← กลับหน้าหลัก

CI/CD Pipeline คืออะไร GitHub Actions ทำยังไง

โดย อ.บอม (SiamCafe Admin) | 11/02/2026 | Programming | 3,140 คำ
CI/CD Pipeline คืออะไร GitHub Actions ทำยังไง

บทนำ: CI/CD Pipeline คืออะไร ทำไมถึงสำคัญในโลกยุคใหม่

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังพัฒนาโปรแกรมอยู่คนเดียว ทุกอย่างดูเหมือนจะง่าย คุณเขียนโค้ด ทดสอบ แก้ไข แล้วก็ปล่อยให้ผู้ใช้งานได้ใช้ แต่เมื่อโปรเจกต์ของคุณใหญ่ขึ้น มีทีมงานหลายคนเข้ามาเกี่ยวข้อง การทำงานแบบเดิมๆ ก็เริ่มจะไม่ไหวแล้วใช่ไหมครับ? การรวมโค้ดจากหลายๆ คน การทดสอบที่ซับซ้อน และการปล่อยเวอร์ชันใหม่กลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและเสียเวลามากๆ ตรงนี้แหละครับที่ CI/CD Pipeline เข้ามามีบทบาทสำคัญ CI/CD (Continuous Integration/Continuous Delivery หรือ Continuous Deployment) คือแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้ทีมพัฒนาสามารถส่งมอบซอฟต์แวร์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยระบบอัตโนมัติในการรวมโค้ด ทดสอบ และปล่อยซอฟต์แวร์ จากสถิติหลายแห่งพบว่า บริษัทที่นำ CI/CD มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ สามารถลดเวลาในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ (Time-to-Market) ได้ถึง 50-70% เลยทีเดียว! นอกจากนี้ยังช่วยลดข้อผิดพลาดในการ Deploy ทำให้ซอฟต์แวร์มีคุณภาพดีขึ้น และลดภาระงานของทีมพัฒนา ทำให้พวกเขามีเวลาไปโฟกัสกับฟีเจอร์ใหม่ๆ ได้มากขึ้น ผมเองก็มีประสบการณ์ตรงกับเรื่องนี้ สมัยก่อนตอนที่ยังไม่ได้ใช้ CI/CD เวลา Deploy นี่แทบจะเหมือนยกภูเขาออกจากอก ต้องมานั่งเช็คทีละขั้นตอน กลัวว่าจะมีอะไรผิดพลาด พอเริ่มมาใช้ CI/CD ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ กดปุ่มเดียวที่เหลือระบบจัดการให้หมด ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่า CI/CD Pipeline คืออะไร ทำงานยังไง แล้วเราจะใช้ GitHub Actions ซึ่งเป็นเครื่องมือ CI/CD ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มาสร้าง Pipeline ของเราเองได้อย่างไร เตรียมตัวให้พร้อมแล้วมาลุยกันเลย!

พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ CI/CD Pipeline

เพื่อให้เราเข้าใจภาพรวมของ CI/CD Pipeline ได้อย่างชัดเจน ผมจะขออธิบายพื้นฐานความรู้ที่สำคัญ 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ Continuous Integration, Continuous Delivery/Deployment และ Components ของ CI/CD Pipeline ครับ

Continuous Integration (CI) คืออะไร?

Continuous Integration หรือ CI คือกระบวนการที่นักพัฒนาทำการรวมโค้ด (Merge) เข้ากับ Repository หลัก (เช่น Git) อย่างสม่ำเสมอ (บ่อยครั้งอาจจะวันละหลายๆ ครั้ง) จากนั้นระบบจะทำการ Build และทดสอบโค้ดโดยอัตโนมัติ เพื่อตรวจจับข้อผิดพลาดตั้งแต่เนิ่นๆ ลองคิดดูว่าถ้าเราทำงานคนเดียว โอกาสที่จะเกิด Conflict ในโค้ดก็มีน้อย แต่ถ้ามีทีมงาน 10 คน แก้ไฟล์เดียวกันพร้อมๆ กัน แล้วค่อยมา Merge ทีเดียวตอนสิ้นเดือน...หายนะชัดๆ! CI จะช่วยลดปัญหานี้ โดยการบังคับให้ทุกคน Merge โค้ดบ่อยๆ ทำให้ Conflict เล็กลง แก้ไขได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญคือช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าโค้ดที่รวมกันแล้วยังทำงานได้ตามปกติ ขั้นตอนการทำงานของ CI โดยทั่วไปมีดังนี้: 1. นักพัฒนา Push โค้ดไปยัง Repository 2. ระบบ CI ตรวจจับการเปลี่ยนแปลง 3. ระบบ CI ดึงโค้ดล่าสุดมา 4. ระบบ CI ทำการ Build โค้ด (เช่น Compile, Package) 5. ระบบ CI ทำการทดสอบโค้ด (Unit Test, Integration Test) 6. ระบบ CI รายงานผลการ Build และการทดสอบ ตัวอย่าง Command ที่ใช้ในการ Build และทดสอบ (ขึ้นอยู่กับภาษาและ Framework ที่ใช้):
# ตัวอย่าง: Build Java project ด้วย Maven
mvn clean install

# ตัวอย่าง: Build Node.js project ด้วย npm
npm install
npm test

Continuous Delivery (CD) และ Continuous Deployment (CD) ต่างกันอย่างไร?

Continuous Delivery (CD) และ Continuous Deployment (CD) เป็นส่วนต่อขยายของ CI โดยมีเป้าหมายคือการทำให้การปล่อยซอฟต์แวร์เป็นไปโดยอัตโนมัติและรวดเร็ว แต่ทั้งสองอย่างก็มีความแตกต่างกันอยู่ครับ * **Continuous Delivery:** โค้ดจะถูก Build, ทดสอบ, และเตรียมพร้อมสำหรับการ Deploy ขึ้น Production Environment โดยอัตโนมัติ แต่การ Deploy จริงๆ ยังต้องทำด้วยมือ (Manual Approval) ซึ่งอาจจะต้องมีคนมากดปุ่มอนุมัติก่อน * **Continuous Deployment:** ทุกการเปลี่ยนแปลงโค้ดที่ผ่านการทดสอบ จะถูก Deploy ขึ้น Production Environment โดยอัตโนมัติโดยไม่มีการแทรกแซงจากมนุษย์เลย Continuous Delivery เหมาะสำหรับกรณีที่เราต้องการควบคุมขั้นตอนการ Deploy ด้วยตัวเอง เช่น ต้องการตรวจสอบความพร้อมของ Infrastructure ก่อน หรือต้องการกำหนดช่วงเวลาในการ Deploy แต่ Continuous Deployment เหมาะสำหรับกรณีที่เราต้องการความรวดเร็วสูงสุด และมั่นใจในระบบทดสอบของเรามากๆ ข้อดีของการใช้ CD คือช่วยลดความเสี่ยงในการ Deploy ลดภาระงานของทีม และทำให้เราสามารถปล่อยซอฟต์แวร์ได้บ่อยขึ้น (อาจจะวันละหลายๆ ครั้งเลยก็ได้)

