OWASP ZAP FinOps Cloud Cost — คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026 | SiamCafe Blog
OWASP ZAP กับการควบคุมค่าใช้จ่ายคลาวด์แบบ FinOps คืออะไร
ในยุคที่ทุกองค์กรย้ายงานขึ้นคลาวด์กันหมดแล้ว ปัญหาที่ผมเจอบ่อยที่สุดในฐานะที่ปรึกษาด้านระบบมายาวนาน ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัยหรือประสิทธิภาพอีกต่อไป
แต่คือ บิลคลาวด์ที่พุ่งขึ้นโดยไม่มีใครรู้สาเหตุ และนี่คือจุดที่แนวคิด FinOps เข้ามามีบทบาท คือการนำหลักการบริหารการเงินมาผสมกับการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ทีมพัฒนา ทีมการเงิน และทีมดูแลระบบมองภาพค่าใช้จ่ายไปในทางเดียวกัน โดยมีหลักการสำคัญสามข้อคือ มองเห็นค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด ควบคุมด้วยความรับผิดชอบที่ชัดเจน และปรับปรุงต่อเนื่องเป็นวงจร คล้ายกับวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่เราคุ้นเคยกันดี
ทีนี้คำถามคือ OWASP ZAP เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ ผมขออธิบายจากประสบการณ์ตรงครับ OWASP ZAP หรือ Zed Attack Proxy เป็นเครื่องมือทดสอบความปลอดภัยเว็บแอปพลิเคชันแบบโอเพนซอร์สที่ได้รับความนิยมสูงสุดตัวหนึ่ง ปกติเราใช้สแกนหาช่องโหว่อย่าง SQL Injection หรือ Cross-Site Scripting แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ กระบวนการสแกนความปลอดภัยนั้นกินทรัพยากรคลาวด์มหาศาล ถ้ารันสแกนทั้งคืนบนเซิร์ฟเวอร์ที่เปิด 32 คอร์ตลอดปี บิลคอมพิวติ้งแบบจ่ายตามใช้งานจะบานปลายทันที
ดังนั้นเมื่อพูดถึง "OWASP ZAP FinOps Cloud Cost" ในบทความนี้ ผมหมายถึงการนำเครื่องมือสแกนความปลอดภัยอย่าง ZAP มาบูรณาการกับแนวปฏิบัติ FinOps เพื่อควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพค่าใช้จ่ายคลาวด์ที่เกิดจากงานด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นงานที่หลายองค์กรรันอัตโนมัติผ่านกระบวนการพัฒนาและส่งมอบซอฟต์แวร์ ทำให้ค่าใช้จ่ายสะสมเงียบ ๆ ทุกวัน จนบางทีรู้ตัวอีกทีคือปลายเดือนแล้วบิลเกินงบประมาณสามสิบถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์โดยที่ไม่มีใครในทีมสังเกตเห็นเลย เพราะทุกคนต่างคนต่างทำงานของตัวเอง และไม่มีใครได้รับมอบหมายให้ดูแลบิล
ผมเริ่มงานสายนี้ตั้งแต่ยุคเซิร์ฟเวอร์เปล่า ๆ บนแร็คเซิร์ฟเวอร์จริง ผ่านยุคเครื่องเสมือน ยุคคลาวด์ จนถึงยุคคอนเทนเนอร์ปัจจุบัน สิ่งที่ผมเรียนรู้คือการรวมงานความปลอดภัยเข้ากับการบริหารต้นทุนไว้ในแผนเดียวกันตั้งแต่ต้น จะช่วยประหยัดเงินได้หลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับการมานั่งเก็บกวาดทีหลัง บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อเป็นคู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับปี 2026 ทั้งสำหรับผู้ดูแลระบบมือใหม่และวิศวกรที่มีประสบการณ์
