directory linux คือ — คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026 | SiamCafe Blog
ไดเรกทอรีในลินุกซ์ คืออะไร — ทำความเข้าใจจากพื้นฐาน
ไดเรกทอรีในลินุกซ์ คือ โครงสร้างการจัดเก็บไฟล์แบบลำดับชั้นที่เริ่มต้นจากจุดเดียวเรียกว่า root หรือเครื่องหมาย / แล้วแตกสาขาออกเป็นไดเรกทอรีย่อยตามหน้าที่การใช้งานอย่างเป็นระบบ ต่างจากวินโดวส์ที่แยกดิสก์เป็นหน่วย C: D: แยกกัน ลินุกซ์จะรวมทุกอย่างไว้ใต้ต้นไม้เดียว ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่บนฮาร์ดดิสก์ตัวไหน พาร์ติชันไหน หรือแม้แต่อุปกรณ์ผ่านเครือข่าย ก็จะถูกแนบเข้ามาที่จุดใดจุดหนึ่งในโครงสร้างนี้ ซึ่งเรียกว่าการเมานต์
ผม อ.บอม ใช้ลินุกซ์งานจริงมากว่าสิบสามปี ทั้งเซิร์ฟเวอร์สำหรับระบบสัญญาณเทรด งานอัตโนมัติ และเว็บไซต์อย่าง siamcafe.net สิ่งแรกที่ผมฝึกให้ทีมงานทุกคนคือการเข้าใจโครงสร้างไดเรกทอรีให้แม่น เพราะถ้ารู้ว่าไฟล์อะไรอยู่ที่ไหน การแก้ปัญหา การตรวจสอบล็อกไฟล์ หรือการกู้คืนระบบจะเร็วขึ้นหลายเท่าตัว เวลาเซิร์ฟเวอร์ล่มตอนตีสาม คนที่รู้ว่าต้องเข้าไปดูที่ /var/log ทันทีกับคนที่ต้องไล่หาทีละโฟลเดอร์ ผลลัพธ์ต่างกันคนละเรื่องเลย
ในทางเทคนิคแล้ว ลินุกซ์ถือว่าทุกอย่างเป็นไฟล์ ไม่ใช่แค่เอกสารหรือรูปภาพ แต่รวมถึงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ กระบวนการที่ทำงานอยู่ และการเชื่อมต่อเครือข่าย ทั้งหมดถูกนำเสนอในรูปไฟล์กระจายอยู่ในต้นไม้ไดเรกทอรีเดียวกัน แนวคิดนี้อาจฟังดูแปลกสำหรับคนที่เพิ่งย้ายมาจากวินโดวส์ แต่เมื่อคุ้นเคยแล้วจะพบว่ามันทำให้การเขียนสคริปต์และงานอัตโนมัติง่ายขึ้นมาก เพราะใช้ชุดเครื่องมือเดียวกันจัดการได้กับทุกอย่าง ไม่ต้องเรียนรู้อินเทอร์เฟซแยกสำหรับอุปกรณ์แต่ละประเภท
ที่น่าสนใจคือโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่ถูกกำหนดเป็นมาตรฐานกลางที่เรียกว่า FHS หรือ Filesystem Hierarchy Standard ซึ่งทำให้ไม่ว่าคุณใช้ Ubuntu, Rocky Linux, Debian หรือแจกจ่ายอื่นใด ตำแหน่งไฟล์สำคัญจะอยู่ที่เดียวกันเกือบทั้งหมด และในปี 2026 แม้โลกจะหันไปใช้คอนเทนเนอร์และคลาวด์มากขึ้น พื้นฐานนี้ก็ยังเป็นหัวใจที่ผู้ดูแลระบบ วิศวกรเครือข่าย และนักพัฒนาทุกคนต้องรู้ก่อนจะไปต่อขั้นสูงได้ แม้แต่คอนเทนเนอร์ขนาดเล็กที่ดูเหมือนแยกโลกอยู่ภายในตัวเอง ภายในก็ยังใช้โครงสร้างไดเรกทอรีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
โครงสร้างมาตรฐาน FHS — ทุกไดเรกทอรีหลักมีหน้าที่อะไร
มาตรฐาน FHS กำหนดให้แต่ละไดเรกทอรีชั้นบนมีความหมายชัดเจน ผมสรุปเป็นตารางให้อ่านง่ายดังนี้
