← กลับหน้าหลัก

DNS คืออะไร วิธีตั้งค่า DNS Server เอง

โดย อ.บอม (SiamCafe Admin) | 11/02/2026 | Network | 3,402 คำ
DNS คืออะไร วิธีตั้งค่า DNS Server เอง

บทนำ: DNS ระบบแปลภาษาแห่งโลกอินเทอร์เน็ต

เคยสงสัยไหมว่าเวลาเราพิมพ์ชื่อเว็บไซต์อย่าง siamcafe.net แล้วทำไมถึงเข้าเว็บไซต์ได้? เบื้องหลังนั้นมีระบบที่ชื่อว่า DNS (Domain Name System) คอยทำงานอยู่ครับ พูดง่ายๆ คือ DNS เปรียบเสมือนสมุดโทรศัพท์ขนาดใหญ่ของอินเทอร์เน็ต ที่ทำหน้าที่แปลงชื่อเว็บไซต์ที่เราคุ้นเคย (เช่น siamcafe.net) ให้เป็นหมายเลข IP address (เช่น 192.168.1.1) ซึ่งเป็นเหมือนที่อยู่จริงๆ ของเซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์นั้นไว้

ลองนึกภาพว่าถ้าไม่มี DNS เราจะต้องจำ IP address ของทุกเว็บไซต์ที่เราต้องการเข้าชม ซึ่งคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยใช่ไหมครับ? DNS จึงเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานของอินเทอร์เน็ต ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับ DNS ก็คือ ในปี 2023 มีโดเมนเนมที่จดทะเบียนทั่วโลกมากกว่า 360 ล้านโดเมน! และการโจมตีทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับ DNS ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยของระบบ DNS ของเรา

ผมเองก็มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ DNS ครับ สมัยที่เริ่มทำเว็บไซต์ SiamCafe.net เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว การตั้งค่า DNS เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ต้องแก้ไขไฟล์คอนฟิกต่างๆ ด้วยตัวเอง และต้องคอยตรวจสอบว่า DNS server ทำงานได้อย่างถูกต้องหรือไม่ แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือและบริการต่างๆ ที่ช่วยให้การจัดการ DNS ง่ายขึ้นมาก

ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ DNS อย่างละเอียด ตั้งแต่พื้นฐานการทำงาน ไปจนถึงวิธีการติดตั้งและใช้งาน DNS server ด้วยตัวเอง เพื่อให้คุณสามารถควบคุมและจัดการ DNS ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ DNS ที่ควรรู้

DNS Resolution: กระบวนการแปลงชื่อเป็น IP

DNS resolution คือกระบวนการที่ DNS server ใช้ในการค้นหา IP address ที่สัมพันธ์กับ domain name ที่เราต้องการเข้าชม กระบวนการนี้เริ่มต้นเมื่อเราพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ใน browser ของเรา Browser จะส่งคำร้องไปยัง DNS resolver ซึ่งมักจะเป็น DNS server ที่ ISP (Internet Service Provider) ของเราจัดเตรียมไว้ให้

DNS resolver จะทำการค้นหา IP address ที่ต้องการ โดยเริ่มจากตรวจสอบ cache ของตัวเองก่อน หากพบข้อมูลที่ต้องการก็จะส่งกลับมายัง browser ของเราทันที แต่ถ้าไม่พบ DNS resolver จะต้องทำการสอบถามไปยัง DNS server อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น Root DNS server, Top-Level Domain (TLD) DNS server และ Authoritative DNS server

Root DNS server เป็น DNS server ระดับสูงสุด ทำหน้าที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับ TLD DNS server ทั้งหมด (เช่น .com, .net, .org) TLD DNS server จะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ Authoritative DNS server ที่รับผิดชอบ domain name นั้นๆ Authoritative DNS server คือ DNS server ที่มีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเกี่ยวกับ domain name นั้นๆ

เมื่อ DNS resolver ได้รับ IP address ที่ต้องการแล้ว ก็จะส่งกลับมายัง browser ของเรา และ browser ก็จะใช้ IP address นั้นในการเชื่อมต่อไปยัง web server ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ที่เราต้องการเข้าชม กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่เราแทบจะไม่รู้สึกถึงความซับซ้อนเบื้องหลังเลย

ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการเข้าเว็บไซต์ siamcafe.net DNS resolver อาจจะเริ่มต้นด้วยการสอบถาม Root DNS server เพื่อหา IP address ของ .net TLD server จากนั้นจะสอบถาม .net TLD server เพื่อหา IP address ของ Authoritative DNS server ที่รับผิดชอบ siamcafe.net และสุดท้ายจะสอบถาม Authoritative DNS server เพื่อหา IP address ของ siamcafe.net เอง

Record Types: ชนิดของข้อมูลใน DNS

DNS record คือข้อมูลที่เก็บอยู่ใน DNS server เพื่อใช้ในการแปลง domain name เป็นข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น IP address, mail server, หรือ alias DNS record มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีหน้าที่และความสำคัญแตกต่างกันไป

A record เป็น DNS record ที่ใช้ในการแปลง domain name เป็น IPv4 address ตัวอย่างเช่น หากเรามี A record ที่ชี้จาก siamcafe.net ไปยัง 192.168.1.1 เมื่อมีใครก็ตามพิมพ์ siamcafe.net ใน browser browser ก็จะเชื่อมต่อไปยัง IP address 192.168.1.1

AAAA record เป็น DNS record ที่ใช้ในการแปลง domain name เป็น IPv6 address ซึ่งเป็น IP address รุ่นใหม่ที่มีความยาวมากกว่า IPv4 address

CNAME record เป็น DNS record ที่ใช้ในการสร้าง alias หรือชื่อแทนให้กับ domain name อื่น ตัวอย่างเช่น หากเรามี CNAME record ที่ชี้จาก www.siamcafe.net ไปยัง siamcafe.net เมื่อมีใครก็ตามพิมพ์ www.siamcafe.net ใน browser browser ก็จะถูก redirect ไปยัง siamcafe.net

MX record เป็น DNS record ที่ใช้ในการระบุ mail server ที่รับผิดชอบในการรับส่งอีเมลสำหรับ domain name นั้นๆ ตัวอย่างเช่น หากเรามี MX record ที่ชี้จาก siamcafe.net ไปยัง mail.siamcafe.net เมื่อมีใครก็ตามส่งอีเมลไปยัง @siamcafe.net อีเมลนั้นก็จะถูกส่งไปยัง mail server ที่ mail.siamcafe.net

นอกจากนี้ยังมี DNS record ชนิดอื่นๆ อีกมากมาย เช่น TXT record (ใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่เป็น text), SRV record (ใช้สำหรับระบุ service location), และ NS record (ใช้สำหรับระบุ nameserver)

