support and resistance level of stocks — คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026 | SiamCafe Blog
ระดับแนวรับและแนวต้านของหุ้นคืออะไร — เข้าใจจากรากฐานจริง ๆ
ระดับแนวรับและแนวต้านของหุ้น หรือที่นักลงทุนทั่วโลกเรียกกันติดปากว่า "โซ่รับ–โซ่ต้าน" คือระดับราคาที่ตลาดเคยแสดงปฏิกิริยาอย่างชัดเจนในอดีต
โดยแนวรับคือระดับราคาที่แรงซื้อมักเข้ามาหนุน ทำให้ราคาหยุดดิ่งหรือเด้งกลับขึ้น ส่วนแนวต้านคือระดับราคาที่แรงขายมักออกมากด ทำให้ราคาหยุดขึ้นหรือย่อลง ผมอ.บอม ในฐานะเทรดเดอร์ที่ผ่านสนามมากว่า 13 ปี ขอบอกตรง ๆ ว่านี่คือแนวคิดวิเคราะห์กราฟที่เก่าแก่ที่สุดแต่ใช้งานได้จริงที่สุดเท่าที่ผมเคยเรียนรู้มา ไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนไปแค่ไหน พฤติกรรมมนุษย์เรื่องกลัวขาดทุนและโลภอยากกำไรนั้นไม่เคยเปลี่ยน และแนวรับ–แนวต้านก็คือภาพสะท้อนของพฤติกรรมนั้นบนกราฟราคาหุ้น
หลักการง่าย ๆ คือ ราคาหุ้นมีความจำ เมื่อราคาเคยลงมาแตะระดับหนึ่งแล้วเด้ง นักลงทุนที่เคยพลาดโอกาสซื้อจะรอซื้อที่ระดับนั้นอีกครั้ง เมื่อแรงซื้อกระจุกตัวก็กลายเป็นแนวรับ ในทางกลับกัน คนที่ซื้อบนยอดแล้วถูกหนี้สินค้าค้างยืน (หรือที่เราเรียกว่าซื้อแพงโดนขาดทุน) จะรอขายคืนทุนทุกครั้งที่ราคาย้อนกลับขึ้นมา แรงขายกระจุกตัวตรงนั้นก็กลายเป็นแนวต้าน ดังนั้นแนวรับและแนวต้านจึงไม่ใช่เส้นวิเศษที่ใครวาดขึ้นมาเอง แต่คือบันทึกพฤติกรรมการซื้อขายจริงของผู้คนนับหมื่นนับล้านความคิดรวมกัน
สิ่งสำคัญที่มือใหม่มักเข้าใจผิดคือ คิดว่าแนวรับ–แนวต้านเป็น "เส้น" บาง ๆ เส้นเดียว แต่ความจริงแล้วมันคือ "โซน" หรือพื้นที่กว้าง ๆ ที่ราคามักปฏิกิริยาภายในช่วงนั้น เช่น แนวรับของหุ้นแบงก์รายใหญ่อาจอยู่ในโซนราคา 142–145 บาท ไม่ใช่ 143.50 เป๊ะ ๆ การมองเป็นโซนช่วยลดความผิดหวังเรื่องราคาหลุดเส้นไปสองสามสตางค์แล้วเด้งกลับ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากจนบางคนตั้งชื่อเล่นว่า "เส้นหลอก" ทั้งที่จริงคือเราวาดผิดมาตั้งแต่ต้น
ในบทความนี้ผมจะพาไปไล่ตั้งแต่การระบุแนวรับ–แนวต้านด้วยวิธีต่าง ๆ วิธีการยืนยันความแข็งแรงของระดับ การเทรดเมื่อราคาทะลุระดับ จนถึงข้อผิดพลาดที่ผมเห็นมือใหม่พลาดซ้ำ ๆ มาตลอด 13 ปี ทั้งหมดนี้เขียนจากประสบการณ์จริงในตลาด ไม่ใช่ทฤษฎีลอย ๆ จากหนังสือ ถ้าพร้อมแล้ว เราไปกันเลย
การระบุแนวรับและแนวต้านที่แม่นยำคือหัวใจของการวิเคราะห์ทั้งหมด ถ้าวาดผิดตั้งแต่แรก กลยุทธ์ที่เหลือจะพังทั้งหมด ผมขอแบ่งวิธีที่ผมใช้จริงออกเป็น 4