Components หลักของ CI/CD Pipeline

CI/CD Pipeline ไม่ได้มีแค่ CI กับ CD เท่านั้น แต่ยังมี Components อื่นๆ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างราบรื่น ได้แก่: * **Source Code Management (SCM):** ระบบจัดการ Source Code เช่น Git, GitHub, GitLab เป็นต้น ใช้สำหรับเก็บโค้ด ติดตามการเปลี่ยนแปลง และทำงานร่วมกันเป็นทีม * **Build Automation:** เครื่องมือที่ใช้ในการ Build โค้ดโดยอัตโนมัติ เช่น Maven, Gradle, npm, Yarn เป็นต้น * **Testing Automation:** เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบโค้ดโดยอัตโนมัติ เช่น JUnit, Mocha, Selenium เป็นต้น * **Artifact Repository:** ที่เก็บ Build Artifact (เช่น ไฟล์ JAR, WAR, Docker Image) เพื่อนำไปใช้ในการ Deploy เช่น Nexus, Artifactory, Docker Registry เป็นต้น * **Deployment Automation:** เครื่องมือที่ใช้ในการ Deploy ซอฟต์แวร์ไปยัง Production Environment โดยอัตโนมัติ เช่น Ansible, Chef, Puppet, Kubernetes เป็นต้น * **Monitoring & Alerting:** ระบบที่ใช้ในการตรวจสอบสถานะของ Application และแจ้งเตือนเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น Prometheus, Grafana, ELK Stack เป็นต้น แต่ละ Component มีความสำคัญและทำงานสอดประสานกัน เพื่อให้ CI/CD Pipeline ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับความต้องการของโปรเจกต์จึงเป็นสิ่งสำคัญมากครับ

🎬 YouTube @icafefx

วิธีติดตั้งและใช้งาน GitHub Actions เบื้องต้น

GitHub Actions เป็นเครื่องมือ CI/CD ที่รวมอยู่ใน GitHub ทำให้เราสามารถสร้าง Workflow เพื่อ Automate งานต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการ Build, Test, Deploy หรือแม้กระทั่งการ Automate งาน Routine อื่นๆ เช่น การสร้าง Issue อัตโนมัติ

ตารางสรุป Terminology ที่ควรรู้

เพื่อให้เข้าใจ GitHub Actions ได้ง่ายขึ้น มาดูตารางสรุป Terminology ที่สำคัญกันก่อนครับ:
Terminology คำอธิบาย
Workflow ชุดของ Processes ที่ทำงานร่วมกันเพื่อ Automate งานต่างๆ (เช่น Build, Test, Deploy) กำหนดด้วยไฟล์ YAML
Job ส่วนประกอบย่อยของ Workflow ที่ทำงานบน Runner แต่ละ Job สามารถมีหลาย Step ได้
Step Task ที่เล็กที่สุดใน Job เช่น Run Command, Setup Environment, Upload Artifact
Action Reusable Unit of Code ที่ใช้ในการทำ Task ต่างๆ (เช่น Checkout Code, Setup Java) สามารถใช้ Action ที่มีอยู่แล้ว หรือสร้าง Action เองก็ได้
Runner Server ที่ใช้รัน Job ใน Workflow อาจจะเป็น GitHub-hosted Runner หรือ Self-hosted Runner ก็ได้
Event สิ่งที่ Trigger ให้ Workflow เริ่มทำงาน เช่น Push Code, Create Pull Request, Schedule

ขั้นตอนการสร้าง Workflow อย่างง่าย

1. **สร้าง Directory `.github/workflows` ใน Repository ของคุณ:** GitHub Actions จะมองหาไฟล์ Workflow ใน Directory นี้ 2. **สร้างไฟล์ YAML สำหรับ Workflow:** ตั้งชื่อไฟล์อะไรก็ได้ แต่ต้องมีนามสกุล `.yml` หรือ `.yaml` (เช่น `main.yml`) 3. **กำหนด Workflow:** ใส่ Code YAML เพื่อกำหนด Workflow ของคุณ ตัวอย่าง:
name: CI

on:
  push:
    branches: [ "main" ]
  pull_request:
    branches: [ "main" ]

jobs:
  build:
    runs-on: ubuntu-latest

    steps:
      - uses: actions/checkout@v3
      - name: Run a one-line script
        run: echo Hello, world!
      - name: Run a multi-line script
        run: |
          echo Add other actions to build,
          echo test, and deploy your project.
4. **Push Code ขึ้น GitHub:** GitHub Actions จะตรวจจับไฟล์ Workflow ใหม่ และเริ่มรัน Workflow โดยอัตโนมัติ 5. **ตรวจสอบผลลัพธ์:** เข้าไปที่ Tab "Actions" ใน Repository ของคุณ เพื่อดูผลการรัน Workflow

คำอธิบาย Code YAML ในตัวอย่าง

* `name: CI` กำหนดชื่อของ Workflow * `on:` กำหนด Event ที่ Trigger ให้ Workflow เริ่มทำงาน ในที่นี้คือ `push` และ `pull_request` บน Branch `main` * `jobs:` กำหนด Jobs ที่จะรัน ในที่นี้มี Job เดียวชื่อ `build` * `runs-on: ubuntu-latest` กำหนด Runner ที่จะใช้รัน Job ในที่นี้คือ Ubuntu เวอร์ชันล่าสุด * `steps:` กำหนด Steps ที่จะรันใน Job * `uses: actions/checkout@v3` ใช้ Action `actions/checkout@v3` เพื่อ Checkout Code จาก Repository * `name: Run a one-line script` กำหนดชื่อของ Step * `run: echo Hello, world!` รัน Command `echo Hello, world!` * `name: Run a multi-line script` กำหนดชื่อของ Step * `run: |` รัน Multi-line Script

