บทนำ: ใบเซอร์ IT คุ้มค่าจริงไหม? มองไปข้างหน้าปี 2026
ตลาดงาน IT แข่งขันกันสูงมากครับ ใครๆ ก็อยากได้งานดีๆ เงินเดือนงามๆ แต่จะทำยังไงให้โดดเด่นกว่าคนอื่น? หนึ่งในวิธีที่หลายคนเลือกใช้ก็คือการสอบใบเซอร์ (certification) ต่างๆ นี่แหละครับ ใบเซอร์มันเหมือนเป็นใบเบิกทาง เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเรามีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นๆ จริงๆ นะ ลองนึกภาพตามนะ มีคนสองคนมาสมัครงานตำแหน่ง Cloud Engineer คนนึงมีแค่ประสบการณ์ อีกคนมีประสบการณ์เท่ากัน แถมมีใบเซอร์ AWS Certified Cloud Practitioner อีก บริษัทจะเลือกใคร? โอกาสที่คนมีใบเซอร์จะได้งานสูงกว่าแน่นอนครับ เพราะเค้าพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ AWS จริงๆ ทีนี้คำถามคือ ใบเซอร์ IT มันคุ้มค่าจริงไหม? ตอบแบบฟันธงเลยว่า "คุ้ม" แต่ต้องเลือกให้ดี! ไม่ใช่ว่าสอบอะไรก็ได้ แล้วคิดว่าจะมีคนมาจ้างงานเราทันที มันต้องดูด้วยว่าตลาดต้องการอะไร ณ เวลานั้นๆ และในอนาคตอันใกล้ด้วย จากสถิติหลายๆ แหล่งที่ผมเคยอ่านมา (เช่น Global Knowledge, Payscale) พบว่าคนที่มีใบเซอร์ IT จะมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าคนที่ไม่มี ประมาณ 10-20% เลยทีเดียว แถมยังมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้เร็วกว่าด้วยนะ เพราะบริษัทส่วนใหญ่ก็มองหาคนที่พร้อมจะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งการสอบใบเซอร์ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของเราได้เป็นอย่างดี ผมเองก็มีประสบการณ์ตรงเรื่องนี้ สมัยก่อนตอนที่ผมเริ่มทำงาน IT ใหม่ๆ ผมไม่มีใบเซอร์อะไรเลย เงินเดือนก็น้อย แถมยังไม่ค่อยมีใครเชื่อมั่นในฝีมือเท่าไหร่ แต่พอผมเริ่มสอบใบเซอร์ต่างๆ เช่น CCNA, MCSA ชีวิตผมก็เปลี่ยนไปเลยครับ เงินเดือนขึ้นเยอะมาก แถมยังมีบริษัทใหญ่ๆ ติดต่อมาให้ไปทำงานด้วยเยอะแยะเลย แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า ใบเซอร์ไม่ใช่ยาวิเศษที่ทำให้เราเก่งขึ้นทันที มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง เราต้องเอาความรู้ที่ได้จากการสอบใบเซอร์ ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานจริง ไปศึกษาเพิ่มเติม ไปลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ถึงจะเก่งขึ้นได้จริงๆ นะ สำหรับปี 2026 ผมมองว่าใบเซอร์ที่น่าจะยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ก็คือ พวก Cloud Computing (AWS, Azure, Google Cloud), Network (CCNA), Cybersecurity (CompTIA Security+, CISSP) และ DevOps ครับ แต่ก็ต้องติดตามเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะโลก IT มันเปลี่ยนแปลงเร็วมากพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นก่อนสอบใบเซอร์
ก่อนที่เราจะไปถึงขั้นตอนการสอบใบเซอร์ต่างๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการมีพื้นฐานความรู้ที่แน่นปึ้กซะก่อน ถ้าเราไม่มีพื้นฐานที่ดี ต่อให้เราอ่านหนังสือสอบจนจบเล่ม หรือทำข้อสอบเก่าจนจำได้ทุกข้อ เราก็อาจจะไม่เข้าใจคอนเซ็ปต์จริงๆ และอาจจะไม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงได้Cloud Computing Fundamentals
Cloud Computing เป็นเทคโนโลยีที่มาแรงมากๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดต่อไปในอนาคต การมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Cloud Computing จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าเราจะสนใจสอบใบเซอร์ AWS, Azure หรือ Google Cloud ก็ตาม ความรู้พื้นฐานที่เราควรรู้ ได้แก่ คอนเซ็ปต์ของ Cloud Computing, รูปแบบการให้บริการ (IaaS, PaaS, SaaS), โมเดลการใช้งาน (Public Cloud, Private Cloud, Hybrid Cloud), ข้อดีข้อเสียของการใช้ Cloud Computing, และความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Security บน Cloud ลองคิดดูนะ ถ้าเราไม่รู้ว่า IaaS, PaaS, SaaS คืออะไร แล้วเราจะเข้าใจได้อย่างไรว่าแต่ละ Cloud Provider มีบริการอะไรบ้าง? หรือถ้าเราไม่รู้ว่า Public Cloud, Private Cloud, Hybrid Cloud ต่างกันอย่างไร แล้วเราจะเลือกใช้ Cloud ให้เหมาะสมกับความต้องการขององค์กรได้อย่างไร? ผมแนะนำว่าให้เริ่มจากการอ่านบทความเกี่ยวกับ Cloud Computing พื้นฐาน, ดูวิดีโอสอน, หรือลองสมัคร Cloud ฟรี เพื่อลองใช้งานบริการต่างๆ ด้วยตัวเอง จะช่วยให้เราเข้าใจคอนเซ็ปต์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับNetworking Essentials
ถึงแม้ว่าเราจะสนใจ Cloud Computing มากแค่ไหน แต่ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Networking ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะ Cloud Computing ก็คือการเอา Network มาให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตนั่นเอง ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับ Network เราก็จะไม่เข้าใจว่า Cloud ทำงานอย่างไร และเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบน Cloud ได้ ความรู้พื้นฐานที่เราควรรู้ ได้แก่ โปรโตคอล TCP/IP, IP Address, Subnet Mask, Routing, DNS, และ Firewall ผมเคยเซ็ตอัพ Network ให้บริษัทเล็กๆ สมัยก่อน บอกเลยว่าพื้นฐานพวกนี้สำคัญมากจริงๆ ครับ ลองนึกภาพตามนะ ถ้าเราไม่รู้ว่า IP Address คืออะไร แล้วเราจะ Configure Network บน Cloud ได้อย่างไร? หรือถ้าเราไม่รู้ว่า Firewall คืออะไร แล้วเราจะป้องกัน Server ของเราจาก Hacker ได้อย่างไร? ผมแนะนำว่าให้เริ่มจากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับ Network พื้นฐาน, เรียนคอร์สออนไลน์, หรือลองใช้โปรแกรมจำลอง Network เช่น Cisco Packet Tracer เพื่อลอง Configure Network ด้วยตัวเอง จะช่วยให้เราเข้าใจคอนเซ็ปต์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับLinux Fundamentals
