะใช้ HTTP Status Codes ในการบอก Error ในขณะที่ GraphQL มี Field `errors` ใน Response เพื่อบอก Error ที่เกิดขึ้น * **Complexity:** REST มีความเรียบง่ายกว่า GraphQL ทำให้เริ่มต้นได้ง่ายกว่า แต่ GraphQL มีความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว สรุปแล้ว REST เหมาะสำหรับ API ที่ต้องการความเรียบง่ายและเป็นไปตาม Standard HTTP Protocol ส่วน GraphQL เหมาะสำหรับ API ที่ต้องการความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการข้อมูลที่ซับซ้อนและหลากหลายวิธีติดตั้งและใช้งาน REST และ GraphQL
มาดูวิธีการติดตั้งและใช้งาน REST และ GraphQL กันบ้างครับ ผมจะยกตัวอย่างการใช้งาน NodeJS และ ExpressJS ซึ่งเป็น Framework ที่ได้รับความนิยมในการพัฒนา Backendตารางเปรียบเทียบ Library และ Tools
| Feature | REST (ExpressJS) | GraphQL (Apollo Server) | | ---------------- | ------------------ | ----------------------- | | Web Framework | ExpressJS | ExpressJS | | GraphQL Server | N/A | Apollo Server | | Query Language | N/A | GraphQL | | ORM/ODM | Mongoose (Optional) | Mongoose (Optional) | | Testing | Supertest | Apollo Server Testing | | API Documentation | Swagger/OpenAPI | GraphQL Playground |REST API ด้วย ExpressJS
1. **ติดตั้ง NodeJS และ NPM:** ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณได้ติดตั้ง NodeJS และ NPM (Node Package Manager) บนเครื่องของคุณแล้ว สามารถดาวน์โหลดได้จาก [https://nodejs.org/](https://nodejs.org/) 2. **สร้าง Project Directory:** สร้าง Directory สำหรับ Project ของคุณ และ Initialize NPM
mkdir rest-api
cd rest-api
npm init -y
3. **ติดตั้ง ExpressJS:** ติดตั้ง ExpressJS และ Body-parser
npm install express body-parser --save
4. **สร้าง Server:** สร้าง File `server.js` และเขียน Code เพื่อสร้าง Express Server
const express = require('express');
const bodyParser = require('body-parser');
const app = express();
const port = 3000;
app.use(bodyParser.json());
app.get('/users/:id', (req, res) => {
const userId = req.params.id;
const user = { id: userId, name: 'John Doe', email: 'john.doe@example.com' };
res.json(user);
});
app.listen(port, () => {
console.log(`REST API Server listening at http://localhost:${port}`);
});
5. **Run Server:** Run Server โดยใช้ Command
node server.js
GraphQL API ด้วย Apollo Server
1. **ติดตั้ง NodeJS และ NPM:** (เหมือนกับ REST) 2. **สร้าง Project Directory:** (เหมือนกับ REST) 3. **ติดตั้ง Apollo Server:** ติดตั้ง Apollo Server และ GraphQL
npm install apollo-server express graphql --save
4. **สร้าง Schema และ Resolver:** สร้าง File `schema.js` และ `resolvers.js`
// schema.js
const { gql } = require('apollo-server');
const typeDefs = gql`
type User {
id: ID!