วิธีหลักดังนี้
การระบุแนวรับและแนวต้านที่แม่นยำคือหัวใจของการวิเคราะห์ทั้งหมด ถ้าวาดผิดตั้งแต่แรก กลยุทธ์ที่เหลือจะพังทั้งหมด ผมขอแบ่งวิธีที่ผมใช้จริงออกเป็น 4 วิธีหลักดังนี้
1. จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในอดีต (Swing High / Swing Low)
วิธีพื้นฐานที่สุดคือมองหายอดและก้นของกราฟในอดีต จุดที่ราคาเคยกลับตัวมาแล้วคือจุดที่มีแนวโน้มจะทำหน้าที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านในอนาคต กฎง่าย ๆ ที่ผมใช้คือยิ่งราคากลับตัวจากระดับนั้นหลายครั้ง ยิ่งระดับนั้นแข็งแรง เรียกว่า "การทดสอบซ้ำ" ระดับที่ถูกทดสอบ 3 ครั้งขึ้นไปแล้วยังยืนได้ ถือว่ามีน้ำหนักมากกว่าระดับที่เพิ่งก่อตัวครั้งเดียวอย่างชัดเจน
2. โซนราคาที่มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น
พื้นที่ราคาหุ้นเคยกลิ้งไปมาอยู่ในช่วงแคบ ๆ เป็นเวลานาน เรียกว่าโซนสะสมหรือโซนกระจาย มีปริมาณการซื้อขายสะสมสูง แนวรับ–แนวต้านที่เกิดจากโซนพวกนี้มักแข็งแรงกว่าจุดกลับตัวเดี่ยว ๆ เพราะมีนักลงทุนจำนวนมากที่ตำแหน่งซื้อของเขาอยู่ช่วงราคานั้น เมื่อราคากลับมาแตะ ทั้งคนที่อยากซื้อเพิ่มและคนที่รอขายคืนทุนจะลงมือพร้อมกัน แรงปฏิกิริยาจึงรุนแรง มีเครื่องมือวัดเรียกว่า Volume Profile ที่ช่วยระบุโซนพวกนี้ได้ตรงไปตรงมา แนะนำให้ลองศึกษาเพิ่ม
3. เส้นค่าเฉลี่ยราคา (Moving Average)
เส้นค่าเฉลี่ยราคายอดนิยมอย่างเส้น 50 วัน 100 วัน และ 200 วัน ทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้านแบบ "เคลื่อนที่" ได้ดีมาก โดยเฉพาะในหุ้นที่มีแนวโน้มชัดเจน หุ้นรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยจำนวนมากมักเด้งจากเส้น 200 วันในช่วงตลาดขาขึ้น ผมมักใช้เส้นค่าเฉลี่ยเป็นตัวยืนยันร่วมกับแนวรับราคา ถ้าโซนแนวรับที่วาดไว้ตรงกับเส้น 200 วันพอดี นั่นคือสัญญาณความแข็งแรงที่ทับซ้อนกัน ความน่าเชื่อถือสูงขึ้นทันที
4. ตัวเลขทางจิตวิทยา (Psychological Level)
ราคาที่ลงตัวสวยงาม เช่น 100.00 บาท 50.00 บาท 200.00 บาท หรือรอบตัวเลขที่คนมองเห็นง่าย มักทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้านโดยธรรมชาติ เพราะคำสั่งซื้อขายของนักลงทุนจำนวนมากถูกตั้งไว้ที่ตัวเลขพวกนี้ ทั้งแบบตั้งเองและแบบที่สถาบันตั้งเงื่อนไขซื้อขายอัตโนมัติไว้
| วิธีระบุ | จุดแข็ง | จุดอ่อน | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| Swing High/Low | ง่าย ตรงไปตรงมา | ต้องใช้ตาตัดสิน อาจลำเอียง | มือใหม่ทุกคน |
