หนังสือ chart pattern รีวิว — คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026 | SiamCafe Blog
หนังสือ chart pattern คืออะไร และทำไมนักเทรดทุกคนต้องมีติดชั้นหนังสือ
หนังสือแนวทางการวิเคราะห์รูปแบบกราฟ หรือที่นักเทรดเรียกกันติดปากว่า "หนังสือ chart pattern" คือหนังสือที่สอนการอ่านกราฟราคาเพื่อหารูปแบบที่เกิดซ้ำ ๆ
ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมจิตวิทยาของผู้ซื้อและผู้ขายในตลาด ผม อ.บอม เทรดเดอร์ที่ผ่านการใช้งานแพลตฟอร์มเทรดมากว่า 13 ปี จนได้รับยศระดับสูงสุดของโบรกเกอร์ XM มาแล้ว ขอบอกตรง ๆ ว่าหนังสือประเภทนี้คือรากฐานที่ผมยึดมาจนถึงวันนี้ เพราะก่อนจะไปซับซ้อนกับระบบเทรดอัตโนมัติหรือเครื่องมือวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ การอ่านกราฟด้วยตาเปล่าและเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังแต่ละรูปแบบคือทักษะที่ต่อยอดได้ทุกอย่าง
หลายคนอาจสงสัยว่ายุคที่ปัญญาประดิษฐ์ช่วยวิเคราะห์กราฟได้ภายในไม่กี่วินาทีแบบนี้ การอ่านหนังสือสอนรูปแบบกราฟยังจำเป็นอยู่ไหม คำตอบของผมคือจำเป็นมาก และจำเป็นยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เหตุผลคือเครื่องมืออัตโนมัติทุกชนิดต้องอาศัยมนุษย์ที่เข้าใจหลักการเบื้องหลังเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย ถ้าคุณไม่รู้ว่ารูปแบบหัวไหล่หมายความว่าอะไร ไม่รู้ว่าทำไมรูปแบบสามเหลี่ยมจึงมักแตกออกตามทิศทางเดิม คุณก็จะใช้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดในโลกได้เพียงระดับการกดปุ่มตามคำแนะนำ ซึ่งไม่ต่างจากการเสี่ยงดวงเท่าไรนัก ผมเคยเห็นลูกศิษย์ที่ซื้อระบบสัญญาณราคาแพงแล้วขาดทุนยับ เพราะไม่มีพื้นฐานพอจะรู้ว่าสัญญาณไหนควรเชื่อ สัญญาณไหนควรข้าม
หนังสือแนวนี้ยังมีคุณค่าในแง่ของจิตวิทยาการเทรดอีกด้วย เพราะรูปแบบกราฟทุกแบบไม่ได้เกิดจากบังเอิญ แต่เกิดจากการต่อสู้กันระหว่างฝั่งซื้อและฝั่งขายที่มีอยู่ทุกวินาทีของตลาด เมื่อคุณอ่านหนังสือและเข้าใจว่าเหตุใดราคาจึงไล่ขึ้นก่อนแล้วดิ่งลงจนเกิดรูปแบบหมากฮอส คุณจะเริ่มมองเห็นว่าเบื้องหลังเทียนทุกแท่งคือความกลัวและความโลภของมนุษย์หลายแสนคนทั่วโลก มุมมองแบบนี้เปลี่ยนวิธีเทรดของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง จากการเดาราคาแบบมั่ว กลายเป็นการอ่านเจตนาของตลาด