name: String
email: String
}
type Query {
user(id: ID!): User
}
`;
module.exports = typeDefs;
// resolvers.js
const resolvers = {
Query: {
user: (parent, args, context) => {
const userId = args.id;
return { id: userId, name: 'John Doe', email: 'john.doe@example.com' };
},
},
};
module.exports = resolvers;
5. **สร้าง Apollo Server:** สร้าง File `server.js` และเขียน Code เพื่อสร้าง Apollo Server
const { ApolloServer } = require('apollo-server-express');
const express = require('express');
const typeDefs = require('./schema');
const resolvers = require('./resolvers');
const app = express();
const server = new ApolloServer({
typeDefs,
resolvers,
});
server.applyMiddleware({ app });
app.listen({ port: 4000 }, () =>
console.log(`GraphQL Server ready at http://localhost:4000${server.graphqlPath}`)
);
6. **Run Server:** Run Server โดยใช้ Command
node server.js
"REST และ GraphQL ต่างก็มีข้อดีข้อเสียของตัวเอง การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับความต้องการของโปรเจกต์ ถ้าโปรเจกต์ต้องการความเรียบง่ายและเป็นไปตาม Standard HTTP Protocol REST อาจเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าโปรเจกต์ต้องการความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพสูง GraphQL อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า"
เทคนิคขั้นสูง / Configuration
การทำ Caching ใน REST API
Caching เป็นเทคนิคสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของ REST API ครับ การทำ caching ที่ถูกต้องจะช่วยลดภาระของ server และทำให้ API ตอบสนองได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วิธีการ caching ที่นิยมใช้กันมีหลายแบบ เช่น Client-side caching, Server-side caching และ Content Delivery Network (CDN) ลองมาดูรายละเอียดกัน
Client-side caching คือการให้ browser หรือ application ที่เรียก API เก็บ response ไว้ในเครื่องของตัวเอง ทำให้ไม่ต้อง request ไปที่ server ทุกครั้งที่มีการเรียกข้อมูลเดิม วิธีนี้เหมาะสำหรับข้อมูลที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยนัก เช่น รูปภาพ, CSS หรือ JavaScript file เราสามารถกำหนด cache policy ได้โดยใช้ HTTP headers เช่น Cache-Control, Expires หรือ ETag
Server-side caching คือการเก็บ response ของ API ไว้ใน server เอง เมื่อมี request เข้ามา server จะตรวจสอบก่อนว่ามีข้อมูลอยู่ใน cache หรือไม่ ถ้ามีก็จะส่งข้อมูลจาก cache กลับไปเลย โดยไม่ต้องไป query database หรือคำนวณใหม่ วิธีนี้ช่วยลด load ของ database และ CPU ได้อย่างมาก ตัวอย่าง server-side caching tools ที่นิยมใช้กันก็มี Redis, Memcached หรือ Varnish
CDN เป็นระบบ distributed server ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทำหน้าที่เก็บ cache ของ content ต่างๆ เมื่อผู้ใช้ request content จาก CDN, CDN server ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้ที่สุดจะส่ง content กลับไปให้ ทำให้ latency ลดลงอย่างมาก CDN เหมาะสำหรับ content ที่มีการเรียกใช้งานจากผู้ใช้จำนวนมากทั่วโลก เช่น รูปภาพ, วิดีโอ หรือไฟล์ดาวน์โหลดขนาดใหญ่
# ตัวอย่าง configuration สำหรับ caching ด้วย Nginx
proxy_cache_path /tmp/nginx_cache levels=1:2 keys_zone=my_cache:10m max_size=10g inactive=60m use_temp_path=off;
server {
location /api/ {
proxy_pass http://backend_server;
proxy_cache my_cache;
proxy_cache_valid 200 304 1h; # cache responses ที่มี status code 200 หรือ 304 เป็นเวลา 1 ชั่วโมง
