cách tính call margin | SiamCafe Blog
การคำนวณคอลมาร์จินคืออะไร — ทำความเข้าใจพื้นฐานให้ชัดก่อนลงมือคำนวณ
สวัสดีครับ อ.บอม ยินดีต้อนรับเข้าสู่ SiamCafe Blog อีกครั้ง วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องที่เทรดเดอร์มือใหม่หลายคนกลัวที่สุด นั่นก็คือการคำนวณคอลมาร์จิน
หรือ Margin Call นั่นเอง ก่อนจะไปถึงสูตร ต้องเข้าใจก่อนว่า มาร์จิ้น (Margin) คือเงินหลักประกันที่โบรกเกอร์กักไว้เพื่อเปิดสถานะการเทรด ส่วนคอลมาร์จินคือการแจ้งเตือนจากโบรกเกอร์ว่าสภาพคล่องในบัญชีของคุณใกล้จะไม่พอรองรับสถานะที่เปิดอยู่แล้ว
หลักการคิดง่าย ๆ คือ เมื่อคุณเปิดสถานะที่มีขนาดใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับเงินทุนในบัญชี สวิงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาจะหักลบกำไรขาดทุนลอยตัวออกจากเงินทุนของคุณตลอดเวลา ถ้าขาดทุนลอยตัวโตขึ้นเรื่อย ๆ จนเงินทุนที่เหลืออยู่ต่ำกว่าระดับมาร์จิ้นที่กำหนด โบรกเกอร์จะส่งการแจ้งเตือนมาทันที และถ้าคุณไม่เติมเงินหรือปิดสถานะเอง โบรกเกอร์จะปิดสถานะของคุณโดยอัตโนมัติ ซึ่งเรียกว่า Stop Out หรือการบังคับปิดสถานะนั่นเอง
ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่าบัญชีเทรดของคุณเปรียบเหมือนถังน้ำใบหนึ่ง เงินทุนคือน้ำที่เติมไว้ มาร์จิ้นที่ถูกกักไว้คือน้ำส่วนที่ถูกล็อกไว้ที่ก้นถัง และขาดทุนลอยตัวคือน้ำที่ระบายออกจากถังตลอดเวลาที่ราคาวิ่งสวนทางกับคุณ ถ้าน้ำเหลืออยู่น้อยกว่าน้ำที่ล็อกไว้ ระบบจะส่งเสียงเตือนขึ้นมาทันที นั่นคือคอลมาร์จินในทางปฏิบัติ การเข้าใจภาพแบบนี้จะช่วยให้คุณเห็นว่าการเทรดไม่ใช่แค่เรื่องทิศทางราคาถูกหรือผิด แต่เป็นเรื่องการจัดการน้ำในถังของคุณให้ไม่แห้งก่อนที่ราคาจะกลับตัวมาทางที่ถูกต้อง
จากประสบการณ์เทรดมากว่าสิบสามปีกับ XM เราเคยเห็นนักเทรดหลายคนที่ไม่เคยคำนวณระดับมาร์จิ้นของตัวเองเลยก่อนกดปุ่มเปิดออเดอร์ ผลคืออยู่ได้แค่ไม่กี่คืนกับตลาดก็โดนปิดสถานะทั้งหมด เพราะฉะนั้นการรู้วิธีคำนวณคอลมาร์จินล่วงหน้าไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่มันคือทักษะเอาชีวิตรอดขั้นพื้นฐานที่สุดของนักเทรดทุกคนครับ
| แนวคิด | ความหมาย | ระดับ/เงื่อนไข |
|---|---|---|
| มาร์จิ้น (Margin) | เงินหลักประกันที่โบรกเกอร์กักไว้เพื่อเปิดสถานะ | ขนาดสถานะ ÷ เลเวอเรจ |
| คอลมาร์จิน (Margin Call) | การแจ้งเตือนว่าสภาพคล่องใกล้ไม่พอรองรับสถานะ | ระดับมาร์จิ้นต่ำกว่า 100% |
| Stop Out | โบรกเกอร์ปิดสถานะโดยอัตโนมัติ | ระดับมาร์จิ้น 10–20% |
| ระดับมาร์จิ้น | (เงินทุนคงเหลือ ÷ มาร์จิ้นที่ถูกใช้) × 100 | ค่าที่ใช้วัดสุขภาพบัญชี |