อีกประโยชน์ที่มักถูกมองข้ามคือความสม่ำเสมอในการตัดสินใจ นักเทรดที่ไม่มีกรอบความรู้จะตัดสินใจแตกต่างกันไปในแต่ละวันตามอารมณ์ วันนี้เห็นรูปแบบยอดคู่แล้วเข้า พรุ่งนี้เห็นรูปแบบเดียวกันแต่กลับลังเล สาเหตุเพราะไม่มีนิยามที่ชัดเจนยึดถือ หนังสือที่ดีจะให้นิยามและเงื่อนไขการยืนยันรูปแบบที่แน่นอน เช่น การทะลุเส้นคอของรูปแบบหัวไหล่ต้องปิดแท่งเทียนเหนือเส้นหรือไม่ ปริมาณการซื้อขายต้องมากกว่าปกติหรือไม่ ตรงนี้แหละที่ทำให้การเทรดกลายเป็นงานที่วัดผลได้ ไม่ใช่ความรู้สึก
ปัญหาคือหนังสือแนวนี้ในท้องตลาดมีทั้งของแท้และของเลียนแบบ บางเล่มแปลจากต้นฉบับโดยผู้ที่ไม่มีประสบการณ์เทรดจริง คำศัพท์แปลเพี้ยน ตัวอย่างกราฟล้าสมัย อ่านแล้วงงมากกว่าเดิม บางเล่มขายความฝันว่าอ่านจบแล้วจะรวย ซึ่งไม่มีหนังสือเล่มไหนในโลกที่ทำแบบนั้นได้ ดังนั้นการรีวิวเล่มต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมาจึงสำคัญ เพื่อให้ผู้เริ่มต้นไม่เสียเวลากับเล่มที่ไม่เหมาะ และไม่เสียเงินซื้อซ้ำซ้อนกับความรู้ที่มีอยู่แล้ว
บทความนี้ผมจะพาไปดูว่าหนังสือแนวการวิเคราะห์รูปแบบกราฟมีกี่ประเภท เกณฑ์การเลือกอย่างไรในปี 2026 เล่มไหนเหมาะกับมือใหม่ เล่มไหนเหมาะกับคนที่เทรดมาแล้ว พร้อมตารางเปรียบเทียบ แผนอ่าน 30 วัน และคำถามที่ผู้เรียนถามผมบ่อยที่สุด ทั้งหมดนี้มาจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่การเล่าเรียนจากสารบัญ ถ้าคุณพร้อมที่จะลงทุนกับความรู้ที่อยู่กับคุณไปตลอดชีวิตการเทรด อ่านต่อให้ครบทุกหัวข้อเลยครับ
เกณฑ์การเลือกหนังสือ chart pattern 6 ข้อที่ใช้กรองหนังสือขยะ
ก่อนจะซื้อหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง ผมใช้เกณฑ์ 6 ข้อนี้ตลอดมา และแนะนำให้นักเทรดทุกคนใช้เหมือนกัน เพราะช่วยกรองหนังสือขยะออกได้เกือบหมด
ข้อแรกคือผู้เขียนต้องมีประสบการณ์เทรดจริง ไม่ใช่แค่นักเขียนที่รวบรวมข้อมูลมาจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ลองค้นประวัติผู้เขียนดูว่าเคยบริหารเงินทุน เคยเทรดอย่างมืออาชีพ หรือมีผลงานที่ตรวจสอบได้หรือไม่ ในยุคที่ใคร ๆ ก็เขียนหนังสือขายออนไลน์ได้ง่าย ๆ ประวัติผู้เขียนคือตัวกรองแรกและสำคัญที่สุด ผมเคยเจอเล่มที่ผู้เขียนอธิบายรูปแบบกราฟได้สวยงามทุกหน้า แต่ตัวอย่างกราฟที่ยกมาเป็นภาพจากบทความอื่นโดยไม่มีบริบทของกรอบเวลาและสินทรัพย์เลย แบบนี้แปลว่าผู้เขียนไม่เคยเทรดจริง เพราะนักเทรดตัวจริงจะเล่าเรื่องเส้นทางความล้มเหลวประกอบเสมอ และจะบอกกรอบเวลากับสินทรัพย์ของทุกตัวอย่างโดยอัตโนมัติ เพราะนั่นคือนิสัยที่ติดตัวมาจากการเทรดจริง