| โซนปริมาณหนาแน่น | แม่นยำ มีข้อมูลรองรับ | ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ | เทรดเดอร์ที่เก่งขึ้น |
| เส้นค่าเฉลี่ยราคา | ชัดเจน ไม่ต้องตัดสินใจเอง | ทำงานได้ดีเฉพาะตลาดมีเทรนด์ | ผู้เทรดตามแนวโน้ม |
| ตัวเลขจิตวิทยา | หาง่าย ทุกกราฟ | เป็นแนวคิดเชิงคาดเดา | ใช้เสริมร่วมกับวิธีอื่น |
ไม่ใช่ทุกแนวรับหรือแนวต้านจะเท่ากัน บางระดับราคาเด้งแรงจนเทรดได้กำไรงาม บางระดับราคาทะลุผ่านไปเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คำถามคือเราจะแยกแยะได้อย่างไรว่าระดับไหนแข็งแรง ผมขอยกปัจจัยหลัก 4 ข้อที่ผมใช้ประเมินมาตลอด
ความแข็งแรงของแนวรับและแนวต้าน — ปัจจัยที่กำหนดว่าระดับไหนน่าเชื่อถือ
ไม่ใช่ทุกแนวรับหรือแนวต้านจะเท่ากัน บางระดับราคาเด้งแรงจนเทรดได้กำไรงาม บางระดับราคาทะลุผ่านไปเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คำถามคือเราจะแยกแยะได้อย่างไรว่าระดับไหนแข็งแรง ผมขอยกปัจจัยหลัก 4 ข้อที่ผมใช้ประเมินมาตลอด
ปัจจัยที่ 1: จำนวนครั้งที่ราคาทำปฏิกิริยา
ระดับที่ราคาเคยเด้งหรือถูกกดกลับมาแล้วหลายครั้งย่อมแข็งแรงกว่าระดับที่เพิ่งก่อตัวครั้งแรก ทุกครั้งที่ราคาเด้งจากระดับนั้น นักลงทุนกลุ่มที่จับตาดูจะจดจำและพร้อมลงมือครั้งต่อไป ความเชื่อมั่นในระดับราคานั้นสะสมขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีข้อควรระวัง คือระดับที่ถูกทดสอบบ่อยเกินไป (มากกว่า 5–6 ครั้ง) แรงซื้อหรือแรงขายที่รออยู่อาจถูกดูดซับจนหมด ทำให้เส้นนั้นเปราะลงในที่สุด เหมือนเขื่อนที่รับแรงกระแทกซ้ำ ๆ จนรั่ว
ปัจจัยที่ 2: ระยะเวลาที่ระดับนั้นยังมีผล
แนวรับ–แนวต้านที่ก่อตัวเมื่อหลายเดือนหรือหลายปีก่อนและยังทำงานอยู่จนถึงปัจจุบัน มีน้ำหนักมากกว่าระดับที่เพิ่งเกิดเมื่อสัปดาห์ก่อน เพราะนักลงทุนสถาบันที่ถือหุ้นระยะยาวมักวางแผนซื้อขายตามโครงสร้างราคาระยะยาว ไม่ใช่กรอบสั้น ๆ หลายครั้งที่ผมเห็นหุ้นรายใหญ่เด้งพอดีจากระดับที่เคยเป็นจุดต่ำสุดเมื่อ 2–3 ปีก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นเพราะความจำของตลาดยาวกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
ปัจจัยที่ 3: ความรุนแรงของการเคลื่อนไหวที่ออกจากระดับ
เมื่อราคาเด้งออกจากแนวรับด้วยแท่งเทียนใหญ่พร้อมปริมาณซื้อขายสูง แสดงว่าแรงซื้อที่ระดับนั้นจริงจังมาก นักลงทุนสถาบันอาจเข้าซื้อรอบใหญ่ ระดับแบบนี้จะถูกจดจำในฐานะแนวรับสำคัญ ต่างจากการเด้งเบา ๆ ด้วยแท่งเล็กและปริมาณต่ำ ซึ่งอาจเป็นแค่การพักตัวชั่วคราวก่อนราคาไหลทะลุลงต่อ
