it_devops

ลักษณะการรับส่งข้อมูลตาม osi model | SiamCafe Blog

ลักษณะการรับส่งข้อมูลตาม osi model | SiamCafe Blog

ลักษณะการรับส่งข้อมูลตาม osi model คืออะไร — เข้าใจพื้นฐานให้ถูกตั้งแต่ต้น

แนวคิดหลักของลักษณะการรับส่งข้อมูลตาม osi model ก็คือการแบ่งกระบวนการสื่อสารข้อมูลออกเป็น 7 ชั้นที่ทำงานแยกกันอย่างเป็นระบบ

แต่ละชั้นมีหน้าที่เฉพาะตัว และส่งต่องานให้ชั้นถัดไปเหมือนสายพานการผลิต ต้นทางจะห่อข้อมูลจากชั้นบนลงล่างทีละชั้น ส่งผ่านสายสัญญาณหรือคลื่นไปยังปลายทาง แล้วปลายทางจะแกะข้อมูลจากชั้นล่างขึ้นบนกลับเข้ามาเหมือนเดิม กระบวนการนี้เรียกว่า Encapsulation และ De-encapsulation ซึ่งเป็นหัวใจของการรับส่งข้อมูลทั้งหมดที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ผมเป็นคนสอนเทรดฟอเร็กซ์และเขียนบล็อกด้านไอทีมากว่าสิบปี ทุกครั้งที่สอนเรื่องเครือข่าย ผมจะย้ำว่าโมเดลนี้ไม่ใช่เรื่องทฤษฎีลอย ๆ แต่เป็นเครื่องมือวินิจฉัยปัญหาจริง ๆ เวลาอินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ ถ้าเรามีกรอบความคิดแบบ 7 ชั้นนี้ เราจะไล่ตรวจเช็กจากชั้นล่างสุดขึ้นไปทีละขั้นได้อย่างเป็นระบบ ไม่ต้องเดาสุ่มว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ตัวอย่างง่าย ๆ คือถ้าสายแลนหลุด เรารู้เลยว่าเป็นเรื่องของชั้นกายภาพ ถ้าเว็บเปิดไม่ได้แต่แชททำงานปกติ ก็น่าจะเป็นเรื่องของโปรแกรมประยุกต์ชั้นบน

ชื่อเต็มของโมเดลนี้คือ Open Systems Interconnection พัฒนาโดยองค์กรมาตรฐานสากล เพื่อให้อุปกรณ์ของผู้ผลิตต่างกันสื่อสารกันได้ ก่อนหน้านั้นแต่ละบริษัทจะมีมาตรฐานปิดของตัวเอง ทำให้เครื่องข้ามแบรนด์คุยกันไม่ได้ ตัวโมเดลจึงเกิดมาเพื่อเป็นภาษากลางให้ทั้งวงการออกแบบระบบในทิศทางเดียวกัน แม้ในปัจจุบันการใช้งานจริงจะเทียบกับชุดโปรโตคอลอินเทอร์เน็ตที่มีเพียงสี่ชั้น แต่กรอบเจ็ดชั้นนี้ยังคงเป็นเครื่องมือสอนและวิเคราะห์ที่ทรงพลังที่สุด

สิ่งสำคัญที่ผมอยากให้จำคือคำว่า "ลักษณะการรับส่ง" นั้นไม่ได้หมายถึงแค่การขนข้อมูลจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่ครอบคลุมการจัดรูปแบบข้อมูล การควบคุมการไหล การตรวจสอบความถูกต้อง การเลือกเส้นทาง และการแสดงผลให้ผู้ใช้เห็น ทั้งหมดนี้กระจายอยู่ในเจ็ดชั้นแยกกันอย่างชัดเจน และการเข้าใจว่าแต่ละชั้นรับผิดชอบอะไร จะทำให้เราอ่านเอกสารเทคนิค แก้ปัญหาเครือข่าย หรือแม้แต่ตั้งค่าเราเตอร์ที่บ้านได้คล่องขึ้นทันที