ข้อสองคือมีตัวอย่างกราฟจริงประกอบครบถ้วน หนังสือที่ดีจะไม่วาดกราฟสมมุติอย่างเดียว แต่ยกกราฟจากตลาดจริงทั้งกรณีที่รูปแบบสำเร็จและล้มเหลว เพราะการรู้ว่ารูปแบบไหนเคยพลาดและพลาดเพราะอะไร สำคัญกว่าการรู้ว่ารูปแบบไหนสำเร็จ ผมชอบเล่มที่มีบทวิเคราะห์กรณีที่รูปแบบแตกแล้วราคาวิ่งสวนทาง เพราะบทแบบนั้นคือสิ่งที่ปกป้องพอร์ตของคุณในวันข้างหน้า หนังสือที่มีแต่เคสสวย ๆ จะปลูกฝังความเชื่อผิด ๆ ว่าเทรดง่าย ซึ่งอันตรายกว่าการไม่รู้อะไรเลย
ข้อสามคือมีการวัดเป้าหมายราคาและการจัดการความเสี่ยง ถ้าหนังสือสอนแต่ว่ารูปแบบนี้เกิดแล้วราคามักขึ้น แต่ไม่บอกว่าถ้าผิดคาดควรตัดขาดทุนตรงไหน ถือว่าไม่ครบ หนังสือมืออาชีพจะบอกวิธีวัดความสูงของรูปแบบเพื่อคำนวณเป้าหมายราคา และจะพูดถึงอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยงเสมอ ตัวอย่างเช่น รูปแบบยอดคู่ที่วัดความสูงจากยอดสูงสุดถึงแนวระหว่างกลางได้ 50 จุด เมื่อราคาทะลุแนวระหว่างกลางลงมา เป้าหมายก็คืออีก 50 จุดถัดไป พร้อมกับกำหนดจุดตัดขาดทุนไว้เหนือแนวระหว่างกลางชัดเจน ตรรกะแบบนี้ต้องมีในทุกบท ไม่ใช่มีแค่บทสุดท้าย
ข้อสี่คืออัปเดตล่าสุดหรือเป็นฉบับปรับปรุง เทคนิคพื้นฐานไม่เปลี่ยน แต่โครงสร้างตลาดยุคหลังปี 2020 มีการเทรดอัตโนมัติเข้ามาผสมมาก ฉบับใหม่มักกล่าวถึงเรื่องนี้ เช่น รูปแบบหลอกที่เกิดจากการกวาดจุดขาดทุนของรายใหญ่ ซึ่งเล่มเก่าก่อนยุคนั้นไม่มีสอน ผมเคยอ่านฉบับแปลไทยที่พิมพ์ครั้งแรกเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้วไม่เคยแก้ไขอีกเลย ตัวอย่างกราฟยังเป็นเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจเก่า ๆ ซึ่งไม่ผิด แต่พลาดบริบทตลาดยุคใหม่ที่ราคาเคลื่อนไหวเร็วขึ้นมากในช่วงข่าวสำคัญ
ข้อห้าคือภาษาเขียนชัดเจนเป็นลำดับขั้น หนังสือดีต้องอธิบายพื้นฐานเส้นแนวรับ แนวต้าน และเส้นแนวโน้ม ก่อนเข้าสู่รูปแบบซับซ้อนอย่างสามเหลี่ยมหรือหัวไหล่ ถ้าเปิดเล่มแรกแล้วเจอศัพท์เฉพาะที่ไม่เคยนิยาม แปลว่าผู้เขียนไม่ได้คิดถึงผู้อ่านมือใหม่เลย ลองเปิดหน้าสุ่มสามหน้าแล้วอ่าน ถ้าต้องย้อนไปหานิยามคำศัพท์เกินหนึ่งครั้งต่อหน้าเป็นประจำ เล่มนั้นอาจยังเชิงลึกเกินไปสำหรับคุณในตอนนี้
ข้อหกคือมีบทฝึกหัดหรือกรณีศึกษาให้ทดสอบตัวเอง เพราะการอ่านอย่างเดียวไม่เกิดทักษะ ต้องลองวาดรูปแบบบนกราฟจริงด้วยตัวเอง ลองถามตัวเองว่าถ้าเป็นคุณจะเข้าซื้อตรงไหน ตัดขาดทุนตรงไหน เป้าหมายอยู่ตรงไหน แล้วค่อยเปิดเฉลย วิธีนี้สร้างทักษะเร็วกว่าการอ่านผ่านหลายเท่านัก ถ้าหนังสือเล่มไหนผ่านทั้ง 6 ข้อ นั่นแหละคือเล่มที่คุ้มค่าการลงทุน และจะอยู่กับคุณไปอีกหลายปี