ปัจจัยที่ 4: กรอบเวลาที่ใช้วิเคราะห์
หนึ่งในช่วงเวลาที่ผู้เทรดได้กำไรมากที่สุดและขาดทุนหนักที่สุดพร้อมกัน ก็คือตอนที่ราคาหุ้นทะลุแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Breakout
หรือการทะลุระดับ เป็นจุดที่เทรนด์ใหม่มักเริ่มต้น แต่ก็เป็นจุดที่กับดักชื่อว่า "เส้นหลอก" หรือ False Breakout ซุ่มรออยู่เสมอ
เมื่อรวมทั้ง 4 ปัจจัยนี้เข้าด้วยกัน คุณจะสามารถให้คะแนนแต่ละระดับได้ว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน ระดับที่ผ่านหลายปัจจัยพร้อมกันคือ "ระดับคุณภาพสูง" ที่ควรใช้เป็นจุดวางแผนเทรดหลัก ส่วนระดับคุณภาพต่ำใช้เป็นแค่ข้อมูลประกอบ อย่าเดิมพันหนักกับระดับที่ตัวเองยังไม่มั่นใจ
การเทรดเมื่อราคาทะลุแนวรับหรือแนวต้าน — Breakout กับเส้นหลอก
หนึ่งในช่วงเวลาที่ผู้เทรดได้กำไรมากที่สุดและขาดทุนหนักที่สุดพร้อมกัน ก็คือตอนที่ราคาหุ้นทะลุแนวรับหรือแนวต้านสำคัญ ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Breakout หรือการทะลุระดับ เป็นจุดที่เทรนด์ใหม่มักเริ่มต้น แต่ก็เป็นจุดที่กับดักชื่อว่า "เส้นหลอก" หรือ False Breakout ซุ่มรออยู่เสมอ
Breakout แท้หน้าตาเป็นอย่างไร
การทะลุระดับที่แท้จริงมักมีลักษณะร่วมกัน คือแท่งเทียนที่ทะลุมีตัวใหญ่ ปิดพ้นระดับเดิมอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่หนวดแตะผ่านไปเฉย ๆ และที่สำคัญที่สุดคือปริมาณการซื้อขายต้องพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างเห็นได้ชัด เช่นสูงกว่าปริมาณเฉลี่ย 20 วันอย่างน้อย 1.5–2 เท่า ปริมาณคือเสียงยืนยันของตลาด การทะลุที่ไม่มีปริมาณหนุนเปรียบเสมือนการชูป้ายโดยไม่มีคนตะโกนตาม มักไม่ยั่งยืน ผมเคยนับดูการเทรดของตัวเองในช่วงต้น ๆ ที่เสียเงินเยอะ พบว่ากว่าครึ่งเกิดจากการไล่ซื้อการทะลุที่ปริมาณไม่ยืนยัน หลังจากเข้มงวดเรื่องนี้ ผลลัพธ์ดีขึ้นทันที
กลยุทธ์รับมือเส้นหลอก
หลายคนเรียนรู้การวาดแนวรับแนวต้านจนคล่องมือแล้ว แต่ยังขาดทุนซ้ำ ๆ เหตุผลเดียวคือไม่ผูกมันเข้ากับการบริหารความเสี่ยง ในฐานะคนที่เทรดมา 13
ปีและเห็นคนเล่นหมดตัวมานับไม่ถ้วน ผมขอย้ำว่าความรู้เรื่องระดับราคาจะมีค่าก็ต่อเมื่อถูกใช้เป็นฐานของการคุมความเสี่ยงเท่านั้น
อีกเทคนิคที่ช่วยได้คือแบ่งขนาดสถานะ เข้าครึ่งหนึ่งตอนราคาทะลุพร้อมปริมาณยืนยัน และเก็บอีกครึ่งไว้เมื่อราคาย่อทดสอบระดับสำเร็จ วิธีนี้บาลานซ์ระหว่างความเสี่ยงพลาดรถกับความเสี่ยงขึ้นรถผิด ซึ่งเป็นปัญหาสองด้านที่เทรดเดอร์ต้องเจอตลอดชีวิต ไม่มีสูตรไหนสมบูรณ์แบบ แต่การแบ่งเข้าทำให้เราไม่เสียใจมากทั้งสองกรณี
