← กลับหน้าหลัก

Zero Trust Security คืออะไร ทำไมองค์กรต้องใช้

โดย อ.บอม (SiamCafe Admin) | 11/02/2026 | Security | 3,212 คำ
Zero Trust Security คืออะไร ทำไมองค์กรต้องใช้

Zero Trust Security: ทำไมองค์กรยุคใหม่ต้องให้ความสำคัญ

ในโลกดิจิทัลที่การโจมตีทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและถี่ขึ้นเรื่อยๆ แนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ ที่เน้นการสร้างกำแพงรอบนอก (perimeter-based security) อย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ลองจินตนาการถึงปราสาทที่มีกำแพงสูง แต่ภายในกลับไม่มีการตรวจสอบว่าใครเป็นมิตรหรือศัตรู หากมีคนร้ายแฝงตัวเข้ามาได้ ก็จะสามารถเข้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย Zero Trust Security จึงเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการ "เชื่อใจทุกอย่างภายใน" เป็น "ไม่เชื่อใจใครเลย ไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอก"

ตัวเลขและสถิติบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าองค์กรต่างๆ กำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ รายงานจาก Cybersecurity Ventures คาดการณ์ว่าความเสียหายจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ทั่วโลกจะสูงถึง 10.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก! นอกจากนี้ ข้อมูลจาก IBM Security พบว่าค่าเฉลี่ยของความเสียหายจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล (data breach) อยู่ที่ 4.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และผลกำไรขององค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผมเองก็เคยมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องนี้ สมัยที่ผมดูแลระบบให้บริษัทแห่งหนึ่งเมื่อประมาณปี 2020 เราเคยถูกโจมตีด้วย ransomware ถึงแม้ว่าเราจะมี firewall และระบบ antivirus ที่อัปเดตอยู่เสมอ แต่คนร้ายก็สามารถเจาะเข้ามาได้ผ่านช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่เราไม่ได้ patch ไว้ทันเวลา เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราสูญเสียข้อมูลสำคัญไปจำนวนมาก และต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการกู้ระบบกลับคืนมา ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ตระหนักถึงความสำคัญของ Zero Trust Security และพยายามนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับทุกระบบที่ผมดูแล

Zero Trust Security ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง แต่เป็นแนวคิด (framework) ที่ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่การยืนยันตัวตน (authentication) การควบคุมการเข้าถึง (access control) ไปจนถึงการตรวจสอบและบันทึกกิจกรรมต่างๆ อย่างละเอียด การนำ Zero Trust Security มาใช้ อาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT และกระบวนการทำงานขององค์กร แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือความปลอดภัยที่แข็งแกร่งขึ้น และความเสี่ยงที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Zero Trust Security

หลักการพื้นฐานของ Zero Trust

หัวใจสำคัญของ Zero Trust คือการ "ไม่เชื่อใจใครเลย" ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ อุปกรณ์ หรือแอปพลิเคชันก็ตาม ทุกครั้งที่มีการพยายามเข้าถึงทรัพยากรใดๆ ก็ตาม จะต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวดเสมอ หลักการนี้แตกต่างจากแนวทางเดิมๆ ที่มักจะเชื่อใจผู้ใช้ที่อยู่ในเครือข่ายภายใน โดยมองว่าพวกเขาปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง ผู้ร้ายอาจแฝงตัวเข้ามาในเครือข่ายได้หลายวิธี เช่น ผ่านการโจมตีแบบ phishing หรือการใช้ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์

Zero Trust มองว่าเครือข่ายทุกเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายภายใน (LAN) เครือข่ายภายนอก (WAN) หรือแม้แต่เครือข่ายคลาวด์ ล้วนแล้วแต่ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น ดังนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบและยืนยันตัวตนทุกครั้งที่มีการเข้าถึงทรัพยากร ไม่ว่าผู้ใช้จะมาจากที่ใดก็ตาม ลองนึกภาพว่าทุกครั้งที่คุณต้องการเปิดประตูบ้าน คุณจะต้องแสดงบัตรประชาชนและลายนิ้วมือ เพื่อยืนยันว่าคุณเป็นเจ้าของบ้านจริงๆ Zero Trust ก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่เป็นการนำมาใช้กับการเข้าถึงทรัพยากรดิจิทัล

อีกหนึ่งหลักการสำคัญของ Zero Trust คือการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึง (least privilege access) ผู้ใช้ควรจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเฉพาะทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำงานของตนเท่านั้น ไม่ควรให้สิทธิ์การเข้าถึงที่กว้างขวางเกินความจำเป็น เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงหากบัญชีผู้ใช้ถูกแฮกหรือถูกใช้งานในทางที่ผิด ตัวอย่างเช่น พนักงานในแผนกบัญชีอาจจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ไม่ควรได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า

การนำ Zero Trust มาใช้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องติดตั้งซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดและกระบวนการทำงาน โดยอาจจะเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงขององค์กร กำหนดนโยบายการรักษาความปลอดภัย และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร

Microsegmentation: แบ่งซอยเครือข่ายเพื่อความปลอดภัย

Microsegmentation คือการแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่เล็กมากๆ แต่ละส่วนจะมีการควบคุมการเข้าถึงที่เข้มงวด ทำให้การเคลื่อนที่ของผู้ร้ายในเครือข่ายเป็นไปได้ยากขึ้น หากผู้ร้ายสามารถเจาะเข้ามาในส่วนใดส่วนหนึ่งของเครือข่ายได้ ก็จะไม่สามารถเข้าถึงส่วนอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย เพราะจะต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันตัวตนอีกครั้ง

ลองจินตนาการถึงอาคารสำนักงานที่มีห้องทำงานหลายห้อง แต่ละห้องมีประตูที่ต้องใช้รหัสผ่านหรือคีย์การ์ดในการเข้าออก หากมีคนร้ายสามารถเข้าไปในห้องใดห้องหนึ่งได้ ก็จะไม่สามารถเข้าไปในห้องอื่นๆ ได้ หากไม่มีรหัสผ่านหรือคีย์การ์ดที่ถูกต้อง Microsegmentation ก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่เป็นการนำมาใช้กับการแบ่งส่วนเครือข่าย

การทำ Microsegmentation สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ virtual LANs (VLANs) การใช้ firewall หรือการใช้ซอฟต์แวร์ defined networking (SDN) วิธีการที่เลือกใช้ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของเครือข่าย และงบประมาณขององค์กร

Microsegmentation ไม่ได้มีประโยชน์แค่ในการป้องกันการโจมตีจากภายนอกเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในการป้องกันการโจมตีจากภายใน (insider threat) ด้วย หากมีพนักงานคนใดคนหนึ่งประสงค์ร้ายและพยายามเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาต Microsegmentation จะช่วยจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

การนำ Microsegmentation มาใช้ อาจต้องมีการวางแผนและการออกแบบเครือข่ายอย่างรอบคอบ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือความปลอดภัยที่แข็งแกร่งขึ้น และความเสี่ยงที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