Linux เป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกของ Server และ Cloud Computing การมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Linux จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าเราจะสนใจสอบใบเซอร์ AWS, Azure หรือ Google Cloud ก็ตาม ความรู้พื้นฐานที่เราควรรู้ ได้แก่ การใช้งาน Command Line, การจัดการไฟล์และ Directory, การติดตั้งและ Configure Software, การจัดการ User และ Group, และความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Security บน Linux Linux Command Line นี่แหละตัวดีเลยครับ หลายคนกลัว แต่ถ้าเราฝึกใช้บ่อยๆ เราจะพบว่ามันทรงพลังมากๆ สามารถทำอะไรได้หลายอย่างที่เราไม่สามารถทำได้บน GUI (Graphical User Interface) ผมแนะนำว่าให้เริ่มจากการติดตั้ง Linux บน Virtual Machine, ลองใช้งาน Command Line, หรือทำตาม Tutorial ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต จะช่วยให้เราคุ้นเคยกับ Linux มากขึ้น และเราจะสามารถใช้งาน Linux ได้อย่างคล่องแคล่วในที่สุดวิธีติดตั้ง/ใช้งานเครื่องมือที่จำเป็น
เพื่อให้การเตรียมตัวสอบใบเซอร์ของเราเป็นไปอย่างราบรื่น การติดตั้งและใช้งานเครื่องมือที่จำเป็นต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถจำลองสภาพแวดล้อมจริง, ทดลองทำตาม Tutorial, และฝึกฝนทักษะต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ | เครื่องมือ | คำอธิบาย | วิธีการติดตั้ง | |---|---|---| | VirtualBox | โปรแกรมจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์ | ดาวน์โหลดจาก [https://www.virtualbox.org/](https://www.virtualbox.org/) และติดตั้งตามขั้นตอน | | Vagrant | เครื่องมือจัดการ Virtual Machine | ติดตั้ง VirtualBox ก่อน จากนั้นดาวน์โหลด Vagrant จาก [https://www.vagrantup.com/](https://www.vagrantup.com/) และติดตั้งตามขั้นตอน | | Docker | เครื่องมือ Containerization | ดาวน์โหลดจาก [https://www.docker.com/](https://www.docker.com/) และติดตั้งตามขั้นตอน | | AWS CLI | Command Line Interface สำหรับ AWS | ติดตั้ง Python ก่อน จากนั้นใช้ pip install awscli | ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการใช้งาน AWS CLI เพื่อ List S3 Buckets ของเรา:
aws configure # Configure AWS Credentials
aws s3 ls # List S3 Buckets
ตัวอย่างการสร้าง Docker Container จาก Dockerfile:
docker build -t my-app . # Build Docker Image
docker run -d -p 80:80 my-app # Run Docker Container
"การเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องลงมือทำจริงๆ ครับ อ่านอย่างเดียวไม่พอ ต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ถึงจะเข้าใจอย่างแท้จริง" - SiamCafe.netหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวสอบใบเซอร์นะครับ ขอให้ทุกคนโชคดีกับการสอบครับ!
เทคนิคขั้นสูง / Configuration
ในส่วนนี้ เราจะมาเจาะลึกเทคนิคขั้นสูงและการ Configuration ที่จำเป็นสำหรับการสอบ AWS Certified Cloud Practitioner (CCP) และ Cisco Certified Network Associate (CCNA) นะครับ บอกเลยว่าตรงนี้สำคัญมาก เพราะข้อสอบมักจะวัดความเข้าใจในเชิงลึก ไม่ใช่แค่ผิวเผินAWS: การจัดการ Identity and Access Management (IAM) อย่างละเอียด
IAM ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความปลอดภัยบน AWS เลยก็ว่าได้ การเข้าใจเรื่อง Role, Policy, User และ Group อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ลองดูตัวอย่าง IAM Policy ข้างล่างนี้ เป็น Policy ที่อนุญาตให้ User สามารถอ่าน S3 Bucket ที่ชื่อ `my-secure-bucket` ได้เท่านั้น:
{
"Version": "2012-10-17",
"Statement": [
{
"Effect": "Allow",
"Action": [
"s3:GetObject"
],
"Resource": "arn:aws:s3:::my-secure-bucket/*"
},
{
"Effect": "List",
"Action": [
"s3:ListBucket"
],
"Resource": "arn:aws:s3:::my-secure-bucket"
}
]
}
Policy นี้ระบุ Version ของ Policy, Effect (Allow/Deny), Action (การกระทำที่อนุญาต) และ Resource (ทรัพยากรที่ Policy ครอบคลุม) อย่างชัดเจน การเข้าใจโครงสร้างนี้ จะช่วยให้คุณสร้าง Policy ที่ซับซ้อนได้ตามต้องการ
นอกจากนี้ การทำความเข้าใจเรื่อง IAM Role สำหรับ EC2 instance ก็สำคัญมาก ลองนึกภาพว่าคุณมี EC2 instance ที่ต้องการเข้าถึง S3 bucket โดยที่ไม่ต้องการเก็บ AWS credentials ไว้ใน instance นั้น การใช้ IAM Role จะช่วยให้ instance สามารถ assume role และเข้าถึง S3 bucket ได้อย่างปลอดภัย
CCNA: Configuration Routing Protocol (OSPF)
OSPF (Open Shortest Path First) เป็น Interior Gateway Protocol (IGP) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในเครือข่ายขนาดใหญ่ การเข้าใจหลักการทำงานและการ Configuration OSPF เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสอบ CCNA ตัวอย่าง Configuration OSPF บน Cisco Router:
router ospf 1
network 192.168.1.0 0.0.0.255 area 0
network 10.0.0.0 0.0.0.255 area 0
Command `router ospf 1` เปิดใช้งาน OSPF process ที่มี process ID เป็น 1 ส่วน `network` command ระบุ network ที่ router จะ advertise ไปยัง OSPF neighbors และ area ที่ network นั้นอยู่
การทำความเข้าใจเรื่อง OSPF area ก็สำคัญมากนะครับ Area ช่วยแบ่งเครือข่าย OSPF ออกเป็นส่วนๆ เพื่อลดปริมาณ traffic ที่ต้องส่งผ่าน backbone area (area 0)
อีกประเด็นที่สำคัญคือการ Configuration OSPF Authentication เพื่อป้องกัน rogue routers เข้ามาใน OSPF domain ลองดูตัวอย่าง:
interface GigabitEthernet0/0
ip ospf authentication message-digest
ip ospf message-digest-key 1 md5 mysecretpassword
Configuration นี้เปิดใช้งาน MD5 authentication บน interface GigabitEthernet0/0 โดยใช้ key ID 1 และ password `mysecretpassword` Router ที่ไม่ได้ใช้ password เดียวกันจะไม่สามารถสร้าง OSPF adjacency ได้
การ Monitoring และ Logging