เพื่อให้เห็นภาพชัด ผมสรุปหน้าที่ของแต่ละชั้นพร้อมตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงไว้ในตารางเดียว แนะนำให้จำตารางนี้ไว้

เพราะเวลาไปสอบใบรับรองด้านเครือข่ายหรือแก้ปัญหางานจริง ตารางนี้ใช้ได้ทุกที่

เพื่อให้เห็นภาพชัด ผมสรุปหน้าที่ของแต่ละชั้นพร้อมตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงไว้ในตารางเดียว แนะนำให้จำตารางนี้ไว้ เพราะเวลาไปสอบใบรับรองด้านเครือข่ายหรือแก้ปัญหางานจริง ตารางนี้ใช้ได้ทุกที่

ชั้นชื่อหน้าที่หลักตัวอย่างเทคโนโลยีหน่วยข้อมูล
7โปรแกรมประยุกต์ให้บริการแก่ผู้ใช้ผ่านโปรแกรมท่องเว็บ อีเมล โอนไฟล์ข้อมูล
6การนำเสนอข้อมูลจัดรูปแบบ เข้ารหัส บีบอัดการแปลงภาพ การเข้ารหัสลับข้อมูล
5ระบบเซสชันเปิด ควบคุม และปิดการสนทนาการล็อกอิน การซิงก์ระบบข้อมูล
4การขนส่งส่งข้อมูลให้ครบถ้วน เรียงลำดับโปรโตคอลส่งข้อมูลเชื่อถือได้และแบบเร็วกลุ่มข้อมูล
3เครือข่ายเลือกเส้นทางข้ามเครือข่ายเราเตอร์ ที่อยู่ไอพีแพ็กเก็ต
2เชื่อมโยงข้อมูลส่งข้อมูลภายในเครือข่ายเดียว ตรวจจับข้อผิดพลาดสวิตช์ ที่อยู่แมคเฟรม
1กายภาพส่งบิตผ่านสายหรือคลื่นสายแลน ใยแก้ว สัญญาณวิทยุบิต

การจำลำดับชั้นผมแนะนำวิธีจำจากบนลงล่างด้วยคำง่าย ๆ ว่า "แอปนำเสนอเซสชัน ขนส่งเครือข่ายเชื่อมกาย" อ่านสามรอบก็จำได้ สิ่งที่มือใหม่มักสับสนคือชั้นสองกับชั้นสาม เพราะทั้งคู่เกี่ยวกับการส่งข้อมูลถึงกัน ความต่างคือชั้นสองดูแลการส่งระหว่างอุปกรณ์ในเครือข่ายท้องถิ่นเดียวกัน ใช้ที่อยู่แมคซึ่งเป็นค่าที่ติดมากับการ์ดเครือข่าย ส่วนชั้นสามดูแลการส่งข้ามหลายเครือข่าย ใช้ที่อยู่ไอพีซึ่งเปลี่ยนไปตามตำแหน่งทางตรรกะ

อีกจุดที่ควรเข้าใจคือชั้นสี่ ซึ่งมีโปรโตคอลหลักสองตัวที่พฤติกรรมต่างกันสุดขั้ว ตัวแบบเชื่อถือได้จะตรวจสอบว่าข้อมูลถึงครบไหม ถ้าหายจะขอส่งใหม่ ดังนั้นจึงเหมาะกับงานที่ข้อมูลต้องถูกต้องสมบูรณ์อย่างเด็ดขาด เช่น การโหลดเว็บหรือส่งไฟล์ ส่วนตัวแบบเร็วจะยิงข้อมูลออกไปเลยโดยไม่ยืนยัน เหมาะกับการถ่ายทอดสดหรือเกมออนไลน์ที่ความล่าช้าสำคัญกว่าความสมบูรณ์ของแพ็กเก็ตรายตัว เวลาคุยกับเพื่อนผ่านห้องเสียงแล้วเสียงกระตุก นั่นแหละคือผลของการเลือกใช้โปรโตคอลแบบเร็ว