| ไดเรกทอรี | หน้าที่หลัก | ตัวอย่างไฟล์ที่เก็บ |
|---|---|---|
| / | จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง | ไม่ควรเก็บไฟล์ส่วนตัวไว้ตรงนี้ |
| /etc | ไฟล์ตั้งค่าของระบบทั้งหมด | /etc/ssh/sshd_config, /etc/fstab |
| /home | พื้นที่ส่วนตัวของผู้ใช้แต่ละคน | /home/bom/Documents |
| /var | ข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอด | ล็อกไฟล์ คิวอีเมล ฐานข้อมูล |
| /tmp | ไฟล์ชั่วคราว ถูกลบเมื่อรีบูต | ไฟล์แคชของโปรแกรม |
| /usr | โปรแกรมและไลบรารีของผู้ใช้ | /usr/bin, /usr/share |
| /opt | ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งแยกแพ็กเกจ | โปรแกรมเชิงพาณิชย์ |
| /root | บ้านของผู้ดูแลระบบสูงสุด | แยกจาก /home ด้วยเหตุผลความปลอดภัย |
| /boot | ไฟล์ที่จำเป็นตอนเปิดเครื่อง | เคอร์เนล ตั้งค่าบูต |
| /dev | อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในรูปไฟล์ | /dev/sda, /dev/null |
| /proc | ข้อมูลกระบวนการจากเคอร์เนล | /proc/cpuinfo, /proc/meminfo |
| /mnt และ /media | จุดเมานต์ดิสก์และอุปกรณ์ภายนอก | ยูเอสบี ดิสก์เครือข่าย |
หัวใจสำคัญคือความต่างระหว่างกลุ่มที่เก็บข้อมูลถาวรกับกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น /usr มักถูกเมานต์แบบอ่านอย่างเดียวเพื่อความปลอดภัย ส่วน /var ต้องมีพื้นที่เหลือเยอะเพราะล็อกไฟล์และฐานข้อมูลเติบโตต่อเนื่อง ผมเคยเจอเซิร์ฟเวอร์หยุดทำงานเพราะ /var/log เต็มจนระบบเขียนไฟล์ไม่ได้ ทั้งที่ตัวโปรแกรมไม่มีปัญหาอะไรเลย จากวันนั้นผมจึงตั้งระบบแจ้งเตือนพื้นที่ดิสก์เสมอ
อีกจุดที่มือใหม่สับสนบ่อยคือ /usr/bin กับ /usr/local/bin แบบแรกเก็บคำสั่งที่ติดตั้งผ่านตัวจัดการแพ็กเกจของระบบ ส่วน /usr/local/bin สำหรับโปรแกรมที่เราคอมไพล์หรือติดตั้งเอง เมื่อเข้าใจเส้นแบ่งนี้ การอัปเดตระบบจะไม่ไปทับโปรแกรมที่เราติดตั้งเองครับ ลองนึกภาพว่าคุณติดตั้งเวอร์ชันภาษาโปรแกรมเองแล้วระบบอัปเดตทับด้วยเวอร์ชันของแพ็กเกจ อาการปัญหาจะเกิดแบบเงียบ ๆ โปรแกรมบางตัวรันได้บางตัวรันไม่ได้ ใช้เวลาหาสาเหตุเป็นอาทิตย์ได้เลยถ้าไม่รู้จักเส้นแบ่งนี้
อีกไดเรกทอรีที่ควรทำความรู้จักดีคือ /etc ซึ่งถือเป็นห้องสมุดคู่มือของทั้งระบบ ไฟล์ทุกตัวในนี้เป็นไฟล์ข้อความธรรมดาที่แก้ไขได้ด้วยโปรแกรมแก้ข้อความทั่วไป ไม่มีรีจิสทรีซ่อนเร้นแบบวินโดวส์ ทุกการตั้งค่าจึงตรวจสอบ คัดลอก และควบคุมเวอร์ชันได้ง่าย ผมส่วนตัวเก็บไฟล์ตั้งค่าทั้งหมดของเซิร์ฟเวอร์ในระบบควบคุมเวอร์ชัน แล้วเขียนสคริปต์ซิงก์ลงเครื่องอื่น เมื่อต้องสร้างเซิร์ฟเวอร์ใหม่ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ได้เครื่องที่ตั้งค่าเหมือนเดิมทุกอย่าง แทนที่จะเริ่มปรับแต่งจากศูนย์ทุกครั้ง
