USD/CAD คู่มือเทรด: กลยุทธ์ Lot Size และ Risk Management ฉบับ อ.บอม
<div class="icf-answer-box pipeline-box"><strong>สรุปก่อนเริ่ม</strong><ul><li>การเทรดคู่เงิน USD/CAD ต้องเข้าใจปัจจัยขับเคลื่อนหลัก เช่น ราคาน้ำมันและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และแคนาดา</li><li>ควรวางแผนการคำนวณ Lot Size และ Risk-Reward Ratio (R:R) อย่างรัดกุม โดยใช้ตัวเลข Stop Loss และ Take Profit ที่ชัดเจนจากตัวอย่าง</li><li>โปรดทราบว่าตัวเลขราคาในบทความนี้เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน และการลงทุนมีความเสี่ยงสูง</li></ul></div>
ในฐานะ อ.บอม ผู้มีประสบการณ์ในตลาด Forex มาอย่างยาวนาน เราเข้าใจดีว่านักลงทุนไทยหลายท่านให้ความสนใจกับคู่เงินหลักอย่าง USD/CAD หรือ ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับ ดอลลาร์แคนาดา ซึ่งเป็นคู่เงินที่มีความผันผวนและโอกาสในการทำกำไรสูง หากเรามีความเข้าใจในกลไกและสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
บทความนี้เราจะพาคุณเจาะลึกถึงวิธีการเทรด USD/CAD อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การทำความเข้าใจปัจจัยพื้นฐาน การคำนวณ Lot Size (ขนาดสัญญา) การกำหนดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง (Risk %) และการตั้งค่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (R:R) พร้อมตัวอย่างตัวเลขจริงในอดีต (ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน) เพื่อให้คุณเห็นภาพและนำไปปรับใช้กับการเทรดของคุณในปี 2026 นี้ เราจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนและวินัยในการเทรด เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้อย่างมั่นใจ
คู่เงิน USD/CAD มีสถานการณ์ตลาดอย่างไรในปี 2026?
คู่เงิน USD/CAD แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งในปี 2026 นี้ยังคงได้รับอิทธิพลอย่างมากจากปัจจัยหลายประการ
โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบโลกและนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั้งสองประเทศ เศรษฐกิจแคนาดาพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ดอลลาร์แคนาดา (CAD) มักจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ทำให้คู่เงิน USD/CAD มีแนวโน้มปรับตัวลดลง ในทางกลับกัน หากราคาน้ำมันลดลง CAD ก็จะอ่อนค่าลง ดันให้ USD/CAD ปรับตัวสูงขึ้น เราเห็นตัวอย่างชัดเจนในช่วงที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงในปี 2022-2023 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของคู่เงินนี้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากราคาน้ำมันแล้ว นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) และธนาคารกลางแคนาดา (Bank of Canada) ก็เป็นตัวแปรสำคัญ การปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed มักจะส่งผลให้ USD แข็งค่าหรืออ่อนค่า ซึ่งมีผลต่อ USD/CAD โดยตรง เช่นเดียวกับ BoC ที่มีอิทธิพลต่อ CAD อย่างมาก หาก BoC ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ CAD ก็มักจะแข็งค่าขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้นักเทรดต้องติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อคาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนไหวของคู่เงินนี้ และวางแผนการเทรดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ การทำความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้เป็นก้าวแรกที่สำคัญก่อนที่เราจะลงมือเทรดจริง การศึกษา พื้นฐาน Forex จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน
นักเทรดที่ต้องการเข้าใจถึงภาพรวมของตลาดและแหล่งที่มาของความเคลื่อนไหวราคา ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ SPDR Flow ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการไหลเข้าออกของกองทุน ETF ทองคำ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีนี้อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อคู่เงินหลักๆ ในตลาด Forex ด้วยเช่นกัน
ราคาน้ำมันกับการเคลื่อนไหวของ USD/CAD สัมพันธ์กันอย่างไร?
ความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันดิบกับคู่เงิน USD/CAD เป็นสิ่งที่นักเทรดต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ประเทศแคนาดาเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ ดังนั้นรายได้และเศรษฐกิจของประเทศจึงผูกติดอยู่กับราคาน้ำมันอย่างแยกไม่ออก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น บริษัทน้ำมันในแคนาดาก็จะได้รับรายได้มากขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์แคนาดาเป็นที่ต้องการมากขึ้นในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ CAD แข็งค่าขึ้นและดันให้คู่เงิน USD/CAD ปรับตัวลดลง ตัวอย่างเช่น หากราคาน้ำมัน Brent พุ่งขึ้นจาก 80 ดอลลาร์ไป 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เราอาจเห็น USD/CAD ปรับตัวลงจากระดับ 1.37000 ไปยัง 1.35000 ได้ในระยะเวลาอันสั้น ในทางกลับกัน หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างรุนแรง เช่น อุปทานล้นตลาดหรืออุปสงค์ลดลงอย่างมาก CAD ก็จะอ่อนค่าลง และ USD/CAD ก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยใดบ้างที่ขับเคลื่อนราคา USD/CAD ในปัจจุบัน?
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนราคา USD/CAD ในปัจจุบันไม่ได้มีแค่ราคาน้ำมันและการตัดสินใจของธนาคารกลางเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญจากทั้งสองประเทศอีกด้วย ข้อมูลเหล่านี้ได้แก่ อัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ (CPI) และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสุขภาพเศรษฐกิจที่สำคัญ หากสหรัฐฯ มีข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่าแคนาดา เช่น อัตราการว่างงานลดลงและ GDP เติบโตสูงกว่า ก็จะทำให้ USD แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ CAD ดันให้ USD/CAD มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
นอกจากนี้ ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Differential) ระหว่าง Fed และ BoC ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมาก หาก Fed มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่า BoC หรือรักษาอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ก็จะดึงดูดเงินลงทุนให้ไหลเข้าสู่สหรัฐฯ มากขึ้น ทำให้ USD แข็งค่าขึ้น และส่งผลให้ USD/CAD ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย ในช่วงกลางปี 2026 เราเห็นธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มส่งสัญญาณปรับนโยบายการเงิน ซึ่งสร้างความผันผวนและโอกาสในการเทรดให้กับคู่เงินนี้อย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ทิศทางตลาดและตัดสินใจเทรดได้อย่างมีเหตุผลมากยิ่งขึ้น
สำหรับนักเทรดที่สนใจจะวิเคราะห์แนวโน้มราคาของสินทรัพย์ต่างๆ ในอดีต เพื่อประกอบการตัดสินใจเทรด ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Gold Price History การวิเคราะห์ประวัติราคาทองคำ อาจช่วยให้เห็นภาพรวมของความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ปลอดภัย และอาจสะท้อนถึงแนวโน้มการเคลื่อนไหวของสกุลเงินหลักๆ ได้เช่นกัน
ข่าวเศรษฐกิจสำคัญใดบ้างที่ต้องติดตามสำหรับ USD/CAD?
การติดตามข่าวเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเทรด USD/CAD ข่าวสำคัญที่ควรจับตาได้แก่ การประกาศอัตราดอกเบี้ยและแถลงการณ์จากธนาคารกลางทั้งสองประเทศ (FOMC Minutes ของ Fed และ Monetary Policy Report ของ BoC) ซึ่งจะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคต นอกจากนี้ รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls) ของสหรัฐฯ และรายงานอัตราการว่างงานของแคนาดาก็มีความสำคัญมาก เพราะสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณานโยบายการเงิน หากมีการประกาศข้อมูลที่เหนือความคาดหมาย อาจส่งผลให้ราคา USD/CAD เคลื่อนไหวอย่างรุนแรงได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที การติดตามปฏิทินเศรษฐกิจจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น Investing.com หรือ ForexFactory จึงเป็นสิ่งที่เราแนะนำให้นักเทรดทุกคนทำเป็นประจำ
การคำนวณ Lot Size และ Risk Management สำหรับ USD/CAD ทำอย่างไร?