ข้อควรรู้เพิ่มเติม

> "การ Debug Workflow ใน GitHub Actions บางครั้งก็ต้องใช้ความอดทนพอสมควร เพราะเราไม่สามารถ Debug แบบ Real-time ได้เหมือนกับการ Debug Code บนเครื่องของเราเอง แต่ GitHub Actions ก็มี Feature ที่ช่วยให้เรา Debug ได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้ `tmate` เพื่อ SSH เข้าไปยัง Runner หรือการใช้ `actions/upload-artifact` เพื่อ Upload Logs และไฟล์ต่างๆ ขึ้นมาดูได้" การใช้ GitHub Actions อาจจะดูเหมือนยากในช่วงแรก แต่เมื่อเราเข้าใจ Concept และลองสร้าง Workflow ง่ายๆ สัก 2-3 ตัว เราก็จะเริ่มคุ้นเคยและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโปรเจกต์ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ

เทคนิคขั้นสูงและการปรับแต่ง GitHub Actions

การใช้ Environment Variables และ Secrets อย่างชาญฉลาด

การจัดการ Environment Variables และ Secrets ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำ CI/CD ให้ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ลองนึกภาพว่าเราต้องใส่ API key หรือ password ใน workflow ของเราโดยตรง คงไม่ดีแน่ถ้าข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลออกไป ดังนั้น GitHub Actions จึงมีระบบจัดการ Secrets ที่เข้ารหัสไว้ ทำให้เราสามารถเรียกใช้ค่าเหล่านี้ใน workflow ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาแอบดูได้

Environment Variables ก็สำคัญไม่แพ้กัน ช่วยให้เราปรับแต่งการทำงานของ workflow ได้ง่ายขึ้น เช่น กำหนด version ของ software ที่เราต้องการใช้ หรือกำหนดค่า configuration ต่างๆ ที่แตกต่างกันในแต่ละ environment (development, staging, production) ลองดูตัวอย่างการใช้งาน Environment Variables ใน workflow:


name: Deploy to Production

on:
  push:
    branches:
      - main

env:
  NODE_VERSION: 16
  PRODUCTION_HOST: your-production-server.com

jobs:
  deploy:
    runs-on: ubuntu-latest
    steps:
      - name: Checkout code
        uses: actions/checkout@v3

      - name: Setup Node.js
        uses: actions/setup-node@v3
        with:
          node-version: ${{ env.NODE_VERSION }}

      - name: Deploy to server
        run: |
          echo "Deploying to ${{ env.PRODUCTION_HOST }}"
          # Add your deployment script here

จากตัวอย่างข้างต้น เรากำหนด Environment Variables ชื่อ NODE_VERSION และ PRODUCTION_HOST จากนั้นเราก็สามารถเรียกใช้ค่าเหล่านี้ได้โดยใช้ syntax ${{ env.VARIABLE_NAME }} สะดวกมากๆ เลยใช่ไหมล่ะ

การสร้าง Custom Actions

บางครั้ง workflow ที่เราต้องการ อาจจะซับซ้อนเกินกว่าที่จะใช้ Actions ที่มีอยู่แล้วได้ ในกรณีนี้ เราสามารถสร้าง Custom Actions ของเราเองได้! Custom Actions คือ reusable components ที่เราสามารถนำไปใช้ใน workflow ต่างๆ ได้ ทำให้ code ของเราเป็นระเบียบและง่ายต่อการ maintain

Custom Actions สามารถสร้างได้ 3 แบบหลักๆ คือ:

ตัวอย่างการสร้าง JavaScript Action อย่างง่าย:

  1. สร้าง directory สำหรับ Action ของเรา (เช่น my-custom-action)
  2. สร้าง file action.yml เพื่อกำหนด metadata ของ Action:

name: 'My Custom Action'
description: 'A simple action that prints a greeting'
inputs:
  who-to-greet:  # id of input
    description: 'Who to greet'
    required: true
    default: 'World'
outputs:
  time: # id of output
    description: 'The time we greeted you'
runs:
  using: 'node16'
  main: 'index.js'
  1. สร้าง file index.js ซึ่งเป็น code ของ Action:

const core = require('@actions/core');

try {
  // `who-to-greet` input defined in action metadata file
  const nameToGreet = core.getInput('who-to-greet');
  console.log(`Hello ${nameToGreet}!`);
  const time = (new Date()).toTimeString();
  core.setOutput('time', time);
  // Get the JSON webhook payload for the event that triggered the workflow
  const payload = JSON.stringify(github.context.payload, undefined, 2)
  console.log(`The event payload: ${payload}`);
} catch (error) {
  core.setFailed(error.message);
}
  1. จากนั้นเราก็สามารถใช้ Custom Action นี้ใน workflow ของเราได้:

jobs:
  my_job:
    runs-on: ubuntu-latest
    steps:
      - name: Checkout code
        uses: actions/checkout@v3

      - name: Use my custom action
        uses: ./my-custom-action
        id: greet
        with:
          who-to-greet: 'John Doe'

      - name: Get the output time
        run: echo "The time was ${{ steps.greet.outputs.time }}"

แค่นี้เราก็มี Custom Action ของเราเองแล้ว! ลองเอาไปประยุกต์ใช้กับ tasks ที่ซับซ้อนมากขึ้นได้เลย

การใช้ Matrix Builds เพื่อทดสอบกับหลาย Environments

Matrix Builds เป็น feature ที่ทรงพลังของ GitHub Actions ที่ช่วยให้เราสามารถ run workflow เดียวกันกับหลายๆ environment ได้พร้อมกัน เช่น ทดสอบ code ของเรากับ Node.js หลาย versions หรือกับ operating systems หลายแบบ ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่า code ของเราทำงานได้ดีในทุกสภาพแวดล้อม

ตัวอย่างการใช้ Matrix Builds เพื่อทดสอบกับ Node.js versions 14, 16 และ 18:


jobs:
  test:
    runs-on: ubuntu-latest
    strategy:
      matrix:
        node-version: [14, 16, 18]
    steps:
      - name: Checkout code
        uses: actions/checkout@v3

      - name: Setup Node.js
        uses: actions/setup-node@v3
        with:
          node-version: ${{ matrix.node-version }}

      - name: Install dependencies
        run: npm install

      - name: Run tests
        run: npm test

จากตัวอย่างข้างต้น GitHub Actions จะสร้าง jobs ทั้งหมด 3 jobs โดยแต่ละ job จะ run workflow เดียวกัน แต่ใช้ Node.js version ที่แตกต่างกัน เราสามารถดูผลการทดสอบของแต่ละ job ได้แยกกัน ทำให้ง่ายต่อการ identify ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละ environment