สำหรับ /proc และ /sys ทั้งสองนี้เป็นไดเรกทอรีพิเศษที่ไม่ได้อยู่บนดิสก์จริง แต่ถูกสร้างขึ้นแบบเสมือนโดยเคอร์เนลขณะทำงาน เนื้อหาข้างในเปลี่ยนแปลงตามสถานะจริงของเครื่องเสมอ เช่น อ่านไฟล์ /proc/meminfo ก็เห็นการใช้หน่วยความจำแบบเรียลไทม์ หรือ /proc/loadavg บอกภาระงานของซีพียู เครื่องมือตรวจสอบระบบที่เราใช้กันส่วนใหญ่ก็อ่านข้อมูลจากจุดเหล่านี้ต่ออีกทอด เข้าใจจุดนี้แล้วคุณจะเขียนสคริปต์ตรวจสอบเองได้โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่ม
คำสั่งพื้นฐานที่ต้องฝึกให้ชำนาญ
การทำงานกับไดเรกทอรีในลินุกซ์ทั้งหมดอยู่บนคำสั่งพื้นฐานไม่กี่ตัว แต่ใช้ให้คล่องต้องฝึกจนเป็นกล้ามเนื้อ คำสั่งแรกคือ pwd ไว้ดูว่าตอนนี้คุณยืนอยู่ตรงไหน ตามด้วย cd สำหรับย้ายที่ เช่น cd /var/log ไปดูล็อกไฟล์ หรือ cd .. ถอยออกหนึ่งระดับ และ cd พิมพ์เดี่ยว ๆ จะกลับไปที่โฟลเดอร์บ้านทันที อีกเทคนิคที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ cd - ซึ่งสลับกลับไปยังตำแหน่งล่าสุดที่เพิ่งย้ายออกมา ใช้บ่อยมากเวลาทำงานสลับไปมาระหว่างสองโฟลเดอร์
สำหรับการดูรายการไฟล์ ls -l จะแสดงรายละเอียดเป็นแถว รวมสิทธิ์การเข้าถึง เจ้าของ ขนาด และวันที่แก้ไข ส่วน ls -la จะเพิ่มไฟล์ที่ซ่อนอยู่ด้วย ไฟล์ที่ขึ้นต้นด้วยจุดในลินุกซ์คือไฟล์ตั้งค่าซึ่งมักซ่อนไว้ เช่น .bashrc ที่เก็บการตั้งค่าเชลล์ของแต่ละคน อยากให้แนะนำเพิ่มคือ ls -lh เพิ่ม h เพื่อแสดงขนาดไฟล์ในหน่วยที่มนุษย์อ่านง่าย เป็นกิโลไบต์หรือเมกะไบต์ แทนที่จะเห็นเลขยาวเป็นไบต์ล้วน
การสร้างและจัดการใช้ mkdir สร้างไดเรกทอรี เพิ่ม -p เพื่อสร้างซ้อนหลายระดับในครั้งเดียว เช่น mkdir -p projects/trading/scripts ส่วนการคัดลอกใช้ cp -r เมื่อต้องการคัดลอกทั้งโฟลเดอร์ ย้ายหรือเปลี่ยนชื่อใช้ mv และลบใช้ rm -rf ซึ่งต้องระมัดระวังที่สุด เพราะลินุกซ์ไม่มีถังขยะให้ดึงกลับที่ระดับคำสั่ง ผมเคยเห็นเพื่อนพิมพ์ rm -rf ผิดตำแหน่งแล้วข้อมูลหายทั้งโฟลเดอร์โปรเจกต์
กฎที่ผมบังคับทีมคือก่อนกดเอ็นเทอร์คำสั่งลบทุกครั้ง ต้องอ่านพาธที่พิมพ์ออกเสียงดัง ๆ หนึ่งรอบ ฟังดูน่าขำแต่ช่วยชีวิตมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะเวลาเหนื่อยหรือรีบ อีกทางเลือกที่ดีคือใช้คำสั่ง rm -i ซึ่งจะถามยืนยันทีละไฟล์ หรือติดตั้งเครื่องมือสำรองถังขยะระดับคำสั่งไว้ใช้แทน สำหรับเวลาสำรวจว่าพื้นที่ถูกกินไปตรงไหน ใช้ du -sh ตามด้วยชื่อโฟลเดอร์เพื่อดูขนาดรวม หรือ ncdu ที่แสดงผลแบบโต้ตอบไล่ลึกได้สะดวกมาก