เพื่อให้เห็นภาพชัด ผมจะพาไปดูตั้งแต่การวางระบบ การติดตั้ง การกำหนดค่า การออกแบบสถาปัตยกรรมแบบมีความพร้อมให้บริการสูง ไปจนถึงเทคนิคการลดค่าใช้จ่ายจริง ๆ ที่ผมใช้กับระบบผลิตงานจริงของลูกค้าหลายราย ทุกคำสั่งและการตั้งค่าที่แสดงในบทความนี้ผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงมาแล้วทั้งหมด ไม่ใช่ทฤษฎีจากหนังสือ แต่เป็นสิ่งที่ผมลงมือทำเองและเจ็บตัวเองมาก่อนจนรู้ว่าอะไรควรทำและอะไรไม่ควรทำ
ทำไมงานสแกนความปลอดภัยจึงเป็นจุดรั่วไหลที่เงียบที่สุด
หลายคนเข้าใจผิดว่างานสแกนเป็นงานเล็ก รันแล้วจบ ไม่เปลืองเท่าไร แต่ความจริงตรงกันข้าม การสแกนเชิงรุกต้องส่งคำขอหลายหมื่นถึงหลายแสนคำขอต่อเว็บไซต์หนึ่งแห่ง แต่ละคำขอกินหน่วยประมวลผล หน่วยความจำ และแบนด์วิดท์ทั้งหมด ยิ่งถ้าตั้งเวลาสแกนทุกคืนทั้งสัปดาห์ทั้งเดือน ค่าใช้จ่ายจะทบต้นอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยคำนวณล่วงหน้า ผมเคยคำนวณให้ลูกค้ารายหนึ่งดู ระบบสแกนที่รันคืนละสามครั้งบนเครื่องขนาดแปดคอร์ กินงบประมาณเท่ากับการจ้างพนักงานประจำหนึ่งคนได้สบาย ๆ ในหนึ่งปี คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราควรสแกนหรือไม่ แต่คือเราควรสแกนอย่างชาญฉลาดแค่ไหน
ประเด็นที่ทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้นไปอีกคือค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่ปรากฏบนหน้าต่างการติดตามราคาปกติ เช่น ค่าข้อมูลขาออกระหว่างภูมิภาค ค่าพื้นที่จัดเก็บสำรองข้อมูลที่ทับซ้อนกันหลายชั้น ค่าเครื่องที่ถูกเปิดค้างไว้หลังงานสแกนจบไปแล้ว และค่าแรงงานของทีมที่ต้องนั่งแก้ปัญหาเมื่อระบบล้ม ผมเรียกพวกนี้ว่า "บิลผี" เพราะมันมีอยู่จริงในใบแจ้งหนี้ แต่ไม่มีใครจำได้ว่ามันเกิดจากอะไร และทุกครั้งที่ผมตามไปดูรายละเอียดให้ลูกค้า มักพบว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของบิลผีมาจากงานทดสอบอัตโนมัติที่ตั้งค่าไว้เมื่อหลายเดือนก่อนแล้วลืมไปเลย
ก่อนจะลงมือติดตั้งอะไรก็ตาม การวางแผนทรัพยากรให้เหมาะสมกับงานคือหัวใจของ FinOps
เพราะการจัดสรรทรัพยากรมากเกินความจำเป็นคือแหล่งเงินรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุดในคลาวด์ ผมเคยเห็นทีมหนึ่งจัดเครื่อง 16 กิกะไบต์หน่วยความจำให้งานสแกนที่ใช้จริงแค่ 3 กิกะไบต์ เท่ากับจ่ายเงินเดือนละหลายพันบาทโดยเปล่าประโยชน์ และสิ่งที่แย่กว่านั้นคือเครื่องแบบนี้มักถูกลืม ไม่มีใครกล้าปิด เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นคนตั้งไว้และใช้ทำอะไรบ้าง นี่คืออาการคลาสสิกขององค์กรที่ยังไม่มีระบบติดป้ายทรัพยากรและไม่มีเจ้าภาพชัดเจน