| เงินทุนคงเหลือ | เงินทุนตั้งต้น ± กำไร/ขาดทุนลอยตัว | คำนวณแบบเรียลไทม์ |
| ผลของเลเวอเรจ | ยิ่งเลเวอเรจสูง มาร์จิ้นที่ถูกกักยิ่งน้อย | 1:100 = ~1,100 USD, 1:500 = ~220 USD |
สูตรคำนวณระดับมาร์จิ้นทีละขั้นตอน
เมื่อเข้าใจแนวคิดพื้นฐานแล้ว มาดูสูตรจริงกันครับ ระดับมาร์จิ้น (Margin Level) ที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ใช้วัด รวมถึง XM ด้วย คำนวณจากสูตรดังนี้
ระดับมาร์จิ้น = (เงินทุนคงเหลือ ÷ มาร์จิ้นที่ถูกใช้) × 100
เงื่อนไขคือถ้าบัญชีไม่มีสถานะที่เปิดอยู่เลย ระดับมาร์จิ้นจะถือว่าไม่มีหรือเป็นศูนย์ และโบรกเกอร์ส่วนใหญ่กำหนดเส้นคอลมาร์จินไว้ที่ร้อยละหนึ่งร้อย หมายความว่าถ้าระดับมาร์จิ้นของคุณร่วงลงมาถึงหนึ่งร้อย โบรกเกอร์จะส่งการแจ้งเตือนมาทันที และเส้นสต็อปเอาต์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ร้อยละหนึ่งสิบหรือร้อยละยี่สิบ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละโบรกเกอร์
ทีนี้มาแยกส่วนประกอบของสูตรให้ชัดก่อนครับ เงินทุนคงเหลือในที่นี้หมายถึงภาพรวมของบัญชี ซึ่งก็คือเงินทุนตั้งต้นบวกกำไรลอยตัวหรือลบขาดทุนลอยตัว ณ ขณะนั้น ส่วนมาร์จิ้นที่ถูกใช้คือเงินหลักประกันที่โบรกเกอร์กักไว้กับทุกสถานะที่เปิดอยู่ ซึ่งคำนวณจากขนาดสถานะหารด้วยเลเวอเรจ สมมติคุณเปิดหนึ่งล็อตมาตรฐานบนคู่เงินยูโรต่อดอลลาร์ที่ราคาราวหนึ่งเอ็ดพันหนึ่งร้อยดอลลาร์ ด้วยเลเวอเรจหนึ่งต่อหนึ่งร้อย มาร์จิ้นที่ใช้ก็จะอยู่ราวหนึ่งพันหนึ่งร้อยดอลลาร์ ถ้าใช้เลเวอเรจหนึ่งต่อห้าร้อย มาร์จิ้นจะเหลือเพียงราวสองร้อยยี่สิบดอลลาร์เท่านั้น เห็นไหมครับว่าเลเวอเรจมีผลโดยตรงกับมาร์จิ้นที่ถูกกักไว้
ลองยกตัวอย่างจริงกันครับ สมมติว่าคุณมีเงินทุนหนึ่งพันดอลลาร์ ใช้เลเวอเรจหนึ่งต่อหนึ่งร้อย เปิดสถานะซื้อคู่เงินยูโรต่อดอลลาร์ขนาดหนึ่งล็อตมาตรฐาน มาร์จิ้นที่ถูกใช้คือหนึ่งพันดอลลาร์พอดี ถ้าราคาวิ่งไปทางที่คุณขาดทุนสองร้อยดอลลาร์ เงินทุนที่ปรับปรุงแล้วจะเหลือแปดร้อยดอลลาร์ ระดับมาร์จิ้นจะเท่ากับแปดร้อยหารด้วยหนึ่งพันคูณหนึ่งร้อย ได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าเส้นคอลมาร์จินที่หนึ่งร้อยแล้ว โบรกเกอร์จะเริ่มแจ้งเตือนทันที
จากตัวอย่างเดียวกันนี้ ลองเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นเปิดเพียงศูนย์จุดหนึ่งล็อตดูครับ มาร์จิ้นที่ใช้จะเหลือเพียงหนึ่งร้อยดอลลาร์ ถ้าราคาวิ่งสวนทางขาดทุนลอยตัวสองร้อยดอลลาร์ เงินทุนปรับปรุงแล้วเหลือแปดร้อยดอลลาร์ ระดับมาร์จิ้นกลับเท่ากับแปดร้อยเปอร์เซ็นต์ ห่างจากเส้นเตือนไกลมาก นี่คือพลังของการเลือกขนาดล็อตที่เหมาะสม สถานการณ์เดียวกัน ราคาเคลื่อนที่เท่าเดิม แต่ผลลัพธ์ต่างกันคนละหมู่คณึ เพราะฉะนั้นก่อนกดปุ่มทุกครั้ง ให้ถามตัวเองสองคำถามคือ มาร์จิ้นที่จะถูกกักไปเท่าไร และราคาสวิงกลับเท่าไรระดับมาร์จิ้นจะถึงเส้นเตือน