การคำนวณ Lot Size (ขนาดของสัญญาที่เราจะเปิด) และ Risk Management (การบริหารจัดการความเสี่ยง) เป็นหัวใจสำคัญของการเทรด Forex ที่ประสบความสำเร็จ
การที่เราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ดี จะช่วยให้พอร์ตของเราอยู่รอดได้ในระยะยาว แม้จะเจอช่วงที่ตลาดผันผวนก็ตาม หลักการง่ายๆ ที่เราใช้คือ การกำหนดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้ง ไม่เกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมด ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงินทุนในบัญชี 1,000 USD และต้องการเสี่ยง 1% ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง นั่นหมายความว่าเราสามารถขาดทุนได้สูงสุด 10 USD ต่อการเทรดนั้น หากเรากำหนดจุด Stop Loss (จุดตัดขาดทุน) ไว้ที่ 30 pips (pip หรือ point in percentage คือหน่วยวัดการเคลื่อนไหวของราคา) และต้องการคำนวณ Lot Size สำหรับคู่เงิน USD/CAD ที่มีค่า Pip Value (มูลค่าต่อ pip) ประมาณ 0.73 USD ต่อ Standard Lot (100,000 หน่วย) เราสามารถใช้สูตรเพื่อหา Lot Size ที่เหมาะสมได้
การคำนวณ Lot Size เริ่มต้นด้วยการกำหนดจำนวนเงินที่เราพร้อมจะเสี่ยง (Risk Amount) หารด้วย Stop Loss เป็นหน่วย Pip แล้วคูณด้วย Pip Value ของ Lot Size มาตรฐาน แล้วปรับให้เป็น Lot Size ที่เหมาะสมกับบัญชีของเรา ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 1,000 USD และเสี่ยง 1% (10 USD) กำหนด Stop Loss ที่ 30 pips และคู่ USD/CAD มี Pip Value ประมาณ 7.3 USD ต่อ Standard Lot (เมื่อราคาประมาณ 1.35000) เราจะสามารถคำนวณ Lot Size ได้ดังนี้: (10 USD / 30 pips) / 7.3 USD/Standard Lot = 0.045 Lot ซึ่งเราอาจปัดลงเป็น 0.04 Lot เพื่อความปลอดภัย การคำนวณนี้จะช่วยให้เราทราบขนาดของสัญญาที่เหมาะสม เพื่อจำกัดการขาดทุนให้อยู่ในกรอบที่เรายอมรับได้เสมอ การจัดการความเสี่ยงแบบนี้ช่วยให้เราเทรดได้อย่างมีวินัย และรักษาเงินทุนไว้ได้นานขึ้น
ทำไมการกำหนด Stop Loss จึงสำคัญในการเทรด USD/CAD?
การกำหนด Stop Loss เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญอย่างยิ่งในการเทรด USD/CAD หรือคู่เงินใดๆ ก็ตาม Stop Loss ช่วยปกป้องเงินทุนของเราจากการขาดทุนที่มากเกินไป หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับที่เราคาดการณ์ไว้ การตั้ง Stop Loss จะทำให้เราออกจากตลาดโดยอัตโนมัติเมื่อราคาถึงจุดที่เรากำหนด ช่วยจำกัดการขาดทุน
นักเทรดควรคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยงควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน การทำความเข้าใจแนวโน้มของ SPDR Flow อาจช่วยให้นักเทรดมองเห็นภาพรวมของความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ต่างๆ และปรับกลยุทธ์การเทรดให้สอดคล้องกัน การมีแผนการเทรดที่ชัดเจนและเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในระยะยาว
| โบรกเกอร์ | Spread เฉลี่ย (pips) | Leverage สูงสุด | ฝากขั้นต่ำ (USD) | ค่าธรรมเนียมถอน |
|---|---|---|---|---|
| XM | 1.6-2.0 | 1:1000 | 5 | ไม่มี (ผ่านธนาคารไทย) |
| Exness | 1.0-1.5 | ไม่จำกัด | 1 | ไม่มี (ผ่านธนาคารไทย) |
| FBS | 1.8-2.5 | 1:3000 | 1 | มี (บางช่องทาง) |