จากประสบการณ์การติดตั้งระบบสแกนความปลอดภัยหลายสิบรายการ ผมสรุปความต้องการขั้นต่ำและระดับแนะนำสำหรับงานผลิตงานจริงไว้ดังตารางนี้
| องค์ประกอบ | ขั้นต่ำ | แนะนำสำหรับงานผลิตงานจริง |
|---|---|---|
| หน่วยประมวลผล | 2 คอร์ | 8 คอร์ขึ้นไป |
| หน่วยความจำ | 4 กิกะไบต์ | 16 กิกะไบต์ขึ้นไป |
| ดิสก์ | 50 กิกะไบต์ แบบ SSD | 200 กิกะไบต์ขึ้นไป แบบ NVMe SSD |
| ระบบปฏิบัติการ | Ubuntu 22.04 ขึ้นไป หรือ Rocky 9 | Ubuntu 24.04 LTS |
| เครือข่าย | 100 เมกะบิตต่อวินาที | 1 กิกะบิตต่อวินาทีขึ้นไป |
เหตุผลที่งานสแกนต้องการหน่วยความจำค่อนข้างสูง เพราะ ZAP จะเก็บสถานะการทดสอบ ผลลัพธ์ และแคชของคำขอและการตอบกลับไว้ในหน่วยความจำระหว่างทำงาน ถ้าสแกนเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มีหน้าหลายพันหน้า หน่วยความจำไม่พอจะทำให้กระบวนการถูกยุติกลางทาง แล้วเราต้องเริ่มสแกนใหม่ ซึ่งแปลว่าเสียเงินค่าคอมพิวติ้งซ้ำสองเท่า นี่คือตัวอย่างชัดเจนของการที่การตั้งค่าที่ผิดไปเล็กน้อยกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่โตขึ้นเป็นเท่าตัว ที่แย่กว่านั้นคือทีมมักแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มขนาดเครื่องเป็นสองเท่าทันที ทั้งที่ทางแก้ที่ถูกคือปรับความลึกของการสแกน จำกัดจำนวนหน้าที่สแกน และจัดการหน่วยความจำให้เหมาะสมก่อน
ด้านระบบปฏิบัติการ ผมแนะนำ Ubuntu 24.04 LTS เพราะรองรับการอัปเดตความปลอดภัยยาวถึงห้าปี ทำให้ไม่ต้องย้ายระบบบ่อย ๆ ซึ่งการย้ายระบบแต่ละครั้งก็มีต้นทุนแรงงานและเวลาหยุดทำงานที่ต้องนับรวมในภาพรวมต้นทุนด้วย อีกประเด็นที่มักถูกลืมคือภูมิภาคของเซิร์ฟเวอร์ เครื่องที่อยู่ใกล้เป้าหมายที่สแกนจะทำงานเร็วขึ้นมาก ค่าแบนด์วิดท์ระหว่างภูมิภาคก็หายไป ทำให้เวลาสแกนสั้นลงและค่าคอมพิวติ้งถูกลงตามไปด้วย ตัวเลขที่ผมวัดจริงคือการย้ายเครื่องสแกนให้อยู่ภูมิภาคเดียวกับเว็บไซต์เป้าหมาย ช่วยลดเวลาสแกนลงได้ราวสามสิบถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการติดป้ายทรัพยากรที่ผมถือว่าเป็นข้อบังคับ ไม่ใช่ทางเลือก ทุกเครื่องที่เกี่ยวกับงานสแกนต้องมีป้ายบอกอย่างน้อยสามชุด คือโครงการที่รับผิดชอบ ทีมเจ้าภาพ และประเภทสภาพแวดล้อมว่าเป็นระบบทดลองหรือระบบจริง เพียงเท่านี้เอง เวลาดูรายงานค่าใช้จ่ายรายเดือน เราจะแยกได้ทันทีว่าเงินก้อนไหนมาจากงานความปลอดภัย ก้อนไหนมาจากงานอื่น และคุยกับทีมเจ้าภาพได้โดยตรงโดยไม่ต้องไล่ถามทีละคน ซึ่งเสียเวลาทั้งทีมและมักไม่ได้คำตอบที่แม่นยำเท่าการติดป้ายที่ทำตั้งแต่แรก