ทั้ง AWS และ Cisco มีเครื่องมือสำหรับการ Monitoring และ Logging ที่ช่วยให้คุณสามารถติดตามประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว บน AWS คุณสามารถใช้ CloudWatch เพื่อ monitor metrics ต่างๆ เช่น CPU utilization, network traffic และ disk I/O นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ CloudTrail เพื่อ audit API calls ที่เกิดขึ้นใน AWS account ของคุณได้อีกด้วย สำหรับ Cisco คุณสามารถใช้ SNMP (Simple Network Management Protocol) เพื่อ monitor อุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ ได้ นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้ syslog เพื่อ collect logs จากอุปกรณ์เครือข่ายและวิเคราะห์ปัญหาได้เปรียบเทียบ
ตารางเปรียบเทียบนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของทั้งสอง certification ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจะเน้นในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานจริง| หัวข้อ | AWS Certified Cloud Practitioner | CCNA |
|---|---|---|
| เน้น | Cloud Computing (AWS) | Networking (Cisco) |
| ความรู้พื้นฐานที่จำเป็น | ความรู้พื้นฐานด้าน IT | ความรู้พื้นฐานด้าน Network |
| ความยาก | ปานกลาง | ปานกลาง - ยาก |
| เครื่องมือที่ใช้ | AWS Management Console, AWS CLI | Cisco IOS CLI, Packet Tracer |
| ลักษณะงาน | Cloud Architect, Cloud Engineer, DevOps Engineer | Network Engineer, Network Administrator |
| เงินเดือนเฉลี่ย (US) | $120,000 - $150,000 | $80,000 - $120,000 |
| Technical Skills | AWS Certified Cloud Practitioner | CCNA |
|---|---|---|
| Cloud Computing Concepts | Cloud models (IaaS, PaaS, SaaS), Shared Responsibility Model | N/A |
| AWS Services | EC2, S3, VPC, IAM, RDS | N/A |
| Networking Fundamentals | VPC networking, Security Groups | IP Addressing, Subnetting, Routing Protocols |
| Security | IAM, AWS security best practices | Firewall, Access Control Lists (ACLs) |
| Automation | CloudFormation (basic) | N/A |
| Troubleshooting | CloudWatch logs, AWS support | Cisco IOS troubleshooting commands |
ข้อควรระวัง Troubleshooting
"อย่าประมาทข้อสอบ! ถึงแม้จะเป็น entry-level certification ก็ตาม ข้อสอบมักจะซ่อนความยากไว้ในโจทย์ที่ดูเหมือนง่าย"คำเตือนนี้สำคัญมากนะครับ หลายคนคิดว่า AWS CCP หรือ CCNA เป็นแค่ใบเซอร์เริ่มต้น เลยไม่ได้เตรียมตัวให้ดี สุดท้ายก็สอบไม่ผ่าน
ข้อควรระวังสำหรับ AWS Certified Cloud Practitioner
* **Shared Responsibility Model:** เข้าใจให้ชัดเจนว่า AWS รับผิดชอบอะไร และคุณต้องรับผิดชอบอะไร * **Cost Optimization:** AWS มี services มากมายที่ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่าย การเลือกใช้ services ที่เหมาะสมจึงสำคัญมาก * **Security Best Practices:** ทำความเข้าใจเรื่อง IAM, Security Groups และ Network ACLs เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับ AWS environment ของคุณข้อควรระวังสำหรับ CCNA
* **Subnetting:** ต้องแม่นเรื่อง Subnetting เพราะเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก * **Routing Protocols:** เข้าใจหลักการทำงานของ Routing Protocols ต่างๆ เช่น OSPF, EIGRP และ BGP * **Troubleshooting Commands:** ฝึกใช้ troubleshooting commands ต่างๆ เช่น `ping`, `traceroute`, `show ip route` ให้คล่องTroubleshooting Tips
* **อ่านโจทย์ให้ละเอียด:** ข้อสอบมักจะมี trick เล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องสังเกต * **ตัด choice ที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป:** ช่วยลดความสับสนและเพิ่มโอกาสในการเลือกคำตอบที่ถูกต้อง * **ใช้ AWS Free Tier หรือ Cisco Packet Tracer:** ฝึกทำ lab จริง จะช่วยให้เข้าใจ concept ต่างๆ ได้ดีขึ้น * **อย่าท้อแท้:** ถ้าสอบไม่ผ่าน ก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ กลับไปทบทวนเนื้อหาและลองสอบใหม่อีกครั้งตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี
ผมมีประสบการณ์ในวงการ IT มากว่า 20 ปี เคยเซ็ตระบบ Network ให้กับบริษัทขนาดเล็ก จนถึงออกแบบ Cloud infrastructure ให้กับองค์กรขนาดใหญ่ สิ่งที่ผมอยากจะแชร์คือ ใบเซอร์เป็นแค่ใบเบิกทาง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือประสบการณ์และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ผมเคยเจอเคสที่ Network engineer ที่มี CCNA แต่ไม่สามารถ troubleshoot ปัญหา Network ได้จริง เพราะขาดประสบการณ์ในการทำงานกับอุปกรณ์จริง ในขณะที่ Cloud engineer ที่ไม่มี AWS certification แต่สามารถออกแบบ Cloud architecture ที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้ เพราะมีประสบการณ์ในการใช้ AWS services มาอย่างโชกโชน สมัยก่อนผมก็เคยพลาด เพราะคิดว่ามีใบเซอร์แล้วจะเก่งทุกอย่าง แต่พอมาทำงานจริงถึงรู้ว่ายังมีอะไรที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะมาก ผมเลยอยากจะแนะนำว่า อย่าหยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ผมเคยเจอ: * **Problem:** Web application บน AWS ช้ามาก * **Solution:** 1. ตรวจสอบ CloudWatch metrics เพื่อดูว่ามี bottleneck ที่ CPU, Memory หรือ Network 2. ตรวจสอบ Database performance โดยใช้ RDS Performance Insights 3. ปรับขนาด EC2 instance และ RDS instance ให้เหมาะสมกับ workload 4. Implement caching โดยใช้ CloudFront หรือ ElastiCache อีกสถานการณ์: * **Problem:** Network congestion บน Cisco router * **Solution:** 1. ใช้ `show interface` command เพื่อตรวจสอบ interface utilization 2. ใช้ `show ip route` command เพื่อตรวจสอบ routing table 3. ปรับแต่ง QoS (Quality of Service) เพื่อ prioritize traffic ที่สำคัญ 4. Upgrade bandwidth ของ link ที่มี congestion จากประสบการณ์ของผม การมีใบเซอร์เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการนำความรู้ที่ได้จากการสอบ มาประยุกต์ใช้กับการทำงานจริง และเรียนรู้จากประสบการณ์อยู่เสมอเครื่องมือแนะนำ