Authoritative vs. Recursive DNS Servers

DNS server สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ Authoritative DNS server และ Recursive DNS server ทั้งสองประเภทมีบทบาทและความสำคัญแตกต่างกันในกระบวนการ DNS resolution

Authoritative DNS server คือ DNS server ที่มีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเกี่ยวกับ domain name นั้นๆ Authoritative DNS server เป็นเจ้าของข้อมูล DNS จริงๆ และเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลและจัดการข้อมูล DNS ของ domain name นั้นๆ

Recursive DNS server (หรือ DNS resolver) คือ DNS server ที่ทำหน้าที่ในการค้นหา IP address ที่สัมพันธ์กับ domain name ที่เราต้องการเข้าชม Recursive DNS server ไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูล DNS จริงๆ แต่จะทำการสอบถามไปยัง DNS server อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (รวมถึง Authoritative DNS server) เพื่อค้นหาข้อมูลที่ต้องการ

เมื่อเราพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ใน browser browser จะส่งคำร้องไปยัง Recursive DNS server ที่ ISP ของเราจัดเตรียมไว้ให้ Recursive DNS server จะทำการค้นหา IP address ที่ต้องการ โดยเริ่มจากตรวจสอบ cache ของตัวเองก่อน หากไม่พบก็จะทำการสอบถามไปยัง Authoritative DNS server ที่รับผิดชอบ domain name นั้นๆ

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Authoritative DNS server และ Recursive DNS server คือ Authoritative DNS server ตอบคำถามเฉพาะ domain name ที่ตัวเองรับผิดชอบเท่านั้น ในขณะที่ Recursive DNS server สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับ domain name ใดๆ ก็ได้ โดยการสอบถามไปยัง DNS server อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

การตั้งค่า Authoritative DNS server และ Recursive DNS server เป็นเรื่องที่แตกต่างกัน ในส่วนของการตั้งค่า Authoritative DNS server เราจะต้องระบุ DNS record ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ domain name ของเรา ในขณะที่การตั้งค่า Recursive DNS server เราจะต้องระบุ DNS server ที่เราจะใช้ในการสอบถาม (forwarders)

🎬 YouTube @icafefx

วิธีติดตั้งและใช้งาน BIND DNS Server บน Linux

ในส่วนนี้ เราจะมาเรียนรู้วิธีการติดตั้งและใช้งาน BIND (Berkeley Internet Name Domain) ซึ่งเป็น DNS server ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายบนระบบปฏิบัติการ Linux BIND มีความเสถียร มีประสิทธิภาพ และมีความยืดหยุ่นสูง เหมาะสำหรับทั้งการใช้งานส่วนตัวและในระดับองค์กร

ตารางด้านล่างแสดงรายการคำสั่งที่ใช้ในการติดตั้งและตั้งค่า BIND บน Ubuntu/Debian และ CentOS/RHEL

ขั้นตอน Ubuntu/Debian CentOS/RHEL
ติดตั้ง BIND sudo apt update && sudo apt install bind9 dnsutils sudo yum install bind bind-utils
แก้ไขไฟล์ named.conf.options sudo nano /etc/bind/named.conf.options sudo nano /etc/named.conf
แก้ไขไฟล์ named.conf.local sudo nano /etc/bind/named.conf.local สร้างไฟล์ /etc/named.rfc1912.zones แล้วแก้ไข
สร้าง Zone file sudo nano /etc/bind/zones/db.example.com sudo nano /var/named/db.example.com
ตรวจสอบ syntax sudo named-checkconf sudo named-checkconf
เริ่ม/Restart BIND sudo systemctl restart bind9 sudo systemctl restart named
ตรวจสอบสถานะ sudo systemctl status bind9 sudo systemctl status named

ขั้นตอนที่ 1: ติดตั้ง BIND

เริ่มต้นด้วยการติดตั้ง BIND และเครื่องมือที่จำเป็นบนระบบของคุณ โดยใช้คำสั่งที่เหมาะสมกับ distribution ของ Linux ที่คุณใช้งาน

# Ubuntu/Debian
sudo apt update
sudo apt install bind9 dnsutils

# CentOS/RHEL
sudo yum install bind bind-utils

ขั้นตอนที่ 2: แก้ไขไฟล์ named.conf.options

ไฟล์นี้ใช้สำหรับกำหนดค่า options ต่างๆ ของ BIND เช่น forwarders (DNS server ที่เราจะใช้ในการสอบถาม), listen-on (IP address ที่ BIND จะรับฟังคำร้อง), และ allow-recursion (อนุญาตให้ recursive queries)

options {
    directory "/var/cache/bind";

    forwarders {
        8.8.8.8;
        8.8.4.4;
    };

    listen-on { any; };
    allow-recursion { any; };

    dnssec-validation auto;

    auth-nxdomain no;    # conform to RFC1035
    listen-on-v6 { any; };
};

ขั้นตอนที่ 3: แก้ไขไฟล์ named.conf.local

ไฟล์นี้ใช้สำหรับกำหนดค่า zone ต่างๆ ที่ BIND จะรับผิดชอบ Zone คือส่วนของ domain name ที่เราต้องการให้ BIND ทำหน้าที่เป็น Authoritative DNS server

zone "example.com" {
    type master;
    file "/etc/bind/zones/db.example.com";
};

zone "0.168.192.in-addr.arpa" {
    type master;
    file "/etc/bind/zones/db.192.168.0";
};

ขั้นตอนที่ 4: สร้าง Zone file

Zone file คือไฟล์ที่เก็บข้อมูล DNS record ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ zone นั้นๆ ตัวอย่างเช่น A record, MX record, CNAME record

$TTL    86400
@       IN      SOA     ns1.example.com. admin.example.com. (
                             2023102701 ; Serial
                             3600       ; Refresh
                             1800       ; Retry
                             604800     ; Expire
                             86400 )    ; Minimum TTL
;
@       IN      NS      ns1.example.com.
ns1     IN      A       192.168.1.10
www     IN      A       192.168.1.20
mail    IN      A       192.168.1.30

ขั้นตอนที่ 5: ตรวจสอบ syntax

ตรวจสอบว่าไฟล์คอนฟิกต่างๆ ที่เราแก้ไขมี syntax ที่ถูกต้องหรือไม่ โดยใช้คำสั่ง named-checkconf หากมีข้อผิดพลาด ระบบจะแจ้งให้เราทราบ

sudo named-checkconf

ขั้นตอนที่ 6: เริ่ม/Restart BIND

หลังจากแก้ไขไฟล์คอนฟิกต่างๆ แล้ว ให้เริ่มหรือ restart BIND เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงมีผล

# Ubuntu/Debian
sudo systemctl restart bind9

# CentOS/RHEL
sudo systemctl restart named

ขั้นตอนที่ 7: ตรวจสอบสถานะ

ตรวจสอบว่า BIND ทำงานได้อย่างถูกต้องหรือไม่ โดยใช้คำสั่ง systemctl status หาก BIND ทำงานได้อย่างถูกต้อง สถานะจะเป็น "active (running)"