สุดท้าย อย่าลืมว่าเมื่อแนวต้านถูกทะลุสำเร็จ บทบาทจะสลับกัน แนวต้านเดิมกลายเป็นแนวรับใหม่ และแนวรับที่ถูกเจาะลงก็กลายเป็นแนวต้านใหม่ กฎการสลับบทบาทนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้วางจุดตัดขาดทุนและจุดทำกำไรได้อย่างเป็นระบบ ผมใช้มันเป็นโครงหลักในการจัดการทุกสถานะของผมมาตลอด
การผสานแนวรับแนวต้านเข้ากับการบริหารความเสี่ยง — หัวใจที่คนมองข้าม
หลายคนเรียนรู้การวาดแนวรับแนวต้านจนคล่องมือแล้ว แต่ยังขาดทุนซ้ำ ๆ เหตุผลเดียวคือไม่ผูกมันเข้ากับการบริหารความเสี่ยง ในฐานะคนที่เทรดมา 13 ปีและเห็นคนเล่นหมดตัวมานับไม่ถ้วน ผมขอย้ำว่าความรู้เรื่องระดับราคาจะมีค่าก็ต่อเมื่อถูกใช้เป็นฐานของการคุมความเสี่ยงเท่านั้น
จุดเข้า จุดตัดขาดทุน และสัดส่วนรางวัลต่อความเสี่ยง
หลักการคือทุกการเทรดต้องวางสามจุดก่อนกดสั่งซื้อ จุดเข้าใกล้แนวรับหรือแนวต้านที่แข็งแรง จุดตัดขาดทุนวางไว้หลังโซนระดับนั้นเล็กน้อย เช่นถ้าซื้อที่แนวรับ 100 บาท จุดตัดอาจอยู่ที่ 97–98 บาท ให้ห่างพอที่จะไม่โดนความผันผวนปกติปัดออก แต่ไม่ไกลจนขาดทุนหนักเกิน แล้วคำนวณเป้าหมายกำไรที่แนวต้านถัดไป ตรวจสอบว่าสัดส่วนกำไรต่อความเสี่ยงอย่างน้อย 2 ต่อ 1 ถ้าได้ 3 ต่อ 1 ยิ่งดี ถ้าสัดส่วนต่ำกว่า 1.5 ต่อ 1 ผมแนะนำให้ข้ามเทรดนั้นไปเลย ต่อให้จุ
คำถามที่พบบ่อย
แนวรับและแนวต้านของหุ้นคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
แนวรับและแนวต้าน หรือที่นักลงทุนเรียกกันติดปากว่า "โซ่รับ–โซ่ต้าน" คือระดับราคาที่ตลาดเคยแสดงปฏิกิริยาอย่างชัดเจนในอดีต โดยแนวรับคือระดับที่แรงซื้อมักเข้ามาหนุนทำให้ราคาหยุดดิ่งหรือเด้งกลับขึ้น ส่วนแนวต้านคือระดับที่แรงขายมักออกมากดทำให้ราคาหยุดขึ้นหรือย่อลง หลักการสำคัญคือราคาหุ้นมีความจำ เมื่อราคาเคยลงมาแตะระดับหนึ่งแล้วเด้ง นักลงทุนที่เคยพลาดโอกาสซื้อจะรอซื้อที่ระดับนั้นอีกครั้ง ทำให้แรงซื้อกระจุกตัวกลายเป็นแนวรับ ในทางกลับกันคนที่ซื้อบนยอดแล้วขาดทุนจะรอขายคืนทุนทุกครั้งที่ราคาย้อนกลับขึ้นมา แรงขายกระจุกตัวก็กลายเป็นแนวต้าน ดังนั้นแนวรับ–แนวต้านจึงไม่ใช่เส้นวิเศษที่ใครวาดขึ้นมาเอง แต่คือบันทึกพฤติกรรมการซื้อขายจริงของผู้คนนับหมื่นนับล้านที่รวมกัน ซึ่งสะท้อนความกลัวขาดทุนและความโลภอยากได้กำไรที่ไม่เคยเปลี่ยน
แนวรับแนวต้านควรมองเป็น "เส้น" หรือ "โซน"?