ที่มากถึงระดับมาร์จิ้นของ XM ที่เราใช้งานมายาวนาน เส้นคอลมาร์จินของพวกเขากำหนดไว้ที่ร้อยละหนึ่งร้อย ส่วนเส้นสต็อปเอาต์สำหรับบัญชีไมโครและบัญชีมาตรฐานอยู่ที่ร้อยละหนึ่งสิบ ทำให้เทรดเดอร์ที่ใช้ XM มีเวลาและพื้นที่ในการบริหารความเสี่ยงมากกว่าบางโบรกเกอร์ที่ตั้งเส้นสต็อปเอาต์ไว้ที่ร้อยละห้าสิบครับ
หลายคนคิดว่าคอลมาร์จินเกิดจากการเทรดพลาดเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วมีหลายปัจจัยที่ทำให้ระดับมาร์จิ้นของคุณร่วงลงมาโดยที่คุณไม่ทันระวังตัว
ปัจจัยแรกคือขนาดล็อตที่เปิดใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับเงินทุน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งจากที่เราเห็นมาตลอดสิบสามปี เทรดเดอร์ที่มีเงินทุนหนึ่งร้อยดอลลาร์แต่เปิดล็อตหนึ่งเดียวเท่านั้น ก็เสี่ยงโดนคอลมาร์จินตั้งแต่ออเดอร์แรกแล้ว
ปัจจัยที่สองคือเลเวอเรจที่ต่ำ ถ้าเลเวอเรจหนึ่งต่อสามสิบ การเปิดสถานะเดียวกันจะกินมาร์จิ้นมากกว่าเลเวอเรจหนึ่งต่อห้าร้อยหลายเท่าตัว ทำให้พื้นที่ราคาสวิงกลับได้น้อยลงมาก ปัจจัยที่สามคือความผันผวนของตลาดในช่วงข่าวใหญ่ เช่น ข่าวดอกเบี้ยหรือข่าวเงินเฟ้อ ราคาสามารถสวิงร้อยพิปในไม่กี่นาที ทำให้ขาดทุนลอยตัวพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยที่สี่คือการเปิดหลายออเดอร์พร้อมกันโดยไม่คำนวณมาร์จิ้นรวม หลายคนคิดว่าเปิดออเดอร์ละศูนย์สองส่วนก็ไม่หนัก แต่เมื่อสะสมกันหลายออเดอร์ มาร์จิ้นที่ถูกใช้รวมกันจะกินพื้นที่จนระดับมาร์จิ้นร่วงลงเรื่อย ๆ เราเคยเห็นเทรดเดอร์ที่เปิดออเดอร์เดียวกันสิบออเดอร์ในคู่เงินเดียวกันโดยไม่มีการจัดการความเสี่ยงเลย ผลคือโดนสต็อปเอาต์ทั้งหมดในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น
และปัจจัยที่ห้าซึ่งมักถูกลืมคือค่าธรรมเนียมกลางคืนหรือสวอป เมื่อคุณถือสถานะข้ามคืนเป็นเดือน ค่าสวอปจะหักเข้าบัญชีทุกวัน ถ้าคู่เงินที่ถือมีดอกเบี้ยติดลบสูง เงินทุนจะถูกกัดกินทีละนิดทุกวันโดยที่ราคาแทบไม่ขยับ จนวันหนึ่งระดับมาร์จิ้นร่วงถึงเส้นเตือนโดยที่คุณไม่เคยขาดทุนจากราคาเลยด้วยซ้ำ เทรดเดอร์ที่ชอบถือสถานะยาวต้องตรวจค่าสวอปของคู่เงินที่ถืออยู่เสมอ และหักค่าสวอปที่คาดการณ์ไว้ในการคำนวณความเสี่ยงรวมของพอร์ตด้วยครับ
วิธีป้องกันการเกิดคอลมาร์จินอย่างเป็นระบบ