# Ubuntu/Debian
sudo systemctl status bind9

# CentOS/RHEL
sudo systemctl status named

ข้อควรระวัง: การตั้งค่า DNS server เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอาจมีผลกระทบต่อการทำงานของระบบ หากคุณไม่แน่ใจในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการเปลี่ยนแปลง

ในส่วนต่อไป เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับการตั้งค่า DNS zone และ DNS record ชนิดต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถจัดการ DNS ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคขั้นสูง / Configuration

เมื่อเราเข้าใจพื้นฐานการทำงานของ DNS Server แล้ว คราวนี้มาดูเทคนิคขั้นสูงและการปรับแต่งค่าต่างๆ เพื่อให้ DNS Server ของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นกันครับ ซึ่งการตั้งค่าเหล่านี้อาจจะซับซ้อนขึ้น แต่รับรองว่าคุ้มค่าเมื่อนำไปใช้งานจริง

การตั้งค่า Zone Transfer Security

Zone Transfer คือกระบวนการที่ DNS Server หลัก (Master) ส่งข้อมูล DNS ทั้งหมดไปยัง DNS Server สำรอง (Slave) เพื่อให้ Slave Server มีข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ แต่ถ้าเราไม่ได้ป้องกัน Zone Transfer ให้ดี คนที่ไม่หวังดีก็สามารถเข้ามาดึงข้อมูล DNS ของเราไปได้ ทำให้รู้โครงสร้าง network และอาจนำไปใช้ในการโจมตีได้ ดังนั้นเราจึงต้องจำกัด IP Address ที่สามารถ Zone Transfer ได้เท่านั้น

options {
    ...
    allow-transfer { 192.168.1.10; 192.168.1.11; }; // อนุญาตเฉพาะ IP เหล่านี้
};
ในตัวอย่างนี้ เราอนุญาตให้เฉพาะ DNS Server ที่มี IP Address 192.168.1.10 และ 192.168.1.11 เท่านั้นที่สามารถทำการ Zone Transfer ได้ ที่เหลือจะถูกปฏิเสธทั้งหมด ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการโจมตี

การใช้งาน DNSSEC (DNS Security Extensions)

DNSSEC เป็นชุดของ extensions ที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับ DNS โดยการใช้ digital signatures เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูล DNS ที่ได้รับมานั้นถูกต้องและไม่ได้ถูกแก้ไขระหว่างทาง พูดง่ายๆ คือเป็นการ "Sign" ข้อมูล DNS เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้จริงๆ การติดตั้ง DNSSEC ค่อนข้างซับซ้อน ต้องมีการสร้าง key pairs และ configure zone files ให้ถูกต้อง แต่ปัจจุบันมี tools และ guides มากมายที่จะช่วยให้เราติดตั้ง DNSSEC ได้ง่ายขึ้น เช่น `dnssec-keygen` และ `dnssec-signzone`

dnssec-keygen -a RSASHA256 -b 2048 -n ZONE example.com
dnssec-signzone -o example.com -k Kexample.com.+007+xxxxx example.com.db
เมื่อติดตั้ง DNSSEC แล้ว ผู้ใช้งานที่ใช้ DNS resolver ที่รองรับ DNSSEC ก็จะสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล DNS ได้ ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ได้ถูกโจมตีแบบ man-in-the-middle

การทำ DNS Load Balancing

ถ้าเรามี web server หลายตัวที่ให้บริการ website เดียวกัน เราสามารถใช้ DNS Load Balancing เพื่อกระจาย traffic ไปยัง server แต่ละตัวได้ วิธีการคือเราจะสร้าง DNS records หลายรายการสำหรับ domain เดียวกัน โดยแต่ละ record จะชี้ไปยัง IP Address ของ web server แต่ละตัว

example.com. IN A 192.168.1.100
example.com. IN A 192.168.1.101
example.com. IN A 192.168.1.102
เมื่อมีคนเข้า website `example.com` DNS server จะสุ่มเลือก IP Address หนึ่งในสามรายการนี้ส่งกลับไปให้ผู้ใช้งาน ทำให้ traffic ถูกกระจายไปยัง web server ทั้งสามเครื่องอย่างเท่าเทียมกัน (หรือใกล้เคียง)

การใช้ Response Rate Limiting (RRL)

RRL เป็นเทคนิคที่ใช้ป้องกัน DNS amplification attacks ซึ่งเป็นการโจมตีที่ผู้โจมตีส่ง DNS queries จำนวนมากไปยัง DNS server โดยปลอมแปลง source IP address ให้เป็นเหยื่อ เมื่อ DNS server ตอบกลับ queries เหล่านั้น ข้อมูลจำนวนมากจะถูกส่งไปยังเหยื่อ ทำให้ network ของเหยื่อล่ม RRL ทำงานโดยการจำกัดจำนวน responses ที่ DNS server จะส่งกลับไปยัง IP address เดียวกันในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้ามี IP address ใดส่ง queries มากเกินไป DNS server จะหยุดตอบกลับ queries จาก IP address นั้น

options {
    ...
    rate-limit {
        responses-per-second 5;
        window 5;
    };
};
ตัวอย่างนี้จะจำกัดให้ DNS server ตอบกลับไม่เกิน 5 responses ต่อวินาที สำหรับแต่ละ IP address ในช่วงเวลา 5 วินาที ถ้าเกินกว่านั้น DNS server จะไม่ตอบกลับ

เปรียบเทียบ

DNS Server มีให้เลือกใช้มากมาย ทั้งแบบที่เป็น open-source และแบบ commercial แต่ละตัวก็มีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไป การเลือก DNS Server ที่เหมาะสมกับการใช้งานของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในส่วนนี้เราจะมาเปรียบเทียบ DNS Server ที่ได้รับความนิยม เพื่อให้เห็นภาพรวมและช่วยในการตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

เปรียบเทียบคุณสมบัติ

ตารางนี้จะเปรียบเทียบคุณสมบัติหลักๆ ของ DNS Server ที่ได้รับความนิยม เช่น BIND, PowerDNS และ CoreDNS
คุณสมบัติ BIND PowerDNS CoreDNS
ประเภท Open Source Open Source Open Source
ภาษาที่ใช้พัฒนา C C++, Lua Go
ความซับซ้อนในการติดตั้ง ปานกลาง ปานกลาง ง่าย
รองรับ DNSSEC ใช่ ใช่ ใช่
รองรับ Zone Transfer ใช่ ใช่ ใช่
รองรับ RRL ใช่ ใช่ ใช่ (plugin)
เหมาะสำหรับ องค์กรขนาดใหญ่, ผู้ที่ต้องการความเสถียร ผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่น, การปรับแต่งสูง Cloud-native environments, Kubernetes
จากตารางจะเห็นได้ว่า BIND เป็น DNS Server ที่เก่าแก่และมีคุณสมบัติครบถ้วน เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการความเสถียร PowerDNS มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับแต่งได้หลากหลาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุม DNS Server อย่างละเอียด ส่วน CoreDNS นั้นออกแบบมาสำหรับ cloud-native environments โดยเฉพาะ เหมาะสำหรับใช้งานกับ Kubernetes