เปรียบเทียบหนังสือ chart pattern ยอดนิยม — ตารางสรุปสำหรับมือใหม่ถึงระดับสูง
นี่คือตารางเปรียบเทียบหนังสือแนววิเคราะห์รูปแบบกราฟที่นักเทรดไทยนิยมอ่านและหาซื้อได้ง่าย ผมจัดกลุ่มตามระดับผู้อ่านเพื่อให้เลือกได้เร็ว ขอย้ำว่าไม่มีกลุ่มไหนดีที่สุดแบบเด็ดขาด เลือกให้ตรงกับระดับและเป้าหมายของตัวเองสำคัญกว่า คนที่อ่านภาษาอังกฤษไม่คล่องซื้อตำราต้นฉบับไปก็เปลืองเงินเปล่า คนที่เทรดมาสิบปีกลับไปอ่านหนังสือพื้นฐานก็ไม่ได้อะไรเพิ่ม เว้นแต่จะยังมีรูรั่วเรื่องพื้นฐานอยู่จริง
| กลุ่ม | ลักษณะเนื้อหา | เหมาะกับใคร | จุดเด่น | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|---|
| หนังสือคลาสสิกระดับตำนาน | รูปแบบกราฟครบทุกแบบ อธิบายจิตวิทยาเบื้องหลัง | มือใหม่ถึงระดับกลาง | เป็นต้นฉบับที่เล่มอื่นอ้างอิง ภาพประกอบเยอะ | ฉบับเดิมบางส่วนล้าสมัย ควรหาฉบับปรับปรุง |
| หนังสือภาษาไทยเขียนโดยเทรดเดอร์ไทย | ตัวอย่างจากตลาดไทยและต่างประเทศ ศัพท์แปลไทยชัด | มือใหม่ที่อ่านภาษาอังกฤษไม่คล่อง | เข้าใจง่าย มีแนวทางจัดการพอร์ตแบบไทย ๆ | ความลึกอาจน้อยกว่าต้นฉบับ |
| หนังสือเน้นจิตวิทยาการเทรด | วิเคราะห์พฤติกรรมฝูงชนที่อยู่หลังรูปแบบกราฟ | คนที่รู้รูปแบบแล้วแต่เทรดไม่บิดราคา | แก้ปัญหาใจร้อน ตัดขาดทุนไม่ลง | ต้องมีพื้นฐานรูปแบบกราฟก่อน |
| หนังสือสอนพร้อมแบบฝึกหัด | มีกรณีศึกษาและแบบทดสอบท้ายบท | คนที่อ่านเก่งแต่ลงมือไม่เป็น | บังคับให้ปฏิบัติจริง จำได้นาน | ต้องเปิดกราฟจริงควบคู่ ใช้เวลามากกว่า |
| หนังสือฉบับพกพา/สรุปเร็ว | รวมรูปแบบยอดฮิตในเล่มเดียว กระชับ | คนเวลาน้อย ใช้ทบทวน | ค้นเร็ว พกง่าย | ไม่ลึกพอสำหรับใช้จริงคนเดียว |
จากประสบการณ์ผม เล่มแรกของมือใหม่ส่วนใหญ่ควรมาจากกลุ่มคลาสสิกหรือกลุ่มภาษาไทยที่เขียนโดยเทรดเดอร์จริง แล้วค่อยซื้อกลุ่มจิตวิทยามาเสริมในรอบที่สอง ส่วนเล่มสรุปเร็วเหมาะเป็นของติดโต๊ะเทรดไว้เปิดเทียบเวลาเห็นรูปแบบคลุมเครือ ไม่ใช่เล่มหลักที่ใช้เรียนจากศูนย์ อีกข้อที่อยากเตือนคืออย่าเชื่อราคาเป็นตัวชี้วัดคุณภาพ หนังสือราคาถูกบางเล่มมีเนื้อหาแน่นกว่าเล่มแพงหลายเท่า และหนังสือแพงบางเล่มขายกันที่ความหนาไม่ใช่ความลึกของเนื้อหา ให้ดูรายละเอียดตามเกณฑ์ 6 ข้อในหัวข้อก่อนหน้าเป็นหลักเสมอ
อีกวิธีหนึ่งที่ผมใช้บ่อยคือการอ่านตัวอย่างบทแรกก่อนตัดสินใจซื้อ ร้านหนังสือให้เปิดดูได้ ร้านออนไลน์ก็มักมีตัวอย่างหน้าแรกให้ดาวน์โหลด ให้สังเกตว่าผู้เขียนอธิบายรูปแบบหนึ่งอย่างครบทั้งสามส่วนหรือไม่ คือหน้าตาของรูปแบบ เหตุผลจิตวิทยาที่ทำให้เกิดรูปแบบ และวิธีเทรดจากรูปแบบนั้น ถ้ามีครบทั้งสามส่วนในตัวอย่าง โอกาสที่เล่มทั้งเล่มจะมีคุณภาพสูงมาก แต่ถ้าอธิบายแค่หน้าตากราฟแล้วให้ไปเดาเอง เล่มนั้นมักเป็นการรวบรวมภาพเท่านั้น