เปรียบเทียบ GitHub Actions กับเครื่องมือ CI/CD อื่นๆ

ในตลาด CI/CD นั้นมีเครื่องมือมากมายให้เลือกใช้ แต่ละเครื่องมือก็มีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกันไป การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับ project ของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในส่วนนี้เราจะมาเปรียบเทียบ GitHub Actions กับเครื่องมือยอดนิยมอื่นๆ เพื่อให้เห็นภาพรวมและช่วยในการตัดสินใจ

GitHub Actions vs. Jenkins

Jenkins ถือเป็นเครื่องมือ CI/CD รุ่นเก๋า ที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน มี plugins มากมายให้เลือกใช้ และมีความยืดหยุ่นสูง แต่ Jenkins ก็มีข้อเสียคือ ต้อง setup และ maintain เอง ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรและเวลาในการดูแลรักษาพอสมควร ในขณะที่ GitHub Actions เป็น cloud-based solution ที่ไม่ต้อง setup อะไรมาก ใช้งานง่าย และ integrate กับ GitHub ได้อย่าง seamless

Feature GitHub Actions Jenkins
Setup and Maintenance Managed by GitHub (easy to use) Self-hosted (requires maintenance)
Integration with GitHub Seamless Requires plugins
Extensibility GitHub Marketplace, Custom Actions Large plugin ecosystem
Pricing Free for public repositories, paid plans for private repositories Free (open source), but requires infrastructure costs
Scalability Scales automatically Requires manual scaling

จากตารางจะเห็นได้ว่า GitHub Actions เหมาะสำหรับ project ที่ต้องการความรวดเร็วในการ setup และใช้งานง่าย ส่วน Jenkins เหมาะสำหรับ project ที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง และมีการปรับแต่งที่ซับซ้อน

GitHub Actions vs. GitLab CI

GitLab CI เป็น CI/CD solution ที่ integrate อยู่ใน GitLab platform เช่นเดียวกับ GitHub Actions ที่ integrate อยู่ใน GitHub platform ทั้งสองเครื่องมือมีความสามารถใกล้เคียงกัน แต่ GitLab CI มี feature บางอย่างที่ GitHub Actions ยังไม่มี เช่น Auto DevOps ที่ช่วยให้เรา setup CI/CD pipeline ได้อัตโนมัติ

Feature GitHub Actions GitLab CI
Integration with Git platform Seamless with GitHub Seamless with GitLab
Auto DevOps No Yes
Container Registry GitHub Container Registry (GHCR) GitLab Container Registry
Pricing Free for public repositories, paid plans for private repositories Free for limited usage, paid plans for more features
Community Support Large and active community Strong community, especially within GitLab users

ถ้าเราใช้ GitLab อยู่แล้ว GitLab CI ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะ integrate กับ GitLab ได้อย่าง seamless แต่ถ้าเราใช้ GitHub อยู่แล้ว GitHub Actions ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

ข้อควรระวังและแนวทางการแก้ไขปัญหา (Troubleshooting)

คำเตือน: การตั้งค่า CI/CD Pipeline ที่ไม่ดี อาจทำให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบได้! ควรศึกษาและทำความเข้าใจก่อนลงมือทำ

การทำ CI/CD ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาเหล่านี้ และมีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ต่อไปนี้คือข้อควรระวังและแนวทางการแก้ไขปัญหาที่พบบ่อย:

นอกจากนี้ การ debug workflow ใน GitHub Actions ก็อาจเป็นเรื่องท้าทาย ลองใช้ actions/cache เพื่อ cache dependencies และลดเวลาในการ build หรือใช้ tmate action เพื่อ SSH เข้าไปยัง workflow runner และ debug ปัญหาแบบ interactive

ตัวอย่างจากประสบการณ์จริง 20 ปี

จากประสบการณ์ 20 ปีในวงการ IT ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ CI/CD มามากมาย สมัยก่อนการ deploy code ขึ้น production เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ต้องทำตอนกลางคืน ต้องมีทีม standby คอยแก้ปัญหา แต่ด้วย CI/CD ทำให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยมากขึ้น

ผมเคยเซ็ต CI/CD pipeline ให้กับ startup แห่งหนึ่ง ตอนนั้นเราใช้ Jenkins เป็นหลัก แต่พอ GitHub Actions เริ่มเป็นที่นิยม เราก็ค่อยๆ migrate ไปใช้ GitHub Actions แทน เพราะมันง่ายกว่าเยอะ และ integrate กับ GitHub ได้ดีกว่า ทำให้ทีม developer ทำงานได้เร็วขึ้นมาก

อีกครั้งหนึ่ง ผมเคยเจอ project ที่มี code base ขนาดใหญ่มาก การ build แต่ละครั้งใช้เวลานานมาก ทำให้ CI/CD pipeline ช้า เราแก้ปัญหานี้โดยการใช้ Docker container และ caching dependencies ทำให้เวลาในการ build ลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ เรายังใช้ Matrix Builds เพื่อทดสอบ code กับหลาย environments พร้อมกัน ทำให้เรามั่นใจได้ว่า code ของเราทำงานได้ดีในทุกสภาพแวดล้อม

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำ CI/CD มาตลอดคือ ไม่มีเครื่องมือใดที่ดีที่สุดสำหรับทุก project สิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจความต้องการของ project ของเรา และเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมกับความต้องการนั้น และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีการวางแผนและออกแบบ CI/CD pipeline ที่ดี เพื่อให้กระบวนการ development ของเราเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

เครื่องมือแนะนำสำหรับ CI/CD Pipeline

การสร้าง CI/CD pipeline ไม่ได้มีแค่ GitHub Actions เท่านั้น ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่น่าสนใจและอาจจะเหมาะสมกับโปรเจกต์ของคุณมากกว่า ลองมาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง

Jenkins: พระเอกตลอดกาล

Jenkins เป็นเครื่องมือ CI/CD แบบ Open Source ที่ได้รับความนิยมอย่างมากมานาน ด้วยความยืดหยุ่นสูงและ plugin จำนวนมหาศาล ทำให้ Jenkins สามารถปรับแต่งให้เข้ากับ workflow ที่ซับซ้อนได้แทบทุกรูปแบบ ข้อดีของ Jenkins คือความสามารถในการทำงานแบบ On-Premise ซึ่งเหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการควบคุมข้อมูลทั้งหมดไว้ภายใน แต่ข้อเสียก็คือการติดตั้งและดูแลรักษาระบบที่ค่อนข้างซับซ้อน ต้องมีทีมงานที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการพอสมควร ผมเคยเซ็ต Jenkins ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นต้องลง plugin เยอะมาก กว่าจะ config ให้ทำงานได้ตามต้องการ เล่นเอาเหนื่อยเลย แต่พอทำได้แล้วก็รู้สึกคุ้มค่า เพราะมันช่วยให้เรา automate build และ test ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

