Python Def คืออะไร — คู่มือโปรแกรมมิ่ง 2026 — คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026 | SiamCafe Blog
Python Def คืออะไร — ทำความเข้าใจคำสั่งสร้างฟังก์ชันในภาษาไพธอน
ถ้าคุณกำลังเริ่มต้นเรียนรู้การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาไพธอน สิ่งแรกที่ต้องเจอแน่นอนคือคำสั่ง def ซึ่งย่อมาจากคำว่า define หรือ "นิยาม" นั่นเอง หน้าที่ของมันคือการบอกกับตัวแปรภาษาว่าเรากำลังจะสร้างฟังก์ชันขึ้นมาหนึ่งอัน เพื่อเก็บกลุ่มคำสั่งการทำงานบางอย่างไว้ใช้ซ้ำได้ตามต้องการ ผม อ.บอม ในฐานะคนที่ใช้ไพธอนเขียนระบบซิกแนลเทรดและเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลราคามาตลอดสิบสามปี ขอบอกเลยว่าการเข้าใจ def อย่างถ่องแท้คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการเขียนโปรแกรมทุกรูปแบบในภาษานี้
รูปแบบพื้นฐานของการสร้างฟังก์ชันด้วย def มีลักษณะแบบนี้
def ชื่อฟังก์ชัน(พารามิเตอร์): คำสั่งการทำงาน return ค่าที่ต้องการส่งกลับ
ตัวอย่างง่ายที่สุดคือฟังก์ชันทักทายผู้ใช้
def ทักทาย(ชื่อ): return f"สวัสดีครับ {ชื่อ}"
print(ทักทาย("อ.บอม"))
เมื่อเราเรียกใช้ฟังก์ชันนี้ มันจะส่งกลับข้อความว่า "สวัสดีครับ อ.บอม" ทันที จุดสำคัญคือการเยื้องย่อหน้า ซึ่งภาษาไพธอนใช้ย่อหน้าในการกำหนดขอบเขตของบล็อกโค้ด แทนการใช้วงเล็บปีกกาเหมือนภาษาอื่น ๆ หากย่อหน้าผิด โปรแกรมจะแจ้งข้อผิดพลาดทันที นี่คือเหตุผลที่ผมมักบอกผู้เรียนว่าให้ฝึกนิสัยการจัดย่อหน้าให้สวยงามตั้งแต่วันแรก เพราะในภาษาไพธอน รูปลักษณ์ของโค้ดคือความหมายจริง ๆ ไม่ใช่แค่ความประณีตส่วนตัว
การใช้ def ช่วยให้เราแยกตรรกะการทำงานออกเป็นส่วน ๆ ที่ชัดเจน แทนที่จะเขียนโค้ดยาวเหยียดเป็นร้อยบรรทัดในไฟล์เดียว เราสามารถแตกงานออกเป็นฟังก์ชันเล็ก ๆ ที่แต่ละตัวทำหน้าที่เดียว ทำให้การตรวจสอบข้อผิดพลาด การทดสอบ และการปรับปรุงโค้ดในภายหลังทำได้ง่ายขึ้นมาก นี่คือหลักการที่เรียกว่าการเขียนโค้ดแบบโมดูลาร์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่นักพัฒนามืออาชีพทุกคนต้องยึดถือ
ลองนึกภาพงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ทุกวัน เช่น การคำนวณกำไรขาดทุนจากยอดเทรดสิบรายการ ถ้าไม่มีฟังก์ชัน เราต้องเขียนสูตรคำนวณซ้ำสิบครั้ง และถ้าวันหนึ่งสูตรผิดพลาดหรือต้องปรับเงื่อนไข เราต้องไล่แก้ทั้งสิบจุด โอกาสพลาดสูงมาก แต่ถ้าเราเขียนฟังก์ชันหนึ่งตัวแล้วเรียกใช้สิบครั้ง เวลาแก้ไขเราแก้ที่เดียวจบ ทั้งระบบได้ผลถูกต้องทันที นี่คือหัวใจของหลักการเขียนครั้งเดียวใช้ได้หลายที่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังซอฟต์แวร์ทุกตัวที่คุณใช้อยู่ในทุกวันนี้