ควรมองเป็น "โซน" หรือพื้นที่กว้าง ๆ เสมอ เพราะนี่คือข้อผิดพลาดที่มือใหม่เข้าใจผิดบ่อยที่สุด คือคิดว่าแนวรับ–แนวต้านเป็นเส้นบาง ๆ เพียงเส้นเดียว แต่ความจริงแล้วราคามักแสดงปฏิกิริยาภายในช่วงราคากว้าง ๆ ไม่ใช่จุดเดียว เช่น แนวรับของหุ้นแบงก์รายใหญ่อาจอยู่ในโซนราคา 142–145 บาท ไม่ใช่ 143.50 บาทเป๊ะ ๆ การมองเป็นโซนช่วยลดความผิดหวังเรื่องราคาหลุดเส้นไปสองสามสตางค์แล้วเด้งกลับ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากจนบางคนตั้งชื่อเล่นว่า "เส้นหลอก" ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่เส้นหลอก แต่คือเราวาดผิดมาตั้งแต่ต้นโดยกำหนดระดับแคบเกินไป การใช้โซนราคาจึงสะท้อนพฤติกรรมตลาดจริงและช่วยให้ตัดสินใจเทรดได้แม่นยำและมีวินัยมากขึ้น
มีวิธีระบุแนวรับและแนวต้านบนกราฟหุ้นอย่างไรบ้าง?
มี 4 วิธีหลักที่ใช้ได้จริง วิธีแรกคือจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในอดีต (Swing High / Swing Low) โดยดูจุดที่ราคาเคยกลับตัว ยิ่งราคากลับตัวจากระดับนั้นหลายครั้งยิ่งแข็งแรง ระดับที่ถูกทดสอบ 3 ครั้งขึ้นไปแล้วยังยืนได้ถือว่ามีน้ำหนักมาก วิธีที่สองคือโซนราคาที่มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น หรือโซนสะสม–โซนกระจาย ซึ่งมีนักลงทุนจำนวนมากถือตำแหน่งในช่วงราคานั้น สามารถใช้เครื่องมือ Volume Profile ช่วยระบุได้ วิธีที่สามคือเส้นค่าเฉลี่ยราคา (Moving Average) อย่างเส้น 50, 100 และ 200 วัน ที่ทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้านแบบเคลื่อนที่ โดยเฉพาะในหุ้นที่มีแนวโน้มชัดเจน และวิธีที่สี่คือตัวเลขทางจิตวิทยา เช่น ราคา 100.00, 50.00 หรือ 200.00 บาท ที่คำสั่งซื้อขายจำนวนมากถูกตั้งไว้ ควรใช้หลายวิธีร่วมกันเพื่อยืนยันความแข็งแรงของระดับ
ควรใช้วิธีระบุแนวรับแนวต้านแบบใดให้เหม
แนะนำเพิ่มเติม
🎯 เปิดบัญชี XM Forex → สมัคร
📱 แอป iCafeFX → ดาวน์โหลด
📊 สัญญาณฟรี → รับสัญญาณ
📚 คู่มือเทรด → SiamCafeBook
🤝 สมัคร Partner XM → pipaffiliates.com/c?c=72816&l=th&p=6
เริ่มต้นเทรด Forex กับ XM — โบรกที่ อ.บอม ใช้เทรดจริง (พาร์ทเนอร์ XM)
แนะนำจากเครือข่าย SiamCafe
คู่มือ Forex ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- SiamCafe.net - ชุมชนไอทีไทยตั้งแต่ปี 1997
- iCafeFX.com - ศูนย์วิเคราะห์ Forex และทองคำ