GitLab CI: ครบจบในที่เดียว

GitLab CI เป็นส่วนหนึ่งของ GitLab platform ซึ่งเป็น Version Control System ที่มี CI/CD pipeline ในตัว ทำให้การสร้างและจัดการ pipeline เป็นเรื่องง่าย สะดวก และรวดเร็ว ข้อดีของ GitLab CI คือการผสานรวมกับ GitLab อย่างลงตัว ทำให้ทุกอย่างอยู่ใน ecosystem เดียวกัน ตั้งแต่การจัดการ source code ไปจนถึงการ deploy application แต่ข้อเสียก็คืออาจจะมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า Jenkins ในบางกรณี ลองนึกภาพว่าคุณเขียนโค้ดบน GitLab พอ push ขึ้นไป GitLab CI ก็จะเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ build, test, และ deploy ให้คุณเลย สะดวกสบายสุดๆ

CircleCI: ความง่ายที่มาพร้อมประสิทธิภาพ

CircleCI เป็นเครื่องมือ CI/CD ที่เน้นความเรียบง่ายและใช้งานง่าย เหมาะสำหรับทีมที่ต้องการเริ่มต้นใช้งาน CI/CD อย่างรวดเร็ว CircleCI มี interface ที่ใช้งานง่ายและรองรับภาษาโปรแกรมมิ่งหลากหลาย ทำให้การสร้าง pipeline เป็นเรื่องง่าย ข้อดีของ CircleCI คือความรวดเร็วในการ setup และใช้งาน แต่ข้อเสียก็คืออาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าเครื่องมือ Open Source อย่าง Jenkins ผมว่า CircleCI เหมาะสำหรับ startup ที่ต้องการความรวดเร็วและไม่อยากเสียเวลาในการ config ระบบ CI/CD มากนัก

เพิ่มเติม: Azure DevOps, AWS CodePipeline

นอกจากเครื่องมือที่กล่าวมาแล้ว ยังมี Azure DevOps ของ Microsoft และ AWS CodePipeline ของ Amazon Web Services ที่เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่ใช้งาน Cloud Platform ของทั้งสองบริษัท เครื่องมือเหล่านี้มีการผสานรวมกับ cloud services ของตัวเองอย่างดี ทำให้การ deploy application ขึ้น cloud เป็นเรื่องง่ายและราบรื่น

Case Study: ประสบการณ์จริงกับ CI/CD Pipeline

ผมเคยมีประสบการณ์ในการนำ CI/CD pipeline มาใช้กับโปรเจกต์ e-commerce ขนาดกลางแห่งหนึ่ง สมัยนั้นเว็บไซต์เรามีปัญหาเรื่องการ deploy ที่ล่าช้าและผิดพลาดบ่อยครั้ง ทีมงานต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงในการ deploy แต่ละครั้ง แถมยังมีโอกาสที่ระบบจะล่มระหว่าง deploy อีกด้วย หลังจากที่เรานำ CI/CD pipeline มาใช้ โดยใช้ Jenkins เป็นเครื่องมือหลัก เราสามารถลดเวลาในการ deploy ลงได้ถึง 80% จากเดิมที่ใช้เวลา 4 ชั่วโมง เหลือเพียงแค่ 45 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ จำนวน bug ที่เกิดขึ้นหลังจาก deploy ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเรามีการทำ automated testing ใน pipeline ทำให้เราสามารถตรวจจับ bug ได้ก่อนที่จะ deploy ขึ้น production ตัวเลขที่น่าสนใจ: * **ลดเวลา deploy:** 80% * **ลดจำนวน bug หลัง deploy:** 60% * **เพิ่มความถี่ในการ deploy:** จากสัปดาห์ละครั้ง เป็นวันละหลายครั้ง สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากโปรเจกต์นี้ก็คือ CI/CD pipeline ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ automate deploy เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยปรับปรุงคุณภาพซอฟต์แวร์และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของทีมอีกด้วย

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ CI/CD และ GitHub Actions

หลายคนยังมีคำถามเกี่ยวกับ CI/CD และ GitHub Actions ผมรวบรวมคำถามที่พบบ่อยมาตอบให้แล้วครับ

GitHub Actions ฟรีจริงหรือ? มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?

GitHub Actions มี Free Tier ให้ใช้งานครับ แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดย Free Tier จะจำกัดจำนวนนาทีในการ build และปริมาณ storage ที่ใช้ ถ้าโปรเจกต์ของคุณมีขนาดใหญ่และมีการ build บ่อยๆ อาจจะต้องพิจารณา upgrade เป็น paid plan เพื่อให้ได้ resource ที่มากขึ้น ข้อจำกัดที่สำคัญคือเรื่องของ concurrent jobs ซึ่ง Free Tier จะมีจำนวนจำกัด ทำให้การ build อาจจะช้าลงถ้ามีหลาย workflow ทำงานพร้อมกัน

ผมควรเริ่มต้นเรียนรู้ CI/CD และ GitHub Actions อย่างไรดี?

เริ่มต้นจากทำความเข้าใจ concept ของ CI/CD ก่อนครับ ว่ามันคืออะไร มีขั้นตอนอะไรบ้าง จากนั้นลองศึกษา GitHub Actions โดยเริ่มจาก tutorial ง่ายๆ บนเว็บไซต์ของ GitHub เอง ลองสร้าง workflow ง่ายๆ เพื่อ build และ test application ของคุณ จากนั้นค่อยๆ เพิ่มความซับซ้อนของ workflow ขึ้นเรื่อยๆ อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก เพราะการลงมือทำจริงจะช่วยให้คุณเข้าใจได้เร็วกว่าการอ่านทฤษฎีอย่างเดียว

GitHub Actions เหมาะกับโปรเจกต์ขนาดเล็กเท่านั้นหรือไม่?

ไม่จริงครับ GitHub Actions สามารถใช้ได้กับโปรเจกต์ทุกขนาด ตั้งแต่โปรเจกต์ส่วนตัวขนาดเล็ก ไปจนถึงโปรเจกต์ enterprise ขนาดใหญ่ ด้วยความยืดหยุ่นของ GitHub Actions ทำให้เราสามารถปรับแต่ง pipeline ให้เข้ากับความต้องการของโปรเจกต์ได้ทุกรูปแบบ แต่สำหรับโปรเจกต์ขนาดใหญ่ อาจจะต้องมีการวางแผนและออกแบบ pipeline อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่า pipeline จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีเครื่องมืออะไรบ้างที่สามารถใช้ร่วมกับ GitHub Actions ได้?