การเตรียมตัวสอบ IT Certification ไม่ใช่แค่การอ่านหนังสืออย่างเดียวนะครับ แต่เราต้องมีเครื่องมือช่วยให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย ลองมาดูกันว่ามีเครื่องมืออะไรบ้างที่ผมแนะนำ ซึ่งผมเคยใช้เองแล้วได้ผลจริงCloud Academy
Cloud Academy เป็น platform ที่รวมคอร์สเรียนและ labs เกี่ยวกับ cloud computing โดยเฉพาะ AWS, Azure, และ Google Cloud Platform เนื้อหาค่อนข้างละเอียดและมีการอัพเดทอยู่เสมอ ที่สำคัญคือมี hands-on labs ให้เราได้ลองทำจริง ทำให้เข้าใจ concept ต่างๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่ท่องจำเพื่อสอบ ผมเคยใช้ Cloud Academy เตรียมสอบ AWS Certified Solutions Architect – Associate ตอนนั้นผมได้ลองทำ labs เกี่ยวกับ VPC, EC2, S3, และ Lambda คือมันช่วยให้ผมเข้าใจการทำงานของ service ต่างๆ ใน AWS ได้อย่างชัดเจนเลยครับ ราคาอาจจะสูงนิดหน่อย แต่คุ้มค่ากับการลงทุนนะ ถ้าเทียบกับการที่เราต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกเองCisco Packet Tracer
สำหรับคนที่เตรียมสอบ CCNA, Cisco Packet Tracer เป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้เลยครับ มันเป็น network simulator ที่ให้เราจำลองการสร้าง network topology ต่างๆ ได้อย่างอิสระ เราสามารถ configure routers, switches, firewalls, และอุปกรณ์อื่นๆ ได้เหมือนกับอุปกรณ์จริงเลยครับ ผมเคยใช้ Packet Tracer สร้าง lab จำลอง network ของบริษัทตัวเอง เพื่อทดสอบ configuration ต่างๆ ก่อนที่จะนำไปใช้จริง คือมันช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาใน production environment ได้เยอะมาก ใครที่กำลังเรียน CCNA ผมแนะนำให้ลองใช้ Packet Tracer สร้าง lab เองเยอะๆ นะครับ จะช่วยให้เข้าใจ concept ต่างๆ ได้ดีขึ้นเยอะเลย ตัวอย่างการ config router ใน Packet Tracer:
enable
configure terminal
hostname Router1
interface GigabitEthernet0/0/0
ip address 192.168.1.1 255.255.255.0
no shutdown
exit
ip route 0.0.0.0 0.0.0.0 192.168.1.2
end
write memory
CompTIA CertMaster
ถ้าคุณกำลังเตรียมสอบ CompTIA A+, Network+, หรือ Security+, CompTIA CertMaster เป็นเครื่องมือที่ควรมีครับ มันเป็น interactive learning tool ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เราเตรียมตัวสอบได้ตรงจุด เนื้อหาจะครอบคลุม exam objectives ทั้งหมด และมีการอัพเดทอยู่เสมอ CertMaster จะมีคำถาม practice exam, flashcards, และ performance-based questions ให้เราได้ลองทำ คือมันช่วยให้เราประเมินความพร้อมของตัวเองได้ตลอดเวลา และรู้ว่าเราต้องเน้นตรงไหนเป็นพิเศษ ผมว่ามันเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจก่อนเข้าห้องสอบได้ดีเลยครับCase Study ประสบการณ์จริง
ผมจะมาเล่าประสบการณ์จริงของเพื่อนผมคนนึงที่ชื่อ "สมชาย" ให้ฟังนะครับ สมชายทำงานเป็น IT Support มาหลายปี แต่เงินเดือนไม่ค่อยขึ้นเท่าไหร่ เพราะไม่มี certification อะไรติดตัวเลย จนกระทั่งปี 2022 สมชายตัดสินใจสอบ CCNA หลังจากนั้นชีวิตก็เปลี่ยนไปเลยครับ สมชายใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เตรียมตัวสอบ CCNA โดยใช้ทั้งหนังสือ, online courses, และ Cisco Packet Tracer สมชายบอกว่าช่วงแรกๆ ยากมาก เพราะ concept บางอย่างซับซ้อน แต่พอเริ่มเข้าใจหลักการแล้ว ทุกอย่างก็ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ หลังจากสอบ CCNA ผ่าน สมชายก็เริ่มสมัครงานใหม่ ปรากฏว่ามีบริษัท IT หลายแห่งเรียกสัมภาษณ์ แถมเงินเดือนที่เสนอให้ก็สูงกว่าที่เก่าถึง 30% สุดท้ายสมชายเลือกทำงานที่บริษัท Network Solutions แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบริษัทที่สมชายใฝ่ฝันอยากจะทำมานานแล้ว "ตอนแรกผมก็ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองหรอกครับ แต่พอมี CCNA ติดตัว ความมั่นใจมันเพิ่มขึ้นเยอะมาก แถมความรู้ที่ได้จากการเตรียมสอบก็ช่วยให้ผมทำงานได้ดีขึ้นด้วย" สมชายกล่าว หลังจากทำงานที่บริษัทใหม่ได้ 2 ปี สมชายก็ได้รับการโปรโมทเป็น Network Engineer และเงินเดือนก็เพิ่มขึ้นอีก 20% ตอนนี้สมชายกำลังเตรียมตัวสอบ CCNP เพื่อต่อยอดความรู้และเพิ่มโอกาสในการเติบโตในสายงาน เรื่องราวของสมชายเป็นแรงบันดาลใจให้เพื่อนร่วมงานหลายคนหันมาสนใจ IT Certification มากขึ้น เพราะทุกคนเห็นแล้วว่ามันสามารถเปลี่ยนชีวิตได้จริงๆFAQ คำถามที่พบบ่อย
มีคำถามมากมายเกี่ยวกับ IT Certification ที่ผมมักจะเจออยู่บ่อยๆ นะครับ ผมเลยรวบรวมคำถามที่พบบ่อยมาตอบให้ทุกคนได้อ่านกันQ: ใบเซอร์หมดอายุแล้วต้องทำยังไง?
ถ้าใบเซอร์ของคุณหมดอายุ สิ่งที่คุณต้องทำคือสอบใหม่ครับ แต่ละ certification จะมีนโยบายการต่ออายุที่แตกต่างกัน บาง certification อาจจะให้สอบ advanced exam เพื่อต่ออายุ หรืออาจจะต้องเก็บ Continuing Education (CE) credits ให้ครบตามที่กำหนด ยกตัวอย่างเช่น CCNA จะมีอายุ 3 ปี หลังจากนั้นคุณต้องสอบใหม่ หรือสอบ CCNP เพื่อต่ออายุ CCNA ของคุณไปในตัว ส่วน AWS Certified Solutions Architect – Associate จะมีอายุ 3 ปีเช่นกัน แต่คุณสามารถต่ออายุได้โดยการสอบ advanced exam เช่น AWS Certified Solutions Architect – Professional ผมแนะนำว่าให้ตรวจสอบนโยบายการต่ออายุของ certification ที่คุณสนใจให้ดีนะครับ จะได้วางแผนการเรียนรู้และเตรียมตัวสอบได้อย่างถูกต้องQ: จำเป็นต้องมีประสบการณ์ทำงานก่อนสอบไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไปครับ บาง certification เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน เช่น CompTIA A+ หรือ CCNA แต่บาง certification จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานมาบ้างแล้ว เช่น AWS Certified Solutions Architect – Associate หรือ CISSP ผมว่าการมีประสบการณ์ทำงานจะช่วยให้เราเข้าใจ concept ต่างๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง แต่ถ้าคุณยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน ก็ไม่ต้องกังวลครับ คุณสามารถเรียนรู้จาก online courses, labs, และ practice exams ได้Q: สอบ IT Certification ยากไหม?