การป้องกันคอลมาร์จินไม่ใช่เรื่องยากถ้าคุณมีระบบที่ชัดเจน สิ่งแรกที่เราแนะนำเสมอคือการคำนวณขนาดล็อตที่เหมาะสมก่อนเปิดทุกออเดอร์ โดยใช้กฎการบริหารความเสี่ยงพื้นฐานว่า ไม่ควรเสี่ยงเกินหนึ่งถึงสองเปอร์เซ็นต์ของเงินทุนต่อหนึ่งการเทรด ถ้าคุณมีเงินทุนหนึ่งพันดอลลาร์ ความเสี่ยงต่อออเดอร์ไม่ควรเกินสิบถึงยี่สิบดอลลาร์
วิธีคำนวณขนาดล็อตจากกฎนี้ทำได้ง่าย ๆ ครับ สมมติเงินทุนหนึ่งพันดอลลาร์ เสี่ยงสองเปอร์เซ็นต์คือยี่สิบดอลลาร์ ถ้าจุดตัดขาดทุนของสถานะอยู่ห่างออกไปสองสิบพิป ให้หารยี่สิบดอลลาร์ด้วยมูลค่าต่อพิปของแต่ละล็อต สำหรับคู่เงินหลักที่ดอลลาร์เป็นเงินเทียบกำไร มูลค่าต่อพิปของหนึ่งล็อตมาตรฐานคือสิบดอลลาร์ ดังนั้นขนาดล็อตที่เหมาะสมคือยี่สิบหารด้วยสิบพิปคูณสิบดอลลาร์ เท่ากับศูนย์จุดหนึ่งล็อตพอดี ถ้าจุดตัดขาดทุนอยู่ห่างเพียงสิบพิป ล็อตจะโตขึ้นเป็นศูนย์จุดสอง และถ้าห่างห้าสิบพิป ล็อตจะเล็กลงเหลือศูนย์จุดศูนย์สี่ หลักการคือระยะสต็อปลอสยิ่งกว้าง ขนาดล็อตยิ่งต้องเล็กลง เพื่อให้ความเสี่ยงเป็นเงินเท่าเดิมเสมอ
สิ่งที่สองคือการตั้งสต็อปลอสเสมอ อย่าเปิดออเดอร์โดยไม่มีจุดตัดขาดทุนที่ชัดเจน เพราะเป็นการปล่อยให้ขาดทุนลอยตัวโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกินมาร์จิ้นจนหมด สิ่งที่สามคือการเฝ้าดูระดับมาร์จิ้นบนแพลตฟอร์มเทรดอยู่เสมอ ในเมทาเทรดเดอร์สามารถดูค่าระดับมาร์จิ้นได้ที่มุมขวาล่างของหน้าจอ แนะนำให้ตั้งเกณฑ์ส่วนตัวไว้ที่ระดับสามร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าร่วงลงมาต่ำกว่านั้นให้ลดขนาดสถานะทันที
ทำไมต้องสามร้อยเปอร์เซ็นต์ คำตอบคือมันคือระยะเผื่อเหลือสำหรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงครับ ในช่วงข่าวใหญ่ราคาบางครั้งเกิดสลิปเพจหรือช่องว่างราคาที่กระโดดข้ามระดับสต็อปลอสของคุณไปเลย ทำให้ขาดทุนจริงมากกว่าที่วางแผนไว้ ถ้าระดับมาร์จิ้นของคุณอยู่ที่สามร้อยตอนเข้าสถานการณ์ แม้เกิดสลิปรุนแรง คุณก็ยังมีพื้นที่พอที่จะไม่โดนสต็อปเอาต์ทันที แต่ถ้าคุณเทรดแบบระดับมาร์จิ้นเกาะเส้นหนึ่งร้อยตลอดเวลา สลิปเพียงครั้งเดียวก็จบบัญชี
อีกเทคนิคที่เราใช้เป็นประจำคือการทดสอบสถานการณ์สมมติหรือสิ่งที่เรียกว่า Stress Test ลองคำนวณว่าถ้าราคาสวิงกลับห้าสิบพิปหรือร้อยพิป ระดับมาร์จิ้นของคุณจะเหลือเท่าไร ถ้าผลลัพธ์ทำให้คุณใกล้เส้นคอลมาร์จินเกินไป แสดงว่าคุณเปิดล็อตใหญ่เกินไปแล้ว ให้ลดขนาดลงก่อนเปิดออเดอร์ครับ แนะนำให้ทำแบบฝึกหัดนี้เป็นกิจวัตร ก่อนเข้าเทรดทุกเช้าให้ลองถามตัวเองว่า วันนี้มีข่าวอะไรออกบ้าง ระดับมาร์จิ้นปัจจุบันอยู่เท่าไร ถ้าเกิดเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในรอบสัปดาห์ พอร์ตของเราจะรอดไหม คำถามสามข้อนี้ช่วยเซฟบัญชีเรามาแล้วหลายครั้งในสิบสามปีที่ผ่านมา