หนังสือที่รูปแบบกราฟมีคุณภาพจริง สารบัญจะไล่จากพื้นฐานไปสู่ขั้นสูงอย่างเป็นระบบ บทแรกมักเป็นเรื่องหลักการพื้นฐานของกราฟ คือแนวรับ แนวต้าน เส้นแนวโน้ม
และปริมาณการซื้อขาย ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ประกอบเป็นรูปแบบทุกแบบ ถ้าเล่มไหนข้ามส่วนนี้ไปเลย ผมไม่แนะนำสำหรับมือใหม่ เพราะจะอ่านรูปแบบแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมรูปแบบนั้นถึงมีความหมาย
สารบัญควรมีอะไรบ้าง — โครงสร้างเนื้อหามาตรฐานของหนังสือที่ดี
หนังสือที่รูปแบบกราฟมีคุณภาพจริง สารบัญจะไล่จากพื้นฐานไปสู่ขั้นสูงอย่างเป็นระบบ บทแรกมักเป็นเรื่องหลักการพื้นฐานของกราฟ คือแนวรับ แนวต้าน เส้นแนวโน้ม และปริมาณการซื้อขาย ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ประกอบเป็นรูปแบบทุกแบบ ถ้าเล่มไหนข้ามส่วนนี้ไปเลย ผมไม่แนะนำสำหรับมือใหม่ เพราะจะอ่านรูปแบบแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมรูปแบบนั้นถึงมีความหมาย เหมือนการเรียนสูตรลัดโดยไม่รู้ต้นทาง พอเจอสถานการณ์ที่หน้าตาไม่เหมือนในหนังสือก็จะไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร
ส่วนต้นเล่ม — รากฐานที่ต
คำถามที่พบบ่อย
ยุคที่มีปัญญาประดิษฐ์ช่วยวิเคราะห์กราฟแล้ว การอ่านหนังสือ chart pattern ยังจำเป็นอยู่ไหม?
จำเป็นมาก และจำเป็นยิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำครับ เหตุผลคือเครื่องมืออัตโนมัติหรือระบบสัญญาณทุกชนิดต้องอาศัยมนุษย์ที่เข้าใจหลักการเบื้องหลังเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้าย ถ้าคุณไม่รู้ว่ารูปแบบหัวไหล่หมายความว่าอะไร หรือไม่เข้าใจว่าทำไมรูปแบบสามเหลี่ยมจึงมักแตกออกตามทิศทางเดิม คุณก็ใช้เครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดในโลกได้เพียงระดับการกดปุ่มตามคำแนะนำ ซึ่งไม่ต่างจากการเสี่ยงดวงเท่าไรนัก ผมเคยเห็นลูกศิษย์ที่ซื้อระบบสัญญาณราคาแพงแล้วขาดทุนหนัก เพราะไม่มีพื้นฐานพอจะแยกได้ว่าสัญญาณไหนควรเชื่อ สัญญาณไหนควรข้าม ดังนั้นความรู้พื้นฐานจากหนังสือคือรากฐานที่ทำให้คุณใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีสติปัญญา ไม่ใช่แค่เครื่องจำกดปุ่ม
ประโยชน์ของหนังสือ chart pattern มีแค่การสอนอ่านกราฟหรือไม่?