ความยากง่ายของการสอบ IT Certification ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ เช่น ระดับความรู้พื้นฐานของเรา, ความตั้งใจในการเตรียมตัวสอบ, และความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบ ผมว่าการเตรียมตัวสอบอย่างสม่ำเสมอ และการทำ practice exams เยอะๆ จะช่วยลดความยากของการสอบได้เยอะเลยครับ นอกจากนี้ การมี mentor หรือเพื่อนร่วมงานที่เคยสอบผ่านแล้ว ก็จะช่วยให้เราได้รับคำแนะนำและกำลังใจได้Q: เลือกสอบใบเซอร์ไหนดี ที่เหมาะกับตัวเอง?
การเลือกสอบใบเซอร์ที่เหมาะกับตัวเอง ควรพิจารณาจากความสนใจ, ทักษะ, และเป้าหมายในอาชีพของคุณครับ ถ้าคุณสนใจด้าน network, CCNA อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าคุณสนใจด้าน cloud computing, AWS Certified Solutions Architect – Associate อาจจะเหมาะกว่า ผมแนะนำว่าให้ลองศึกษา exam objectives ของแต่ละ certification ดูก่อนนะครับ จะได้รู้ว่าเนื้อหาครอบคลุมอะไรบ้าง และตรงกับความสนใจของเราหรือไม่ นอกจากนี้ การปรึกษา mentor หรือผู้ที่มีประสบการณ์ในสายงาน ก็จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นQ: ค่าสอบแพงไหม? คุ้มค่ากับการลงทุนหรือเปล่า?
ค่าสอบ IT Certification ค่อนข้างสูงครับ แต่ผมว่ามันคุ้มค่ากับการลงทุนนะ เพราะมันสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งาน, เพิ่มเงินเดือน, และเพิ่มความก้าวหน้าในอาชีพของเราได้ ลองคิดดูนะ ถ้าคุณสอบ CCNA ผ่าน แล้วได้งานใหม่ที่เงินเดือนสูงกว่าที่เก่า 30% ค่าสอบ CCNA ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วครับ นอกจากนี้ การมี certification ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเราในสายตาของลูกค้าและเพื่อนร่วมงานด้วยQ: มีแหล่งเรียนรู้อะไรแนะนำบ้าง?
มีแหล่งเรียนรู้มากมายที่ช่วยให้เราเตรียมตัวสอบ IT Certification ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น online courses (Udemy, Coursera, A Cloud Guru), หนังสือ, labs, practice exams, และ study groups ผมแนะนำว่าให้เลือกแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะกับสไตล์การเรียนรู้ของเรานะครับ บางคนชอบเรียนจาก video, บางคนชอบอ่านหนังสือ, และบางคนชอบทำ labs ผมว่าการผสมผสานแหล่งเรียนรู้หลายๆ แบบ จะช่วยให้เราเรียนรู้ได้อย่างรอบด้านสรุป
IT Certification ถือเป็นใบเบิกทางสำคัญสำหรับคนไอทีในยุค 2026 เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น AWS, CCNA, CompTIA หรือใบเซอร์อื่นๆ ล้วนแต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยยืนยันความรู้ความสามารถของเรา และเปิดโอกาสให้เราก้าวหน้าในสายงาน การเลือกใบเซอร์ที่เหมาะสมกับตัวเองนั้น สำคัญที่สุดคือต้องดูความสนใจ ความถนัด และเป้าหมายในอาชีพของเราครับ อย่าเลือกตามกระแส หรือเลือกเพราะคนอื่นบอกว่าดี แต่ให้เลือกจากสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ การเตรียมตัวสอบก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ต้องมีการวางแผนการเรียนรู้ที่ดี หาแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม และฝึกทำข้อสอบเยอะๆ ที่สำคัญคือต้องมีความมุ่งมั่นและอดทน เพราะการสอบ IT Certification ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเราตั้งใจจริง ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้แน่นอน สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากข้อคิดไว้ว่า IT Certification ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ในโลกของไอทีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้และปรับตัว เพื่อให้เราสามารถก้าวทันเทคโนโลยีใหม่ๆ และประสบความสำเร็จในสายงานครับ ขอให้ทุกคนโชคดีกับการสอบ IT Certification นะครับ!Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
1. เลือก Certification ให้ตรงสาย อย่าตามกระแส
หลายคนมักจะถามว่า "ใบเซอร์ไหนดีที่สุด?" หรือ "อะไรที่ตลาดต้องการ?" ซึ่งเป็นคำถามที่ไม่ผิด แต่ไม่ถูกทั้งหมดครับ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ "อะไรที่เหมาะกับเรา?" ลองคิดดูนะ ถ้าคุณสนใจ Cloud Computing การไปสอบ CCNA ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่า CCNA จะเป็นใบเซอร์ที่ได้รับความนิยมก็ตาม
ผมเคยเห็นน้องๆ หลายคนแห่ไปสอบใบเซอร์ตามกระแส พอสอบผ่านก็จริง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ความรู้เหล่านั้นในการทำงานจริง เพราะไม่ได้สนใจในสายงานนั้นจริงๆ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาเปล่าๆ ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจสอบใบเซอร์อะไร ลองถามตัวเองก่อนว่า "เราอยากทำงานอะไร?" "เราชอบอะไร?" แล้วค่อยเลือกใบเซอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเราจริงๆ ครับ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณอยากเป็น Cloud Engineer การสอบ AWS Certified Solutions Architect - Associate หรือ Azure Solutions Architect Expert ก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หรือถ้าคุณอยากเป็น Network Engineer การสอบ CCNA หรือ CCNP ก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา ดังนั้น อย่ามองข้ามความสนใจและความถนัดของตัวเองนะครับ ตรงนี้สำคัญมาก!