ในปี 2026 การเขียนโปรแกรมไพธอนยังคงเป็นทักษะที่ตลาดงานต้องการสูง ไม่ว่าจะเป็นงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ หรือการพัฒนาระบบหลังบ้าน และทุกเส้นทางเหล่านั้นล้วนเริ่มต้นจากการเข้าใจ def ให้ลึกซึ้ง ข้อดีอีกอย่างของฟังก์ชันคือมันทำให้เราคิดแบบแยกส่วน เหมือนการจัดการพอร์ตเทรดที่เราแยกเรื่องความเสี่ยง การเข้าไม้ และการปิดไม้ออกจากกัน โค้ดที่ดีก็ต้องมีขอบเขตชัดเจนแบบเดียวกัน ถ้าคุณเข้าใจหลักการนี้ได้ตั้งแต่ต้น การต่อยอดไปสู่เรื่องที่ซับซ้อนกว่าจะไม่ใช่อุปสรรคเลย
ฟังก์ชันในภาษาไพธอนมีองค์ประกอบหลักสามส่วนที่ต้องทำความเข้าใจให้แม่นยำ ได้แก่ ชื่อฟังก์ชัน พารามิเตอร์ และคำสั่งส่งค่ากลับ
องค์ประกอบทั้งสามส่วนของฟังก์ชันทำงานร่วมกันอย่างไร
พารามิเตอร์คือตัวแปรที่เรากำหนดไว้ในวงเล็บตอนสร้างฟังก์ชัน ส่วนอาร์กิวเมนต์คือค่าจริงที่เราส่งเข้าไปตอนเรียกใช้ หลายคนสับสนสองคำนี้ ให้จำง่าย ๆ ว่าพารามิเตอร์คือแม่แบบ อาร์กิวเมนต์คือของจริงที่ส่งเข้ามา เหมือนแบบฟอร์มเปิดออร์เดอร์ที่มีช่องกรอกรออยู่ พอถึงเวลาใช้งานจริงเราค่อยกรอกตัวเลขที่ต้องการลงไป
เรื่องการตั้งชื่อฟังก์ชันก็สำคัญไม่แพ้กัน ชื่อที่ดีควรเป็นคำกริยาหรือวลีที่บอกว่าฟังก์ชันทำอะไร เช่น คำนวณกำไร ดึงข้อมูลราคา ตรวจสอบสัญญาณ เมื่ออ่านโค้ดที่เรียกใช้ฟังก์ชันเหล่านี้ เราจะเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่ต้องเปิดดูข้างใน นี่คือหลักการที่เรียกว่าความอ่านง่ายของโค้ด ซึ่งไพธอนถือเป็นภาษาที่ได้เปรียบเรื่องนี้อยู่แล้ว เราเพียงต้องรักษามันไว้ด้วยการตั้งชื่ออย่างมีสมาธิ ไม่ใช้ชื่อยาวเฟื้อยจนอ่านยาก และไม่ใช้ชื่อสั้นเกินไปจนไม่รู้ความหมาย
ภาษาไพธอนรองรับการส่งค่าเข้าฟังก์ชันหลายรูปแบบ ดังตารางนี้
| รูปแบบ | ตัวอย่างโค้ด | ความหมาย |
|---|---|---|
| พารามิเตอร์ปกติ | def คำนวณ(จำนวน): | ต้องส่งค่ามาให้ครบตามลำดับ |
| ค่าเริ่มต้น | def คำนวณ(จำนวน=10): | ถ้าไม่ส่งค่ามา ใช้ค่าเริ่มต้นแทน |
| อาร์กิวเมนต์แบบระบุชื่อ | คำนวณ(จำนวน=50) | ส่งค่าโดยระบุชื่อพารามิเตอร์ ไม่ต้องเรียงลำดับ |
| อาร์กิวเมนต์จำนวนไม่จำกัด | def รวมยอด(*ตัวเลข): | รับค่าได้หลายตัวเก็บเป็นทูเพิล |
| พารามิเตอร์คู่คีย์-ค่า | def ตั้งค่า(**ข้อมูล): | รับคู่ชื่อ-ค่าเก็บเป็นพจนานุกรม |