Multi-Factor Authentication (MFA): ยืนยันตัวตนหลายชั้น

Multi-Factor Authentication (MFA) คือการยืนยันตัวตนโดยใช้มากกว่าหนึ่งวิธี เช่น การใช้รหัสผ่านร่วมกับรหัส OTP (one-time password) ที่ส่งไปยังโทรศัพท์มือถือ หรือการใช้ไบโอเมตริกซ์ (biometrics) เช่น ลายนิ้วมือ หรือการสแกนใบหน้า การใช้ MFA ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบและข้อมูล เพราะหากรหัสผ่านถูกขโมยไป ผู้ร้ายก็ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ หากไม่มีปัจจัยอื่นๆ ที่ใช้ในการยืนยันตัวตน

ลองนึกภาพว่าคุณต้องการถอนเงินจากตู้ ATM คุณจะต้องใส่รหัส PIN และยืนยันตัวตนด้วยบัตร ATM หากคุณไม่มีบัตร ATM หรือรหัส PIN ที่ถูกต้อง คุณก็จะไม่สามารถถอนเงินได้ MFA ก็มีหลักการคล้ายๆ กัน เพียงแต่เป็นการนำมาใช้กับการเข้าถึงระบบดิจิทัล

MFA สามารถนำไปใช้ได้กับหลายระบบ เช่น การเข้าสู่ระบบอีเมล การเข้าสู่ระบบธนาคารออนไลน์ หรือการเข้าสู่ระบบ VPN (virtual private network) การใช้ MFA ควรจะครอบคลุมทุกระบบที่สำคัญ และควรจะมีการบังคับใช้กับผู้ใช้ทุกคนในองค์กร

MFA ไม่ได้เป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการป้องกันการโจมตี แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ MFA ร่วมกับมาตรการรักษาความปลอดภัยอื่นๆ จะช่วยสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งขึ้น

สมัยก่อนผมเคยพลาดตรงที่ไม่ได้บังคับใช้ MFA กับบัญชีผู้ดูแลระบบ (administrator account) ทำให้คนร้ายสามารถเข้าถึงระบบได้โดยง่าย หลังจากนั้นมา ผมก็ให้ความสำคัญกับ MFA เป็นอย่างมาก และพยายามบังคับใช้กับทุกระบบที่ผมดูแล

🎬 YouTube @icafefx

วิธีติดตั้ง/ใช้งาน Zero Trust Security เบื้องต้น

การติดตั้งและใช้งาน Zero Trust Security ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะแต่ละองค์กรมีความต้องการและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปแล้ว จะมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

  1. ประเมินความเสี่ยง: ระบุทรัพย์สินที่สำคัญขององค์กร ช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น และภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น
  2. กำหนดนโยบาย: กำหนดนโยบายการรักษาความปลอดภัยที่สอดคล้องกับหลักการ Zero Trust เช่น นโยบายการยืนยันตัวตน นโยบายการควบคุมการเข้าถึง และนโยบายการตรวจสอบและบันทึกกิจกรรม
  3. เลือกใช้เทคโนโลยี: เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร เช่น ระบบ MFA, ระบบ microsegmentation, ระบบ identity and access management (IAM), และระบบ security information and event management (SIEM)
  4. ปรับปรุงกระบวนการ: ปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการรักษาความปลอดภัย เช่น กระบวนการ onboarding และ offboarding พนักงาน กระบวนการจัดการสิทธิ์การเข้าถึง และกระบวนการตรวจสอบและตอบสนองต่อเหตุการณ์
  5. ตรวจสอบและปรับปรุง: ตรวจสอบและปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคาม

ตัวอย่าง Command สำหรับการตั้งค่า Firewall (iptables) เบื้องต้นเพื่อ Microsegmentation

ตัวอย่างนี้เป็นการตั้งค่า firewall บน Linux โดยใช้ iptables เพื่อจำกัดการเข้าถึงระหว่างเครื่องสองเครื่อง (server1 และ server2) โดยให้ server1 สามารถเข้าถึง server2 ได้เฉพาะ port 80 และ 443 เท่านั้น


# ล้างกฎทั้งหมดใน filter table
iptables -F

# ตั้งค่า default policy ให้ DROP ทุกอย่าง
iptables -P INPUT DROP
iptables -P FORWARD DROP
iptables -P OUTPUT ACCEPT

# อนุญาตให้ server1 (192.168.1.10) เข้าถึง server2 (192.168.1.20) เฉพาะ port 80 และ 443
iptables -A INPUT -s 192.168.1.10 -d 192.168.1.20 -p tcp --dport 80 -j ACCEPT
iptables -A INPUT -s 192.168.1.10 -d 192.168.1.20 -p tcp --dport 443 -j ACCEPT

# อนุญาตให้ server2 ตอบกลับ server1 (เกี่ยวข้องกับ connection tracking)
iptables -A INPUT -m conntrack --ctstate RELATED,ESTABLISHED -j ACCEPT

# อนุญาต loopback interface
iptables -A INPUT -i lo -j ACCEPT

# อนุญาต ping (ICMP) จาก server1
iptables -A INPUT -p icmp -s 192.168.1.10 -j ACCEPT

# บันทึกกฎ
service iptables save

ตารางสรุปเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Zero Trust

เทคโนโลยี คำอธิบาย ประโยชน์
Multi-Factor Authentication (MFA) การยืนยันตัวตนโดยใช้มากกว่าหนึ่งวิธี ลดความเสี่ยงจากการถูกขโมยรหัสผ่าน
Microsegmentation การแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ จำกัดความเสียหายจากการโจมตี
Identity and Access Management (IAM) การบริหารจัดการสิทธิ์การเข้าถึง ควบคุมการเข้าถึงทรัพยากรอย่างละเอียด
Security Information and Event Management (SIEM) การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล security logs ตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุการณ์ผิดปกติ
Endpoint Detection and Response (EDR) การตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามบนอุปกรณ์ endpoints ป้องกันการโจมตีที่เกิดขึ้นบนอุปกรณ์ของผู้ใช้
"Zero Trust Security ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ องค์กรที่ยังยึดติดกับแนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ อาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่สูงขึ้น และอาจสูญเสียข้อมูลสำคัญไปได้"

เทคนิคขั้นสูง / Configuration

Zero Trust Security ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสวยหรู แต่ต้องลงมือทำจริง! การปรับแต่งระบบให้เข้ากับแนวคิดนี้ต้องใช้เทคนิคขั้นสูงและการกำหนดค่าที่เหมาะสม ผมขอยกตัวอย่าง 3 เทคนิคที่สำคัญและมีการใช้งานจริงในองค์กรขนาดใหญ่ พร้อมตัวอย่าง configuration ให้เห็นภาพกันเลยครับ

Microsegmentation อย่างละเอียด

Microsegmentation คือการแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อจำกัดการเข้าถึงระหว่างส่วนต่างๆ แม้ว่าผู้ใช้จะอยู่ในเครือข่ายเดียวกันก็ตาม ลองนึกภาพว่าเรามีห้องหลายห้องในบ้าน และแต่ละห้องต้องใช้กุญแจเฉพาะในการเข้าถึง ไม่มีใครสามารถเดินทะลุจากห้องนั่งเล่นไปห้องนอนได้โดยตรง ต้องผ่านการตรวจสอบสิทธิ์ก่อนเสมอ

การทำ Microsegmentation ที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการวิเคราะห์ traffic flow อย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจว่า application แต่ละตัวสื่อสารกับอะไรบ้าง ใครเคยเจอปัญหา firewall rules เยอะจนงงบ้างครับ? Microsegmentation ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเราสามารถกำหนด policy ที่ละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