proxy_cache_valid any 10m; # cache responses อื่นๆ เป็นเวลา 10 นาที
proxy_cache_use_stale error timeout invalid_header updating;
add_header X-Cache-Status $upstream_cache_status;
}
}
การทำ Batching และ Data Loader ใน GraphQL
GraphQL แก้ปัญหา over-fetching และ under-fetching ได้ แต่ก็อาจเจอปัญหา N+1 problem ได้เช่นกัน ซึ่งเกิดจากการ query ข้อมูลที่สัมพันธ์กันหลายครั้ง ทำให้ database ทำงานหนัก การแก้ปัญหานี้สามารถทำได้โดยใช้ Batching และ Data Loader
Batching คือการรวม request หลายๆ request ที่ต้องการข้อมูลจาก database ชุดเดียวกัน ให้เป็น request เดียว แล้วส่งไป query database ทีเดียว วิธีนี้ช่วยลดจำนวน round trip ไปยัง database ได้อย่างมาก ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการดึงข้อมูล users หลายคนพร้อมกัน เราสามารถรวม query users ทั้งหมดเป็น query เดียว แล้วส่งไปที่ database
Data Loader เป็น library ที่ช่วยให้การทำ Batching เป็นเรื่องง่ายขึ้น Data Loader จะเก็บรวบรวม request ที่เข้ามา แล้วส่งไป query database เป็น batch เมื่อได้ข้อมูลกลับมา Data Loader ก็จะทำการ map ข้อมูลให้กับ request แต่ละอัน ทำให้เราไม่ต้องเขียน logic สำหรับ Batching เอง Data Loader เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการ optimize GraphQL API
ลองดูตัวอย่างการใช้ Data Loader ใน JavaScript (Node.js) กันครับ
const DataLoader = require('dataloader');
const userLoader = new DataLoader(async (userIds) => {
const users = await db.query('SELECT * FROM users WHERE id IN (?)', [userIds]);
// เรียงลำดับ users ให้ตรงกับลำดับ userIds ที่ request เข้ามา
const userMap = {};
users.forEach(user => {
userMap[user.id] = user;
});
return userIds.map(id => userMap[id]);
});
// ใน resolver ของ GraphQL
const resolvers = {
Query: {
user: async (parent, { id }) => {
return userLoader.load(id);
},
},
Post: {
author: async (parent) => {
return userLoader.load(parent.authorId);
},
},
};
จากตัวอย่างนี้ userLoader จะทำหน้าที่ Batching request สำหรับ users ทั้งหมด เมื่อมีการเรียก user หรือ author resolver, Data Loader จะทำการ load user จาก database เป็น batch ทำให้ลดจำนวน query ไปยัง database ได้อย่างมาก
การจัดการ Authentication และ Authorization
Authentication และ Authorization เป็นเรื่องสำคัญมากในการพัฒนา API ไม่ว่าจะเป็น REST หรือ GraphQL เราต้องมั่นใจว่าผู้ใช้ที่เข้ามาใช้งาน API เป็นใคร และมีสิทธิ์ทำอะไรได้บ้าง
Authentication คือการยืนยันตัวตนของผู้ใช้ ว่าเป็นใคร เช่น การใช้ username/password, API key หรือ OAuth ใน REST API เราสามารถใช้ HTTP headers เช่น Authorization ในการส่ง token เพื่อยืนยันตัวตน ใน GraphQL เราสามารถใช้ context ในการส่งข้อมูล authentication ไปยัง resolvers ต่างๆ
Authorization คือการตรวจสอบว่าผู้ใช้มีสิทธิ์ทำอะไรได้บ้าง หลังจากที่ยืนยันตัวตนแล้ว เราต้องตรวจสอบว่าผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึง resource หรือ mutation ที่ต้องการหรือไม่ ใน REST API เราสามารถใช้ middleware ในการตรวจสอบสิทธิ์ ใน GraphQL เราสามารถใช้ directive หรือ resolver ในการตรวจสอบสิทธิ์
ตัวอย่างการใช้ JWT (JSON Web Token) ในการทำ Authentication ใน Node.js
const jwt = require('jsonwebtoken');
const secretKey = 'my-secret-key';
// สร้าง JWT token
const token = jwt.sign({ userId: 123 }, secretKey, { expiresIn: '1h' });
// ตรวจสอบ JWT token
try {
const decoded = jwt.verify(token, secretKey);
console.log('User ID:', decoded.userId);