ส่วนคำสั่ง return ใช้ส่งค่ากลับออกจากฟังก์ชัน ถ้าไม่เขียน return ฟังก์ชันจะส่งกลับค่าว่างโดยอัตโนมัติ จุดที่มือใหม่พลาดบ่อยคือคิดว่าฟังก์ชันที่พิมพ์ข้อความด้วย print แล้วเป็นการส่งค่ากลับ ซึ่งไม่ใช่ print แค่แสดงผลบนหน้าจอเท่านั้น แต่ return คือการส่งค่าออกไปให้ตัวแปรอื่นนำไปใช้ต่อได้ ตัวอย่างเช่น
def บวกเลข(a, b): return a + b
ผลลัพธ์ = บวกเลข(7, 3) print(ผลลัพธ์ * 2) # ได้ 20 เพราะนำค่าที่ส่งกลับมาคำนวณต่อได้
จะเห็นว่าค่าที่ส่งกลับจากฟังก์ชันถูกเก็บไว้ในตัวแปรแล้วนำไปคำนวณต่อได้ทันที นี่คือพลังที่แท้จริงของฟังก์ชัน มันไม่ได้แค่ทำงานแล้วจบ แต่ผลลัพธ์ของมันสามารถไหลต่อไปยังส่วนอื่นของโปรแกรมได้ อีกจุดที่ควรรู้คือ return สามารถส่งค่ากลับได้มากกว่าหนึ่งค่า เช่น ส่งทั้งกำไรและขนาดล็อตพร้อมกันในรูปทูเพิล ซึ่งช่วยให้ออกแบบฟังก์ชันได้ยืดหยุ่นขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งตัวแปรส่วนกลางเลย
อีกเรื่องที่ควรรู้คือขอบเขตของตัวแปร หรือ scope ตัวแปรที่สร้างภายในฟังก์ชันจะมีอยู่แค่ในฟังก์ชันนั้นเท่านั้น เรียกว่าตัวแปรเฉพาะที่ ส่วนตัวแปรที่ประกาศนอกฟังก์ชันเรียกว่าตัวแปรส่วนกลาง ซึ่งฟังก์ชันอ่านได้แต่แก้ไขโดยตรงไม่ได้ เว้นแต่จะประกาศคำสั่ง global การเข้าใจเรื่องนี้ช่วยป้องกันบั๊กยอดฮิตที่มือใหม่เจอกันทั่วโลก เช่น ตั้งชื่อตัวแปรในฟังก์ชันซ้ำกับตัวแปรนอกฟังก์ชันแล้วคิดว่าเป็นตัวเดียวกัน ทั้งที่จริงมันคนละตัวกันสนิท
หนึ่งเคล็ดลับที่อยากแนะนำคือการใช้สตริงเอกสารหรือ docstring เขียนคำอธิบายไว้ใต้บรรทัด def ทันที บอกว่าฟังก์ชันรับค่าอะไร ทำอะไร และคืนค่าอะไร พอผ่านไปสามเดือนแล้วกลับมาอ่านโค้ดตัวเอง คุณจะขอบคุณตัวเองในอดีตที่เขียนเอาไว้ เพราะความจำของมนุษย์มีจำกัด โดยเฉพาะคนที่เขียนหลายโปรเจกต์พร้อมกันแบบผม
เทคนิคขั้นสูงของ def — ค่าเริ่มต้น อาร์กิวเมนต์ไม่จำกัด และฟังก์ชันนิรนาม
เมื่อใช้งาน def จนชินมือแล้ว ขั้นต่อไปคือการใช้คุณสมบัติขั้นสูงที่ทำให้โค้ดกระชับและยืดหยุ่นขึ้น อันดับแรกคือค่าเริ่มต้นของพารามิเตอร์
ซึ่งช่วยให้ผู้เรียกใช้ฟังก์ชันไม่ต้องส่งค่าทุกตัว เช่น
def สร้างรายงาน(สัญลักษณ์, กรอบเวลา="H1", แสดงกราฟ=False): คำสั่งการทำงาน
เรียกใช้ได้ทั้งแบบสร้างรายงาน("ทองคำ") หรือสร้างรายงาน("ทองคำ", "M15", True) ตามความต้องการ วิธีนี้ทำให้ฟังก์ชันหนึ่งตัวรองรับการใช้งานได้หลากหลายสถานการณ์โดยไม่ต้องสร้างฟังก์ชันแยกหลายตัว เหมือนรถคันเดียวที่ปรับโหมดขับขี่ได้ตามถนนที่เจอ