สิ่งที่สุดท้ายและสำคัญที่สุดคือวินัยในการถอนกำไร เมื่อกำไรสะสมได้มากพอ ให้ถอนบางส่วนออกมาเก็บไว้ อย่ากังวลว่าถ้าถอนออกแล้วเงินทุนน้อยลงจะเทรดไม่ได้ เพราะการถอนกำไรเป็นการล็อกผลกำไรจริง ๆ และทำให้คุณยังมีเงินทุนสำรองสำหรับรอบต่อไป เทรดเดอร์ที่อยู่รอดได้ยาวนานคือคนที่บริหารเงินทุนเป็น ไม่ใช่คนที่ชนะทุกออเดอร์ครับ
ตัวอย่างการคำนวณจริงในสถานการณ์ต่าง ๆ ของเทรดเดอร์
มาถึงส่วนที่ใช้ได้จริงมากที่สุดครับ เราจะยกตัวอย่างการคำนวณในหลายสถานการณ์เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น
สถานการณ์ที่หนึ่ง บัญชีเซ็นทร์ เงินทุนห้าพันดอลลาร์ เลเวอเรจหนึ่งต่อห้าร้อย เปิดสถานะทองคำขนาดสองล็อต มาร์จิ้นที่ใช้ประมาณหนึ่งพันหกร้อยดอลลาร์ ถ้าราคาวิ่งขาดทุนลอยตัวห้าร้อยดอลลาร์ เงินทุนปรับปรุงแล้วคือสี่พันห้าร้อยดอลลาร์ ระดับมาร์จิ้นเท่ากับสี่พันห้าร้อยหารหนึ่งพันหกร้อยคูณหนึ่งร้อย ได้ประมาณสองร้อยแปดสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ ยังปลอดภัย
สถานการณ์ที่สอง บัญชีมาตรฐาน เงินทุนห้าร้อยดอลลาร์ เลเวอเรจหนึ่งต่อหนึ่งพัน เปิดยูโรต่อดอลลาร์ขนาดหนึ่งล็อต มาร์จิ้นที่ใช้ประมาณหนึ่งร้อยสิบแปดดอลลาร์ ถ้าราคาขาดทุนลอยตัวสามร้อยแปดสิบสองดอลลาร์ เงินทุนปรับปรุงแล้วเหลือหนึ่งร้อยสิบแปดดอลลาร์ ระดับมาร์จิ้นเท่ากับหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์พอดี คือโดนคอลมาร์จินทันที
สถานการณ์ที่สามมาดูกรณีเทรดเดอร์ที่ชอบเปิดหลายคู่เงินพร้อมกันครับ สมมติเงินทุนสองพันดอลลาร์ เปิดยูโรต่อดอลลาร์ศูนย์จุดห้าล็อต ปอนด์ต่อดอลลาร์ศูนย
คำถามที่พบบ่อย
คอลมาร์จิน (Margin Call) คืออะไร และเกิดขึ้นเมื่อไร?
คอลมาร์จินคือการแจ้งเตือนจากโบรกเกอร์ว่าสภาพคล่องในบัญชีของคุณใกล้จะไม่พอรองรับสถานะที่เปิดอยู่แล้ว หลักการคิดง่าย ๆ คือเมื่อคุณเปิดสถานะที่มีขนาดใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับเงินทุนในบัญชี ขาดทุนลอยตัวที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาจะหักลบออกจากเงินทุนของคุณตลอดเวลา ถ้าขาดทุนลอยตัวโตขึ้นเรื่อย ๆ จนระดับมาร์จิ้นต่ำกว่า 100% โบรกเกอร์จะส่งการแจ้งเตือนมาทันที เปรียบเสมือนถังน้ำที่น้ำเหลือน้อยกว่าน้ำที่ล็อกไว้ที่ก้นถัง และถ้าคุณไม่เติมเงินหรือปิดสถานะเอง โบรกเกอร์จะปิดสถานะโดยอัตโนมัติ ซึ่งเรียกว่า Stop Out
สูตรคำนวณระดับมาร์จิ้น (Margin Level) คิดอย่างไร?