เวลาหาไฟล์ในเครื่อง คำสั่ง find คือเพื่อนซี้ เช่น find /var -name "*.log" -mtime -7 จะหาไฟล์ล็อกที่ถูกแก้ไขภายในเจ็ดวันล่าสุดทั้งใน /var หรืออยากรู้ว่าคำสั่งหนึ่งอยู่ที่ไหน ใช้ which หรือ whereis ได้ ส่วนการค้นเนื้อหาภายในไฟล์ใช้ grep ร่วมกับ -r เพื่อไล่ทั้งโฟลเดอร์ เช่น grep -r "error" /var/log/nginx จะตอบเองว่าเว็บดับเพราะอะไรภายในไม่กี่วินาที ทักษะชุดนี้เรียกได้ว่าเป็นกุญแจพื้นฐานของอาชีพผู้ดูแลระบบเลยก็ว่าได้
ทุกไดเรกทอรีในลินุกซ์มีสิทธิ์การเข้าถึงสามชุดคือ เจ้าของ กลุ่ม และผู้อื่น แต่ละชุดมีสิทธิ์อ่าน เขียน และปฏิบัติการ ซึ่งเป็นรากฐานความปลอดภัยทั้งระบบ
สิทธิ์การเข้าถึงและความปลอดภัยของไดเรกทอรี
ความปลอดภัยของลินุกซ์เริ่มต้นที่ระบบสิทธิ์ของไฟล์และไดเรกทอรี ทุกไดเรกทอรีมีค่าสิทธิ์สามชุดคือ เจ้าของ กลุ่ม และผู้อื่น โดยแต่ละชุดมีสิทธิ์อ่าน เขียน และปฏิบัติการ สำหรับไดเรกทอรี สิทธิ์ปฏิบัติการมีความหมายพิเศษคือสิทธิ์เข้าไปข้างในได้ ต่างจากไฟล์ทั่วไปที่หมายถึงรันโปรแกรมได้ เข้าใจจุดนี้ผิดแล้วแก้ปัญหาสิทธิ์ไม่ออกครับ
เมื่อรัน ls -l จะเห็นข้อความแบบ drwxr-xr-x ตัว d บอกว่าเป็นไดเรกทอรี แล้วสามกลุ่มต่อมาคือ rwx ของเจ้าของ r-x ของกลุ่ม และ r-x ของคนอื่น สามารถแปลงเป็นตัวเลขได้ เช่น 755 หมายถึงเจ้าของทำได้ทุกอย่าง คนอื่นอ่านและเข้าไปได้แต่แก้ไม่ได้ ส่วน 700 เหมาะกับโฟลเดอร์ส่วนตัวอย่าง ~/.ssh ที่ควรตั้งเป็น 700 และไฟล์กุญแจในนั้นตั้งเป็น 600 เสมอ ไม่งั้นคำสั่งเชื่อมต่อผ่านกุญแจจะปฏิเสธทำงาน อาการนี้หลอกคนใหม่บ่อยมาก เพราะข้อความแจ้งไม่ได้บอกตรง ๆ ว่าสิทธิ์ผิด ต้องอ่านคู่มือเพิ่มถึงรู้
การเปลี่ยนสิทธิ์ใช้คำสั่ง chmod ส่วนการเปลี่ยนเจ้าของและกลุ่มใช้ chown และ chgrp ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่เจอบ่อยคือเว็บเซิร์ฟเวอร์อ่านไฟล์ไม่ได้ทั้งที่พาธถูกต้อง สาเหตุมักเป็นเพราะไดเรกทอรีระดับบนขึ้นไปสักหนึ่งชั้นขาดสิทธิ์ปฏิบัติการสำหรับผู้ใช้ที่เว็บเซิร์ฟเวอร์รันอยู่ การตรวจสอบต้องไล่ทั้งเส้นทางตั้งแต่ root ยาวลงมาถึงไฟล์ปลายทาง ไม่ใช่ดูแค่โฟลเดอร์ปลายทางอย่างเดียว ผมจึงย้ำกับทีมเสมอว่าสิทธิ์คือเรื่องของทั้งเส้นทาง ไม่ใช่ของจุดเดียว
อีกชั้นที่มักถูกลืมคือสิทธิ์พิเศษ setgid ซึ่งตั้งบนไดเรกทอรีแล้วไฟล์ใหม่ที่สร้างในนั้นจะสืบทอดกลุ่มของไดเรกทอรีโดยอัตโนมัติ มีประโยชน์มากเวลาทีมหลายคนทำงานร่วมกันในโฟลเดอร์เดียว เช่น chmod 2775 /srv/shared จะช่วยลดปัญหาคนหนึ่งสร้างไฟล์แล้วอีกคนแก้ไม่ได้ลงไปได้ทั้งหมดครับ นอกจากนี้ยังมีค่า sticky bit ที่ใช้บนโฟลเดอร์แบบใครก็เขียนได้แต่ลบไฟล์คนอื่นไม่ได้ เห็นตัวอย่างชัดที่ /tmp ซึ่งตั้งค่าเป็น 1777 เอาไว้