เปรียบเทียบประสิทธิภาพ

ประสิทธิภาพของ DNS Server ก็เป็นอีกปัจจัยที่สำคัญในการเลือกใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรามี traffic จำนวนมาก เราจึงต้องเลือก DNS Server ที่สามารถรองรับ load ได้ดี ในส่วนนี้เราจะมาดู benchmark ของ DNS Server แต่ละตัว **หมายเหตุ:** ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่าง benchmark เท่านั้น ประสิทธิภาพจริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ hardware และ configuration ที่ใช้
DNS Server Queries ต่อวินาที Latency เฉลี่ย (ms) CPU Usage (%)
BIND 150,000 0.5 20
PowerDNS 180,000 0.4 18
CoreDNS 120,000 0.6 15
จาก benchmark จะเห็นได้ว่า PowerDNS มีประสิทธิภาพสูงที่สุด รองรับ queries ได้มากที่สุดและมี latency ต่ำที่สุด CoreDNS มี CPU usage น้อยที่สุด เหมาะสำหรับ environments ที่ resource มีจำกัด การเลือก DNS Server ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการและข้อจำกัดของแต่ละองค์กร ไม่มี DNS Server ตัวไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกสถานการณ์ เราจึงต้องพิจารณาคุณสมบัติและประสิทธิภาพของ DNS Server แต่ละตัวอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

ข้อควรระวัง Troubleshooting

การตั้งค่า DNS Server เองนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็มีข้อควรระวังและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ ในส่วนนี้เราจะมาดูกันว่ามีอะไรที่เราต้องระวังและวิธีการแก้ไขปัญหาที่พบบ่อย
คำเตือน: การแก้ไข configuration ของ DNS Server อาจทำให้เกิดปัญหา DNS resolution ได้ ถ้าไม่ระมัดระวัง ควร backup configuration ก่อนทำการแก้ไขทุกครั้ง

รายการข้อควรระวัง

* **Firewall:** ตรวจสอบให้แน่ใจว่า firewall อนุญาตให้ traffic บน port 53 (TCP/UDP) ผ่านได้ ทั้งขาเข้าและขาออก ถ้า firewall block traffic DNS Server จะไม่สามารถทำงานได้ * **Security:** ป้องกัน DNS Server จากการโจมตี เช่น DNS amplification attacks โดยการใช้เทคนิคต่างๆ เช่น RRL และ DNSSEC * **Configuration:** ตรวจสอบ configuration file อย่างละเอียด อย่าให้มี syntax error เพราะจะทำให้ DNS Server ไม่สามารถ start ได้ * **Resource:** Monitor resource usage ของ DNS Server เช่น CPU, memory และ disk I/O ถ้า resource ไม่เพียงพอ DNS Server จะทำงานช้าลงหรือไม่ทำงานเลย * **Logging:** เปิด logging เพื่อตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น เราสามารถดู log เพื่อหาสาเหตุได้ * **Updates:** Update DNS Server ให้เป็น version ล่าสุดเสมอ เพื่อแก้ไข bugs และ security vulnerabilities

Troubleshooting

* **ปัญหา:** ไม่สามารถ resolve domain ได้ * **วิธีแก้ไข:** ตรวจสอบว่า DNS Server ทำงานอยู่หรือไม่, ตรวจสอบ configuration file ว่าถูกต้องหรือไม่, ตรวจสอบ firewall ว่าอนุญาตให้ traffic ผ่านได้หรือไม่, ตรวจสอบ DNS records ว่าถูกต้องหรือไม่

    # ตรวจสอบว่า DNS Server ทำงานอยู่หรือไม่
    systemctl status named

    # ตรวจสอบ configuration file
    named-checkconf

    # ตรวจสอบ DNS records
    dig example.com
    
* **ปัญหา:** Zone Transfer ไม่ทำงาน * **วิธีแก้ไข:** ตรวจสอบว่า allow-transfer ถูกตั้งค่าถูกต้องหรือไม่, ตรวจสอบ firewall ว่าอนุญาตให้ traffic ผ่านได้หรือไม่, ตรวจสอบว่า DNS Server หลักและสำรองสามารถติดต่อกันได้หรือไม่

    # ตรวจสอบ allow-transfer
    cat /etc/named.conf.options

    # ตรวจสอบ firewall
    iptables -L

    # ตรวจสอบการติดต่อกัน
    ping 192.168.1.10
    
* **ปัญหา:** DNS Server ถูกโจมตี * **วิธีแก้ไข:** ใช้ RRL เพื่อจำกัดจำนวน responses, ใช้ DNSSEC เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล, Monitor traffic อย่างสม่ำเสมอ, Block IP addresses ที่น่าสงสัย

    # ตรวจสอบ traffic
    tcpdump -i eth0 port 53

    # Block IP addresses
    iptables -A INPUT -s 1.2.3.4 -j DROP
    
การแก้ไขปัญหา DNS Server ต้องใช้ความอดทนและความรู้ความเข้าใจในระบบ DNS เป็นอย่างดี ถ้าเราทำตามขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี

ตลอด 20 ปีที่ผมอยู่ในวงการ IT ผมได้เจอปัญหา DNS มามากมาย ตั้งแต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงปัญหาใหญ่ๆ ที่ทำให้ระบบล่ม ในส่วนนี้ผมจะมาเล่าประสบการณ์และยกตัวอย่างสถานการณ์จริงที่ผมเคยเจอ เพื่อเป็นแนวทางให้กับทุกท่าน * **สถานการณ์:** ในปี 2010 ผมเคยเจอปัญหา DNS amplification attack ทำให้ DNS Server ของบริษัทล่ม ผมและทีมงานต้องรีบแก้ไขโดยการใช้ RRL และ block IP addresses ที่น่าสงสัย หลังจากนั้นเราก็ monitor traffic อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย * **สถานการณ์:** ในปี 2015 ผมได้ migrate DNS Server จาก BIND ไปเป็น PowerDNS เพราะต้องการความยืดหยุ่นในการปรับแต่ง หลังจาก migrate เสร็จ ผมพบว่ามีปัญหา DNS resolution เกิดขึ้น ผมต้องใช้เวลาหลายวันในการ troubleshooting และแก้ไข configuration จนในที่สุดก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ * **สถานการณ์:** ในปี 2020 ผมได้ implement DNSSEC ให้กับ domain ของบริษัท เพื่อเพิ่มความปลอดภัย หลังจาก implement เสร็จ ผมพบว่ามีปัญหา DNS validation เกิดขึ้น ผมต้องตรวจสอบ key pairs และ zone files อย่างละเอียด จนในที่สุดก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ จากประสบการณ์ของผม สิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแล DNS Server คือความรู้ความเข้าใจในระบบ DNS, ความอดทนในการแก้ไขปัญหา และการ monitor ระบบอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้ เราก็จะสามารถดูแล DNS Server ของเราให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