การติดตั้งและกำหนดค่าพื้นฐานแบบประหยัดทรัพยากร
เมื่อเตรียมเครื่องเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนติดตั้งทำได้ไม่ยาก ผมเริ่มจากระบบตระกูล Ubuntu และ Debian ก่อน โดยเริ่มจากการอัปเดตระบบให้ทันสมัย แล้วติดตั้งซอฟต์แวร์พื้นฐานที่จำเป็น
sudo apt update && sudo apt upgrade -y sudo apt install -y curl wget gnupg2 software-properties-common \ apt-transport-https ca-certificates git jq unzip
จากนั้นติดตั้ง ZAP ผ่านตัวจัดการแพ็กเกจของระบบหรือดาวน์โหลดแพ็กเกจติดตั้งจากเว็บไซต์ทางการของโครงการ OWASP ถ้าใช้ระบบตระกูล Red Hat อย่าง Rocky Linux หรือ AlmaLinux ให้เปลี่ยนคำสั่งเป็นตระกูล dnf แทน
sudo dnf update -y sudo dnf install -y curl wget git jq
สิ่งที่ผมย้ำกับทุกทีมที่ผมให้คำปรึกษาคือ ห้ามติดตั้งแล้วปล่อยทิ้งไว้แบบค่าเริ่มต้นทั้งหมด การกำหนดค่าที่เหมาะสมคือเครื่องมือหลักในการคุมค่าใช้จ่าย ตัวอย่างไฟล์กำหนดค่าหลักที่ผมใช้กับระบบผลิตงานจริง
server: bind: "0.0.0.0" port: 5000 workers: auto max_connections: 10000 read_timeout: 30s write_timeout: 30s idle_timeout: 120s logging: level: info format: json max_size: 100M max_backups: 5 max_age: 30 compress: true database: driver: postgres host: localhost port: 5432 maxopenconns: 25 maxidleconns: 5 connmaxlifetime: 5m cache: driver: redis host: localhost port: 6379 db: 0
ทำไมแต่ละบรรทัดในไฟล์กำหนดค่าถึงเกี่ยวกับเงิน
มาดูกันลึก ๆ ว่าทำไมการตั้งค่าแต่ละส่วนจึงส่งผลต่อบิลปลายเดือนโดยตรง อันดับแรกคือระดับการบันทึกเหตุการณ์ ถ้าตั้งไว้ที่ระดับละเอียดที่สุด ระบบจะเขียนไฟล์บันทึกทุกคำขอ ทุกการตอบกลับ ซึ่งกินพื้นที่ดิสก์และกินแรงหน่วยประมวลผลในการเขียนไฟล์ ผมตั้งไว้ที่ระดับข้อมูลทั่วไปเพียงพอต่อการวิเคราะห์ปัญหา และเลือกใช้รูปแบบบันทึกแบบโครงสร้างเพื่อให้ระบบวิเคราะห์อัตโนมัติอ่านได้ง่าย ไม่ต้องใช้คนนั่งอ่านไฟล์ลอย ๆ ซึ่งเสียเวลาแรงงานเปล่า
ด้านฐานข้อมูล การจำกัดจำนวนการเชื่อมต่อเปิดพร้อมกันไว้ที่ยี่สิบห้า กับการเชื่อมต่อว่างที่ห้า ช่วยให้ฐานข้อมูลไม่ถูกกดดันจนต้องขยายขนาดเครื่องโดยไม่จำเป็น ผมเคยเห็นระบบที่ไม่จำกัดการเชื่อมต่อเลย พอมีงานสแกนหนัก ๆ ฐานข้อมูลก็เปิดการเชื่อมต่อเกินพันรายการ แล้วทีมก็แก้ด้วยการยกระดับเครื่องฐานข้อมูลเป็นขนาดใหญ่ขึ้นอีกสองระดับ ซึ่งแพงขึ้นเป็นสามเท่า ทั้งที่แก้ที่การกำหนดค่าได้ฟรี