ลักษณะการรับส่งข้อมูลตามโมเดลนี้จะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่เข้าใจกระบวนการห่อข้อมูล ลองนึกภาพการส่งพัสดุ เนื้อหาที่เราต้องการส่งคือของในกล่อง

ชั้นบนสุดเตรียมของให้พร้อม ชั้นถัดลงมาเขียนฉลากบอกรูปแบบของและวิธีถอดรหัส ชั้นเซสชันประสานงานว่าคุยกันตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงเมื่อไหร่ ชั้นขนส่งแบ่งของใส่กล่องย่อยและเขียนหมายเลขลำดับ ชั้นเครือข่ายเขียนที่อยู่ผู้รับและผู้ส่งแบบเดียวกับที่อยู่บนไปรษณีย์ ชั้นเชื่อมโยงข้อมูลใส่ข้อมูลสำหรับตรวจจับความเสียหายระหว่างทาง และชั้นกายภาพแปลงทุกอย่างเป็นสัญญาณไฟฟ้า แสง หรือคลื่นวิทยุพุ่งออกไป

กลไกการห่อและแกะข้อมูล — หัวใจของการรับส่งตามโมเดลนี้

ลักษณะการรับส่งข้อมูลตามโมเดลนี้จะไม่สมบูรณ์ถ้าไม่เข้าใจกระบวนการห่อข้อมูล ลองนึกภาพการส่งพัสดุ เนื้อหาที่เราต้องการส่งคือของในกล่อง ชั้นบนสุดเตรียมของให้พร้อม ชั้นถัดลงมาเขียนฉลากบอกรูปแบบของและวิธีถอดรหัส ชั้นเซสชันประสานงานว่าคุยกันตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงเมื่อไหร่ ชั้นขนส่งแบ่งของใส่กล่องย่อยและเขียนหมายเลขลำดับ ชั้นเครือข่ายเขียนที่อยู่ผู้รับและผู้ส่งแบบเดียวกับที่อยู่บนไปรษณีย์ ชั้นเชื่อมโยงข้อมูลใส่ข้อมูลสำหรับตรวจจับความเสียหายระหว่างทาง และชั้นกายภาพแปลงทุกอย่างเป็นสัญญาณไฟฟ้า แสง หรือคลื่นวิทยุพุ่งออกไป

สิ่งที่น่าทึ่งคือแต่ละชั้นเพิ่มส่วนหัวของตัวเองเข้าไปโดยไม่แตะเนื้อหาของชั้นอื่นเลย เรียกว่าหลักการแยกชั้น ยกเว้นชั้นขนส่งบางกรณีที่อาจแบ่งข้อมูลใหญ่ออกเป็นชิ้นเล็ก เมื่อถึงปลายทางกระบวนการกลับกัน อุปกรณ์รับจะแกะส่วนหัวทีละชั้นจากล่างขึ้นบน ตรวจสอบความถูกต้อง เรียงลำดับให้เหมือนต้นฉบับ แล้วส่งมอบข้อมูลสะอาดให้โปรแกรมปลายทางนำไปใช้ ผู้ใช้ทั่วไปจะไม่รู้สึกอะไรเลยว่ามีกระบวนการซับซ้อนขนาดนี้เกิดขึ้นภายในไม่กี่มิลลิวินาที

ประโยชน์ที่ใช้งานจริงที่สุดของโมเดลเจ็ดชั้นคือการวินิจฉัยปัญหา หลักการคือไล่ตรวจจากชั้นล่างขึ้นบนเสมอ เพราะถ้าชั้นล่างพัง ชั้นบนจะทำงานไม่ได้แน่นอน