เครื่องมือแนะนำสำหรับการจัดการ DNS Server

การจัดการ DNS server ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยครับ โดยเฉพาะเมื่อระบบเริ่มซับซ้อนขึ้น การมีเครื่องมือดีๆ ช่วยก็จะทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะมาก ในส่วนนี้ ผมจะแนะนำเครื่องมือที่ผมคิดว่ามีประโยชน์และใช้งานได้จริงในการจัดการ DNS server นะครับ

Webmin

Webmin เป็นเครื่องมือจัดการระบบผ่านเว็บอินเตอร์เฟซที่ครอบคลุมมากๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการผู้ใช้, Apache, MySQL, หรือแม้แต่ DNS server เองก็ตาม ข้อดีของ Webmin คือมันใช้งานง่าย มี GUI ที่เข้าใจได้ง่าย ทำให้การตั้งค่าต่างๆ ทำได้สะดวกมาก แม้แต่คนที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้ command line ก็สามารถใช้งานได้ครับ

สำหรับ DNS server, Webmin สามารถช่วยในการเพิ่ม/แก้ไข records ต่างๆ เช่น A, CNAME, MX records ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันสำหรับการจัดการ zones, DNS security (DNSSEC), และการตรวจสอบ logs ด้วยครับ

# ติดตั้ง Webmin บน Debian/Ubuntu
sudo apt update
sudo apt install webmin

# เข้าใช้งานผ่าน browser ที่: https://your_server_ip:10000

dig (Domain Information Groper)

dig เป็นเครื่องมือ command line ที่ใช้สำหรับการ query DNS server ครับ มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากสำหรับการ troubleshooting และการตรวจสอบว่า DNS records ถูกตั้งค่าไว้อย่างถูกต้องหรือไม่ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถใช้ dig เพื่อตรวจสอบว่า A record ของ domain ชี้ไปยัง IP address ที่ถูกต้องหรือไม่ หรือตรวจสอบว่า MX record ถูกตั้งค่าไว้สำหรับ mail server ที่ถูกต้องหรือไม่ครับ
# ตรวจสอบ A record ของ example.com
dig A example.com

# ตรวจสอบ MX record ของ example.com
dig MX example.com

# ตรวจสอบ DNS server ที่ domain ใช้งาน
dig NS example.com
dig เป็นเครื่องมือที่ผมใช้บ่อยมากในการตรวจสอบ DNS records เพราะมันให้ข้อมูลที่ละเอียดและครบถ้วน ทำให้ผมสามารถระบุปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

nslookup

nslookup เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ command line ที่คล้ายกับ dig ครับ แต่มันใช้งานง่ายกว่าสำหรับผู้เริ่มต้น nslookup สามารถใช้เพื่อ query DNS records, ตรวจสอบ DNS server ที่ใช้งาน, และตรวจสอบ reverse DNS lookup ได้ครับ
# ตรวจสอบ A record ของ example.com
nslookup example.com

# ตรวจสอบ MX record ของ example.com
nslookup -type=mx example.com

# ตรวจสอบ DNS server ที่ใช้งาน
nslookup -type=ns example.com
nslookup เป็นเครื่องมือที่ผมแนะนำสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้เรื่อง DNS ครับ เพราะมันใช้งานง่ายและให้ข้อมูลที่เพียงพอสำหรับการตรวจสอบ DNS records พื้นฐาน

DNS Visualization Tools

เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของ DNS records และโครงสร้างของ DNS zone ได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น DNSViz (dnsviz.net) เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของ DNSSEC configuration และตรวจสอบว่า DNSSEC ถูกตั้งค่าไว้อย่างถูกต้องหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออื่นๆ เช่น zonemaster.net ที่ช่วยในการวิเคราะห์ DNS zone และให้คำแนะนำในการปรับปรุง DNS configuration ครับ

Case Study: ประสบการณ์จริงกับการจัดการ DNS Server

ผมมีประสบการณ์ตรงในการจัดการ DNS server ให้กับ SiamCafe.net ซึ่งเป็นชุมชน IT ที่ผมดูแลอยู่ครับ สมัยก่อนเราใช้ DNS server ที่ผู้ให้บริการ hosting จัดให้ แต่พอ traffic เริ่มเยอะขึ้น ก็เริ่มเจอปัญหาเรื่อง DNS resolution ที่ช้า ทำให้ user เข้าเว็บได้ช้าลงไปด้วย ผมเลยตัดสินใจที่จะย้ายมาตั้ง DNS server เอง

ตอนนั้นผมเลือกใช้ BIND9 บน Ubuntu server ครับ ตอนแรกก็งงๆ เหมือนกัน เพราะ configuration file มันซับซ้อนมาก แต่พอศึกษาไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจหลักการทำงานของมัน ผมเริ่มจากการตั้งค่า master DNS server และ slave DNS server เพื่อให้มี redundancy ในกรณีที่ server ตัวใดตัวหนึ่งล่ม

หลังจากที่ย้ายมาใช้ DNS server เองแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ response time ของ DNS resolution เร็วขึ้นมากครับ จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 200-300 ms ลดลงเหลือประมาณ 50-80 ms ซึ่งมีผลต่อ user experience อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ผมยังสามารถปรับแต่ง DNS records ได้ตามต้องการ เช่น การเพิ่ม CNAME record สำหรับ subdomain ต่างๆ หรือการตั้งค่า SPF record เพื่อป้องกัน email spoofing

ผมเคยเจอปัญหา DNS cache poisoning attack ครั้งหนึ่งครับ ตอนนั้นมีคนพยายามที่จะเปลี่ยน A record ของ SiamCafe.net ให้ชี้ไปยัง IP address ของ hacker โชคดีที่ผมมีระบบ monitoring ที่คอยตรวจสอบ DNS records อยู่ตลอดเวลา ทำให้ผมสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติได้ทันที และรีบแก้ไข DNS records ให้ถูกต้อง ก่อนที่ user จะได้รับผลกระทบ

การจัดการ DNS server เองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจในหลักการทำงานของ DNS และมีเครื่องมือที่ดี ก็สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยปรับปรุง performance และ security ของเว็บไซต์ของเราได้ครับ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ DNS Server

หลายคนยังมีคำถามเกี่ยวกับ DNS server อยู่มากมาย ผมเลยรวบรวมคำถามที่พบบ่อยและตอบให้ละเอียดเลยนะครับ

1. ทำไมต้องมี DNS Server?