GitHub Actions สามารถ integrate กับเครื่องมือต่างๆ ได้มากมายครับ ไม่ว่าจะเป็น Docker, Kubernetes, AWS, Azure, Google Cloud Platform และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมี GitHub Marketplace ที่มี Actions สำเร็จรูปให้เลือกใช้มากมาย ทำให้เราสามารถสร้าง pipeline ที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดาย ลองเข้าไปสำรวจ GitHub Marketplace ดูครับ จะเจอ Actions ที่เป็นประโยชน์กับโปรเจกต์ของคุณแน่นอน

จะมั่นใจได้อย่างไรว่า CI/CD pipeline ของเราปลอดภัย?

เรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมากครับใน CI/CD pipeline เราควรใช้ secret management tools เช่น HashiCorp Vault หรือ AWS Secrets Manager เพื่อเก็บ credentials และ API keys อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เราควร scan code และ dependencies เพื่อหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และทำการ update dependencies เป็นประจำ ที่สำคัญคือควรจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง pipeline ให้เฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

ถ้า workflow ใน GitHub Actions fail จะเกิดอะไรขึ้น?

เมื่อ workflow fail GitHub Actions จะแจ้งเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องครับ โดยปกติแล้วจะมีการส่ง email หรือแจ้งเตือนผ่าน GitHub interface เราสามารถ config ให้มีการ retry workflow อัตโนมัติได้ หรือจะ config ให้มีการ rollback application ไปยัง version ก่อนหน้าก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของโปรเจกต์

สรุป: CI/CD และ GitHub Actions คือเพื่อนซี้ที่จะยกระดับชีวิตคุณ

CI/CD pipeline ไม่ใช่แค่ buzzword แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราพัฒนาซอฟต์แวร์ได้เร็วขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงในการ deploy ลงได้อย่างมาก ลองคิดดูว่าถ้าเราสามารถ deploy application ได้วันละหลายครั้ง โดยไม่ต้องกังวลว่าระบบจะล่มหรือมี bug เราจะสามารถ focus กับการพัฒนา feature ใหม่ๆ และสร้าง value ให้กับลูกค้าได้มากแค่ไหน GitHub Actions เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการเริ่มต้นใช้งาน CI/CD ด้วยความง่ายในการใช้งานและความยืดหยุ่นสูง ทำให้ GitHub Actions เหมาะสำหรับโปรเจกต์ทุกขนาด ไม่ว่าคุณจะเป็นนักพัฒนาคนเดียวหรือเป็นส่วนหนึ่งของทีมขนาดใหญ่ GitHub Actions ก็สามารถช่วยให้คุณสร้าง CI/CD pipeline ที่มีประสิทธิภาพได้ คำแนะนำสุดท้าย: อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูกครับ การสร้าง CI/CD pipeline เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องใช้เวลาและการฝึกฝน ลองเริ่มจาก workflow ง่ายๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณเข้าใจ concept และ workflow อย่างถ่องแท้ คุณจะสามารถสร้าง CI/CD pipeline ที่ตอบโจทย์ความต้องการของโปรเจกต์ของคุณได้อย่างแน่นอน และอย่าลืมติดตามข่าวสารและเทรนด์ใหม่ๆ ในวงการ CI/CD อยู่เสมอ เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คุณก้าวทันโลกและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไม่หยุดยั้ง

Tips จากประสบการณ์ 20 ปีในการทำ CI/CD Pipeline

ผมอยู่ในวงการ IT มานานพอสมควรครับ ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่ยุคที่ต้องมานั่ง build package เองทุกครั้ง ไปจนถึงยุค CI/CD ที่ทุกอย่างเป็นอัตโนมัติหมดแล้ว จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมมี tips เล็กๆ น้อยๆ มาฝากกันครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นะครับ

1. เริ่มจากเล็กๆ อย่าใจร้อน

หลายคนพอได้ยินคำว่า CI/CD ก็อยากจะทำทุกอย่างให้มันอลังการตั้งแต่แรกเลย แต่ผมบอกเลยว่าอย่าครับ เริ่มจาก project เล็กๆ ก่อนดีกว่า ค่อยๆ ทำความเข้าใจแต่ละขั้นตอน แล้วค่อยๆ ขยายไปสู่ project ที่ใหญ่ขึ้น การเริ่มต้นจากเล็กๆ จะช่วยให้เราเรียนรู้ได้เร็วขึ้น และลดโอกาสที่จะเจอปัญหาใหญ่ๆ ที่แก้ไม่ตกด้วยครับ ลองเริ่มจาก workflow ง่ายๆ ที่แค่ build และ test code ของเราก่อนก็ได้ครับ พอเริ่มคล่องแล้วค่อยเพิ่มขั้นตอนอื่นๆ เข้าไป เช่น การ deploy ไปยัง environment testing หรือ staging ครับ ที่สำคัญคืออย่าลืม monitor pipeline ของเราด้วยนะครับ ดูว่ามีอะไรที่มันช้า หรือผิดพลาดบ้าง จะได้ปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที ผมเคยเจอลูกค้าที่อยากจะทำ CI/CD แบบเต็มรูปแบบตั้งแต่แรกเลย สุดท้ายก็ไปไม่รอด เพราะมันซับซ้อนเกินไป แล้วทีมงานก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจมากพอ สุดท้ายก็ต้องกลับไปทำแบบเดิมๆ เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลาครับ

2. Test ให้ครอบคลุมที่สุดเท่าที่จะทำได้

การ test เป็นหัวใจสำคัญของ CI/CD เลยครับ ถ้าเราไม่มี test ที่ดีพอ pipeline ของเราก็อาจจะปล่อย bug ขึ้น production ได้ง่ายๆ ดังนั้นเราต้องพยายาม test ให้ครอบคลุมทุก function และทุก case ที่เป็นไปได้ครับ อย่าคิดว่า "คงไม่มีใครใช้แบบนี้หรอก" เพราะ user มักจะทำอะไรที่เราคาดไม่ถึงเสมอ นอกจาก unit test แล้ว เราควรจะมี integration test และ end-to-end test ด้วยครับ เพื่อให้มั่นใจว่าทุก component ของ application เราทำงานร่วมกันได้อย่างถูกต้อง ยิ่ง test เยอะเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมั่นใจใน code ของเรามากขึ้นเท่านั้นครับ สมัยก่อนผมเคยขี้เกียจเขียน test ครับ คิดว่าเสียเวลาเปล่าๆ แต่พอเจอปัญหา bug ขึ้น production บ่อยๆ ก็เลยรู้ว่าการเขียน test มันคุ้มค่ากว่าเยอะครับ ช่วยประหยัดเวลาในการ debug และแก้ไขปัญหาไปได้เยอะเลย