2. วางแผนการอ่านหนังสือและฝึกทำ Lab อย่างสม่ำเสมอ
การสอบ Certification ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ต้องมีการเตรียมตัวที่ดี ทั้งการอ่านหนังสือ การทำ Lab และการฝึกทำข้อสอบเก่า การอ่านหนังสืออย่างเดียวไม่พอ ต้องลงมือปฏิบัติจริงด้วย เพราะหลายครั้งที่เราอ่านเข้าใจ แต่พอเจอสถานการณ์จริงกลับทำไม่ได้ ผมแนะนำให้แบ่งเวลาในแต่ละวันสำหรับการอ่านหนังสือและทำ Lab อย่างสม่ำเสมอ
สมัยก่อนผมก็เคยพลาดมาแล้วครับ อ่านแต่หนังสืออย่างเดียว ไม่ได้ทำ Lab เลย พอไปเจอข้อสอบจริงที่เป็น Scenario-based ก็ไปไม่เป็นเลย ดังนั้น อย่าประมาทเรื่องการทำ Lab นะครับ พยายามหาโจทย์ Lab ที่หลากหลายมาลองทำ เพื่อให้เราคุ้นเคยกับสถานการณ์ต่างๆ
นอกจากนี้ การฝึกทำข้อสอบเก่าก็เป็นสิ่งสำคัญครับ จะช่วยให้เราทราบแนวข้อสอบและจับเวลาในการทำข้อสอบได้ ผมแนะนำให้หาข้อสอบเก่ามาทำอย่างน้อย 2-3 ชุดก่อนไปสอบจริง และที่สำคัญ อย่าลืมทบทวนข้อที่ทำผิดด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดซ้ำสอง
3. หา Study Group หรือ Community เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้
การเรียนรู้คนเดียวอาจจะทำให้เราท้อแท้ได้ง่ายครับ ผมแนะนำให้หา Study Group หรือ Community ที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับ Certification ที่เราสนใจ จะช่วยให้เรามีกำลังใจและได้เรียนรู้จากผู้อื่นด้วย
ใน Study Group เราสามารถถามคำถามที่เราไม่เข้าใจ แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ และช่วยกันติวข้อสอบได้ นอกจากนี้ เรายังสามารถสร้าง Connection กับคนที่อยู่ในสายงานเดียวกันได้อีกด้วย ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการหางานในอนาคตก็ได้
ปัจจุบันมี Community ออนไลน์มากมายที่เราสามารถเข้าร่วมได้ เช่น กลุ่ม Facebook, กลุ่ม Line หรือ Forum ต่างๆ ลองหา Community ที่เหมาะกับเราและเข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนๆ นะครับ
4. อย่ากลัวที่จะสอบตก สอบใหม่ได้
การสอบตกไม่ใช่เรื่องน่าอายครับ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ผมเองก็เคยสอบตกมาแล้วหลายครั้ง สิ่งที่สำคัญคือ อย่าท้อแท้และเรียนรู้จากความผิดพลาดของเรา
หลังจากสอบตกแล้ว ให้กลับมาวิเคราะห์ว่าเราพลาดตรงไหน ไม่แม่นยำในเนื้อหาใด แล้วกลับไปทบทวนเนื้อหาเหล่านั้นให้ละเอียดมากขึ้น จากนั้นก็ลองทำข้อสอบเก่าชุดใหม่ดู ถ้าคะแนนดีขึ้นก็ค่อยไปสอบใหม่อีกครั้ง
จำไว้ว่า การสอบ Certification ไม่ใช่การวัดว่าเราเก่งหรือไม่เก่ง แต่เป็นการวัดว่าเรามีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหามากน้อยแค่ไหน ดังนั้น อย่ากดดันตัวเองมากเกินไปครับ พยายามทำให้ดีที่สุด และถ้าสอบตกก็แค่สอบใหม่
5. อัพเดทความรู้และทักษะอยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาครับ สิ่งที่เราเรียนรู้ในวันนี้ อาจจะล้าสมัยในวันพรุ่งนี้ก็ได้ ดังนั้น การอัพเดทความรู้และทักษะอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายงาน IT
หลังจากที่เราได้ Certification มาแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดเรียนรู้ได้ เราต้องติดตามข่าวสารและเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ อ่าน Blog, ดู Video, เข้าร่วม Webinar หรือ Workshop ต่างๆ เพื่ออัพเดทความรู้และทักษะของเรา
นอกจากนี้ การลงมือปฏิบัติจริงก็เป็นสิ่งสำคัญครับ ลองนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ในงานของเรา หรือสร้าง Project ส่วนตัว เพื่อฝึกฝนทักษะของเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
6. สร้าง Portfolio เพื่อแสดงความสามารถและประสบการณ์
การมี Certification อย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอในการหางานครับ เพราะหลายบริษัทต้องการเห็นว่าเรามีความสามารถและประสบการณ์จริง ดังนั้น การสร้าง Portfolio เพื่อแสดงความสามารถและประสบการณ์ของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ
Portfolio ของเราอาจจะเป็น Project ที่เราเคยทำ, Blog ที่เราเขียน, หรือ Contribution ที่เราเคยทำใน Open Source Project ก็ได้ สิ่งที่สำคัญคือ Portfolio ของเราต้องแสดงให้เห็นว่าเรามีความรู้ความสามารถในด้านที่เราสนใจจริงๆ
ปัจจุบันมี Platform ออนไลน์มากมายที่เราสามารถสร้าง Portfolio ได้ เช่น GitHub, GitLab, หรือเว็บไซต์ส่วนตัว ลองสร้าง Portfolio ที่น่าสนใจและอัพเดทอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางานนะครับ
7. เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งาน
หลังจากที่เรายื่นใบสมัครงานไปแล้ว สิ่งที่สำคัญต่อไปคือการเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์งาน การสัมภาษณ์งานเป็นการที่เราจะได้แสดงความสามารถและบุคลิกของเราให้ผู้สัมภาษณ์ได้เห็น
ก่อนไปสัมภาษณ์งาน ให้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทและตำแหน่งงานที่เราสมัครไปให้ละเอียด เตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่พบบ่อยในการสัมภาษณ์ เช่น "ทำไมถึงอยากทำงานที่บริษัทนี้?" "มีจุดแข็งและจุดอ่อนอะไรบ้าง?" และ "มีประสบการณ์อะไรที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานนี้?"
นอกจากนี้ การแต่งกายให้สุภาพและตรงต่อเวลาก็เป็นสิ่งสำคัญครับ แสดงความกระตือรือร้นและมั่นใจในตัวเอง ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา และที่สำคัญ อย่าลืมถามคำถามเกี่ยวกับบริษัทและตำแหน่งงานด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีความสนใจจริงๆ
8. อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ
การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุดครับ ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ก็อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ถ้าเราหยุดอยู่กับที่ เราก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ลองหาความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานของเรา หรืออาจจะเป็นความรู้และทักษะที่ไม่เกี่ยวข้องเลยก็ได้ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะช่วยให้เรามีความคิดสร้างสรรค์และเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น
นอกจากนี้ การแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้อื่นก็เป็นสิ่งที่ดีครับ จะช่วยให้เราได้ทบทวนความรู้ของเราและเรียนรู้จากผู้อื่นด้วย ลองเป็น Mentor ให้กับน้องๆ หรือเขียน Blog แบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่นๆ นะครับ
FAQ เพิ่ม 4 ข้อ
H3: CCNA ยังคุ้มค่าอยู่ไหมในปี 2026?
CCNA (Cisco Certified Network Associate) ยังคงเป็นใบรับรองที่เป็นที่ต้องการอย่างมากในปี 2026 และหลังจากนั้นครับ แม้ว่าเทคโนโลยีจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้พื้นฐานด้านเครือข่ายที่ CCNA ครอบคลุมยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ทำงานในสายงาน IT โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและดูแลระบบเครือข่าย
CCNA เป็นเหมือนใบเบิกทางที่ช่วยให้คุณเริ่มต้นอาชีพในสายงาน Network ได้อย่างมั่นคง และยังเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการต่อยอดไปยังใบรับรองระดับสูงขึ้น เช่น CCNP (Cisco Certified Network Professional) หรือ CCIE (Cisco Certified Internetwork Expert) นอกจากนี้ CCNA ยังเป็นที่ยอมรับในวงกว้างและเป็นที่ต้องการของบริษัทต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น หากคุณกำลังมองหาใบรับรองที่จะช่วยให้คุณก้าวหน้าในสายงาน IT CCNA ยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าครับ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องอัพเดทความรู้และทักษะของคุณอยู่เสมอ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อย่าหยุดอยู่แค่ CCNA แต่ให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง
H3: AWS Certification ตัวไหนเหมาะกับคนเริ่มต้น?
