it_devops

Nuclei Scanner Identity Access Management | SiamCafe Blog

Nuclei Scanner Identity Access Management | SiamCafe Blog

Nuclei Scanner Identity Access Management | SiamCafe Blog

ในยุคที่ภัยคุกคามไซเบอร์พัฒนาอย่างรวดเร็วและซับซ้อนขึ้นทุกวัน การป้องกันระบบเครือข่ายและข้อมูลภายในองค์กรจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคนิค

แต่คือกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงระดับองค์กรที่ต้องอาศัยเครื่องมืออัตโนมัติและแนวทางการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง “Nuclei Scanner Identity Access Management” คือแนวทางหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างในฐานะเครื่องมือช่วยตรวจสอบจุดอ่อนของระบบอย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยเฉพาะในด้านการจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (Identity Access Management หรือ IAM) ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบความปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2026

Nuclei Scanner ไม่ใช่เพียงเครื่องมือตรวจสอบช่องโหว่ทั่วไป แต่เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับระบบ IAM อย่างลึกซึ้ง โดยสามารถสแกนหาช่องโหว่ที่เกิดจากการตั้งค่าสิทธิ์ผู้ใช้ที่ไม่เหมาะสม เช่น การให้สิทธิ์ผู้ใช้ระดับผู้ดูแล (admin) แก่บัญชีที่ไม่จำเป็น หรือการเปิดใช้งาน API keys ที่ไม่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของเหตุการณ์รั่วไหลข้อมูลในหลายกรณี โดยเฉพาะในองค์กรที่ใช้ระบบคลาวด์เป็นหลัก ช่องโหว่เหล่านี้มักเกิดจากความผิดพลาดในการตั้งค่า IAM policy บนแพลตฟอร์มเช่น AWS, Azure หรือ GCP ที่อาจทำให้บัญชีผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่ควรเข้าถึงได้ทันที

สิ่งที่ทำให้ Nuclei Scanner โดดเด่นคือความสามารถในการทำงานแบบอัตโนมัติ พร้อมรองรับชุดกฎ (templates) ที่อัปเดตอย่างต่อเนื่องจากชุมชน Open Source ทำให้สามารถตรวจจับช่องโหว่ใหม่ๆ ได้ทันทีที่มีการประกาศ โดยเฉพาะช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอัตโนมัติของ IAM เช่น OAuth misconfiguration, JWT token leakage, หรือการตั้งค่า IAM policy ที่กว้างเกินไป ซึ่งหากไม่มีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ Nuclei Scanner ยังสามารถทำงานร่วมกับ pipeline ของ DevSecOps ได้อย่างราบรื่น ทำให้สามารถตรวจจับความผิดพลาดก่อนที่โค้ดจะถูกปล่อยสู่สภาพแวดล้อมผลิต (production) ได้ทันที

ในบริบทขององค์กรที่ใช้ระบบคลาวด์เป็นหลัก Nuclei Scanner ยิ่งมีความสำคัญ เพราะช่วยตรวจจับความผิดพลาดในการตั้งค่า IAM ได้ทันทีก่อนที่จะเกิดการละเมิดข้อมูลขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีแบบ “Insider Threat” หรือ “Misconfiguration Exploitation” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกรณีที่พนักงานหรือผู้พัฒนาตั้งค่า IAM role หรือ policy ผิดพลาด เช่น ให้สิทธิ์ full access แก่ role ที่ใช้สำหรับงานเฉพาะทาง หรือเปิด endpoint ที่ไม่มีการยืนยันตัวตน ทั้งหมดนี้สามารถถูกตรวจพบได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้องค์กรสามารถดำเนินการแก้ไขได้ทันท่วงที

หลักการทำงานของ Nuclei Scanner ในการจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (IAM) นั้นอาศัยกลไกการสแกนแบบเชิงรุก โดยใช้ชุดเทมเพลต (templates) ที่เขียนด้วยภาษา YAML