ข้อควรระวังสำคัญคือห้ามใช้รายการที่เปลี่ยนแปลงได้ เช่น ลิสต์ หรือพจนานุกรม เป็นค่าเริ่มต้น เพราะค่านั้นจะถูกสร้างครั้งเดียวตอนนิยามฟังก์ชัน แล้วถูกใช้ร่วมกันทุกครั้งที่เรียกใช้ ทำให้เกิดพฤติกรรมแปลก ๆ ที่หาที่มาของบั๊กยาก วิธีที่ถูกต้องคือตั้งค่าเริ่มต้นเป็นค่าว่าง แล้วสร้างรายการใหม่ภายในฟังก์ชัน
def เพิ่มรายการ(ของ, รายการ=None): if รายการ is None: รายการ = [] รายการ.append(ของ) return รายการ
บั๊กแบบนี้อันตรายเพราะโค้ดทำงานได้ปกติในช่วงทดสอบ แต่พอรันจริงเป็นระยะเวลานาน ค่าที่ค้างอยู่ในรายการเริ่มต้นจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผลลัพธ์คลาดเคลื่อนโดยไม่มีสัญญาณเตือน ผมเคยเจอเคสระบบสรุปยอดเทรดที่ยอดรวมผิดจากความจริงเพราะสาเหตุแบบนี้โดยเฉพาะ ใช้เวลาไล่หาเกือบวันเต็มกว่าจะจับจุดได้ ตั้งแต่นั้นมาผมจึงตั้งกฎให้ทีมงานตรวจสอบค่าเริ่มต้นของพารามิเตอร์ทุกครั้งก่อนนำโค้ดขึ้นระบบจริง
ต่อมาคืออาร์กิวเมนต์จำนวนไม่จำกัดด้วยเครื่องหมายดอกจัน ใช้เมื่อเราไม่รู้ล่วงหน้าว่าผู้ใช้จะส่งค่ากี่ตัว เช่น ฟังก์ชันหาค่าเฉลี่ยราคาจากหลายแท่งเทียน
def ค่าเฉลี่ย(*ราคา): return sum(ราคา) / len(ราคา)
print(ค่าเฉลี่ย(2100, 2105, 2098, 2110))
ในทางกลับกัน เครื่องหมายดอกจันสองอันใช้รับคู่ชื่อและค่า เหมาะกับงานที่ต้องส่งการตั้งค่าหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ฟังก์ชันตั้งค่าบัญชีเทรดที่รับทั้งความเสี่ยงต่อไม้ ขนาดล็อตสูงสุด และระดับการแจ้งเตือน โดยไม่ต้องกำหนดพารามิเตอร์แยกทีละตัว ค่าทั้งหมดจะถูกเก็บในรูปพจนานุกรมที่เราวนอ่านได้สะดวก
นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันนิรนามหรือแลมบ์ดา ซึ่งเป็นวิธีสร้างฟังก์ชันสั้น ๆ แบบบรรทัดเดียวโดยไม่ต้องใช้ def เหมาะกับการใช้เป็นอาร์กิวเมนต์ของฟังก์ชันอื่น เช่น การเรียงลำดับข้อมูล
รายการเทรด = [{"กำไร": 50}, {"กำไร": 120}, {"กำไร": 30}] เรียงตามกำไร = sorted(รายการเทรด, key=lambda x: x["กำไร"])
อย่างไรก็ตาม แลมบ์ดามีข้อจำกัดคือเขียนคำสั่งซับซ้อนหลายบรรทัดไม่ได้ ถ้าตรรกะยาวขึ้นกว่านั้นควรกลับมาใช้ def ตามปกติ เพราะอ่านเข้าใจง่ายกว่าและแก้ไขสะดวกกว่า กฎง่าย ๆ ที่ผมใช้คือถ้าแลมบ์ดายาวจนต้องขึ้นบรรทัดใหม่ แปลว่าถึงเวลาเปลี่ยนเป็นฟังก์ชันปกติแล้ว
อีกเทคนิคที่มืออาชีพใช้กันคือการระบุชนิดข้อมูลของพารามิเตอร์และค่าที่ส่งกลับ หรือที่เรียกว่า type hints ซึ่งช่วยให้โค้ดอ่านง่ายขึ้นและเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดตรวจจับข้อผิดพลาดได้ก่อนรันโปรแกรม เช่น
def คำนวณล็อต(ความเสี่ยง: float, จุดหยุด: int) -> float: return ความเสี่ยง / (จุดหยุด * 10)