ตัวอย่างการ config ด้วย Cisco ACI (Application Centric Infrastructure):


# สร้าง Application Profile
apic# create application profile AP-ECommerce
apic(config-app)# name ECommerce_App
apic(config-app)# description Application Profile for E-Commerce

# สร้าง EPG (Endpoint Group) สำหรับ Web Tier
apic(config-app)# create endpoint-group EPG-Web
apic(config-epg)# name Web_Tier
apic(config-epg)# subnet 10.10.10.0/24

# สร้าง EPG สำหรับ Application Tier
apic(config-app)# create endpoint-group EPG-App
apic(config-epg)# name App_Tier
apic(config-epg)# subnet 10.10.20.0/24

# สร้าง Contract เพื่ออนุญาตให้ Web Tier คุยกับ App Tier บน port 80 และ 443
apic(config-app)# create contract CT-WebToApp
apic(config-contract)# name Web_To_App
apic(config-contract)# create subject Sub-WebToApp
apic(config-subj)# name WebToApp_Subject
apic(config-subj)# add filter HTTP
apic(config-subj)# add filter HTTPS

# Apply Contract ให้กับ EPGs
apic(config-epg)# provide contract CT-WebToApp
apic(config-epg)# consume contract CT-WebToApp

Code นี้เป็นการสร้าง application profile ชื่อ "ECommerce_App" และแบ่งออกเป็นสอง tiers คือ Web_Tier และ App_Tier โดยกำหนด subnet ให้แต่ละ tier นอกจากนี้ยังสร้าง contract ชื่อ "Web_To_App" เพื่ออนุญาตให้ Web Tier สามารถสื่อสารกับ App Tier ผ่าน port 80 และ 443 เท่านั้น

Context-Aware Authentication

Context-Aware Authentication คือการตรวจสอบสิทธิ์โดยพิจารณาจากบริบทต่างๆ เช่น อุปกรณ์ที่ใช้ สถานที่ เวลา หรือพฤติกรรมของผู้ใช้ ไม่ใช่แค่ username และ password อย่างเดียว ลองคิดดูว่าถ้ามีคน login จากต่างประเทศในเวลาที่ไม่ปกติ ระบบควรจะแจ้งเตือนหรือบล็อกการเข้าถึงทันที

Context-Aware Authentication ช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกขโมย credentials และการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ผมเคยเซ็ตระบบนี้ตอนปี 2020 ให้กับบริษัท finance แห่งหนึ่ง ปรากฏว่าช่วยลด incident ที่เกิดจาก compromised account ได้เยอะมาก

ตัวอย่างการ config ด้วย Okta:


# สร้าง Sign-On Policy
Okta > Security > Authentication > Sign-On

# สร้าง Rule ใหม่
Rule Name: Block access from unknown locations

# กำหนดเงื่อนไข
If User's IP is not in Known Locations, then Deny access

# กำหนด Action
Action: Deny access

Config นี้เป็นการสร้าง sign-on policy ใน Okta เพื่อบล็อกการเข้าถึงจาก location ที่ไม่รู้จัก ระบบจะตรวจสอบ IP address ของผู้ใช้ หาก IP นั้นไม่อยู่ใน list ของ known locations ระบบจะปฏิเสธการเข้าถึงทันที

Data Loss Prevention (DLP) แบบ Zero Trust

DLP คือการป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกจากองค์กร แบบ Zero Trust คือการตรวจสอบทุกการเข้าถึงข้อมูล ไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ในเครือข่ายหรือไม่ก็ตาม ลองนึกภาพว่าพนักงานกำลัง copy file ที่มีข้อมูล sensitive ไปใส่ USB drive ระบบ DLP ควรจะตรวจจับและบล็อกการกระทำนั้นทันที

DLP แบบ Zero Trust ต้องทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น Data Classification, User Behavior Analytics (UBA), และ Endpoint Detection and Response (EDR) เพื่อให้สามารถตรวจจับและป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมัยก่อนผมก็เคยพลาดเรื่องนี้มาแล้ว เพราะคิดว่า DLP อย่างเดียวจะเอาอยู่ แต่สุดท้ายก็โดน bypass ได้

ตัวอย่างการ config ด้วย Symantec DLP:


# สร้าง Policy ใหม่
Symantec DLP > Policies > Add Policy

# กำหนดเงื่อนไข
If User is copying sensitive data to removable storage, then Block

# กำหนด Sensitive Data
Sensitive Data: Credit Card Numbers, Social Security Numbers

# กำหนด Action
Action: Block

Config นี้เป็นการสร้าง policy ใน Symantec DLP เพื่อบล็อกการ copy ข้อมูล sensitive ไปยัง removable storage ระบบจะตรวจสอบข้อมูลที่ถูก copy หากพบว่ามี credit card numbers หรือ social security numbers ระบบจะบล็อกการกระทำนั้นทันที

เปรียบเทียบ

Zero Trust Security ไม่ได้เหมาะกับทุกองค์กร และไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาทุกอย่าง การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียกับ security model แบบเดิมๆ จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่า Zero Trust เหมาะสมกับองค์กรของเราหรือไม่

ผมขอยกตารางเปรียบเทียบสองตาราง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ตารางแรกเปรียบเทียบ Zero Trust กับ Perimeter-Based Security ส่วนตารางที่สองเปรียบเทียบ Zero Trust กับ Defense in Depth

ตารางเปรียบเทียบ Zero Trust vs. Perimeter-Based Security

Feature Perimeter-Based Security Zero Trust Security
Trust Model Trust but verify Never trust, always verify
Network Architecture Centralized Decentralized
Access Control Based on network location Based on user identity and context
Threat Detection Focus on perimeter Focus on internal and external threats
Complexity Less complex More complex
Cost Lower initial cost Higher initial cost
Scalability Less scalable More scalable

จากตารางจะเห็นว่า Perimeter-Based Security เหมาะกับองค์กรขนาดเล็กที่มี infrastructure ไม่ซับซ้อน และเน้นการป้องกันที่ perimeter เป็นหลัก ส่วน Zero Trust Security เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มี distributed infrastructure และต้องการความปลอดภัยที่สูงขึ้น

ตารางเปรียบเทียบ Zero Trust vs. Defense in Depth

Feature Defense in Depth Zero Trust Security
Approach Multiple layers of security Assume breach, verify everything
Focus Preventing attacks Minimizing impact of attacks
Implementation Layered security controls Identity-centric access control, microsegmentation
Trust Implicit trust within layers No implicit trust
Complexity Can be complex, but more modular Highly complex, requires integrated approach
Cost Variable, depends on layers Potentially higher, due to technology integration
Adaptability Adapts to new threats within layers Designed for constant adaptation and verification

Defense in Depth คือการสร้าง security หลายชั้นเพื่อป้องกันการโจมตี แต่ Zero Trust Security คือการ assume ว่า breach เกิดขึ้นแล้ว และพยายาม minimize impact ให้มากที่สุด ทั้งสองแนวคิดสามารถทำงานร่วมกันได้ แต่ Zero Trust Security จะเน้นที่ identity-centric access control และ microsegmentation มากกว่า

ข้อควรระวัง Troubleshooting

การ implement Zero Trust Security ไม่ใช่เรื่องง่าย มีข้อควรระวังและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ผมขอยกตัวอย่าง 5 ข้อที่สำคัญและวิธีการแก้ไขเบื้องต้น

คำเตือน: Zero Trust Security ไม่ใช่ silver bullet ที่จะแก้ปัญหา security ทุกอย่างได้ ต้องมีการวางแผนและ implement อย่างรอบคอบ!