เพื่อระบุจุดอ่อนเฉพาะด้าน IAM ที่อาจเกิดขึ้นในระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ แอปพลิเคชันมือถือ หรือบริการคลาวด์ ซึ่งแต่ละเทมเพลตจะถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือการตั้งค่าที่ไม่ปลอดภัย เช่น การเปิดใช้งาน endpoint ที่ไม่ได้ป้องกันด้วย OAuth, การส่งข้อมูลอัตโนมัติผ่าน API โดยไม่มีการตรวจสอบสิทธิ์, หรือการจัดเก็บ token ไว้ในโค้ดสาธารณะ

หลักการทำงานของ Nuclei Scanner ในการจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (IAM) นั้นอาศัยกลไกการสแกนแบบเชิงรุก โดยใช้ชุดเทมเพลต (templates) ที่เขียนด้วยภาษา YAML เพื่อระบุจุดอ่อนเฉพาะด้าน IAM ที่อาจเกิดขึ้นในระบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บเซิร์ฟเวอร์ แอปพลิเคชันมือถือ หรือบริการคลาวด์ ซึ่งแต่ละเทมเพลตจะถูกออกแบบมาเพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติหรือการตั้งค่าที่ไม่ปลอดภัย เช่น การเปิดใช้งาน endpoint ที่ไม่ได้ป้องกันด้วย OAuth, การส่งข้อมูลอัตโนมัติผ่าน API โดยไม่มีการตรวจสอบสิทธิ์, หรือการจัดเก็บ token ไว้ในโค้ดสาธารณะ

เมื่อ Nuclei Scanner ถูกเรียกใช้งาน มันจะเริ่มต้นจากการสแกน URL หรือ endpoint ที่กำหนด พร้อมส่งคำขอ HTTP ไปยังบริการเป้าหมาย แล้ววิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้ เช่น สถานะ HTTP code, ข้อความตอบกลับ, หรือข้อมูลใน response body เพื่อตรวจสอบว่ามีข้อมูลที่บ่งบอกถึงช่องโหว่ IAM หรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากพบว่า endpoint หนึ่งตอบกลับด้วยข้อความว่า “User role: admin” โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน หรือมีการส่ง token ที่ไม่ถูกเข้ารหัสใน URL หรือ header นั่นถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญ

สิ่งที่ทำให้ Nuclei Scanner มีประสิทธิภาพสูงคือความสามารถในการทำงานแบบ parallel และมีการจัดการกับการเรียกใช้งานซ้ำ ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อต้องสแกนระบบขนาดใหญ่หลายร้อย endpoint ภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งช่วยลดภาระงานของทีมความปลอดภัยได้อย่างมาก นอกจากนี้ ยังรองรับการเชื่อมต่อกับระบบ monitoring และ alerting เช่น Slack, Telegram หรือ email เพื่อแจ้งเตือนทันทีเมื่อพบช่องโหว่ที่ร้ายแรง

การนำ Nuclei Scanner มาใช้ในการจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (IAM) มีข้อดีหลายประการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบอย่างชัดเจน ข้อดีหลัก ๆ

ได้แก่ ความเร็วในการสแกน ซึ่งสามารถตรวจสอบระบบขนาดใหญ่ได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการ CI/CD เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยก่อนปล่อยโค้ดสู่ production ได้ทันที นอกจากนี้ ยังรองรับการตั้งค่าแบบยืดหยุ่น สามารถกำหนด scope หรือ endpoint เป้าหมายได้ตามความต้องการ และมีเทมเพลตจำนวนมากที่สามารถปรับใช้ได้ทันที โดยเฉพาะในด้าน IAM ที่มีเทมเพลตเฉพาะสำหรับตรวจจับช่องโหว่ OAuth, JWT, และการตั้งค่า IAM policy ที่ไม่เหมาะสม

ข้อดีและข้อเสียของ Nuclei Scanner ในการจัดการ IAM

การนำ Nuclei Scanner มาใช้ในการจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (IAM) มีข้อดีหลายประการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบอย่างชัดเจน ข้อดีหลัก ๆ ได้แก่ ความเร็วในการสแกน ซึ่งสามารถตรวจสอบระบบขนาดใหญ่ได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือในกระบวนการ CI/CD เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยก่อนปล่อยโค้ดสู่ production ได้ทันที นอกจากนี้ ยังรองรับการตั้งค่าแบบยืดหยุ่น สามารถกำหนด scope หรือ endpoint เป้าหมายได้ตามความต้องการ และมีเทมเพลตจำนวนมากที่สามารถปรับใช้ได้ทันที โดยเฉพาะในด้าน IAM ที่มีเทมเพลตเฉพาะสำหรับตรวจจับช่องโหว่ OAuth, JWT, และการตั้งค่า IAM policy ที่ไม่เหมาะสม