เทคนิคพวกนี้ไม่ได้ทำให้โปรแกรมเร็วขึ้นโดยตรง แต่ทำให้ทีมงานร่วมมือกันได้ลื่นไหล ลดเวลาไล่บั๊ก และยกระดับคุณภาพโค้ดไปอีกขั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่แยกระหว่างคนเขียนโปรแกรมกับนักพัฒนามืออาชีพออกจากกันชัดเจน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้ def และวิธีแก้ไข
จากประสบการณ์สอนคนเริ่มต้นมาหลายปี ผมพบว่าข้อผิดพลาดเกี่ยวกับ def มีอยู่ไม่กี่รูปแบบที่เจอซ้ำ ๆ ถ้ารู้ล่วงหน้าก็จะข้ามผ่านช่วงหัวเรื่อยเปื่อยไปได้เร็วขึ้นมาก
ข้อผิดพลาดแรกคือลืมวงเล็บตอนเรียกใช้ฟังก์ชัน การเขียนว่า ทักทาย อย่างเดียวคือการอ้างถึงตัวฟังก์ชัน ไม่ได้เรียกใช้งาน ต้องเขียนว่า ทักทาย() ถึงจะทำงาน ผมเคยเห็นโค้ดที่รันแล้วเงียบไปเลยเพราะเขียนผิดแบบนี้ ตัวแปรภาษาไม่แจ้งเตือนเพราะถือว่าเราต้องการอ้างถึงฟังก์ชันจริง ๆ ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่ภาษาอนุญาต เพราะฟังก์ชันในไพธอนเป็นวัตถุหนึ่งที่ส่งต่อกันไปมาได้ จุดนี้เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเราส่งฟังก์ชันเป็นอาร์กิวเมนต์ให้ฟังก์ชันอื่นได้ แต่ข้อเสียคือมือใหม่ลืมวงเล็บบ่อยแล้วงงว่าทำไมโค้ดไม่ทำงาน
ข้อผิดพลาดที่สองคือการส่งจำนวนอาร์กิวเมนต์ไม่ตรงกับพารามิเตอร์ ถ้าฟังก์ชันกำหนดพารามิเตอร์สามตัวแต่ส่งค่าไปสองตัว โปรแกรมจะแจ้งข้อผิดพลาดว่า missing a required positional argument วิธีแก้คือตรวจนับจำนวนให้ครบ หรือตั้งค่าเริ่มต้นให้พารามิเตอร์ที่ไม่จำเป็น ในทางปฏิบัติผมแนะนำให้ออกแบบฟังก์ชันให้มีพารามิเตอร์ที่จำเป็นน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนที่เหลือใช้ค่าเริ่มต้นเสียหมด โค้ดจะยืดหยุ่นกว่ามาก
คำถามที่พบบ่อย
คำสั่ง def ในภาษาไพธอนมีหน้าที่อะไรและใช้ทำอะไร?
คำสั่ง def ย่อมาจากคำว่า define หรือ "นิยาม" ทำหน้าที่บอกกับตัวแปรภาษาว่าเรากำลังจะสร้างฟังก์ชันขึ้นมาหนึ่งอัน เพื่อเก็บกลุ่มคำสั่งการทำงานบางอย่างไว้ใช้ซ้ำได้ตามต้องการ รูปแบบพื้นฐานคือ def ตามด้วยชื่อฟังก์ชัน วงเล็บที่ใส่พารามิเตอร์ แล้วจบด้วยเครื่องหมายจุดคู่ ต่อด้วยบล็อกคำสั่งการทำงานที่ย่อหน้าเข้ามา การเข้าใจ def อย่างถ่องแท้ถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของการเขียนโปรแกรมทุกรูปแบบในภาษาไพธอน เพราะไม่ว่าจะทำงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ หรือระบบหลังบ้าน ล้วนต้องเริ่มต้นจากการสร้างฟังก์ชันด้วยคำสั่งนี้ทั้งสิ้น
เพราะอะไรการใช้ฟังก์ชันจึงช่วยให้เขียนโค้ดได้ดีกว่าการเขียนโค้ดยาวในไฟล์เดียว?