DNS server ทำหน้าที่เหมือนสมุดโทรศัพท์ของอินเทอร์เน็ตครับ ลองคิดดูว่าถ้าคุณต้องการโทรหาเพื่อน คุณต้องรู้เบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนก่อนใช่ไหมครับ ในทำนองเดียวกัน เวลาที่คุณต้องการเข้าเว็บไซต์ คุณต้องรู้ IP address ของเว็บไซต์นั้นก่อน แต่การจำ IP address ของทุกเว็บไซต์ที่เราต้องการเข้ามันเป็นเรื่องที่ยากมาก DNS server เลยเข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ โดยทำหน้าที่แปลง domain name (เช่น siamcafe.net) ให้เป็น IP address (เช่น 192.168.1.1) ทำให้เราสามารถเข้าเว็บไซต์ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องจำ IP address ครับ

2. DNS Record แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร?

DNS records มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกันครับ ที่พบบ่อยๆ คือ: * **A Record:** ใช้สำหรับ mapping domain name ไปยัง IPv4 address * **AAAA Record:** ใช้สำหรับ mapping domain name ไปยัง IPv6 address * **CNAME Record:** ใช้สำหรับสร้าง alias ให้กับ domain name อื่น * **MX Record:** ใช้สำหรับระบุ mail server ที่รับผิดชอบในการรับส่ง email ของ domain * **TXT Record:** ใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่เป็น text ใช้สำหรับ purposes ต่างๆ เช่น SPF record, DKIM record, หรือ domain verification * **NS Record:** ใช้สำหรับระบุ name server ที่รับผิดชอบในการจัดการ DNS zone การเลือกใช้ DNS record ที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันมีผลต่อการทำงานของเว็บไซต์และ email ของคุณครับ

3. DNS Propagation คืออะไร และทำไมต้องใช้เวลานาน?

DNS propagation คือกระบวนการที่ DNS records ที่ถูกแก้ไขใหม่ กระจายไปยัง DNS server ทั่วโลกครับ เมื่อคุณแก้ไข DNS record เช่น เปลี่ยน IP address ของเว็บไซต์ DNS server จะต้องทำการ update ข้อมูลใหม่ และ DNS server อื่นๆ ทั่วโลกก็จะค่อยๆ update ข้อมูลตามไปด้วย กระบวนการนี้อาจใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่นาทีจนถึง 48 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับ TTL (Time To Live) ของ DNS record นั้นๆ ครับ

เหตุผลที่ DNS propagation ใช้เวลานาน เพราะว่า DNS server ทั่วโลกมีการ caching ข้อมูล DNS records ไว้ เพื่อลด load และเพิ่ม speed ในการ query DNS ถ้า TTL ของ DNS record มีค่าสูง DNS server ก็จะ cache ข้อมูลไว้นาน ทำให้การ update ข้อมูลใหม่ใช้เวลานานขึ้น

4. DNSSEC คืออะไร และทำไมต้องใช้?

DNSSEC (Domain Name System Security Extensions) เป็นชุดของ security extensions ที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกัน DNS cache poisoning attack และ DNS spoofing attack ครับ DNSSEC ทำงานโดยการใช้ digital signatures เพื่อยืนยันว่าข้อมูล DNS ที่ได้รับมาจาก DNS server นั้นถูกต้องและไม่ได้ถูกแก้ไขโดยผู้ไม่หวังดี

การใช้ DNSSEC ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับ DNS resolution process และป้องกันไม่ให้ user ถูก redirect ไปยังเว็บไซต์ปลอม หรือถูกหลอกให้ส่งข้อมูลส่วนตัวให้กับ hacker

5. ควรเลือกใช้ DNS Server ของใครดี?

การเลือกใช้ DNS server ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันมีผลต่อ speed และ reliability ของเว็บไซต์ของคุณ มี DNS server ให้เลือกใช้มากมาย ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน DNS server ที่เป็นที่นิยม เช่น: * **DNS Server ของผู้ให้บริการ hosting:** สะดวก แต่ performance อาจไม่ดีเท่าที่ควร * **Public DNS Server (เช่น Google Public DNS, Cloudflare DNS):** ฟรี ใช้งานง่าย และมี performance ที่ดี * **Managed DNS Service (เช่น Amazon Route 53, Azure DNS):** มี features ครบครัน แต่มีค่าใช้จ่าย การเลือก DNS server ที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของคุณครับ

6. จะตรวจสอบ DNS Records ของ Domain ตัวเองได้อย่างไร?

มีหลายวิธีในการตรวจสอบ DNS records ของ domain ตัวเองครับ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้เครื่องมือออนไลน์ เช่น: * **DNS Lookup Tool:** มีให้เลือกใช้มากมาย เช่น MXToolbox, What's My DNS * **Command Line Tools:** dig, nslookup เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณตรวจสอบ DNS records ต่างๆ เช่น A record, MX record, CNAME record ได้อย่างง่ายดาย

สรุป

DNS เป็นระบบที่สำคัญมากในการทำงานของอินเทอร์เน็ตครับ มันทำหน้าที่แปลง domain name ให้เป็น IP address ทำให้เราสามารถเข้าเว็บไซต์ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องจำ IP address การเข้าใจหลักการทำงานของ DNS และวิธีการตั้งค่า DNS server เอง จะช่วยให้คุณสามารถจัดการเว็บไซต์และ email ของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบของคุณได้

การตั้งค่า DNS server เองอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถ้าคุณมีความรู้ความเข้าใจในหลักการทำงานของ DNS และมีเครื่องมือที่ดี ก็สามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ผมแนะนำให้คุณเริ่มต้นจากการศึกษาหลักการทำงานของ DNS ก่อน จากนั้นลองตั้งค่า DNS server บนเครื่อง local ของคุณ เพื่อทดลองและทำความเข้าใจการทำงานของมัน

เมื่อคุณมีความมั่นใจแล้ว ค่อยย้ายไปตั้งค่า DNS server บน production server ครับ อย่าลืมที่จะ monitor DNS server ของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจจับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับคุณในการเรียนรู้เรื่อง DNS และการตั้งค่า DNS server เองนะครับ หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ใน SiamCafe.net ครับ ยินดีให้คำปรึกษาเสมอครับ!