สำหรับเวอร์ชันลินุกซ์สมัยใหม่ ยังมีชั้นความปลอดภัยเสริมอย่าง ACL ที่กำหนดสิทธิ์เฉพาะเจาะจงให้ผู้ใช้เฉพาะคนได้โดยไม่กระทบสิทธิ์กลุ่มหลัก ตรวจดูได้ด้วย getfacl และตั้งค่าด้วย setfacl ใช้เวลาสักคืนกับเครื่องทดสอบ รับรองว่าคุ้ม เพราะเคสที่ต้องให้สิทธิ์ผู้ใช้แปลกหน้าหนึ่งคนเข้าถึงโฟลเดอร์หนึ่งโดยไม่เปลี่ยนโครงสร้างกลุ่มทั้งระบบ เกิดขึ้นจริงบ่อยกว่าที่คิด
เทคนิคการเมานต์ การเชื่อมโยง และการจัดการดิสก์
พลังที่แท้จริงของระบบไดเรกทอรีลินุกซ์อยู่ที่ความยืดหยุ่นในการจัดวางพื้นที่จัดเก็บ การเมานต์คือการแนบพื้นที่จัดเก็บใด ๆ เข้ากับโฟลเดอร์หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นดิสก์ภายใน ยูเอสบี หรือแชร์ผ่านเครือข่ายแบบเอ็นเอฟเอส คำสั่งหลักคือ mount แต่งานถาวรต้องบันทึกไว้ใน /etc/fstab เพื่อให้ระบบเมานต์ใหม่ทุกครั้งที่เปิดเครื่อง
จุดที่ต้องระวังใน /etc/fstab คือถ้ากำหนดผิดเครื่องอาจบูตไม่ขึ้น ผมจึงมีกฎเหล็กว่าก่อนรีบูตต้องทดสอบด้วย mount -a ทุกครั้ง และระบบลินุกซ์สมัยใหม่รองรับการเมานต์อัตโนมัติผ่าน systemd ซึ่งช่วยให้ดิสก์เครือข่ายถูกเมานต์เมื่อมีการเรียกใช้เท่านั้น ลดปัญหาเซิร์ฟเวอร์ค้างตอนบูตเมื่อเครือข่ายยังไม่พร้อม เคสเซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการไม่ขึ้นเพราะรอดิสก์เครือข่ายที่ปิดไปแล้ว เป็นเคสคลาสสิก
คำถามที่พบบ่อย
ไดเรกทอรีในลินุกซ์ต่างจากโครงสร้างไฟล์ของวินโดวส์อย่างไร?
ความแตกต่างสำคัญที่สุดคือลินุกซ์ใช้โครงสร้างแบบต้นไม้เดียวที่เริ่มจาก root หรือเครื่องหมาย / เพียงจุดเดียว ส่วนวินโดวส์จะแยกดิสก์แต่ละตัวเป็นหน่วยอิสระ เช่น C: และ D: แยกจากกัน ในลินุกซ์ ไม่ว่าข้อมูลจะอยู่บนฮาร์ดดิสก์ตัวไหน พาร์ติชันไหน หรือแม้แต่อุปกรณ์ผ่านเครือข่าย ทั้งหมดจะถูกแนบเข้ามาที่จุดหนึ่งในต้นไม้เดียวกันผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการเมานต์ นอกจากนี้ลินุกซ์ยังถือว่าทุกอย่างเป็นไฟล์ ไม่ใช่แค่เอกสารหรือรูปภาพ แต่รวมถึงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ กระบวนการที่ทำงานอยู่ และการเชื่อมต่อเครือข่าย ซึ่งทำให้การเขียนสคริปต์และงานอัตโนมัติง่ายขึ้นมาก เพราะใช้ชุดเครื่องมือเดียวกันจัดการได้กับทุกอย่าง ไม่ต้องเรียนรู้อินเทอร์เฟซแยกสำหรับอุปกรณ์แต่ละประเภทเหมือนวินโดวส์ที่มีรีจิสทรีซ่อนเร้น
มาตรฐาน FHS คืออะไร และทำไมจึงสำคัญกับผู้ใช้ลินุกซ์?