ตัวอย่างตัวเลข
- ตัวอย่างที่ 1: การคำนวณ Lot Size สำหรับ USD/CAD เงินทุน: 1,000 USD ความเสี่ยงต่อการเทรด: 1% (10 USD) Stop Loss: 30 pips Pip Value ของ USD/CAD (เมื่อราคา 1.35000): ประมาณ 7.3 USD ต่อ Standard Lot (100,000 หน่วย) สูตร: Lot Size = (Risk Amount / Stop Loss (pips)) / (Pip Value per Lot) Lot Size = (10 USD / 30 pips) / (7.3 USD/Standard Lot) = 0.045 Lot (ปัดลงเป็น 0.04 Lot) Disclaimer: ตัวเลข Pip Value อาจเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาดและโบรกเกอร์ที่ใช้ ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน
- ตัวอย่างที่ 2: การคำนวณ R:R 1:2 สำหรับ USD/CAD จุดเข้าซื้อ: 1.35000 (ราคาตัวอย่าง) Stop Loss: 1.34700 (เสี่ยง 30 pips) Take Profit (สำหรับ R:R 1:2): 1.35600 (เป้าหมาย 60 pips) หากคุณเทรดด้วย Lot Size 0.04 Lot (จากตัวอย่างที่ 1): ขาดทุนสูงสุด: 0.04 Lot <em> 30 pips </em> 7.3 USD/Standard Lot = 8.76 USD กำไรสูงสุด: 0.04 Lot <em> 60 pips </em> 7.3 USD/Standard Lot = 17.52 USD Disclaimer: ตัวเลขราคาและผลตอบแทนเป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่ราคาปัจจุบันหรือผลตอบแทนที่รับประกัน
สรุปประเด็นสำคัญ
- ทำความเข้าใจปัจจัยพื้นฐานที่ขับเคลื่อน USD/CAD โดยเฉพาะราคาน้ำมันและนโยบายการเงิน
- คำนวณ Lot Size อย่างแม่นยำเพื่อจำกัดความเสี่ยงต่อการเทรดไม่เกิน 1-2% ของเงินทุน
- ใช้กลยุทธ์ Risk-Reward Ratio (R:R) อย่างน้อย 1:2 เพื่อให้การเทรดมีโอกาสทำกำไรในระยะยาว
- กำหนด Stop Loss และ Take Profit ในทุกๆ การเทรดเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและล็อกกำไร
- ติดตามข่าวสารและปฏิทินเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ และแคนาดาอย่างสม่ำเสมอ
- ใช้ Leverage อย่างระมัดระวังและไม่มากเกินไป เพื่อป้องกันการขาดทุนที่รวดเร็ว
- ทบทวนแผนการเทรดและปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปเสมอ
สรุป
<div class="icf-answer-box pipeline-box"><strong>สรุป</strong><p>การเทรดคู่เงิน USD/CAD ในปี 2026 จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจในปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ทั้งราคาน้ำมัน นโยบายการเงิน และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคจากทั้งสหรัฐฯ และแคนาดา การคำนวณ Lot Size ที่เหมาะสมควบคู่ไปกับการกำหนดเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อการเทรด (ไม่เกิน 1-2% ของเงินทุน) และการตั้งค่า Stop Loss ที่ชัดเจน จะช่วยจำกัดการขาดทุนและรักษาเงินทุนไว้ได้</p><p>อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (R:R) ที่เหมาะสม อย่างน้อย 1:2 ถือเป็นเป้าหมายที่นักเทรดควรตั้งไว้ เพื่อให้การเทรดทุกครั้งมีโอกาสทำกำไรมากกว่าขาดทุนเสมอ โปรดจำไว้ว่าตัวอย่างตัวเลขที่ใช้ในบทความเป็นเพียงการสาธิต ไม่ใช่ราคาปัจจุบัน การลงทุนในตลาด Forex มีความเสี่ยงสูง นักเทรดควรศึกษาข้อมูลและวางแผนการเทรดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน</p></div>
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
การเทรด USD/CAD เหมาะกับนักลงทุนแบบไหน?