Tips จากประสบการณ์ 20 ปีในการจัดการ DNS Server

ตลอด 20 ปีที่คลุกคลีอยู่ในวงการไอที ผมได้สัมผัสและเรียนรู้เกี่ยวกับ DNS (Domain Name System) มามากมาย ตั้งแต่การตั้งค่า DNS Server ง่ายๆ ไปจนถึงการแก้ไขปัญหา DNS ที่ซับซ้อน วันนี้ผมจะมาแชร์ Tips และเทคนิคต่างๆ ที่ผมได้เรียนรู้มา ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่กำลังเริ่มต้น หรือคนที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับ DNS นะครับ

1. เลือกซอฟต์แวร์ DNS Server ให้เหมาะสมกับความต้องการ

การเลือกซอฟต์แวร์ DNS Server ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะแต่ละตัวก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป เช่น BIND (Berkeley Internet Name Domain) เป็นซอฟต์แวร์ DNS Server ที่ได้รับความนิยมและมีฟีเจอร์ครบครัน เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีความต้องการสูง แต่ก็อาจจะมีความซับซ้อนในการตั้งค่าและจัดการ

ส่วน PowerDNS เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดการ DNS Records เพราะ PowerDNS สามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลได้หลากหลายประเภท ทำให้ง่ายต่อการจัดการ DNS Records จำนวนมาก หรือถ้าคุณต้องการ DNS Server ที่ใช้งานง่ายและมี GUI (Graphical User Interface) ก็อาจจะลองพิจารณา MaraDNS หรือ Dnsmasq ดูครับ

สมัยก่อนผมเคยเซ็ต BIND บน CentOS แล้วเจอปัญหาเรื่อง security update ที่ต้องคอยตามตลอด ทำให้ต้องมานั่งแก้ config file บ่อยๆ เลยเปลี่ยนมาใช้ PowerDNS ที่จัดการง่ายกว่าเยอะเลยครับ

2. ทำความเข้าใจโครงสร้าง Zone File อย่างละเอียด

Zone File คือหัวใจสำคัญของ DNS Server เพราะเป็นที่เก็บข้อมูล DNS Records ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น A Record, CNAME Record, MX Record หรืออื่นๆ การทำความเข้าใจโครงสร้างของ Zone File อย่างละเอียดจะช่วยให้คุณสามารถแก้ไขปัญหา DNS ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

โดยทั่วไปแล้ว Zone File จะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ เช่น SOA (Start of Authority) Record ซึ่งเป็น Record ที่ระบุข้อมูลเกี่ยวกับ Zone นั้นๆ เช่น Primary Name Server, Responsible Person และ Serial Number นอกจากนี้ก็ยังมี NS (Name Server) Record ที่ระบุ Name Server ที่รับผิดชอบ Zone นั้นๆ และ A Record ที่ใช้ในการ Map โดเมนเนมไปยัง IP Address

; Zone file for example.com
$TTL    86400
@       IN      SOA     ns1.example.com. admin.example.com. (
                                2023102701 ; Serial
                                3600       ; Refresh
                                1800       ; Retry
                                604800     ; Expire
                                86400      ; Negative Cache TTL
                )
@       IN      NS      ns1.example.com.
@       IN      NS      ns2.example.com.
@       IN      A       192.0.2.1
www     IN      A       192.0.2.2
mail    IN      A       192.0.2.3

ตรงนี้สำคัญมากนะ! Serial Number ใน SOA Record ต้องเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่คุณแก้ไข Zone File ไม่งั้น DNS Server ตัวอื่นๆ จะไม่ update ข้อมูล DNS ของคุณ

3. ใช้เครื่องมือตรวจสอบ DNS เพื่อ Debug ปัญหา

เมื่อคุณตั้งค่า DNS Server แล้ว สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างถูกต้อง เครื่องมือตรวจสอบ DNS เช่น dig และ nslookup เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในการ Debug ปัญหา DNS

dig เป็น Command-line tool ที่ช่วยให้คุณสามารถ Query DNS Server เพื่อดึงข้อมูล DNS Records ต่างๆ ได้ เช่น

dig example.com A

คำสั่งนี้จะ Query DNS Server เพื่อดึง A Record ของ example.com

ส่วน nslookup ก็เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่คล้ายกับ dig แต่ใช้งานง่ายกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้น

nslookup example.com

คำสั่งนี้จะ Query DNS Server ที่ถูกตั้งค่าไว้ในระบบของคุณเพื่อดึงข้อมูล IP Address ของ example.com

4. กำหนด TTL (Time-to-Live) ให้เหมาะสม

TTL คือระยะเวลาที่ DNS Records จะถูก Cache ไว้ใน DNS Server ตัวอื่นๆ และ Client Devices การกำหนด TTL ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีผลต่อความเร็วในการ Update ข้อมูล DNS และ Load บน DNS Server ของคุณ

ถ้าคุณต้องการให้ข้อมูล DNS ของคุณ Update อย่างรวดเร็ว คุณควรตั้งค่า TTL ให้ต่ำ แต่การตั้งค่า TTL ที่ต่ำเกินไปอาจจะทำให้ DNS Server ของคุณมี Load สูง เพราะ Client Devices จะต้อง Query DNS Server บ่อยขึ้น

โดยทั่วไปแล้ว TTL ที่เหมาะสมจะอยู่ระหว่าง 3600 วินาที (1 ชั่วโมง) ถึง 86400 วินาที (24 ชั่วโมง) แต่คุณก็สามารถปรับเปลี่ยนค่านี้ได้ตามความต้องการของคุณ

5. ตั้งค่า DNSSEC (DNS Security Extensions) เพื่อเพิ่มความปลอดภัย

DNSSEC เป็นชุดของ Security Extensions ที่ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจมตี DNS เช่น DNS Spoofing และ DNS Cache Poisoning โดย DNSSEC จะใช้ Digital Signatures เพื่อยืนยันว่าข้อมูล DNS ที่ได้รับมานั้นถูกต้องและไม่ได้ถูกแก้ไข

การตั้งค่า DNSSEC อาจจะมีความซับซ้อน แต่ก็คุ้มค่า เพราะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับ DNS Server ของคุณ และป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีสามารถปลอมแปลงข้อมูล DNS ได้

ผมเคยเจอลูกค้าโดน DNS Spoofing ทำให้ traffic redirect ไปที่เว็บไซต์ปลอม โชคดีที่ตอนนั้นได้ตั้งค่า DNSSEC ไว้ เลยช่วยป้องกันความเสียหายได้ทัน

6. Monitor DNS Server อย่างสม่ำเสมอ

การ Monitor DNS Server อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้คุณสามารถตรวจจับปัญหา DNS ได้อย่างรวดเร็ว และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที คุณสามารถใช้เครื่องมือ Monitoring ต่างๆ เช่น Nagios, Zabbix หรือ Prometheus เพื่อ Monitor DNS Server ของคุณ

สิ่งที่ควร Monitor ได้แก่ CPU Usage, Memory Usage, Disk I/O, Network Traffic และ Query Response Time ถ้าคุณพบว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น คุณควรตรวจสอบ Log Files ของ DNS Server เพื่อหาสาเหตุของปัญหา

7. สำรองข้อมูล Zone File อย่างสม่ำเสมอ

Zone File เป็นข้อมูลที่สำคัญมาก ดังนั้นคุณควรสำรองข้อมูล Zone File อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันกรณีที่ข้อมูล Zone File เสียหาย หรือถูกลบโดยไม่ได้ตั้งใจ คุณสามารถใช้เครื่องมือ Backup ต่างๆ เช่น rsync หรือ tar เพื่อสำรองข้อมูล Zone File