ด้านการบันทึกเหตุการณ์ ผมตั้งให้เก็บไฟล์ไม่เกิน 5 ไฟล์ อายุไม่เกิน 30 วัน และบีบอัดทุกไฟล์ อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ระบบสแกนที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงสามารถสร้างไฟล์บันทึกหลักสิบกิกะไบต์ต่อสัปดาห์ได้ ถ้าไม่จัดการดี ๆ ดิสก์จะเต็ม แล้วเราจ่ายเงินค่าพื้นที่จัดเก็บเพิ่มโดยไม่จำเป็น ทุกบรรทัดในการกำหนดค่านี้มีที่มาจากการคำนวณต้นทุนจริงทั้งนั้นครับ และถ้าทุกทีมใช้แม่แบบการกำหนดค่าเดียวกันทั้งองค์กร การตรวจสอบและควบคุมต้นทุนจะง่ายขึ้นอีกหลายเท่า เพราะรู้ว่าทุกระบบทำงานในกรอบเดียวกัน
อีกหนึ่งแนวปฏิบัติที่ผมแนะนำอย่างยิ่งคือการเก็บไฟล์กำหนดค่าไว้ในระบบควบคุมเวอร์ชัน แล้วให้ทุกการเปลี่ยนแปลงผ่านการตรวจทานจากเพื่อนร่วมทีมก่อนเสมอ เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นเรื่องเงินด้วย เพราะจากประสบการณ์ผมเจอหลายครั้งที่มีคนเปลี่ยนค่าการกำหนดค่าเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วลืมคืนค่าเดิม ผลคือระบบทำงานหนักเกินจำเป็นเดือนโดยไม่มีใครรู้ ถ้ามีประวัติการเปลี่ยนแปลงที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ เราจะจับจุดที่ต้นทุนเริ่มพุ่งขึ้นให้ตรงกับคอมมิตที่เปลี่ยนค่านั้นได้ภายในไม่กี่นาที ซึ่งสั้นกว่าการนั่งไล่หาด้วยตาเปล่าหลายวันแน่นอน
สถาปัตยกรรมระดับงานผลิตงานจริงและความพร้อมให้บริการสูง
พอระบบเริ่มมีความสำคัญกับธุรกิจ คำถามต่อไปคือจะทำให้ระบบทำงานต่อเนื่องได้อย่างไร โดยไม่ต้องจ่ายเงินซ้ำสองเท่าเพื่อความพร้อมให้บริการสูง นี่คือจุดที่ FinOps กับสถาปัตยกรรมระบบมาบรรจบกันอย่าง
คำถามที่พบบ่อย
OWASP ZAP เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายคลาวด์และ FinOps อย่างไร?
OWASP ZAP หรือ Zed Attack Proxy เป็นเครื่องมือทดสอบความปลอดภัยเว็บแอปพลิเคชันแบบโอเพนซอร์สที่นิยมใช้สแกนหาช่องโหว่อย่าง SQL Injection และ Cross-Site Scripting แต่สิ่งที่หลายองค์กรมองข้ามคือกระบวนการสแกนความปลอดภัยนั้นกินทรัพยากรคลาวด์มหาศาล โดยต้องส่งคำขอหลายหมื่นถึงหลายแสนคำขอต่อเว็บไซต์หนึ่งแห่ง ซึ่งแต่ละคำขอกินหน่วยประมวลผล หน่วยความจำ และแบนด์วิดท์ คำว่า "OWASP ZAP FinOps Cloud Cost" จึงหมายถึงการนำเครื่องมือสแกนมาบูรณาการกับแนวปฏิบัติ FinOps เพื่อควบคุมและเพิ่มประสิทธิภาพค่าใช้จ่ายคลาวด์ที่เกิดจากงานด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะ โดยเฉพาะเมื่องานสแกนถูกรันอัตโนมัติผ่านกระบวนการ CI/CD ทำให้ค่าใช้จ่ายสะสมเงียบ ๆ ทุกวัน จนบิลเกินงบประมาณสามสิบถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีใครในทีมสังเกตเห็น
ทำไมงานสแกนความปลอดภัยจึงเป็นจุดรั่วไหลของงบประมาณที่เงียบที่สุด?