ตรงกันข้ามถ้าชั้นบนพัง ชั้นล่างอาจปกติสนิท ผมใช้วิธีนี้กับทุกเคสตั้งแต่ออฟฟิศเล็กจนถึงเซิร์ฟเวอร์ระบบเทรดที่ต้องออนไลน์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เริ่มจากตรวจสายและไฟเครือข่าย ดูไฟสถานะบนการ์ดเครือข่ายติดหรือไม่ จากนั้นเช็กการเชื่อมต่อภายในเครือข่ายเดียวกัน แล้วค่อยขึ้นไปเช็กที่อยู่และเส้นทาง ตามด้วยการเชื่อมต่อระดับโปรแกรม และสุดท้ายคือตัวแอปพลิเคชัน

ประเด็นที่ผมมักเน้นเวลาสอนคือกระบวนการนี้เกิดขึ้นสองทิศทางพร้อมกันตลอดเวลา ข้อมูลขาออกกับขาเข้าไหลผ่านเครื่องเราคู่กัน โปรแกรมช่วยจับแพ็กเก็ตสามารถแสดงให้เห็นทุกส่วนหัวของแต่ละชั้นได้จริง หากใครอยากเห็นกับตา ลองติดตั้งเครื่องมือจับแพ็กเก็ตแล้วเปิดเว็บไซต์สักแห่ง จะเห็นข้อมูลระดับชั้นสองถึงชั้นเจ็ดเรียงกันในหน้าต่างเดียวชัดเจน กว่าจะเข้าใจจากการอ่านหนังสือสิบรอบ การเห็นของจริงครั้งเดียวชนะเด็ดขาด

วิธีใช้โมเดลนี้ไล่แก้ปัญหาเครือข่ายอย่างเป็นระบบ

ประโยชน์ที่ใช้งานจริงที่สุดของโมเดลเจ็ดชั้นคือการวินิจฉัยปัญหา หลักการคือไล่ตรวจจากชั้นล่างขึ้นบนเสมอ เพราะถ้าชั้นล่างพัง ชั้นบนจะทำงานไม่ได้แน่นอน ตรงกันข้ามถ้าชั้นบนพัง ชั้นล่างอาจปกติสนิท ผมใช้วิธีนี้กับทุกเคสตั้งแต่ออฟฟิศเล็กจนถึงเซิร์ฟเวอร์ระบบเทรดที่ต้องออนไลน์ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เริ่มจากตรวจสายและไฟเครือข่าย ดูไฟสถานะบนการ์ดเครือข่ายติดหรือไม่ จากนั้นเช็กการเชื่อมต่อภายในเครือข่ายเดียวกัน แล้วค่อยขึ้นไปเช็กที่อยู่และเส้นทาง ตามด้วยการเชื่อมต่อระดับโปรแกรม และสุดท้ายคือตัวแอปพลิเคชัน

หลายคนสงสัยว่าถ้าโมเดลเจ็ดชั้นดีอย่างนี้ ทำไมอินเทอร์เน็ตจริงกลับใช้ชุดโปรโตคอลที่ออกแบบเป็นสี่ชั้น คำตอบคือทั้งสองแบบเกิดจากวัตถุประสงค์ต่างกัน

โมเดลเจ็ดชั้นถูกออกแบบมาก่อนเพื่อเป็นมาตรฐานอ้างอิงเชิงทฤษฎีที่สมบูรณ์แบบ ส่วนชุดโปรโตคอลอินเทอร์เน็ตถูกพัฒนาไปพร้อมการใช้งานจริงจึงเรียบง่ายและยืดหยุ่นกว่า ในทางปฏิบัติเราใช้ทั้งคู่คู่กัน โมเดลเจ็ดชั้นเป็นภาษากลางสำหรับคุยและสอน ชุดสี่ชั้นเป็นสิ่งที่วิ่งอยู่ในอุปกรณ์จริงทุกวัน