การใช้ def ช่วยให้เราแยกตรรกะการทำงานออกเป็นส่วน ๆ ที่ชัดเจน แทนที่จะเขียนโค้ดยาวเหยียดเป็นร้อยบรรทัดในไฟล์เดียว เราสามารถแตกงานออกเป็นฟังก์ชันเล็ก ๆ ที่แต่ละตัวทำหน้าที่เดียว ทำให้การตรวจสอบข้อผิดพลาด การทดสอบ และการปรับปรุงโค้ดในภายหลังทำได้ง่ายขึ้นมาก นี่คือหลักการเขียนโค้ดแบบโมดูลาร์ที่นักพัฒนามืออาชีพทุกคนต้องยึดถือ ยกตัวอย่างเช่นงานคำนวณกำไรขาดทุนจากยอดเทรดสิบรายการ ถ้าเขียนฟังก์ชันหนึ่งตัวแล้วเรียกใช้สิบครั้ง เวลาแก้ไขสูตรเราแก้ที่เดียวจบ ทั้งระบบได้ผลถูกต้องทันที นี่คือหัวใจของหลักการเขียนครั้งเดียวใช้ได้หลายที่
พารามิเตอร์กับอาร์กิวเมนต์ต่างกันอย่างไร?
หลายคนสับสนสองคำนี้ แต่จริง ๆ แล้วแยกกันได้ง่าย พารามิเตอร์คือตัวแปรที่เรากำหนดไว้ในวงเล็บตอนสร้างฟังก์ชัน ส่วนอาร์กิวเมนต์คือค่าจริงที่เราส่งเข้าไปตอนเรียกใช้งาน วิธีจำที่ง่ายที่สุดคือ พารามิเตอร์คือแม่แบบ อาร์กิวเมนต์คือของจริงที่ส่งเข้ามา เหมือนแบบฟอร์มเปิดออร์เดอร์ที่มีช่องกรอกรออยู่ พอถึงเวลาใช้งานจริงเราค่อยกรอกตัวเลขที่ต้องการลงไป นอกจากนี้ไพธอนยังรองรับการส่งค่าหลายรูปแบบ เช่น ค่าเริ่มต้นเมื่อไม่ส่งค่ามา, อาร์กิวเมนต์แบบระบุชื่อที่ไม่ต้องเรียงลำดับ, อาร์กิวเมนต์จำนวนไม่จำกัดด้วย * และพารามิเตอร์คู่คีย์-ค่าด้วย ** ที่เก็บเป็นพจนานุกรม
ควรตั้งชื่อฟังก์ชันในไพธอนอย่างไรให้ดี?
ชื่อฟังก์ชันที่ดีควรเป็นคำกริยาหรือวลีที่บอกชัดว่าฟังก์ชันทำอะไร เช่น คำนวณกำไร ดึงข้อมูลราคา หรือตรวจสอบสัญญาณ เมื่ออ่านโค้ดที่เรียกใช้ฟังก์ชันเหล่านี้ เราจะเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นโดยไม่ต้องเปิดดูข้างใน นี่คือหลักการความอ่านง่ายของโค้ด ซึ่งไพธอนถือเป็นภาษาที่ได้เปรียบเรื่องนี้อยู่แล้ว เราเพียงต้องรักษามันไว้ด้วยการตั้งชื่ออย่างมีสมาธิ กล่าวคือไม่ใช้ชื่อยาวเฟื้อยจนอ่านยาก และไม่ใช้ชื่อสั้นเกินไปจนไม่รู้ความหมาย นอกจากนี้ยังต้องใ
แนะนำเพิ่มเติม
🎯 เปิดบัญชี XM Forex → สมัคร
📱 แอป iCafeFX → ดาวน์โหลด
📊 สัญญาณฟรี → รับสัญญาณ
📚 คู่มือเทรด → SiamCafeBook
🤝 สมัคร Partner XM → pipaffiliates.com/c?c=72816&l=th&p=6
แนะนำจากเครือข่าย SiamCafe
คู่มือ Forex ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- SiamCafe.net - ชุมชนไอทีไทยตั้งแต่ปี 1997
- iCafeFX.com - ศูนย์วิเคราะห์ Forex และทองคำ