3. Infrastructure as Code (IaC) สำคัญมาก

IaC คือการจัดการ infrastructure ของเราด้วย code ครับ แทนที่จะต้องมานั่ง configure server ทีละตัว เราก็สามารถเขียน code เพื่อสร้างและจัดการ infrastructure ได้ทั้งหมด การทำ IaC จะช่วยให้เรา automate การสร้างและจัดการ environment ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้เรา maintain infrastructure ได้ง่ายขึ้นด้วยครับ เครื่องมือที่นิยมใช้ในการทำ IaC ก็มีหลายตัวครับ เช่น Terraform, Ansible, Chef, Puppet ลองเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะกับความต้องการของเราดูครับ ที่สำคัญคือต้องศึกษาและทำความเข้าใจเครื่องมือที่เราเลือกใช้ให้ดีก่อนนะครับ ผมแนะนำให้ใช้ IaC ตั้งแต่เริ่มต้นเลยครับ เพราะมันจะช่วยให้เรา scale infrastructure ของเราได้ง่ายขึ้นในอนาคต แล้วก็ยังช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากการ configure server ด้วยมือได้ด้วยครับ

4. Monitor ทุกอย่าง

การ monitor pipeline และ application ของเราเป็นสิ่งสำคัญมากครับ เราต้องรู้ว่า pipeline ของเราทำงานได้ดีหรือไม่ มีขั้นตอนไหนที่มันช้า หรือผิดพลาดบ้าง และ application ของเราทำงานได้ตามที่คาดหวังหรือไม่ มี error อะไรเกิดขึ้นบ้าง เครื่องมือที่ใช้ในการ monitor ก็มีหลายตัวครับ เช่น Prometheus, Grafana, ELK Stack ลองเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะกับความต้องการของเราดูครับ ที่สำคัญคือต้องตั้ง alert ให้เหมาะสมด้วยครับ เพื่อให้เราได้รับการแจ้งเตือนเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ผมแนะนำให้ monitor ตั้งแต่ CPU usage, memory usage, disk I/O ไปจนถึง response time ของ API ครับ ยิ่ง monitor เยอะเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเห็นภาพรวมของระบบเราได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้นครับ

5. Security ต้องมาเป็นอันดับแรก

เรื่อง security เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ เสมอครับ ไม่ว่าจะเป็นการ scan code เพื่อหา vulnerability หรือการ protect sensitive data เช่น password และ API key เราต้องมีมาตรการที่รัดกุมเพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอก เราสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ ในการ scan code เพื่อหา vulnerability ได้ครับ เช่น SonarQube, Snyk หรือ OWASP ZAP แล้วก็อย่าลืม update library และ framework ที่เราใช้อยู่เสมอด้วยนะครับ เพราะ version ใหม่ๆ มักจะมี patch ที่แก้ไขช่องโหว่ด้าน security ผมเคยเจอเคสที่ developer เผลอ commit API key ขึ้น GitHub ครับ โชคดีที่เจอเร็วและรีบแก้ไขได้ทัน แต่ถ้าช้ากว่านี้อาจจะโดนแฮกไปแล้วก็ได้ ดังนั้นต้องระวังเรื่องนี้ให้ดีนะครับ

6. Documentation สำคัญเสมอ

Documentation เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม แต่จริงๆ แล้วมันสำคัญมากครับ เราต้อง document ทุกอย่างที่เกี่ยวกับ pipeline ของเรา ตั้งแต่ขั้นตอนการทำงาน ไปจนถึง configuration ต่างๆ เพื่อให้คนอื่นๆ ในทีมสามารถเข้าใจและ maintain pipeline ของเราได้ง่ายขึ้น เราสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ ในการสร้าง documentation ได้ครับ เช่น Confluence, Wiki หรือ Markdown file แล้วก็อย่าลืม update documentation ของเราอยู่เสมอด้วยนะครับ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น ผมเคยต้องเข้าไป maintain pipeline ที่ไม่มี documentation เลยครับ ต้องมานั่งแกะ code เองทั้งหมด เสียเวลาไปเยอะมาก ดังนั้นอย่าลืมทำ documentation นะครับ มันจะช่วยชีวิตเราในอนาคต

7. Version Control คือเพื่อนแท้

Version control เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการทำ CI/CD เราต้องใช้ version control ในการจัดการ code ของเรา และในการ track การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เครื่องมือที่นิยมใช้กันก็คือ Git ครับ เราควรจะ commit code ของเราบ่อยๆ และสร้าง branch สำหรับแต่ละ feature ที่เรากำลังพัฒนา การทำแบบนี้จะช่วยให้เรา merge code ได้ง่ายขึ้น และลดโอกาสที่จะเกิด conflict ครับ ผมแนะนำให้ใช้ Git flow เป็น workflow ในการพัฒนา code ครับ มันจะช่วยให้เราจัดการ branch ต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ แล้วก็ยังช่วยให้เรา release code ได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

8. อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก

การทำ CI/CD เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และปรับปรุงอยู่เสมอครับ อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก เพราะไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด เราต้องลองทำดู แล้วก็เรียนรู้จากความผิดพลาดของเรา ผมเคยทำ pipeline พังไปหลายรอบครับ แต่ทุกครั้งที่ทำพัง ผมก็ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เสมอ ดังนั้นอย่าท้อแท้นะครับ พยายามต่อไป แล้วเราจะเก่งขึ้นเอง ที่สำคัญคืออย่าลืม share ความรู้และประสบการณ์ของเรากับคนอื่นๆ ในทีมด้วยนะครับ การทำงานเป็นทีมจะช่วยให้เราพัฒนา CI/CD pipeline ของเราได้เร็วยิ่งขึ้นครับ

FAQ เกี่ยวกับ CI/CD Pipeline และ GitHub Actions

หลังจากที่ผมได้พูดถึง CI/CD และ GitHub Actions มาพอสมควรแล้ว ผมคิดว่าน่าจะมีคำถามที่หลายคนสงสัยกันอยู่บ้าง ผมเลยรวบรวมคำถามที่พบบ่อยๆ มาตอบให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ

GitHub Actions ฟรีจริงหรือ? มีข้อจำกัดอะไรบ้าง?