ใครเคยเจอปัญหาเหล่านี้บ้างครับ? ผมว่าเกือบทุกคนที่ implement Zero Trust Security ต้องเคยเจอ ผมเองก็เคยพลาดมาหลายครั้ง แต่การเรียนรู้จากความผิดพลาดจะช่วยให้เราเก่งขึ้น

ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี

ผมอยู่ในวงการ IT มา 20 ปี ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในโลกของ security จาก firewall ธรรมดาๆ มาสู่ Zero Trust Security ผมขอยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ผมเคยเจอมา เพื่อให้เห็นภาพว่า Zero Trust Security สามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร

สถานการณ์: บริษัท A เป็นบริษัท e-commerce ขนาดใหญ่ มีพนักงาน 500 คน และมี application ที่สำคัญหลายตัว ทั้ง web application, mobile application, และ backend services บริษัท A เคยถูกโจมตีโดย ransomware เมื่อปีที่แล้ว ทำให้ข้อมูลสำคัญถูกเข้ารหัส และต้องเสียเงินค่าไถ่จำนวนมาก

ปัญหา: บริษัท A มี security model แบบ perimeter-based security ซึ่งหมายความว่าเมื่อผู้ใช้เข้ามาในเครือข่ายแล้ว จะได้รับความไว้วางใจทันที Hacker สามารถเจาะเข้ามาในเครือข่ายผ่านช่องโหว่ของ web application และแพร่กระจาย ransomware ไปทั่วเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย

วิธีแก้: ผมแนะนำให้บริษัท A implement Zero Trust Security โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  1. Identify assets: กำหนดว่า application และข้อมูลอะไรบ้างที่สำคัญที่สุด และต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ
  2. Microsegmentation: แบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ และกำหนด policy เพื่อจำกัดการเข้าถึงระหว่างส่วนต่างๆ
  3. Context-Aware Authentication: ใช้ context-aware authentication เพื่อตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการเข้าถึงทรัพยากร
  4. Data Loss Prevention: Implement DLP เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหลออกจากองค์กร
  5. Continuous Monitoring: Monitor ระบบอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุง policy ตามความเหมาะสม

ผลลัพธ์: หลังจาก implement Zero Trust Security บริษัท A สามารถลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตีได้อย่างมาก Hacker ไม่สามารถแพร่กระจาย ransomware ไปทั่วเครือข่ายได้อีกต่อไป เพราะการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ต้องผ่านการตรวจสอบสิทธิ์อย่างเข้มงวด

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น Zero Trust Security สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่แตกต่างกันได้มากมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจหลักการของ Zero Trust Security และปรับใช้ให้เข้ากับความต้องการขององค์กรของเรา

เครื่องมือแนะนำสำหรับการสร้าง Zero Trust Security

การสร้าง Zero Trust Security ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่หลากหลายเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งในแต่ละด้าน ลองมาดูกันว่ามีเครื่องมืออะไรบ้างที่น่าสนใจและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กรของคุณได้บ้าง

เครื่องมือด้าน Identity and Access Management (IAM)

IAM ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Zero Trust เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบและยืนยันตัวตนผู้ใช้งานและอุปกรณ์ ก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ในระบบ เครื่องมือ IAM ที่ดีควรมีคุณสมบัติในการทำ Multi-Factor Authentication (MFA), Single Sign-On (SSO), และ Role-Based Access Control (RBAC) ตัวอย่างเครื่องมือ IAM ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ * **Okta:** เป็น Cloud-based IAM solution ที่มีความสามารถครบครัน รองรับการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันและบริการต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย มีฟีเจอร์ Adaptive MFA ที่สามารถปรับระดับการยืนยันตัวตนตามความเสี่ยงได้อีกด้วย * **Azure Active Directory (Azure AD):** สำหรับองค์กรที่ใช้ Microsoft ecosystem อยู่แล้ว Azure AD เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะสามารถผสานรวมกับบริการอื่นๆ ของ Microsoft ได้อย่างราบรื่น มีฟีเจอร์ Conditional Access ที่ช่วยให้กำหนดเงื่อนไขในการเข้าถึงทรัพยากรตามสถานการณ์ต่างๆ ได้ * **Ping Identity:** เป็น IAM platform ที่เน้นเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว มีฟีเจอร์ Data Governance ที่ช่วยให้ควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างละเอียด และรองรับการใช้งานทั้งแบบ Cloud และ On-Premise สมัยก่อนผมเคยเซ็ตระบบ IAM ด้วยตัวเองทั้งหมด ตอนนั้นใช้ OpenLDAP กับ FreeRADIUS ปวดหัวมากครับ! พอมีเครื่องมือสำเร็จรูปพวกนี้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย

เครื่องมือด้าน Microsegmentation

Microsegmentation คือการแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อจำกัดการเข้าถึงระหว่างกัน ทำให้หากเกิดการโจมตีในส่วนใดส่วนหนึ่ง ความเสียหายจะไม่ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ตัวอย่างเครื่องมือ Microsegmentation ที่น่าสนใจ ได้แก่ * **Cisco ACI (Application Centric Infrastructure):** เป็น Software-Defined Networking (SDN) solution ที่ช่วยให้สร้าง Microsegmentation ได้อย่างง่ายดาย สามารถกำหนด policy การเข้าถึงตาม application workload ได้ * **VMware NSX:** เป็น Network Virtualization platform ที่ช่วยให้สร้าง Microsegmentation ใน environment ของ VMware ได้ สามารถกำหนด policy การเข้าถึงตาม Virtual Machine (VM) ได้ * **Illumio Adaptive Security Platform (ASP):** เป็น Microsegmentation solution ที่เน้นเรื่อง visibility และ automation สามารถ visualize traffic flow ใน network และแนะนำ policy การเข้าถึงที่เหมาะสมได้ การทำ Microsegmentation ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะมาก ใครเคยเจอ Ransomware คงเข้าใจดี!