อีกข้อดีคือ Nuclei Scanner เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส จึงไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งาน พร้อมทั้งมีชุมชนผู้ใช้จำนวนมากที่คอยอัปเดตเทมเพลตและรายงานปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เครื่องมือนี้มีความทันสมัยและครอบคลุมช่องโหว่ใหม่ ๆ ได้ดี ทั้งยังรองรับการบูรณาการกับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น GitLab CI, Jenkins, และระบบ monitoring ต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของ Nuclei Scanner ก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะในด้านความซับซ้อนของการตั้งค่าเบื้องต้น ซึ่งผู้ใช้มือใหม่อาจต้องใช้เวลาเรียนรู้เพื่อเข้าใจโครงสร้างเทมเพลตและการตั้งค่า parameter ต่าง ๆ อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ บางเทมเพลตอาจยังไม่เสถียรหรือมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยในเวอร์ชันใหม่ ทำให้ต้องติดตามการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงอาจเกิด false positive ได้หากไม่ตั้งค่า filtering และ scope อย่างเหมาะสม

ข้อดีข้อเสีย

การติดตั้งและใช้งาน Nuclei Scanner สำหรับการจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (IAM) สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

โดยเริ่มจากการดาวน์โหลดและติดตั้งผ่านแพ็กเกจจัดการซอฟต์แวร์ เช่น `apt` บนระบบ Linux หรือ `brew` บน macOS สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการเวอร์ชันล่าสุด สามารถใช้คำสั่ง `curl -sSfL https://raw.githubusercontent.com/projectdiscovery/nuclei/v2/install.sh | bash` เพื่อติดตั้งโดยอัตโนมัติ

เปิดใช้งานฟรี ไม่มีค่าลิขสิทธิ์บางเทมเพลตอาจไม่เสถียร
รองรับการบูรณาการกับ CI/CD และระบบ monitoringต้องมีการตั้งค่า scope อย่างระมัดระวัง

แนวทางการติดตั้งและใช้งาน Nuclei Scanner สำหรับ IAM

ในปี 2026 ทีม DevOps ของบริษัทเทคโนโลยีหนึ่งได้ใช้ Nuclei Scanner ในการตรวจสอบระบบ API ภายในองค์กรที่มีการจัดการ IAM ผ่านระบบ OAuth 2.0 โดยพบว่ามี

endpoint หนึ่งที่ไม่มีการตรวจสอบ token แต่กลับตอบกลับข้อมูลผู้ใช้ทั้งหมด ซึ่งเป็นช่องโหว่ร้ายแรงที่อาจถูกใช้โจมตีได้ทันที เมื่อทีมสแกนด้วยเทมเพลต `auth/oauth-bypass` ของ Nuclei Scanner พบว่า endpoint นี้ไม่ได้ตรวจสอบ bearer token ที่ส่งมา ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ทันทีที่พบ ทีมได้รายงานและปิด endpoint ดังกล่าวทันที พร้อมอัปเดตเทมเพลตในระบบ internal scanner เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

หลังติดตั้งแล้ว ให้เริ่มต้นด้วยการอัปเดตเทมเพลตทั้งหมดโดยใช้คำสั่ง `nuclei -ut` เพื่อให้ได้เทมเพลตที่อัปเดตที่สุดจาก GitHub โดยเฉพาะเทมเพลตที่เกี่ยวข้องกับ IAM เช่น `auth` หรือ `api` ซึ่งมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่องจากชุมชน สำหรับองค์กรที่ต้องการใช้งานในระดับ production ควรตั้งค่าการสแกนเป็นแบบ scheduled โดยใช้ cron job หรือระบบ CI/CD เช่น GitHub Actions เพื่อสแกนทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงโค้ด พร้อมตั้งค่าการแจ้งเตือนผ่าน Slack หรือ email เมื่อพบช่องโหว่ระดับร้ายแรง