การเทรด USD/CAD เหมาะกับนักลงทุนที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ และแคนาดา รวมถึงราคาน้ำมันดิบโลกอย่างใกล้ชิด ผู้ที่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสกุลเงินและสินค้าโภคภัณฑ์จะสามารถใช้ประโยชน์จากความผันผวนของคู่นี้ได้ดี นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีและมีวินัยในการเทรด เพราะเป็นคู่เงินที่มีความผันผวนสูง ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนสูงแต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
USD/CAD มีความผันผวนสูงแค่ไหนเมื่อเทียบกับคู่เงินอื่น?
USD/CAD ถือเป็นคู่เงินที่มีความผันผวนในระดับปานกลางถึงสูงเมื่อเทียบกับคู่เงินหลักอื่นๆ เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากราคาน้ำมันและนโยบายการเงินของสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเหล่านี้สามารถทำให้ราคาเคลื่อนไหวได้ถึง 80-120 pips หรือมากกว่านั้นภายในหนึ่งวัน ซึ่งอาจจะสูงกว่าคู่เงินอย่าง EUR/USD หรือ GBP/USD ในบางช่วงเวลา นักเทรดควรใช้ Stop Loss เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนนี้
จะหาข้อมูลราคาน้ำมันแบบเรียลไทม์เพื่อประกอบการตัดสินใจเทรด USD/CAD ได้จากที่ไหน?
คุณสามารถหาข้อมูลราคาน้ำมันแบบเรียลไทม์ได้จากหลายแหล่ง เช่น เว็บไซต์ข่าวสารการเงินชั้นนำอย่าง Reuters, Bloomberg, Investing.com หรือผ่านแพลตฟอร์มการเทรดของโบรกเกอร์ที่คุณใช้บริการ ซึ่งมักจะมีข้อมูลราคาสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงน้ำมันดิบให้ติดตาม นอกจากนี้ยังมีเว็บไซต์เฉพาะทางด้านพลังงานที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุปทานและอุปสงค์ ซึ่งสามารถช่วยในการวิเคราะห์ทิศทางราคาน้ำมันได้ดียิ่งขึ้น
การใช้ Economic Calendar ช่วยในการเทรด USD/CAD ได้อย่างไร?
Economic Calendar หรือปฏิทินเศรษฐกิจ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้นักเทรด USD/CAD สามารถวางแผนการเทรดได้โดยการแจ้งเตือนถึงการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ และแคนาดา เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน หรือการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย การทราบล่วงหน้าว่าจะมีการประกาศข่าวใดบ้างและเวลาใด จะช่วยให้คุณเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของราคาที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ และสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเข้าเทรด หรือหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่มีความเสี่ยงสูง
มีช่วงเวลาไหนบ้างที่ USD/CAD มีสภาพคล่องสูงที่สุด?
USD/CAD มักจะมีสภาพคล่องสูงที่สุดในช่วงที่ตลาดลอนดอนและตลาดนิวยอร์กเปิดทำการพร้อมกัน ซึ่งโดยประมาณคือช่วงเวลา 13:00 น. ถึง 21:00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST) หรือช่วงเย็นถึงดึกตามเวลาประเทศไทย ในช่วงเวลานี้จะมีปริมาณการซื้อขายสูง ทำให้ Spread (ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย) แคบลง และการเคลื่อนไหวของราคาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเหมาะสำหรับการเข้าและออกจากการเทรด
ทดลองเทรดฟรี XM — โบรกที่ อ.บอม ใช้เทรดจริง (พาร์ทเนอร์ XM)
แนะนำจากเครือข่าย SiamCafe
คู่มือ Forex ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- SiamCafe.net - ชุมชนไอทีไทยตั้งแต่ปี 1997
- iCafeFX.com - ศูนย์วิเคราะห์ Forex และทองคำ