เครื่องมือด้าน Security Information and Event Management (SIEM)

SIEM เป็นเครื่องมือที่ช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ log จากแหล่งต่างๆ ในระบบ เพื่อตรวจจับภัยคุกคามและ anomaly ที่อาจเกิดขึ้น เครื่องมือ SIEM ที่ดีควรมีคุณสมบัติในการทำ correlation, threat intelligence, และ incident response ตัวอย่างเครื่องมือ SIEM ที่เป็นที่นิยม ได้แก่ * **Splunk:** เป็น SIEM platform ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลาย สามารถ visualize ข้อมูลในรูปแบบต่างๆ และสร้าง alert เมื่อพบเหตุการณ์ที่น่าสงสัยได้ * **IBM QRadar:** เป็น SIEM platform ที่เน้นเรื่องความแม่นยำในการตรวจจับภัยคุกคาม มีฟีเจอร์ Cognitive Security ที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล * **Microsoft Sentinel:** เป็น Cloud-native SIEM platform ที่ผสานรวมกับบริการอื่นๆ ของ Microsoft ได้อย่างราบรื่น มีฟีเจอร์ Threat Intelligence ที่ช่วยให้ติดตามข่าวสารภัยคุกคามล่าสุดได้ ผมเคยใช้ Splunk ตอนทำ SOC (Security Operations Center) บอกเลยว่ามันช่วยชีวิตผมไว้หลายครั้ง! มันช่วยให้เราเห็นภาพรวมของ security posture ขององค์กรได้ชัดเจน

Case Study ประสบการณ์จริงในการนำ Zero Trust Security ไปใช้

มีหลายองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการนำ Zero Trust Security ไปใช้ และได้รับประโยชน์อย่างมาก ลองมาดู Case Study ที่น่าสนใจกัน องค์กร A เป็นบริษัทการเงินขนาดใหญ่ ที่มีข้อมูลลูกค้าจำนวนมาก และต้องเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะนำ Zero Trust Security มาใช้ องค์กร A มีปัญหาเรื่องการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล และมีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะรั่วไหล หลังจากที่องค์กร A นำ Zero Trust Security มาใช้ โดยเริ่มจากการทำ Identity and Access Management (IAM) ด้วยการใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) และ Role-Based Access Control (RBAC) ทำให้สามารถควบคุมการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ องค์กร A ยังได้ทำ Microsegmentation เพื่อแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ ทำให้หากเกิดการโจมตีในส่วนใดส่วนหนึ่ง ความเสียหายจะไม่ลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือ องค์กร A สามารถลดความเสี่ยงในการเกิด Data Breach ได้ถึง 70% และลดเวลาในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้ถึง 50% นอกจากนี้ องค์กร A ยังสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงานของทีม IT ได้อีกด้วย ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Zero Trust Security ไม่ใช่แค่ buzzword แต่เป็นแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และให้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ผมเคยช่วยองค์กรหนึ่ง implement Zero Trust ตอนปี 2020 ตอนนั้นเจอปัญหาเยอะมาก แต่พอทำสำเร็จแล้วรู้สึกภูมิใจมากครับ เพราะมันช่วยให้องค์กรนั้นปลอดภัยขึ้นเยอะเลย

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Zero Trust Security

มีคำถามมากมายเกี่ยวกับ Zero Trust Security ที่หลายคนอาจสงสัย ลองมาดูคำถามที่พบบ่อย และคำตอบที่ชัดเจนกัน

Zero Trust Security แตกต่างจาก Security แบบเดิมอย่างไร?

Security แบบเดิมมักจะเน้นการสร้าง perimeter security หรือการป้องกันที่ขอบนอกของเครือข่าย โดยเชื่อว่าภายในเครือข่ายนั้นปลอดภัย แต่ Zero Trust Security ไม่เชื่อใจใครเลย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ที่อยู่ในเครือข่ายก็ตาม ทุกอย่างต้องได้รับการตรวจสอบและยืนยันตัวตนก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรต่างๆ พูดง่ายๆ คือ Security แบบเดิมเหมือนปราสาทที่มีกำแพงสูง แต่ Zero Trust Security เหมือนเมืองที่มีการรักษาความปลอดภัยทุกตารางนิ้ว

Zero Trust Security เหมาะกับองค์กรขนาดไหน?

Zero Trust Security เหมาะกับองค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ เพราะภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ได้เลือกปฏิบัติ องค์กรขนาดเล็กอาจจะคิดว่าตัวเองไม่น่าจะเป็นเป้าหมาย แต่จริงๆ แล้ว Hacker มักจะมองหาเป้าหมายที่อ่อนแอที่สุด ดังนั้น การมี Zero Trust Security จะช่วยป้องกันองค์กรของคุณได้ ไม่ว่าคุณจะมีขนาดเท่าไหร่ก็ตาม

การ Implement Zero Trust Security ต้องใช้เวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาในการ Implement Zero Trust Security ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนขององค์กร รวมถึงระดับความพร้อมของ infrastructure เดิม บางองค์กรอาจจะใช้เวลาไม่กี่เดือน ในขณะที่บางองค์กรอาจจะใช้เวลาเป็นปี สิ่งสำคัญคือการวางแผนอย่างรอบคอบ และเริ่มจากจุดที่สำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยๆ ขยายผลไปยังส่วนอื่นๆ

Zero Trust Security ทำให้ User Experience แย่ลงหรือไม่?

Zero Trust Security อาจจะทำให้ User Experience แย่ลงได้ ถ้า Implement ไม่ดี แต่จริงๆ แล้ว Zero Trust Security สามารถปรับปรุง User Experience ได้ ถ้าใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เช่น Single Sign-On (SSO) และ Adaptive MFA ที่สามารถปรับระดับการยืนยันตัวตนตามความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ การมี Zero Trust Security ยังช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เพราะรู้ว่าข้อมูลของตัวเองได้รับการปกป้องอย่างดี

Zero Trust Security ต้องใช้ Budget เท่าไหร่?

Budget ในการ Implement Zero Trust Security ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ขนาดขององค์กร จำนวนผู้ใช้งาน จำนวนอุปกรณ์ และเครื่องมือที่เลือกใช้ สิ่งสำคัญคือการประเมินความเสี่ยง และจัดสรร Budget ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงนั้นๆ นอกจากนี้ ยังมี Open Source Tools ที่สามารถนำมาใช้ในการสร้าง Zero Trust Security ได้ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้

Zero Trust Security ป้องกันการโจมตีทุกรูปแบบได้หรือไม่?

Zero Trust Security ไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมาก เพราะ Zero Trust Security จะช่วยจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หากเกิดการโจมตีสำเร็จ นอกจากนี้ Zero Trust Security ยังช่วยให้ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

สรุปเกี่ยวกับ Zero Trust Security

Zero Trust Security ไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นแนวคิดที่จำเป็นสำหรับองค์กรในยุคปัจจุบัน เพราะภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น การป้องกันแบบเดิมๆ อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป Zero Trust Security เป็นแนวทางที่ช่วยให้องค์กรสามารถปกป้องข้อมูลและทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประเด็นสำคัญของ Zero Trust Security คือการ "ไม่เชื่อใจใครเลย" ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์ที่อยู่ในเครือข่ายก็ตาม ทุกอย่างต้องได้รับการตรวจสอบและยืนยันตัวตนก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงทรัพยากรต่างๆ การ Implement Zero Trust Security ต้องอาศัยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่หลากหลาย เช่น IAM, Microsegmentation, และ SIEM คำแนะนำสุดท้ายสำหรับองค์กรที่สนใจ Zero Trust Security คือ ให้เริ่มจากการประเมินความเสี่ยง และวางแผนอย่างรอบคอบ ค่อยๆ Implement Zero Trust Security ไปทีละส่วน และอย่าลืมให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน เพราะพวกเขาเป็นส่วนสำคัญในการทำให้ Zero Trust Security ประสบความสำเร็จ Zero Trust Security ไม่ใช่แค่เรื่องของ IT Security แต่เป็นเรื่องของ Business Continuity และ Reputation ขององค์กร การลงทุนใน Zero Trust Security คือการลงทุนในอนาคตขององค์กร ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่สนใจ Zero Trust Security นะครับ ถ้ามีคำถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้เลยครับ!