GitHub Actions มี free tier ให้ใช้ครับ แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง หลักๆ คือเรื่องของเวลาในการ run workflow และ storage ที่ใช้ โดยปกติแล้วสำหรับ public repository จะใช้งานได้ฟรีโดยไม่มีข้อจำกัดมากนัก แต่สำหรับ private repository จะมีข้อจำกัดเรื่องของเวลา run และ storage ที่ชัดเจนกว่า ถ้าเราใช้เกิน limit ที่ GitHub กำหนดไว้ ก็จะต้องเสียเงินเพิ่มครับ ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับประเภทของ runner ที่เราใช้ (GitHub-hosted หรือ self-hosted) และปริมาณการใช้งานของเรา สิ่งที่ควรระวังคือพวก workflow ที่รันนานๆ หรือ workflow ที่มีการใช้ storage เยอะๆ เพราะอาจจะทำให้เราเสียเงินโดยไม่รู้ตัวได้ครับ ดังนั้นควร monitor การใช้งานของเราอยู่เสมอ และ optimize workflow ของเราให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

Self-hosted runner คืออะไร? เหมาะกับใคร?

Self-hosted runner คือ runner ที่เราสร้างและจัดการเองครับ แทนที่จะใช้ runner ที่ GitHub เตรียมไว้ให้ เราสามารถสร้าง runner บน server ของเราเอง หรือบน cloud provider อื่นๆ ได้ Self-hosted runner เหมาะกับคนที่ต้องการ control environment ของ runner อย่างเต็มที่ หรือคนที่ต้องการใช้ hardware spec ที่สูงกว่าที่ GitHub มีให้ เช่น ต้องการใช้ GPU ในการ train machine learning model ข้อดีของการใช้ self-hosted runner คือเราสามารถ customize environment ได้ตามต้องการ และเราไม่ต้องแชร์ resource กับคนอื่น ทำให้ workflow ของเรา run ได้เร็วขึ้น แต่ข้อเสียคือเราต้องดูแลและ maintain runner เองทั้งหมด ซึ่งอาจจะต้องใช้ความรู้และประสบการณ์พอสมควร

Docker จำเป็นไหมสำหรับการทำ CI/CD?

Docker ไม่ได้จำเป็นสำหรับการทำ CI/CD เสมอไปครับ แต่ถ้าเราใช้ Docker มันจะช่วยให้เราสร้าง environment ที่ consistent และ reproducible ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับการทำ CI/CD Docker ช่วยให้เรา package application ของเราพร้อมกับ dependencies ทั้งหมดลงใน container เดียว ทำให้ application ของเราสามารถ run ได้บนทุก environment ที่มี Docker โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง environment configuration นอกจากนี้ Docker ยังช่วยให้เราสร้าง environment testing และ staging ที่เหมือนกับ production environment ได้ง่ายขึ้น ทำให้เราสามารถ test application ของเราได้อย่างมั่นใจก่อนที่จะ deploy ขึ้น production ถ้าเราไม่ได้ใช้ Docker เราก็ยังสามารถทำ CI/CD ได้ครับ แต่เราอาจจะต้อง configure environment testing และ staging ให้เหมือนกับ production environment ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจจะยุ่งยากและเสียเวลามากกว่า

จะเริ่มต้นเรียนรู้ GitHub Actions อย่างไรดี?

การเริ่มต้นเรียนรู้ GitHub Actions ที่ดีที่สุดคือการลงมือทำครับ ลองสร้าง repository ง่ายๆ บน GitHub แล้วลองสร้าง workflow ง่ายๆ สัก workflow นึง เช่น workflow ที่ build และ test code ของเรา จากนั้นลองศึกษา documentation ของ GitHub Actions อย่างละเอียด แล้วลองปรับปรุง workflow ของเราให้มันทำงานได้ดีขึ้น ลองเพิ่มขั้นตอนต่างๆ เข้าไป เช่น การ deploy ไปยัง environment testing หรือ staging นอกจากนี้ยังมี resources อื่นๆ อีกมากมายที่เราสามารถใช้ในการเรียนรู้ GitHub Actions ได้ครับ เช่น blog post, tutorial, และ video course ลองค้นหาดูครับ แล้วเลือก resources ที่เหมาะกับสไตล์การเรียนรู้ของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูกครับ ลองทำดู แล้วก็เรียนรู้จากความผิดพลาดของเรา รับรองว่าไม่นานเราก็จะเก่ง GitHub Actions ได้อย่างแน่นอน

ตารางเปรียบเทียบ CI/CD Tools ยอดนิยม

| Tool | จุดเด่น | จุดด้อย | เหมาะกับ | | -------------- | ------------------------------------------------------------------------ | ------------------------------------------------------------------------- | -------------------------------------------------------------------------------- | | GitHub Actions | ฟรีสำหรับ public repo, integration กับ GitHub, ใช้งานง่าย | ข้อจำกัดด้านเวลา run และ storage สำหรับ private repo, learning curve สูง | Project ที่ใช้ GitHub เป็น version control, ทีมขนาดเล็กถึงกลาง | | Jenkins | Open source, flexible, มี plugin เยอะ | Config ซับซ้อน, UI เก่า, ต้องดูแล server เอง | ทีมขนาดใหญ่, ต้องการ customization สูง, มีทีมดูแล infrastructure | | GitLab CI | Integration กับ GitLab, ฟรีสำหรับ private repo, มี feature ครบครัน | Learning curve สูง, documentation ไม่ละเอียดเท่า GitHub Actions | Project ที่ใช้ GitLab เป็น version control, ต้องการ CI/CD แบบครบวงจรในที่เดียว | | CircleCI | ใช้งานง่าย, เร็ว, มี integration กับหลาย platform | ราคาแพง, customization จำกัด | ทีมขนาดเล็กถึงกลาง, ต้องการความรวดเร็วและใช้งานง่าย | | Azure DevOps | Integration กับ Azure, มี feature ครบครัน, เหมาะกับ .NET development | ผูกกับ ecosystem ของ Microsoft, ราคาแพง | ทีมที่ใช้ Azure เป็นหลัก, พัฒนา .NET application |

📰 บทความล่าสุดจาก SiamCafe

🗺️ ดูบทความทั้งหมด — Sitemap SiamCafe Blog