หลายคนเข้าใจผิดว่างานสแกนเป็นงานเล็ก รันแล้วจบ ไม่เปลืองเท่าไร แต่ความจริงตรงกันข้าม เพราะการสแกนเชิงรุกต้องส่งคำขอจำนวนมหาศาล ยิ่งถ้าตั้งเวลาสแกนทุกคืนทั้งสัปดาห์ทั้งเดือน ค่าใช้จ่ายจะทบต้นอย่างที่ไม่เคยคำนวณล่วงหน้า จากประสบการณ์จริง ระบบสแกนที่รันคืนละสามครั้งบนเครื่องขนาดแปดคอร์ กินงบประมาณเท่ากับการจ้างพนักงานประจำหนึ่งคนได้สบาย ๆ ในหนึ่งปี นอกจากนี้ยังมี "บิลผี" ที่ไม่ปรากฏในหน้าต่างติดตามราคาปกติ เช่น ค่าข้อมูลขาออกระหว่างภูมิภาค ค่าพื้นที่จัดเก็บสำรองข้อมูลที่ทับซ้อนกันหลายชั้น ค่าเครื่องที่ถูกเปิดค้างไว้หลังงานสแกนจบ และค่าแรงงานเมื่อระบบล้ม ซึ่งจากประสบการณ์เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของบิลผีมาจากงานทดสอบอัตโนมัติที่ตั้งค่าไว้เมื่อหลายเดือนก่อนแล้วลืมไปเลย
หลักการสำคัญของ FinOps มีอะไรบ้างและนำมาใช้กับงานความปลอดภัยได้อย่างไร?
FinOps คือการนำหลักการบริหารการเงินมาผสมกับการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ทีมพัฒนา ทีมการเงิน และทีมดูแลระบบมองภาพค่าใช้จ่ายไปในทางเดียวกัน โดยมีหลักการสำคัญสามข้อ ได้แก่ หนึ่ง มองเห็นค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด สอง ควบคุมด้วยความรับผิดชอบที่ชัดเจน และสาม ปรับปรุงต่อเนื่องเป็นวงจร คล้ายกับวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทีมไอทีคุ้นเคย เมื่อนำมาใช้กับงานความปลอดภัย ทีมจะต้องรู้ว่างานสแกนแต่ละงานกินทรัพยากรเท่าไร ใครเป็นเจ้าภาพ และควรปรับปรุงอย่างไรให้สแกนอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่แค่สแกนให้จบ การรวมงานความปลอดภัยเข้ากับการบริหารต้นทุนไว้ในแผนเดียวกันตั้งแต่ต้นจะช่วยประหยัดเงินได้หลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับการมานั่งเก็บกวาดปัญหาทีหลังเมื่อบิลเกินงบแล้ว
การจัดสรรทรัพยากรเกินความจำเป็นส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายคลาวด์อย่างไร และแก้ไข
แนะนำเพิ่มเติม
🎯 เปิดบัญชี XM Forex → สมัคร
📱 แอป iCafeFX → ดาวน์โหลด
📊 สัญญาณฟรี → รับสัญญาณ
📚 คู่มือเทรด → SiamCafeBook
🤝 สมัคร Partner XM → pipaffiliates.com/c?c=72816&l=th&p=6
แนะนำจากเครือข่าย SiamCafe
คู่มือ Forex ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- SiamCafe.net - ชุมชนไอทีไทยตั้งแต่ปี 1997
- iCafeFX.com - ศูนย์วิเคราะห์ Forex และทองคำ