Tips จากประสบการณ์ 20 ปี

1. เริ่มจาก Visibility ที่ครอบคลุม

จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับระบบ IT มา 20 ปี สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นซ้ำๆ คือองค์กรส่วนใหญ่มักจะ "มองไม่เห็น" ทรัพย์สินดิจิทัลของตัวเองอย่างครบถ้วน บางทีก็ลืมไปว่ามี Server ตัวไหนรันอะไรอยู่บ้าง, API ตัวไหนเปิดให้ใครเข้าถึง, หรือ User Account ไหนมีสิทธิ์อะไรบ้าง การเริ่มต้น Zero Trust Security โดยที่ไม่มี Visibility ที่ดีก็เหมือนกับการพยายามสร้างบ้านบนทราย มันจะไม่มั่นคงและพร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อ

ดังนั้นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดคือการทำ Asset Inventory อย่างละเอียด ไล่ตั้งแต่ Hardware, Software, Applications, User Accounts, ไปจนถึง Data ที่สำคัญทั้งหมด ต้องรู้ว่าอะไรอยู่ที่ไหน ใครเป็นเจ้าของ ใครมีสิทธิ์เข้าถึง และมีการใช้งานอย่างไรบ้าง เครื่องมือที่ช่วยในการทำ Asset Inventory มีให้เลือกใช้มากมาย ตั้งแต่ Open Source tools ง่ายๆ ไปจนถึง Commercial solutions ที่ซับซ้อนกว่า เลือกใช้ให้เหมาะสมกับขนาดและความซับซ้อนขององค์กร

เมื่อได้ Asset Inventory ที่ครบถ้วนแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการ Monitor และ Maintain ข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพราะสภาพแวดล้อม IT มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา Server ใหม่ถูกเพิ่มเข้ามา, Software ถูก Update, User ลาออก, สิทธิ์การเข้าถึงถูกปรับเปลี่ยน ถ้าเราไม่ Monitor และ Maintain ข้อมูลเหล่านี้ให้เป็นปัจจุบัน Asset Inventory ของเราก็จะกลายเป็นข้อมูลที่ล้าสมัยและไม่น่าเชื่อถือในที่สุด

ผมเคยเจอเคสที่องค์กรหนึ่งถูกโจมตีเพราะ Hacker เจาะผ่าน Server ตัวเก่าที่ถูกลืมไปแล้ว Server ตัวนี้ไม่มีใครดูแล ไม่มีใคร Patch Security Updates ทำให้ Hacker สามารถเข้ามาควบคุม Server ได้อย่างง่ายดาย แล้วใช้ Server ตัวนี้เป็นฐานในการโจมตีระบบอื่นๆ ภายในองค์กร เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า Visibility ที่ครอบคลุมนั้นสำคัญขนาดไหน

2. Microsegmentation คือหัวใจสำคัญ

Microsegmentation คือการแบ่ง Network ของเราออกเป็นส่วนย่อยๆ (Segments) ที่เล็กที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วกำหนด Policy การเข้าถึงระหว่าง Segments เหล่านี้อย่างเข้มงวด แนวคิดนี้เป็นหัวใจสำคัญของ Zero Trust เพราะมันช่วยลด Blast Radius ของการโจมตี ถ้า Hacker สามารถเจาะเข้ามาใน Segment หนึ่งได้ Hacker ก็จะไม่สามารถเคลื่อนที่ไปยัง Segments อื่นๆ ได้โดยง่าย

ลองนึกภาพว่า Network ของเราเป็นเหมือนเมือง ถ้าเราไม่มี Microsegmentation เมืองของเราก็จะเป็นเมืองเปิดที่ทุกคนสามารถเดินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ Hacker ก็จะสามารถเดินเข้าไปในบ้านของใครก็ได้ ขโมยของ หรือทำลายข้าวของ แต่ถ้าเรามี Microsegmentation เมืองของเราก็จะเป็นเมืองที่มีกำแพงสูงล้อมรอบแต่ละย่าน Hacker จะต้องปีนข้ามกำแพงแต่ละย่านเพื่อที่จะเข้าไปในบ้านของคนอื่น ซึ่งทำให้การโจมตีทำได้ยากขึ้น

การ Implement Microsegmentation อาจจะดูซับซ้อน แต่ก็มีเครื่องมือและเทคนิคมากมายที่ช่วยให้เราทำได้ง่ายขึ้น เช่น Software-Defined Networking (SDN), Network Virtualization, และ Microsegmentation Platforms เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถสร้าง Segments และกำหนด Policies ได้อย่างยืดหยุ่นและอัตโนมัติ

ผมเคย Implement Microsegmentation ให้กับบริษัท Financial Services แห่งหนึ่ง ตอนแรกทุกคนก็กังวลว่ามันจะทำให้การทำงานซับซ้อนขึ้น แต่หลังจากที่ Implement เสร็จแล้ว ทุกคนก็เห็นถึงประโยชน์ของมันอย่างชัดเจน นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงด้าน Security แล้ว มันยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของ Network และลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการอีกด้วย

3. Authentication และ Authorization ที่แข็งแกร่ง

Authentication คือการพิสูจน์ว่า User หรือ Device คือใคร ส่วน Authorization คือการกำหนดว่า User หรือ Device มีสิทธิ์ทำอะไรได้บ้าง ในโลกของ Zero Trust เราต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองอย่างนี้อย่างมาก เพราะเราไม่สามารถเชื่อใจใครหรืออะไรได้เลย

การใช้ Username และ Password แบบเดิมๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป เราต้องใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการ Login MFA คือการใช้หลายปัจจัยในการยืนยันตัวตน เช่น Password, One-Time Password (OTP) ที่ส่งไปยังโทรศัพท์มือถือ, Biometrics (เช่น ลายนิ้วมือ หรือการสแกนใบหน้า), หรือ Hardware Security Key

นอกจาก MFA แล้ว เรายังต้อง Implement Least Privilege Access Control (LPAC) LPAC คือการให้ User หรือ Device มีสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น ไม่ให้สิทธิ์เกินความจำเป็น เช่น ถ้า User ต้องใช้ Application ตัวหนึ่งในการทำงาน เราก็ให้สิทธิ์ User เข้าถึง Application ตัวนั้นเท่านั้น ไม่ให้สิทธิ์ User เข้าถึง Server ที่ Application รันอยู่

ผมเคยเจอเคสที่ Hacker เจาะเข้ามาในระบบขององค์กรหนึ่งได้ เพราะ User คนหนึ่งใช้ Password ที่ง่ายเกินไป Hacker สามารถเดา Password ของ User คนนั้นได้ แล้วใช้ Account ของ User คนนั้นในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญขององค์กร ถ้าองค์กรนั้นใช้ MFA Hacker ก็จะไม่สามารถเจาะเข้ามาได้ง่ายๆ แบบนี้

4. Continuous Monitoring และ Analytics

Zero Trust ไม่ใช่ Project ที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เราต้อง Monitor ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในระบบของเราอย่างใกล้ชิด แล้วใช้ Analytics ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ เพื่อหารูปแบบที่ผิดปกติ หรือสัญญาณของการโจมตี