อีกเคสคลาสสิกคือเวลาเทรดหุ้นหรือฟอเร็กซ์แล้วคำสั่งเข้าช้าหรือหลุดกลางทาง ผมจะแยกวัดความหน่วงทีละชั้น วัดเวลาตอบสนองกับเกตเวย์ภายใน กับเซิร์ฟเวอร์ภายนอก และกับบริการเทรดโดยเฉพาะ ถ้าหน่วงตั้งแต่เกตเวย์แรกแปลว่าเป็นที่เครือข่ายในบ้านหรือผู้ให้บริการ แต่ถ้าปลายทางเท่านั้นที่หน่วง อาจเป็นเรื่องเส้นทางข้ามประเทศหรือเซิร์ฟเวอร์ฝั่งโบรกเกอร์ การรู้ว่าปัญหาอยู่ชั้นไหนทำให้เราร้องเรียนหรือแก้ไขได้ตรงจุด ไม่เสียเวลาโทษกันมั่ว

จากประสบการณ์สิบกว่าปีที่ต้องพึ่งการเชื่อมต่อที่เสถียรอย่างวิกฤต ผมสรุปกฎง่าย ๆ ว่าปัญหาส่วนใหญ่ที่พบในชีวิตประจำวันกระจุกอยู่สามจุด คือชั้นกายภาพจากสายและอุปกรณ์ ชั้นเครือข่ายจากการตั้งค่าที่อยู่และเส้นทาง และชั้นโปรแกรมประยุกต์จากการตั้งค่าแอปหรือเซิร์ฟเวอร์ ชั้นที่เหลือพบปัญหาน้อยกว่ามาก ดังนั้นเวลาเร่งด่วนให้ไล่สามจุดนี้ก่อน แล้วค่อยขยายถ้าจำเป็น

การเปรียบเทียบกับโมเดลสี่ชั้นและความเกี่ยวข้องในโลกจริง

หลายคนสงสัยว่าถ้าโมเดลเจ็ดชั้นดีอย่างนี้ ทำไมอินเทอร์เน็ตจริงกลับใช้ชุดโปรโตคอลที่ออกแบบเป็นสี่ชั้น คำตอบคือทั้งสองแบบเกิดจากวัตถุประสงค์ต่างกัน โมเดลเจ็ดชั้นถูกออกแบบมาก่อนเพื่อเป็นมาตรฐานอ้างอิงเชิงทฤษฎีที่สมบูรณ์แบบ ส่วนชุดโปรโตคอลอินเทอร์เน็ตถูกพัฒนาไปพร้อมการใช้งานจริงจึงเรียบง่ายและยืดหยุ่นกว่า ในทางปฏิบัติเราใช้ทั้งคู่คู่กัน โมเดลเจ็ดชั้นเป็นภาษากลางสำหรับคุยและสอน ชุดสี่ชั้นเป็นสิ่งที่วิ่งอยู่ในอุปกรณ์จริงทุกวัน

การจับคู่ชั้นทำได้ตรงไปตรงมา ชั้นกายภาพและชั้นเชื่อมโยงข้อมูลของแบบเจ็ดชั้นรวมกันเป็นชั้นการเข้าถึงเครือข่ายของแบบสี่ชั้น ชั้นเครือข่ายเทียบกับชั้นอินเทอร์เน็ต ชั้นขนส่งเทียบกับชั้นขนส่งชื่อเดียวกัน และสามชั้นบนสุดคือระบบเซสชัน การนำเสนอ และโปรแกรมประยุกต์ ยุบรวมเป็นชั้นโปรแกรมประยุกต์เดียว เหตุผลที่สามชั้นบนถูกรวมเพราะในโลกจริงโปรแกรมหนึ่งตัวมักดูแลเรื่องเซสชัน รูปแบบข้อมูล และการให้บริการทั้งหมดด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องแยกอิสระอย่างทฤษฎีวางไว้