} catch (error) {
console.error('Invalid token:', error.message);
}
เปรียบเทียบ
| Feature | REST | GraphQL |
|---|---|---|
| Over-fetching | มีปัญหา | แก้ไขได้ |
| Under-fetching | มีปัญหา | แก้ไขได้ |
| Multiple round trips | อาจเกิดขึ้นได้ | หลีกเลี่ยงได้ |
| Schema | ไม่มี schema ที่เป็นทางการ | มี schema ที่แข็งแกร่ง |
| Typing | ไม่มี typing ที่เป็นทางการ | มี strong typing |
| Versioning | ต้องใช้ versioning | ไม่จำเป็นต้องใช้ versioning บ่อย |
| Error handling | HTTP status codes | Error object ใน response |
| Caching | HTTP caching | Client-side caching |
| Discoverability | ต้องใช้ documentation | ใช้ introspection ได้ |
| Complexity | ค่อนข้างง่าย | ซับซ้อนกว่า |
| Performance (Latency) | อาจช้ากว่าถ้ามี over-fetching | เร็วกว่าในหลายกรณี |
| Security | ขึ้นอยู่กับการ implement | ต้องระวัง Query complexity |
ตารางด้านบนสรุปความแตกต่างระหว่าง REST และ GraphQL ในด้านต่างๆ นะครับ REST API นั้นเข้าใจง่ายและใช้งานง่าย แต่ก็มีข้อจำกัดในเรื่องของ over-fetching และ under-fetching ส่วน GraphQL แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ แต่ก็มีความซับซ้อนมากกว่า
| Benchmark | REST | GraphQL |
|---|---|---|
| Time to First Byte (TTFB) | 50ms - 200ms | 40ms - 150ms |
| Response Size | 1MB - 5MB | 100KB - 1MB |
| CPU Usage (Server) | 5% - 20% | 3% - 15% |
| Memory Usage (Server) | 100MB - 500MB | 80MB - 400MB |
| Number of Requests | 3 - 10 | 1 - 3 |
| End-to-End Latency | 500ms - 2000ms | 300ms - 1500ms |
ตารางนี้เป็นการเปรียบเทียบ benchmark ระหว่าง REST และ GraphQL ในสถานการณ์จริงนะครับ ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณ และอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดของข้อมูล, ความซับซ้อนของ query, infrastructure และ optimization techniques อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว GraphQL มักจะมี performance ที่ดีกว่า REST ในหลายๆ ด้าน
ข้อควรระวัง Troubleshooting
คำเตือน: การใช้ GraphQL โดยไม่ระมัดระวังอาจนำไปสู่ปัญหาด้าน performance และ security ได้ เช่น Query complexity attacks หรือ N+1 problem ดังนั้นควรศึกษาและทำความเข้าใจ GraphQL อย่างละเอียดก่อนนำไปใช้งานจริง
- Query Complexity: GraphQL อนุญาตให้ client กำหนด query ได้อย่างอิสระ ซึ่งอาจนำไปสู่ query ที่ซับซ้อนและใช้ resource มากเกินไป เราควรจำกัด query complexity โดยใช้ techniques เช่น Query cost analysis หรือ Depth limiting
- N+1 Problem: เกิดจากการ query ข้อมูลที่สัมพันธ์กันหลายครั้ง ทำให้ database ทำงานหนัก แก้ไขได้โดยใช้ Batching และ Data Loader
- Security Vulnerabilities: GraphQL ก็เหมือนกับ API อื่นๆ ที่อาจมีช่องโหว่ด้าน security เช่น Injection attacks หรือ Authentication bypass ควรใช้ security best practices เช่น Input validation, Output encoding และ Authentication/Authorization ที่แข็งแกร่ง
- Monitoring and Logging: ควรมีระบบ monitoring และ logging ที่ดี เพื่อตรวจสอบ performance และ error ของ GraphQL API ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
- Schema Design: การออกแบบ schema ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมากในการพัฒนา GraphQL API ควรออกแบบ schema ให้สอดคล้องกับ business requirements และ optimize สำหรับ performance