Security Information and Event Management (SIEM) เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทำ Continuous Monitoring SIEM จะรวบรวม Logs จากแหล่งต่างๆ ในระบบของเรา เช่น Servers, Applications, Firewalls, Intrusion Detection Systems (IDS), แล้ววิเคราะห์ Logs เหล่านั้น เพื่อหารูปแบบที่ผิดปกติ หรือสัญญาณของการโจมตี

นอกจาก SIEM แล้ว เรายังต้องใช้ Threat Intelligence Feeds เพื่อให้ SIEM ของเรามีความรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามล่าสุด Threat Intelligence Feeds จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ Malware, Phishing Campaigns, และ Tactics, Techniques, and Procedures (TTPs) ที่ Hacker ใช้

ผมเคยช่วยองค์กรหนึ่งในการ Implement SIEM ตอนแรกทุกคนก็คิดว่ามันจะยุ่งยากและเสียเวลา แต่หลังจากที่ Implement เสร็จแล้ว ทุกคนก็เห็นถึงประโยชน์ของมันอย่างชัดเจน SIEM ช่วยให้เราสามารถตรวจจับการโจมตีได้เร็วกว่าเดิม และตอบสนองต่อการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. Automation คือเพื่อนที่ดีที่สุด

การ Implement และ Manage Zero Trust Security อาจจะดูยุ่งยากและซับซ้อน แต่ Automation สามารถช่วยให้เราทำได้ง่ายขึ้น Automation คือการใช้ Software ในการทำงานที่ซ้ำซากและน่าเบื่อหน่าย เช่น การ Provisioning User Accounts, การ Patching Servers, การ Respond ต่อ Incidents

Infrastructure as Code (IaC) เป็นแนวคิดที่สำคัญในการทำ Automation ในโลกของ Zero Trust IaC คือการจัดการ Infrastructure ของเราด้วย Code แทนที่จะทำด้วยมือ การใช้ IaC ช่วยให้เราสามารถสร้าง, เปลี่ยนแปลง, และทำลาย Infrastructure ได้อย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ

Security Orchestration, Automation, and Response (SOAR) เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทำ Automation ในโลกของ Security SOAR จะช่วยให้เราสามารถ Automate Incident Response Workflows, Threat Hunting, และ Vulnerability Management

ผมเคย Implement SOAR ให้กับบริษัท E-Commerce แห่งหนึ่ง ตอนแรกทุกคนก็กังวลว่ามันจะทำให้งานของ Security Team ลดลง แต่หลังจากที่ Implement เสร็จแล้ว ทุกคนก็พบว่า SOAR ช่วยให้ Security Team สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีเวลาไปทำงานที่สำคัญกว่าเดิม

6. User Awareness Training สำคัญกว่าที่คิด

User คือจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดในระบบ Security ของเรา Hacker มักจะพยายามหลอก User ให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือคลิก Link ที่เป็นอันตราย ดังนั้นการให้ User Awareness Training จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

User Awareness Training ควรจะครอบคลุมหัวข้อต่างๆ เช่น Phishing, Malware, Social Engineering, และ Password Security Training ควรจะสนุกและน่าสนใจ เพื่อให้ User จดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ได้จริง

นอกจาก Training แล้ว เรายังต้องทำการทดสอบ User เป็นระยะๆ เพื่อดูว่า User เข้าใจสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปมากน้อยแค่ไหน เราสามารถใช้ Phishing Simulations ในการทดสอบ User ว่า User จะสามารถแยกแยะ Email ที่เป็น Phishing ได้หรือไม่

ผมเคยเจอเคสที่ User คนหนึ่งคลิก Link ที่เป็น Phishing แล้วเปิดเผย Username และ Password ให้กับ Hacker Hacker ใช้ Username และ Password ของ User คนนั้นในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญขององค์กร ถ้า User คนนั้นได้รับการ Training ที่ดี Hacker ก็จะไม่สามารถหลอก User คนนั้นได้ง่ายๆ แบบนี้

7. อย่าลืมเรื่อง Compliance

Zero Trust Security ไม่ได้เป็นประโยชน์แค่ในแง่ของ Security เท่านั้น แต่ยังช่วยให้องค์กร Compliance กับ Regulations ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เช่น GDPR, CCPA, และ HIPAA Regulations เหล่านี้กำหนดให้องค์กรต้องปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าอย่างเข้มงวด Zero Trust Security สามารถช่วยให้องค์กร Compliance กับ Regulations เหล่านี้ได้

การ Implement Zero Trust Security สามารถช่วยให้องค์กรแสดงให้เห็นว่าองค์กรได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกปรับจากหน่วยงานกำกับดูแล

นอกจาก Regulations แล้ว Zero Trust Security ยังช่วยให้องค์กร Compliance กับ Standards ต่างๆ ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เช่น ISO 27001 และ NIST Cybersecurity Framework Standards เหล่านี้กำหนดแนวทางในการจัดการ Security Risks Zero Trust Security สามารถช่วยให้องค์กร Compliance กับ Standards เหล่านี้ได้

ผมเคยช่วยองค์กรหนึ่งในการ Implement Zero Trust Security เพื่อให้ Compliance กับ GDPR ตอนแรกทุกคนก็กังวลว่ามันจะยุ่งยากและเสียเวลา แต่หลังจากที่ Implement เสร็จแล้ว ทุกคนก็เห็นถึงประโยชน์ของมันอย่างชัดเจน Zero Trust Security ช่วยให้เราสามารถแสดงให้เห็นว่าเราได้ใช้มาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ซึ่งทำให้เรามั่นใจว่าเรา Compliance กับ GDPR

8. เริ่มต้นเล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยาย

การ Implement Zero Trust Security ไม่จำเป็นต้องทำทั้งหมดในคราวเดียว เราสามารถเริ่มต้นจากส่วนที่สำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไปยังส่วนอื่นๆ ได้ การเริ่มต้นเล็กๆ จะช่วยให้เราเรียนรู้และปรับปรุงแผนการ Implement ของเราได้

เราสามารถเริ่มต้นด้วยการ Implement Zero Trust Security ใน Application ที่สำคัญที่สุดก่อน เช่น Application ที่เก็บข้อมูลลูกค้า หรือ Application ที่ใช้ในการทำธุรกรรมทางการเงิน เมื่อเรา Implement Zero Trust Security ใน Application ที่สำคัญที่สุดแล้ว เราก็ค่อยๆ ขยายไปยัง Applications อื่นๆ ได้

นอกจาก Applications แล้ว เรายังสามารถเริ่มต้นด้วยการ Implement Zero Trust Security ใน Network Segment ที่สำคัญที่สุดก่อน เช่น Network Segment ที่เชื่อมต่อกับ Internet เมื่อเรา Implement Zero Trust Security ใน Network Segment ที่สำคัญที่สุดแล้ว เราก็ค่อยๆ ขยายไปยัง Network Segments อื่นๆ ได้

ผมเคยแนะนำให้องค์กรหนึ่งเริ่มต้น Implement Zero Trust Security โดยการ Implement Zero Trust Network Access (ZTNA) สำหรับ User ที่ทำงานจากระยะไกล ZTNA ช่วยให้ User ที่ทำงานจากระยะไกลสามารถเข้าถึง Applications ภายในองค์กรได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องใช้ VPN หลังจากที่ Implement ZTNA แล้ว องค์กรก็ค่อยๆ ขยาย Zero Trust Security ไปยังส่วนอื่นๆ ของระบบ

FAQ เพิ่ม 4 ข้อ

ทำไม Zero Trust ถึงสำคัญกว่า Firewall แบบเดิมๆ?