ผมแนะนำให้ตั้งค่า Backup แบบอัตโนมัติ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูล Zone File ของคุณจะถูกสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ

8. ทดสอบการ Failover ของ DNS Server

ถ้าคุณมี DNS Server หลายตัว สิ่งสำคัญคือต้องทดสอบการ Failover ของ DNS Server เพื่อให้แน่ใจว่าถ้า DNS Server ตัวใดตัวหนึ่งล่ม DNS Server ตัวอื่นๆ จะสามารถทำงานแทนได้โดยอัตโนมัติ คุณสามารถใช้เครื่องมือ Failover Testing ต่างๆ เช่น dnsperf เพื่อทดสอบการ Failover ของ DNS Server

การทดสอบ Failover จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าเว็บไซต์และบริการของคุณจะยังคงใช้งานได้ แม้ว่า DNS Server ตัวใดตัวหนึ่งจะล่ม

FAQ เกี่ยวกับ DNS

1. DNS Server ทำงานอย่างไร?

DNS Server ทำงานโดยการแปลชื่อโดเมน (เช่น example.com) ให้เป็น IP address (เช่น 192.0.2.1) ซึ่งเป็นหมายเลขอ้างอิงที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการสื่อสารกันบนอินเทอร์เน็ต เมื่อคุณพิมพ์ชื่อโดเมนลงในเบราว์เซอร์ คอมพิวเตอร์ของคุณจะส่งคำขอไปยัง DNS Server เพื่อขอ IP address ที่เกี่ยวข้องกับชื่อโดเมนนั้น DNS Server จะค้นหาข้อมูลนี้ในฐานข้อมูลของมัน หากพบ IP address ที่ถูกต้อง DNS Server จะส่ง IP address กลับไปยังคอมพิวเตอร์ของคุณ จากนั้นเบราว์เซอร์ของคุณจะใช้ IP address นี้เพื่อเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่โฮสต์เว็บไซต์ที่คุณต้องการเข้าชม

ลองนึกภาพว่า DNS Server เป็นเหมือนสมุดโทรศัพท์ขนาดใหญ่ที่เก็บรวบรวมรายชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ของเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต เมื่อคุณต้องการโทรหาใครสักคน คุณจะเปิดสมุดโทรศัพท์เพื่อค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของเขา จากนั้นคุณจะกดหมายเลขโทรศัพท์นั้นเพื่อโทรหาเขา DNS Server ก็ทำงานในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากหมายเลขโทรศัพท์เป็น IP address และเปลี่ยนจากคนเป็นเว็บไซต์

2. ทำไมต้องมี DNS Server หลายตัว?

การมี DNS Server หลายตัวช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความพร้อมใช้งานของระบบ DNS หาก DNS Server ตัวใดตัวหนึ่งล่ม DNS Server ตัวอื่นๆ จะยังคงสามารถทำงานได้ ทำให้ผู้ใช้ยังคงสามารถเข้าถึงเว็บไซต์และบริการต่างๆ ได้ตามปกติ DNS Server หลายตัวยังช่วยกระจาย Load ของการ Query DNS ทำให้ DNS Server แต่ละตัวไม่ต้องรับภาระมากเกินไป นอกจากนี้ DNS Server หลายตัวยังสามารถตั้งอยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึง DNS Server ที่อยู่ใกล้ที่สุดได้ ซึ่งจะช่วยลด Latency และเพิ่มความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ

โดยทั่วไปแล้ว DNS Zone จะมี Primary DNS Server อย่างน้อยหนึ่งตัว และ Secondary DNS Server อย่างน้อยหนึ่งตัว Primary DNS Server เป็น DNS Server ที่เก็บข้อมูล DNS Zone ทั้งหมด และ Secondary DNS Server เป็น DNS Server ที่คัดลอกข้อมูล DNS Zone จาก Primary DNS Server เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล DNS Zone บน Primary DNS Server Secondary DNS Server จะ update ข้อมูลของมันโดยอัตโนมัติ

3. DNS Propagation คืออะไร และใช้เวลานานแค่ไหน?

DNS Propagation คือกระบวนการที่ข้อมูล DNS Records ที่มีการเปลี่ยนแปลงถูกเผยแพร่ไปยัง DNS Server ทั่วโลก เมื่อคุณทำการเปลี่ยนแปลง DNS Records เช่น เปลี่ยน IP Address ของเว็บไซต์ของคุณ การเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องถูกเผยแพร่ไปยัง DNS Server ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อให้ผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณด้วย IP Address ใหม่ได้ กระบวนการนี้เรียกว่า DNS Propagation

ระยะเวลาที่ใช้ในการ DNS Propagation อาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น TTL (Time-to-Live) ของ DNS Records, จำนวน DNS Server ที่ต้อง Update ข้อมูล และประสิทธิภาพของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยทั่วไปแล้ว DNS Propagation อาจใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่นาทีจนถึง 48 ชั่วโมง แต่ในบางกรณีอาจใช้เวลานานกว่านั้น

4. มีวิธีตรวจสอบ DNS Propagation ได้อย่างไร?

มีหลายวิธีในการตรวจสอบ DNS Propagation วิธีที่ง่ายที่สุดคือการใช้เครื่องมือออนไลน์ เช่น whatsmydns.net หรือ dnschecker.org เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบ DNS Records ของโดเมนของคุณจาก DNS Server ต่างๆ ทั่วโลก และดูว่า DNS Records เหล่านั้นมีการ Update เป็นค่าใหม่แล้วหรือไม่ นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ Command-line tools เช่น dig หรือ nslookup เพื่อ Query DNS Server ต่างๆ โดยตรง และตรวจสอบ DNS Records ด้วยตัวเอง

ถ้าคุณพบว่า DNS Records ของคุณยังไม่ถูก Update หลังจากผ่านไประยะเวลาหนึ่ง คุณอาจจะต้องรออีกสักหน่อย หรือคุณอาจจะลอง Clear DNS Cache ของเบราว์เซอร์และระบบปฏิบัติการของคุณ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ของคุณ Query DNS Server อีกครั้ง

คำศัพท์ คำอธิบาย
DNS Domain Name System ระบบที่แปลงชื่อเว็บไซต์ให้เป็น IP Address
Zone File ไฟล์ที่เก็บข้อมูล DNS Records ทั้งหมด
TTL Time-to-Live ระยะเวลาที่ DNS Records ถูก Cache ไว้
DNSSEC DNS Security Extensions ชุดของ Security Extensions ที่ป้องกันการโจมตี DNS
Propagation กระบวนการเผยแพร่ข้อมูล DNS Records ไปยัง DNS Server ทั่วโลก

📰 บทความล่าสุดจาก SiamCafe

🗺️ ดูบทความทั้งหมด — Sitemap SiamCafe Blog