นอกจากนี้ ควรมีการจัดทำ log หรือรายงานผลการสแกนเป็นระยะ เพื่อใช้ในการ audit และปรับปรุงระบบ IAM อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าช่องโหว่ที่พบเกิดจากความผิดพลาดในการตั้งค่า IAM policy หรือการเปิด endpoint โดยไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ควรตั้งค่าเทมเพลตเฉพาะสำหรับ IAM เช่น `nuclei -t auth/ -u https://api.company.com` เพื่อจำกัดการสแกนเฉพาะจุดที่เกี่ยวข้องกับการยืนยันตัวตน

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมจริง

ในปี 2026 ทีม DevOps ของบริษัทเทคโนโลยีหนึ่งได้ใช้ Nuclei Scanner ในการตรวจสอบระบบ API ภายในองค์กรที่มีการจัดการ IAM ผ่านระบบ OAuth 2.0 โดยพบว่ามี endpoint หนึ่งที่ไม่มีการตรวจสอบ token แต่กลับตอบกลับข้อมูลผู้ใช้ทั้งหมด ซึ่งเป็นช่องโหว่ร้ายแรงที่อาจถูกใช้โจมตีได้ทันที เมื่อทีมสแกนด้วยเทมเพลต `auth/oauth-bypass` ของ Nuclei Scanner พบว่า endpoint นี้ไม่ได้ตรวจสอบ bearer token ที่ส่งมา ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ได้โดยไม่ต้องยืนยันตัวตน ทันทีที่พบ ทีมได้รายงานและปิด endpoint ดังกล่าวทันที พร้อมอัปเดตเทมเพลตในระบบ internal scanner เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

อีกกรณีหนึ่ง พบว่ามีการจัดเก็บ API key ไว้ในโค้ดที่เปิดเผยต่อสาธารณะบน GitHub โดย Nuclei Scanner ตรวจพบผ่านเทมเพลต `secrets/github` ซึ่งสแกนหาข้อมูลลับในโค้ด ทันทีที่พบ ทีมได้ลบโค้ดที่มีข้อมูลลับออก และเปลี่ยน API key ทันที พร้อมตั้งค่า Git pre-commit hook เพื่อป้องกันไม่ให้โค้ดลับถูกอัปโหลดอีก กรณีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Nuclei Scanner ไม่ใช่แค่เครื่องมือสแกนช่องโหว่ แต่เป็นเครื่องมือป้องกันที่มีประสิทธิภาพในการตรวจจับความผิดพลาดด้าน IAM ที่อาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลได้ทันที ด้วยการใช้งานอย่างต่อเนื่องและมีระบบตอบสนองที่ชัดเจน องค์กรสามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

Q: Nuclei Scanner ใช้กับระบบ IAM ได้จริงหรือไม่?

A: ใช่แน่นอนครับ ในปี 2026 Nuclei Scanner ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการตรวจสอบช่องโหว่ด้าน IAM โดยเฉพาะการจัดการสิทธิ์การเข้าถึง ไม่ว่าจะเป็น OAuth misconfiguration, JWT leakage, หรือการตั้งค่า IAM policy ที่กว้างเกินไป ซึ่งสามารถตรวจจับได้ผ่านเทมเพลตเฉพาะ เช่น `auth/` และ `api/` โดยเฉพาะในระบบคลาวด์ที่มีการตั้งค่า IAM ผ่าน AWS IAM, Azure AD หรือ GCP IAM แล้ว ยิ่งต้องใช้ Nuclei Scanner เพื่อตรวจสอบความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการตั้งค่าผิดพลาด ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ทันที การใช้งานจริงในองค์กรขนาดใหญ่แสดงให้เห็นว่า Nuclei Scanner สามารถตรวจพบช่องโหว่ IAM ได้มากกว่า 30% ของทั้งหมดที่พบในระบบ production จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับระบบ monitoring และ alerting ได้ทันที ทำให้ทีมสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ได้ภายในไม่กี่นาที

Q: ใช้เวลานานแค่ไหนในการตั้งค่า Nuclei Scanner สำหรับ IAM?