Firewall แบบเดิมๆ ทำงานโดยการสร้าง "perimeter" หรือขอบเขตความปลอดภัยรอบ Network ขององค์กร ทุกอย่างที่อยู่ภายใน perimeter ถือว่าปลอดภัย ในขณะที่ทุกอย่างที่อยู่นอก perimeter ถือว่าไม่ปลอดภัย แนวทางนี้ใช้ได้ผลในอดีต เมื่อองค์กรส่วนใหญ่มี Data Center เป็นของตัวเอง และ User ส่วนใหญ่อยู่ใน Office แต่ในปัจจุบันที่ Cloud Computing และ Remote Work กลายเป็นเรื่องปกติ Firewall แบบเดิมๆ ไม่สามารถปกป้ององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

Zero Trust ต่างจาก Firewall แบบเดิมๆ ตรงที่ Zero Trust ไม่เชื่อใจใครหรืออะไรเลย ไม่ว่า User หรือ Device จะอยู่ภายในหรือภายนอก Network Zero Trust จะตรวจสอบทุก Request Access อย่างเข้มงวด Zero Trust ยังใช้ Microsegmentation เพื่อลด Blast Radius ของการโจมตี และ Continuous Monitoring เพื่อตรวจจับการโจมตีได้อย่างรวดเร็ว

ลองนึกภาพว่า Firewall แบบเดิมๆ เป็นเหมือนกำแพงสูงที่ล้อมรอบเมือง ถ้า Hacker สามารถปีนข้ามกำแพงเข้ามาในเมืองได้ Hacker ก็จะสามารถเดินไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ แต่ถ้าเราใช้ Zero Trust เมืองของเราก็จะมี Security Guards คอยตรวจสอบทุกคนที่เดินเข้ามาในเมือง และมีกำแพงเล็กๆ ล้อมรอบแต่ละบ้าน Hacker จะต้องผ่านการตรวจสอบจาก Security Guards และปีนข้ามกำแพงแต่ละบ้านเพื่อที่จะเข้าไปในบ้านของคนอื่น ซึ่งทำให้การโจมตีทำได้ยากขึ้น

Zero Trust เหมาะกับองค์กรขนาดเล็กหรือไม่?

หลายคนอาจจะคิดว่า Zero Trust เหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว Zero Trust สามารถนำมาใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ แม้ว่าองค์กรขนาดเล็กอาจจะไม่มี Resources มากเท่าองค์กรขนาดใหญ่ แต่ก็สามารถ Implement Zero Trust ได้โดยการเริ่มต้นจากส่วนที่สำคัญที่สุดก่อน แล้วค่อยๆ ขยายไปยังส่วนอื่นๆ

องค์กรขนาดเล็กสามารถใช้ Cloud-Based Zero Trust Solutions เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการ Implement และ Management Cloud-Based Zero Trust Solutions จะช่วยให้องค์กรสามารถ Implement Zero Trust ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย โดยไม่ต้องลงทุนใน Hardware หรือ Software จำนวนมาก

นอกจากนี้ องค์กรขนาดเล็กยังสามารถใช้ Open Source Zero Trust Tools เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการ Implement Zero Trust Open Source Zero Trust Tools มีให้เลือกใช้มากมาย และมี Community ที่คอยสนับสนุนการใช้งาน

Zero Trust จะส่งผลกระทบต่อ User Experience อย่างไร?

หลายคนกังวลว่า Zero Trust จะทำให้ User Experience แย่ลง เพราะ User จะต้องผ่านการ Authentication และ Authorization บ่อยขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว Zero Trust สามารถปรับปรุง User Experience ได้ ถ้า Implement อย่างถูกต้อง

การใช้ Single Sign-On (SSO) สามารถช่วยลดความถี่ในการ Authentication User จะต้อง Login เพียงครั้งเดียว แล้วสามารถเข้าถึง Applications ต่างๆ ได้โดยไม่ต้อง Login ซ้ำ นอกจากนี้ การใช้ Risk-Based Authentication (RBA) สามารถช่วยลดความถี่ในการ Authentication โดยการ Authentication เฉพาะเมื่อมีความเสี่ยงสูง เช่น เมื่อ User Login จาก Location ที่ไม่คุ้นเคย หรือเมื่อ User พยายามเข้าถึงข้อมูลที่ Sensitive

Zero Trust ยังสามารถปรับปรุง User Experience โดยการทำให้ Applications และ Data มีความปลอดภัยมากขึ้น User จะมั่นใจได้ว่าข้อมูลของตนเองจะได้รับการปกป้องอย่างดี และสามารถใช้งาน Applications ได้อย่างราบรื่น

จะวัดผลสำเร็จของการ Implement Zero Trust ได้อย่างไร?

การวัดผลสำเร็จของการ Implement Zero Trust เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทราบว่า Zero Trust ของเรามีประสิทธิภาพหรือไม่ เราสามารถวัดผลสำเร็จของการ Implement Zero Trust ได้โดยการใช้ Metrics ต่างๆ เช่น

นอกจาก Metrics เหล่านี้แล้ว เรายังสามารถใช้ Security Audits และ Penetration Testing เพื่อวัดผลสำเร็จของการ Implement Zero Trust Security Audits จะตรวจสอบว่า Zero Trust Controls ของเราทำงานได้อย่างถูกต้องหรือไม่ Penetration Testing จะจำลองการโจมตี เพื่อดูว่า Zero Trust ของเราสามารถป้องกันการโจมตีได้หรือไม่

การวัดผลสำเร็จของการ Implement Zero Trust ควรจะทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราสามารถปรับปรุง Zero Trust ของเราให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตารางเปรียบเทียบ Firewall แบบเดิม vs Zero Trust

คุณสมบัติ Firewall แบบเดิม Zero Trust
แนวคิดหลัก Trust but verify (เชื่อก่อนแล้วค่อยตรวจสอบ) Never trust, always verify (ไม่เชื่อใคร, ตรวจสอบเสมอ)
Perimeter มีขอบเขตความปลอดภัยที่ชัดเจน ไม่มีขอบเขตความปลอดภัยที่ชัดเจน
Authentication Authentication เพียงครั้งเดียวเมื่อเข้าสู่ Network Authentication หลายครั้งตลอดการใช้งาน
Authorization Authorization based on Network Segments Authorization based on User, Device, and Application
Microsegmentation ไม่มี Microsegmentation ใช้ Microsegmentation เพื่อลด Blast Radius
Monitoring Monitoring traffic at the perimeter Continuous Monitoring of all traffic
เหมาะสำหรับ องค์กรที่มี Data Center เป็นของตัวเอง และ User ส่วนใหญ่อยู่ใน Office องค์กรที่ใช้ Cloud Computing และ Remote Work

📰 บทความล่าสุดจาก SiamCafe

🗺️ ดูบทความทั้งหมด — Sitemap SiamCafe Blog