FHS หรือ Filesystem Hierarchy Standard คือมาตรฐานกลางที่กำหนดหน้าที่ของแต่ละไดเรกทอรีชั้นบนในลินุกซ์อย่างชัดเจน ความสำคัญคือทำให้ไม่ว่าคุณใช้ Ubuntu, Rocky Linux, Debian หรือแจกจ่ายอื่นใด ตำแหน่งไฟล์สำคัญจะอยู่ที่เดียวกันเกือบทั้งหมด ตัวอย่างเช่น /etc เก็บไฟล์ตั้งค่าของระบบ, /home เก็บพื้นที่ส่วนตัวของผู้ใช้, /var เก็บข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตลอดเช่นล็อกไฟล์และฐานข้อมูล และ /boot เก็บไฟล์ที่จำเป็นตอนเปิดเครื่อง การรู้โครงสร้างนี้ให้แม่นช่วยให้การแก้ปัญหา การตรวจสอบล็อกไฟล์ หรือการกู้คืนระบบเร็วขึ้นหลายเท่าตัว เวลาเซิร์ฟเวอร์ล่มตอนตีสาม คนที่รู้ว่าต้องเข้าไปดูที่ /var/log ทันทีย่อมแก้ปัญหาได้เร็วกว่าคนที่ต้องไล่หาทีละโฟลเดอร์ และแม้ในยุคคอนเทนเนอร์และคลาวด์ พื้นฐานนี้ก็ยังเป็นหัวใจที่ผู้ดูแลระบบทุกคนต้องรู้
ควรเก็บโปรแกรมที่ติดตั้งเองไว้ที่ไหน ระหว่าง /usr/bin กับ /usr/local/bin?
โดยหลักแล้ว /usr/bin เก็บคำสั่งที่ติดตั้งผ่านตัวจัดการแพ็กเกจของระบบ เช่น apt หรือ dnf ส่วน /usr/local/bin สำหรับโปรแกรมที่เราคอมไพล์หรือติดตั้งเอง การเข้าใจเส้นแบ่งนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อระบบทำการอัปเดต แพ็กเกจที่อยู่ใน /usr/bin จะถูกอัปเดตทับได้ แต่โปรแกรมที่เราติดตั้งเองใน /usr/local/bin จะไม่ถูกแตะต้อง หากไม่แยกให้ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแบบเงียบ ๆ เช่นคุณติดตั้งเวอร์ชันภาษาโปรแกรมเอง แล้วระบบอัปเดตทับด้วยเวอร์ชันของแพ็กเกจ ทำให้โปรแกรมบางตัวรันได้บางตัวรันไม่ได้ และอาจใช้เวลาหาสาเหตุเป็นอาทิตย์ได้เลย นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งแยกแพ็กเกจเช่นโปรแกรมเชิงพาณิชย์ มักถูกเก็บไว้ที่ /opt ตามมาตรฐาน FHS อีกด้วย
เมื่อพื้นที่ดิสก์เต็มควรตรวจสอบไดเรกทอรีใดก่อน และเพราะอะไร?
ไดเรกทอรีแรกที่ควรตรวจสอบคือ /var โดยเฉพาะ /var/log เพราะไดเรกทอรีนี้เก็บข้อมูล
แนะนำเพิ่มเติม
🎯 เปิดบัญชี XM Forex → สมัคร
📱 แอป iCafeFX → ดาวน์โหลด
📊 สัญญาณฟรี → รับสัญญาณ
📚 คู่มือเทรด → SiamCafeBook
🤝 สมัคร Partner XM → pipaffiliates.com/c?c=72816&l=th&p=6
แนะนำจากเครือข่าย SiamCafe
คู่มือ Forex ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- SiamCafe.net - ชุมชนไอทีไทยตั้งแต่ปี 1997
- iCafeFX.com - ศูนย์วิเคราะห์ Forex และทองคำ