ระดับมาร์จิ้นที่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ใช้วัด รวมถึง XM ด้วย คำนวณจากสูตร: ระดับมาร์จิ้น = (เงินทุนคงเหลือ ÷ มาร์จิ้นที่ถูกใช้) × 100 เงินทุนคงเหลือหมายถึงเงินทุนตั้งต้นบวกกำไรลอยตัวหรือลบขาดทุนลอยตัว ณ ขณะนั้น ส่วนมาร์จิ้นที่ถูกใช้คือเงินหลักประกันที่โบรกเกอร์กักไว้ ซึ่งคำนวณจากขนาดสถานะหารด้วยเลเวอเรจ ข้อควรรู้คือถ้าบัญชีไม่มีสถานะที่เปิดอยู่เลย ระดับมาร์จิ้นจะถือว่าไม่มีหรือเป็นศูนย์ ระดับมาร์จิ้นนี้คือค่าที่ใช้วัดสุขภาพบัญชีแบบเรียลไทม์ ทุกครั้งที่ราคาเคลื่อนไหวค่านี้จะเปลี่ยนไปตามกำไรขาดทุนลอยตัวของคุณทันที
เลเวอเรจมีผลต่อมาร์จิ้นที่ถูกกักไว้อย่างไร?
เลเวอเรจมีผลโดยตรงกับมาร์จิ้นที่ถูกกักไว้ ยิ่งเลเวอเรจสูง มาร์จิ้นที่ถูกกักยิ่งน้อยลง เช่น สมมติคุณเปิดหนึ่งล็อตมาตรฐานบนคู่เงิน EUR/USD ที่ราคาราว 1,100 ดอลลาร์ ถ้าใช้เลเวอเรจ 1:100 มาร์จิ้นที่ใช้จะอยู่ราว 1,100 ดอลลาร์ แต่ถ้าใช้เลเวอเรจ 1:500 มาร์จิ้นจะเหลือเพียงราว 220 ดอลลาร์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ต้องระวังว่าแม้เลเวอเรจสูงจะกักเงินหลักประกันน้อยลง แต่ขนาดสถานะที่เปิดยังคงเดิม ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงต่อการขาดทุนลอยตัวยังเท่าเดิม ดังนั้นการเลือกเลเวอเรจควรพิจารณาควบคู่กับขนาดสถานะและเงินทุนที่มีอยู่เสมอ
ถ้าระดับมาร์จิ้นต่ำกว่าเส้น Stop Out จะเกิดอะไรขึ้น และป้องกันได้อย่างไร?
เมื่อระดับมาร์จิ้นร่วงลงไปถึงระดับ 10–20% (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละโบรกเกอร์) โบรกเกอร์จะปิดสถานะของคุณโดยอัตโนมัติ ซึ่งเรียกว่า Stop Out หรือการบังคับปิดสถานะ จากประสบการณ์เทรดมากว่าสิบสามปี ผู้เขียนเคยเห็นนักเทรดหลายคนที่ไม่เคยคำนวณระดับมาร์จิ้นของตัวเองก่อนกดปุ่มเปิดออเดอร์ ผลคืออยู่ได้แค่ไม่กี่คืนก็โดนปิดสถานะทั้งหมด วิธีป้องกันคือคำนวณระดับมาร์จิ้นล่วงหน้าก่อนเปิดสถานะทุกครั้ง ลดขนาดล็อตให้เหมาะกับเงินทุน เช่น จากตัวอย่างในบทความ การเปิดเพียง 0.1 ล็อตแทน 1 ล็อต ทำให้มาร์จิ้นที่
แนะนำเพิ่มเติม
🎯 เปิดบัญชี XM Forex → สมัคร
📱 แอป iCafeFX → ดาวน์โหลด
📊 สัญญาณฟรี → รับสัญญาณ
📚 คู่มือเทรด → SiamCafeBook
🤝 สมัคร Partner XM → pipaffiliates.com/c?c=72816&l=th&p=6
ทดลองเทรดฟรี XM — โบรกที่ อ.บอม ใช้เทรดจริง (พาร์ทเนอร์ XM)
แนะนำจากเครือข่าย SiamCafe
คู่มือ Forex ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- SiamCafe.net - ชุมชนไอทีไทยตั้งแต่ปี 1997
- iCafeFX.com - ศูนย์วิเคราะห์ Forex และทองคำ