สำหรับคนทำงานสายความปลอดภัย โมเดลนี้ยังเป็นแผนที่ของการโจมตีแต่ละประเภท การดักฟังสัญญาณโจมตีชั้นหนึ่ง การปลอมที่อยู่แมคโจมตีชั้นสอง การทำให้ที่อยู่เสียหายโจมตีชั้นสาม การส่งข้อมูลท่วมโจมตีชั้นสี่ ส่วนการหลอกลวงผ่านโปรแกรมที่ผู้ใช้ใช้โจมตีชั้นเจ็ดโดยตรง เมื่อรู้ว่าแต่ละชั้นเสี่ยงอะไร การออกแบบระบบป้องกันจะมีเหตุผลและครอบคลุม ไม่ลงทุนกับอุปกรณ์แกร่งแค่จุดเดียวแล้วเผลอมีรูรั่วอีกจุด

ในบริบทปี 2026 ที่ทุกอย่างขยับไปสู่คลาวด์และเครือข่ายแบบนิยามด้วยซอฟต์แวร์ โมเดลชั้นชั้นยังไม่ตกยุคเลย เพราะเครือข่ายยุคใหม่แค่ย้ายการตัดสินใจของแต่ละชั้นจากฮาร์ดแวร์เฉพาะทางไปสู่ซอฟต์แวร์เท่านั้น หน้าที่ของแต่ละชั้นยังอยู่ครบ เพียงแต่เราตั้งค่าผ่านโปรแกรมแทนการเดินไปเสียบสาย ทำให้ผู้ที่เข้าใจกรอบเจ็ดชั้นอย่างแท้จริงปรับตัวสู่เทคโนโลยีใหม่ได้เร็วกว่าคนที่จำเฉพาะอุปกรณ์รุ่นเก่า

ตัวอย่างการรับส่งข้อมูลจริงตั้งแต่พิมพ์เว็บจนถึงเปิดหน้าเว็บแสดงผล

เพื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ผมเดินให้ดูทั้งกระบวนการเมื่อคุณพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์แล้วกดเข้า ขั้นแรกโปรแกรมท่องเว็บบนชั้นเจ็ดสร้างคำขอ ชั้นหกจัดรูปแบบข้อมูลและเตรียมการเ

คำถามที่พบบ่อย

ลักษณะการรับส่งข้อมูลตาม OSI Model ทำงานอย่างไร?

แนวคิดหลักคือการแบ่งกระบวนการสื่อสารข้อมูลออกเป็น 7 ชั้นที่ทำงานแยกกันอย่างเป็นระบบ โดยแต่ละชั้นมีหน้าที่เฉพาะตัวและส่งต่องานให้ชั้นถัดไปเหมือนสายพานการผลิต ฝั่งผู้ส่งจะห่อข้อมูลจากชั้นบนลงล่างทีละชั้นผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Encapsulation แล้วส่งผ่านสายสัญญาณหรือคลื่นไปยังปลายทาง จากนั้นฝั่งผู้รับจะแกะข้อมูลจากชั้นล่างขึ้นบนกลับเข้ามาเหมือนเดิมผ่านกระบวนการ De-encapsulation ซึ่งเป็นหัวใจของการรับส่งข้อมูลทั้งหมดที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ สิ่งสำคัญคือคำว่า "ลักษณะการรับส่ง" ไม่ได้หมายถึงแค่การขนข้อมูลจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง แต่ครอบคลุมการจัดรูปแบบข้อมูล การควบคุมการไหล การตรวจสอบความถูกต้อง การเลือกเส้นทาง และการแสดงผลให้ผู้ใช้เห็น ทั้งหมดนี้กระจายอยู่ในเจ็ดชั้นแยกกันอย่างชัดเจน

OSI Model ทั้ง 7 ชั้นมีอะไรบ้างและแต่ละชั้นทำหน้าที่อะไร?