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นในโลกของ AWS (Amazon Web Services) ใบรับรองที่แนะนำคือ AWS Certified Cloud Practitioner (CCP) ครับ ใบรับรองนี้เป็นใบรับรองระดับเริ่มต้นที่ครอบคลุมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ AWS Cloud, บริการต่างๆ ของ AWS, และแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับ Cloud Computing
AWS Certified Cloud Practitioner เป็นใบรับรองที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจภาพรวมของ AWS Cloud และบริการต่างๆ โดยไม่ต้องมีความรู้ทางเทคนิคมาก่อน เนื้อหาในการสอบจะเน้นไปที่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบริการต่างๆ ของ AWS, ราคาและการสนับสนุน, และความปลอดภัยและความรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility Model) ของ AWS
หลังจากที่คุณได้ AWS Certified Cloud Practitioner แล้ว คุณสามารถต่อยอดไปยังใบรับรองระดับสูงขึ้น เช่น AWS Certified Solutions Architect - Associate หรือ AWS Certified Developer - Associate ได้ โดยใบรับรองเหล่านี้จะเน้นไปที่ความรู้ทางเทคนิคและการออกแบบระบบบน AWS Cloud
H3: นอกจาก AWS และ CCNA มี Certification อื่นๆ ที่น่าสนใจอีกไหม?
แน่นอนครับ นอกจาก AWS และ CCNA ยังมี Certification อื่นๆ ที่น่าสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับสายงานและความสนใจของคุณ ตัวอย่างเช่น:
- Microsoft Azure Certifications: เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจทำงานกับ Microsoft Azure Cloud Platform มีใบรับรองหลากหลายระดับตั้งแต่ระดับเริ่มต้นจนถึงระดับ Expert
- Google Cloud Certifications: เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจทำงานกับ Google Cloud Platform มีใบรับรองที่ครอบคลุมทั้งด้าน Infrastructure, Data Engineering, และ Machine Learning
- CompTIA Certifications: เป็นใบรับรองพื้นฐานที่ครอบคลุมความรู้ด้าน IT Support, Network, และ Security เช่น CompTIA A+, CompTIA Network+, และ CompTIA Security+
- Project Management Professional (PMP): เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานด้าน Project Management เป็นใบรับรองที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
- Certified Information Systems Security Professional (CISSP): เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานด้าน Cybersecurity เป็นใบรับรองที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ Security
การเลือก Certification ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับเป้าหมายในอาชีพของคุณ ดังนั้น ลองศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้ที่มีประสบการณ์ในสายงานที่คุณสนใจ เพื่อเลือก Certification ที่จะช่วยให้คุณก้าวหน้าในอาชีพได้อย่างมั่นคงครับ
H3: เตรียมตัวสอบ Certification อย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด?
การเตรียมตัวสอบ Certification ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นต้องอาศัยการวางแผนและการลงมือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ นี่คือเคล็ดลับบางประการที่ผมอยากจะแนะนำ:
- ศึกษา Exam Objectives: สิ่งแรกที่คุณควรทำคือการศึกษา Exam Objectives หรือหัวข้อที่ออกสอบของ Certification ที่คุณสนใจอย่างละเอียด จะช่วยให้คุณทราบว่าต้องเน้นเนื้อหาในส่วนใดเป็นพิเศษ
- หา Resources ที่เหมาะสม: เลือกหนังสือ, คอร์สออนไลน์, หรือแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่มีเนื้อหาครอบคลุม Exam Objectives และมีคุณภาพดี
- สร้าง Study Plan: วางแผนการอ่านหนังสือและการทำ Lab อย่างสม่ำเสมอ แบ่งเวลาในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์ให้ชัดเจน
- ทำ Lab อย่างสม่ำเสมอ: การลงมือปฏิบัติจริงเป็นสิ่งสำคัญมาก จะช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง
- ฝึกทำข้อสอบเก่า: หาข้อสอบเก่ามาทำอย่างน้อย 2-3 ชุดก่อนไปสอบจริง จะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับแนวข้อสอบและจับเวลาในการทำข้อสอบได้
- ทบทวนข้อที่ทำผิด: หลังจากทำข้อสอบเก่าแล้ว ให้กลับมาทบทวนข้อที่ทำผิดอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจว่าคุณพลาดตรงไหน และแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้น
- พักผ่อนให้เพียงพอ: การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญมาก จะช่วยให้สมองของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเครียด
- มั่นใจในตัวเอง: เชื่อมั่นในความรู้และความสามารถของคุณ และอย่าท้อแท้เมื่อเจออุปสรรค
จำไว้ว่าการเตรียมตัวสอบ Certification ต้องใช้เวลาและความพยายาม อย่าใจร้อนและอย่าท้อแท้ พยายามทำให้ดีที่สุด และขอให้โชคดีกับการสอบนะครับ!