A: สำหรับผู้เริ่มต้น ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงในการติดตั้ง ตั้งค่าเบื้องต้น และทดสอบการสแกนครั้งแรก ซึ่งรวมถึงการดาวน์โหลดเทมเพลต การกำหนด endpoint เป้าหมาย และการตั้งค่าการแจ้งเตือน หากใช้ในระบบ CI/CD หรือ scheduled scan ก็จะใช้เวลาเพิ่มอีก 1-2 ชั่วโมงในการตั้งค่า workflow และ log management แต่หลังจากนั้น Nuclei Scanner จะทำงานอัตโนมัติได้ทันที โดยไม่ต้องดูแลเพิ่มเติม ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากับเวลาที่ใช้ไป เพราะสามารถตรวจจับช่องโหว่ IAM ได้ทันทีที่เกิดขึ้น ไม่ต้องรอ audit รายไตรมาสหรือรายปีอีกต่อไป ทั้งนี้ การตั้งค่าเบื้องต้นควรเริ่มจากเทมเพลตที่มีอยู่แล้ว เช่น `auth/oauth-bypass` หรือ `secrets/github` เพื่อลดความซับซ้อน และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับ

Q: มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไหมเมื่อใช้ Nuclei Scanner กับ IAM?

A: ไม่มีครับ Nuclei Scanner เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่แจกจ่ายฟรี ไม่มีค่าลิขสิทธิ์หรือค่าใช้จ่ายรายเดือน ค่าใช้จ่ายหลักคือเวลาในการตั้งค่า ดูแลระบบ และการวิเคราะห์ผลลัพธ์ ซึ่งสามารถลดได้ด้วยการใช้เทมเพลตที่มีอยู่แล้ว และการบูรณาการกับระบบอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม หากองค์กรต้องการใช้เวอร์ชัน Enterprise หรือบริการ cloud ที่มีฟีเจอร์เสริม เช่น การจัดการเทมเพลตแบบ centralized หรือการรายงานเชิงลึก ก็อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่สำหรับการใช้งานทั่วไป ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติมเลย ทั้งนี้ การใช้ Nuclei Scanner ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวจากการป้องกันเหตุการณ์รั่วไหลข้อมูล หรือการฟื้นฟูระบบหลังถูกโจมตี

Q: ควรสแกน IAM บ่อยแค่ไหน?

A: แนะนำให้สแกนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หากใช้ในระบบ development หรือ staging ควรถามทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง IAM configuration หรือเปิด endpoint ใหม่ ส่วนระบบ production ควรสแกนเป็นรายวันหรือทุกครั้งที่มีการอัปเดตระบบ โดยเฉพาะหลังจากมีการเปลี่ยนแปลง role, policy หรือ API key ซึ่งจะช่วยให้สามารถตรวจจับความผิดพลาดได้ทันทีก่อนที่จะถูกโจมตี ทั้งนี้ การตั้งค่า Nuclei Scanner ให้ทำงานอัตโนมัติผ่าน CI/CD pipeline หรือ cron job จะช่วยลดภาระงานและเพิ่มความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

แนะนำเพิ่มเติม

🎯 เปิดบัญชี XM Forex → สมัคร

📱 แอป iCafeFX → ดาวน์โหลด

📊 สัญญาณฟรี → รับสัญญาณ

📚 คู่มือเทรด → SiamCafeBook

🤝 สมัคร Partner XM → pipaffiliates.com/c?c=72816&l=th&p=6

คู่มือ Forex ที่เกี่ยวข้อง

อ
XM Legend · เทรดเดอร์ & ผู้สอน Forex 13 ปี

ผู้ก่อตั้ง SiamCafe ตั้งแต่ปี 1997 · เทรดเดอร์สาย Forex มากกว่า 13 ปี ได้รับการยกย่องเป็น XM Legend · แบ่งปันความรู้ Forex, ไอที, AI และการเทรด จากประสบการณ์จริงในตลาดจริง

แหล่งอ้างอิง

  • SiamCafe.net - ชุมชนไอทีไทยตั้งแต่ปี 1997
  • iCafeFX.com - ศูนย์วิเคราะห์ Forex และทองคำ