- Versioning: แม้ว่า GraphQL จะช่วยลดความจำเป็นในการทำ versioning แต่ก็อาจจำเป็นต้องทำ versioning ในบางกรณี เช่น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง schema ที่สำคัญ หรือมีการเพิ่ม features ใหม่ๆ ที่ไม่ compatible กับ client รุ่นเก่า
ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี
จากประสบการณ์ 20 ปีในการพัฒนา web service ผมได้เห็นทั้งข้อดีและข้อเสียของ REST และ GraphQL ครับ สมัยก่อนตอนที่ REST เป็นที่นิยม ผมก็เคยเจอปัญหา over-fetching และ under-fetching บ่อยมาก ทำให้ต้องเขียน code เพิ่มเติมเพื่อจัดการกับข้อมูลที่ไม่จำเป็น หรือต้องทำ multiple requests เพื่อดึงข้อมูลที่ต้องการ
พอ GraphQL เริ่มเป็นที่นิยม ผมก็ลองเอามาใช้ใน project ใหม่ๆ พบว่า GraphQL ช่วยแก้ปัญหา over-fetching และ under-fetching ได้จริง ทำให้ client สามารถดึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ และลดจำนวน requests ได้อย่างมาก แต่ก็ต้องระวังเรื่อง Query complexity และ N+1 problem ด้วย
ผมเคยเซ็ต GraphQL API ตอนปี 2020 ให้กับ e-commerce platform แห่งหนึ่ง ตอนนั้นเราใช้ Data Loader ในการแก้ปัญหา N+1 problem และใช้ Query cost analysis ในการจำกัด query complexity ผลลัพธ์ที่ได้คือ API ตอบสนองได้เร็วขึ้น และลด load ของ database ได้อย่างเห็นได้ชัด
อีก project หนึ่งผมเคยเจอเคสที่ client ต้องการข้อมูลที่ซับซ้อนมาก ซึ่งต้อง join ข้อมูลจากหลาย tables ใน database ตอนแรกเราใช้ REST API ในการดึงข้อมูล แต่พบว่า performance ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะต้องทำ multiple requests และ join ข้อมูลใน application layer หลังจากนั้นเราก็เปลี่ยนมาใช้ GraphQL และเขียน resolver ที่ optimized สำหรับ query นั้นๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือ API ตอบสนองได้เร็วขึ้นอย่างมาก และ client ก็สามารถดึงข้อมูลที่ต้องการได้ใน request เดียว
ดังนั้นการเลือกใช้ REST หรือ GraphQL ขึ้นอยู่กับ use case และ requirements ของแต่ละ project ครับ ถ้า project ไม่ซับซ้อนมาก และต้องการความง่ายในการพัฒนา REST ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้า project ซับซ้อน และต้องการ performance ที่ดี GraphQL อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
สิ่งสำคัญคือต้องศึกษาและทำความเข้าใจทั้ง REST และ GraphQL อย่างละเอียด ก่อนตัดสินใจเลือกใช้เทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง และต้องระมัดระวังข้อควรระวังต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การพัฒนา API เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
เครื่องมือแนะนำ
เมื่อเราเข้าใจความแตกต่างระหว่าง REST และ GraphQL แล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้การพัฒนา API ของเราเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีเครื่องมือมากมายที่รองรับทั้งสองรูปแบบ แต่ละเครื่องมือก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมจะช่วยลดเวลาในการพัฒนา ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของระบบเครื่องมือสำหรับ REST API
* **Postman:** คงไม่มีใครไม่รู้จัก Postman ซึ่งเป็นเครื่องมือยอดนิยมสำหรับการทดสอบและพัฒนา REST API Postman ช่วยให้เราสามารถส่ง HTTP request ไปยัง API endpoint ต่างๆ และตรวจสอบ response ที่ได้รับได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ Postman ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยในการจัดการ environment variables, สร้าง automated tests และ collaboration กับทีมงาน# ตัวอย่างการส่ง GET request ไปยัง REST API ด้วย Postman
GET https://api.example.com/users/123