ตารางสรุป Certification ยอดนิยมปี 2026
| Certification | ผู้ให้บริการ | ระดับ | สายงาน | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|---|
| CCNA | Cisco | Associate | Networking | Network Engineer, Network Administrator |
| AWS Certified Cloud Practitioner | Amazon Web Services | Foundational | Cloud Computing | ผู้เริ่มต้น, ผู้บริหาร, Sales |
| AWS Certified Solutions Architect - Associate | Amazon Web Services | Associate | Cloud Computing | Solutions Architect, Cloud Engineer |
| Microsoft Certified: Azure Fundamentals | Microsoft | Fundamental | Cloud Computing | ผู้เริ่มต้น, ผู้บริหาร, Sales |
| Microsoft Certified: Azure Solutions Architect Expert | Microsoft | Expert | Cloud Computing | Solutions Architect, Cloud Engineer |
| CompTIA A+ | CompTIA | Entry-Level | IT Support | Help Desk Technician, IT Support Specialist |
| CompTIA Security+ | CompTIA | Intermediate | Cybersecurity | Security Analyst, Security Engineer |
| (ISC)² CISSP | (ISC)² | Advanced | Cybersecurity | Security Manager, Security Architect |
IT Certification ใบเซอร์ไหนคุ้มค่า ปี 2026: AWS, CCNA และเส้นทางสู่ความสำเร็จ
ในโลก IT ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การมีใบรับรอง (certification) ที่เหมาะสมถือเป็นใบเบิกทางสำคัญสู่โอกาสและความก้าวหน้าในอาชีพ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น หรือผู้มีประสบการณ์ที่ต้องการอัพสกิล การเลือกใบเซอร์ที่ใช่จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มพูนทักษะ และเปิดประตูสู่ตำแหน่งงานที่ท้าทายยิ่งขึ้น ในบทความนี้ เราจะเจาะลึกถึงใบเซอร์ยอดนิยมอย่าง AWS Certified Cloud Practitioner (CCP) และ Cisco Certified Network Associate (CCNA) พร้อมทั้งวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคต เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดว่าใบเซอร์ไหนคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุดในปี 2026 ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่า "คุ้มค่า" ในที่นี้หมายถึงอะไร? มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของใบเซอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความต้องการของตลาดงาน ทักษะที่คุณมีอยู่แล้ว และเป้าหมายในอาชีพของคุณด้วย ลองพิจารณาว่าคุณสนใจด้านไหนเป็นพิเศษ เช่น Cloud Computing, Network Infrastructure หรือ Cybersecurity แต่ละสายงานก็มีใบเซอร์ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่ต้องการแตกต่างกันไป การเลือกใบเซอร์ที่สอดคล้องกับความสนใจและเป้าหมายของคุณ จะช่วยให้คุณสนุกกับการเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง อย่าลืมว่าใบเซอร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ การมีประสบการณ์ทำงานจริงและความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน หลายครั้งที่ผมเห็นคนที่ถือใบเซอร์มากมาย แต่กลับไม่สามารถนำความรู้มาใช้แก้ปัญหาจริงได้ หรือบางคนไม่มีใบเซอร์ แต่มีประสบการณ์และความสามารถในการปรับตัวสูง ก็สามารถเติบโตในสายงานได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น จงมองใบเซอร์เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของคุณ ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดCase Study: เปรียบเทียบเส้นทางสู่ Cloud Architect กับ Network Engineer
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูตัวอย่าง Case Study ของสองเส้นทางอาชีพที่แตกต่างกัน: Cloud Architect และ Network Engineer * **Cloud Architect:** อาชีพนี้เน้นการออกแบบ วางแผน และบริหารจัดการระบบ Cloud ที่ซับซ้อน ผู้ที่สนใจเส้นทางนี้ควรเริ่มต้นด้วย AWS Certified Cloud Practitioner (CCP) เพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ AWS Cloud จากนั้นจึงต่อยอดไปยังใบเซอร์ที่สูงขึ้น เช่น AWS Certified Solutions Architect – Associate หรือ AWS Certified DevOps Engineer – Professional ใบเซอร์เหล่านี้จะช่วยให้คุณมีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการออกแบบและ Implement โซลูชัน Cloud ที่มีประสิทธิภาพและ Scalable * **Network Engineer:** อาชีพนี้เน้นการติดตั้ง ดูแลรักษา และแก้ไขปัญหาระบบ Network ขององค์กร ผู้ที่สนใจเส้นทางนี้ควรเริ่มต้นด้วย Cisco Certified Network Associate (CCNA) เพื่อเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ Network Protocols, Routing, Switching และ Security จากนั้นจึงต่อยอดไปยังใบเซอร์ที่สูงขึ้น เช่น Cisco Certified Network Professional (CCNP) หรือ Cisco Certified Internetwork Expert (CCIE) ใบเซอร์เหล่านี้จะช่วยให้คุณมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและจัดการ Network ที่มีความซับซ้อนและปลอดภัย ลองพิจารณา Code ตัวอย่างการ Config Network Interface บน Linux:
# แสดง Network Interface ทั้งหมด
ip addr show
# แก้ไขไฟล์ /etc/network/interfaces
sudo nano /etc/network/interfaces
# ตัวอย่าง Config Static IP Address
auto eth0
iface eth0 inet static
address 192.168.1.100
netmask 255.255.255.0
gateway 192.168.1.1
dns-nameservers 8.8.8.8 8.8.4.4
# Restart Network Service
sudo systemctl restart networking
Code นี้แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานการ Config Network ที่ Network Engineer ต้องเข้าใจเป็นอย่างดี การมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ จะช่วยให้คุณสามารถแก้ไขปัญหา Network ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
AWS Certified Cloud Practitioner (CCP): จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับทุกคน
AWS Certified Cloud Practitioner (CCP) เป็นใบเซอร์ระดับเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ AWS Cloud ไม่ว่าคุณจะเป็น Developer, System Administrator, Business Analyst หรือ Project Manager ใบเซอร์นี้จะช่วยให้คุณมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Concepts, Services และ Best Practices ของ AWS Cloud การสอบ CCP ครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น Cloud Concepts, AWS Core Services, Security, Pricing และ Support ถึงแม้จะเป็นใบเซอร์ระดับเริ่มต้น แต่เนื้อหาก็มีความท้าทายพอสมควร ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานด้าน Cloud Computing มาก่อน อาจต้องใช้เวลาศึกษาและฝึกฝนเพิ่มเติม ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเรียนคอร์สออนไลน์ฟรีบน AWS Training หรือ Coursera จากนั้นจึงอ่าน Whitepapers และ FAQs ของ AWS เพื่อทำความเข้าใจ Concepts ต่างๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การทำ Practice Exams ก็เป็นวิธีที่ดีในการเตรียมตัวสอบ เพราะจะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับรูปแบบคำถามและจับเวลาในการทำข้อสอบ ลองดูตัวอย่าง AWS CLI Command ที่ใช้บ่อย:
# แสดง AWS Account ID
aws sts get-caller-identity
# List S3 Buckets ทั้งหมด
aws s3 ls
# สร้าง S3 Bucket ใหม่
aws s3 mb s3://my-new-bucket
# Upload ไฟล์ไปยัง S3 Bucket
aws s3 cp my-file.txt s3://my-new-bucket/
Command เหล่านี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของ AWS CLI แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการ Resources บน AWS Cloud ผ่าน Command Line การมีความคุ้นเคยกับ AWS CLI จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
CCNA: รากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับ Network Professionals
Cisco Certified Network Associate (CCNA) เป็นใบเซอร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการ Network ผู้ที่ถือใบเซอร์นี้จะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Network Fundamentals, IP Connectivity, Network Access, IP Services, Security Fundamentals และ Automation & Programmability การสอบ CCNA ครอบคลุมเนื้อหาที่หลากหลายและมีความลึกซึ้ง ผู้ที่ต้องการสอบผ่านต้องมีความเข้าใจใน Concepts ต่างๆ อย่างถ่องแท้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาจริงได้ ผมแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการเรียนคอร์สออนไลน์บน Cisco Networking Academy หรือ Udemy จากนั้นจึงอ่าน Official Certification Guide ของ Cisco เพื่อทำความเข้าใจ Concepts ต่างๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การทำ Lab Exercises ก็เป็นวิธีที่ดีในการฝึกฝนทักษะการ Config Network Devices ลองดูตัวอย่าง Cisco IOS Command ที่ใช้บ่อย:
# เข้าสู่ Privileged EXEC Mode
enable
# Config Terminal Mode
configure terminal
# Config Hostname
hostname MyRouter
# Config Interface IP Address
interface GigabitEthernet0/0
ip address 192.168.1.1 255.255.255.0
no shutdown
# Config Default Gateway
ip route 0.0.0.0 0.0.0.0 192.168.1.254
# Show Running Configuration
show running-config
Command เหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ Network Engineer ทุกคนต้องรู้จัก การฝึกฝนการ Config Network Devices ผ่าน Command Line จะช่วยให้คุณมีความมั่นใจในการทำงานจริงมากยิ่งขึ้น