ไม่ครับ นอกจากการสอนอ่านรูปแบบกราฟแล้ว ยังมีคุณค่าด้านจิตวิทยาการเทรดอีกด้วย เพราะรูปแบบกราฟทุกแบบไม่ได้เกิดจากบังเอิญ แต่เกิดจากการต่อสู้กันระหว่างฝั่งซื้อและฝั่งขายที่เกิดขึ้นทุกวินาทีของตลาด เมื่อคุณเข้าใจว่าเหตุใดราคาจึงไล่ขึ้นก่อนแล้วดิ่งลงจนเกิดรูปแบบหมากฮอส คุณจะมองเห็นว่าเบื้องหลังเทียนทุกแท่งคือความกลัวและความโลภของมนุษย์หลายแสนคนทั่วโลก มุมมองแบบนี้เปลี่ยนวิธีเทรดไปอย่างสิ้นเชิง จากการเดาราคาแบบมั่ว กลายเป็นการอ่านเจตนาของตลาด อีกประโยชน์ที่มักถูกมองข้ามคือความสม่ำเสมอในการตัดสินใจ เพราะหนังสือที่ดีจะให้นิยามและเงื่อนไขการยืนยันรูปแบบที่แน่นอน ทำให้การเทรดเป็นงานที่วัดผลได้ ไม่ใช่ความรู้สึก
ควรใช้เกณฑ์อย่างไรในการเลือกหนังสือ chart pattern ที่ดี?
ผมใช้เกณฑ์ 6 ข้อตลอดมา โดยข้อแรกและสำคัญที่สุดคือผู้เขียนต้องมีประสบการณ์เทรดจริง ไม่ใช่แค่นักเขียนที่รวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ลองค้นประวัติผู้เขียนดูว่าเคยบริหารเงินทุน เคยเทรดอย่างมืออาชีพ หรือมีผลงานตรวจสอบได้หรือไม่ เพราะนักเทรดตัวจริงจะเล่าเส้นทางความล้มเหลวประกอบเสมอ และจะระบุกรอบเวลากับสินทรัพย์ของทุกตัวอย่างโดยอัตโนมัติ ข้อสองคือต้องมีตัวอย่างกราฟจริงจากตลาดประกอบครบถ้วน ทั้งกรณีที่รูปแบบสำเร็จและล้มเหลว เพราะการรู้ว่ารูปแบบไหนเคยพลาดและพลาดเพราะอะไร สำคัญกว่าการรู้แค่รูปแบบที่สำเร็จ ระวังเล่มที่แปลเพี้ยน ตัวอย่างกราฟล้าสมัย หรือขายความฝันว่าอ่านจบแล้วจะรวย เพราะไม่มีหนังสือเล่มไหนในโลกทำแบบนั้นได้จริง
การใช้ระบบสัญญาณเทรดที่ซื้อมาโดยไม่มีพื้นฐานความรู้ เสี่ยงอย่างไร?
เสี่ยงมากครับ จากประสบการณ์ผมเคยเห็นลูกศิษย์ที่ลงทุนซื้อระบบสัญญาณราคาแพง แต่ขาดทุนยับ เพราะไม่มีพื้นฐ
แนะนำเพิ่มเติม
🎯 เปิดบัญชี XM Forex → สมัคร
📱 แอป iCafeFX → ดาวน์โหลด
📊 สัญญาณฟรี → รับสัญญาณ
📚 คู่มือเทรด → SiamCafeBook
🤝 สมัคร Partner XM → pipaffiliates.com/c?c=72816&l=th&p=6
แนะนำจากเครือข่าย SiamCafe
คู่มือ Forex ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- SiamCafe.net - ชุมชนไอทีไทยตั้งแต่ปี 1997
- iCafeFX.com - ศูนย์วิเคราะห์ Forex และทองคำ