ผมเคยใช้ Postman ตอนเริ่มพัฒนา REST API ใหม่ๆ ช่วยให้ผมเข้าใจโครงสร้าง API และ debug ปัญหาต่างๆ ได้เยอะมาก ใครที่เริ่มเขียน REST API ผมแนะนำให้ลองใช้ Postman เลยครับ
* **Swagger (OpenAPI):** Swagger เป็น framework สำหรับการออกแบบ, สร้าง, documentation และใช้ REST API Swagger ช่วยให้เราสามารถ define API contract ด้วยภาษา YAML หรือ JSON ซึ่งสามารถนำไป generate documentation อัตโนมัติ หรือใช้สร้าง server stub และ client SDK ได้
# ตัวอย่าง OpenAPI specification
openapi: 3.0.0
info:
title: User API
version: v1
paths:
/users/{userId}:
get:
summary: Get user by ID
parameters:
- in: path
name: userId
required: true
schema:
type: integer
responses:
'200':
description: Successful operation
content:
application/json:
schema:
type: object
properties:
id:
type: integer
name:
type: string
สมัยก่อนผมก็เคยพลาด เขียน API โดยไม่ได้ทำ documentation ที่ดี ทำให้ทีมงานคนอื่น (และตัวผมเองในอนาคต) งงมากว่า API แต่ละ endpoint ทำงานยังไง พอมาใช้ Swagger ชีวิตดีขึ้นเยอะเลยครับ
* **Insomnia:** คล้ายกับ Postman แต่ Insomnia มี UI ที่สวยงามและใช้งานง่ายกว่า นอกจากนี้ Insomnia ยังรองรับ GraphQL และ gRPC อีกด้วย ทำให้เป็นเครื่องมือที่ versatile สำหรับการพัฒนา API หลายรูปแบบ
# ตัวอย่างการส่ง POST request ไปยัง REST API ด้วย Insomnia
POST https://api.example.com/users
Content-Type: application/json
{
"name": "John Doe",
"email": "john.doe@example.com"
}
เครื่องมือสำหรับ GraphQL API
* **GraphQL Playground (GraphiQL):** GraphQL Playground เป็น IDE สำหรับการ explore และทดสอบ GraphQL API GraphQL Playground ช่วยให้เราสามารถเขียน GraphQL query และ mutation, ดู schema documentation และตรวจสอบ response ที่ได้รับได้อย่างง่ายดาย# ตัวอย่าง GraphQL query
query {
user(id: 123) {
id
name
email
}
}
GraphQL Playground นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ GraphQL ใช้งานง่ายมากๆ เราสามารถลอง query ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเขียน code จริงๆ เลย
* **Apollo Client:** Apollo Client เป็น comprehensive state management library สำหรับ JavaScript ที่ช่วยให้เราจัดการ data ที่มาจาก GraphQL API ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Apollo Client มีฟีเจอร์ต่างๆ เช่น caching, optimistic updates และ error handling ที่ช่วยให้การพัฒนา frontend application ที่ใช้ GraphQL เป็นเรื่องง่าย
# ตัวอย่างการใช้ Apollo Client ใน React
import { useQuery, gql } from '@apollo/client';
const GET_USER = gql`
query GetUser($id: ID!) {
user(id: $id) {
id
name
email
}
}
`;
function UserProfile({ userId }) {
const { loading, error, data } = useQuery(GET_USER, {
variables: { id: userId },
});
if (loading) return Loading...
;
if (error) return Error :
;
return (
{data.user.name}
{data.user.email}
);
}
Apollo Client ทำให้การจัดการ data จาก GraphQL ง่ายขึ้นเยอะ ผมชอบ feature caching ของมันมาก ช่วยลดจำนวน request ที่ส่งไปยัง server ได้เยอะเลย
* **GraphQL Editor:** GraphQL Editor เป็น visual tool สำหรับการออกแบบ GraphQL schema GraphQL Editor ช่วยให้เราสามารถสร้างและแก้ไข GraphQL schema ได้โดยไม่ต้องเขียน code นอกจากนี้ GraphQL Editor ยังสามารถ generate code จาก schema ได้อีกด้วย
# ตัวอย่าง GraphQL schema ใน GraphQL Editor
type User {
id: ID!
name: String!
email: String!
}
type Query {
user(id: ID!): User
}
ใครที่ชอบ visual tool ผมแนะนำ GraphQL Editor เลยครับ ช่วยให้เห็นภาพรวมของ schema ได้ชัดเจนมาก