ทั้ง 7 ชั้นเรียงจากบนลงล่างได้แก่ ชั้น 7 โปรแกรมประยุกต์ ให้บริการแก่ผู้ใช้ผ่านโปรแกรม เช่น ท่องเว็บ อีเมล โอนไฟล์ ชั้น 6 การนำเสนอข้อมูล จัดรูปแบบ เข้ารหัส และบีบอัดข้อมูล ชั้น 5 ระบบเซสชัน เปิด ควบคุม และปิดการสนทนา ชั้น 4 การขนส่ง ส่งข้อมูลให้ครบถ้วนและเรียงลำดับ ชั้น 3 เครือข่าย เลือกเส้นทางข้ามเครือข่ายโดยใช้เราเตอร์และที่อยู่ไอพี ชั้น 2 เชื่อมโยงข้อมูล ส่งข้อมูลภายในเครือข่ายเดียวและตรวจจับข้อผิดพลาดโดยใช้สวิตช์และที่อยู่แมค และชั้น 1 กายภาพ ส่งบิตผ่านสายหรือคลื่น เช่น สายแลน ใยแก้ว สัญญาณวิทยุ เคล็ดลับการจำคือท่องว่า "แอปนำเสนอเซสชัน ขนส่งเครือข่ายเชื่อมกาย" และควรผูกแต่ละชั้นกับปัญหาจริงที่เคยเจอเพื่อให้จำได้แน่นขึ้น

ชั้นที่ 2 กับชั้นที่ 3 ของ OSI Model ต่างกันอย่างไร? เพราะทั้งคู่เกี่ยวกับการส่งข้อมูล

ความต่างหลักอยู่ที่ขอบเขตของการส่งข้อมูลและประเภทของที่อยู่ที่ใช้ ชั้นที่ 2 (เชื่อมโยงข้อมูล) ดูแลการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ภายในเครือข่ายท้องถิ่นเดียวกันเท่านั้น โดยใช้ที่อยู่แมคซึ่งเป็นค่าที่ติดมากับการ์ดเครือข่ายของอุปกรณ์แต่ละตัว อุปกรณ์หลักที่ทำงานในชั้นนี้คือสวิตช์ ส่วนชั้นที่ 3 (เครือข่าย) ดูแลการส่งข้อมูลข้ามหลายเครือข่าย โดยใช้ที่อยู่ไอพีซึ่งเปลี่ยนไปตามตำแหน่งทางตรรกะของอุปกรณ์ อุปกรณ์หลักคือเราเตอร์ หน่วยข้อมูลในชั้น 2 เรียกว่าเฟรม ส่วนชั้น 3 เรียกว่าแพ็กเก็ต การแยกความแตกต่างนี้ช่วยให้วินิจฉัยปัญหาได้เร็วขึ้น เช่น ถ้าสายเสียบสวิตช์ไปคนละพอร์ตคือปัญหาชั้น 2 แต่ถ้าไอพีชนกันก็เป็นปัญหาชั้น 3

โปรโตคอลในชั้นการขนส่ง (ชั้น 4) แบบเชื่อถือได้กับแบบเร็ว ควรเลือกใช้ตอนไหน?

โปรโตคอลทั้งสองแบบมีพฤติกรรมต่างกันสุดขั้ว แบบเชื่อถือได้จะตรวจสอบว่าข้อมูลถึงปลายทางครบถ้วนหรือไม่ ถ้า

แนะนำเพิ่มเติม

🎯 เปิดบัญชี XM Forex → สมัคร

📱 แอป iCafeFX → ดาวน์โหลด

📊 สัญญาณฟรี → รับสัญญาณ

📚 คู่มือเทรด → SiamCafeBook

🤝 สมัคร Partner XM → pipaffiliates.com/c?c=72816&l=th&p=6

คู่มือ Forex ที่เกี่ยวข้อง

อ
XM Legend · เทรดเดอร์ & ผู้สอน Forex 13 ปี

ผู้ก่อตั้ง SiamCafe ตั้งแต่ปี 1997 · เทรดเดอร์สาย Forex มากกว่า 13 ปี ได้รับการยกย่องเป็น XM Legend · แบ่งปันความรู้ Forex, ไอที, AI และการเทรด จากประสบการณ์จริงในตลาดจริง

แหล่งอ้างอิง

  • SiamCafe.net - ชุมชนไอทีไทยตั้งแต่ปี 1997
  • iCafeFX.com - ศูนย์วิเคราะห์ Forex และทองคำ