กองทุนรวมกรุงไทยตัวไหนดี 2568 — วิธีตั้งค่าและใช้งานจริงพร้อมตัวอย่าง
กองทุนรวมกรุงไทยตัวไหนดี 2568 — เข้าใจภาพรวมก่อนเริ่มลงทุน
หลายคนถามผมว่ากองทุนรวมกรุงไทยตัวไหนดี คำตอบไม่ใช่การชี้ชื่อกองทุนตัวเดียวแล้วจบ แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่าเงินก้อนนั้นของคุณมีเป้าหมายอะไร
ระยะเวลาเท่าไร และรับความเสี่ยงได้แค่ไหน กองทุนรวมของกรุงไทย (KTAM) เป็นหนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของเมืองไทย มีกองทุนให้เลือกหลายสิบกอง ครอบคลุมตั้งแต่ตราสารหนี้ระยะสั้น กองทุนผสม กองทุนหุ้นไทย ไปจนถึงกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศและกลุ่มทองคำ ความหลากหลายระดับนี้เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย — ดีตรงที่มีตัวเลือกครบทุกสไตล์การลงทุน เสียตรงที่มือใหม่มักเลือกไม่ถูกแล้วซื้อผิดกองทั้งที่เป้าหมายไม่ตรงกัน
จากประสบการณ์ของผมที่ทำเทรดฟอเร็กซ์กับ XM มากว่าสิบสามปี ผมเรียนรู้บทเรียนสำคัญอย่างหนึ่ง: การจัดพอร์ตที่ดีไม่ได้มาจากการเดาทิศทางตลาด แต่มาจากการแบ่งสัดส่วนเงินอย่างเป็นระบบ กองทุนรวมจึงเป็นเครื่องมือที่ผมแนะนำให้ลูกศิษย์ใช้เก็บเงินส่วน "ปลอดภัย" ของพอร์ต ส่วนเงินก้อนที่รับความเสี่ยงได้จริงค่อยเอาไปเทรด การแบ่งแบบนี้ช่วยให้จิตใจนิ่งเวลาตลาดผันผวน เพราะรู้ว่าฐานเงินเก็บยังอยู่และโตช้า ๆ อยู่
ในบทความนี้ผมจะพาไปดูว่ากองทุนรวมกรุงไทยมีกี่ประเภท ตัวไหนเหมาะกับใคร วิธีเปิดพอร์ตและตั้งค่าการซื้อแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน พร้อมตัวอย่างการคำนวณและแผนปฏิบัติจริงที่ทำได้ทันที รวมถึงข้อควรระวังจากคนที่เคยเสียเงินซื้อกองทุนผิดเป้าหมายมาแล้ว เนื้อหาเขียนในบริบทปี 2026 ที่อัตราดอกเบี้ยและภาวะตลาดผันผวนมากกว่าเมื่อก่อน การเลือกกองทุนจึงต้องอาศัยหลักคิดมากกว่าการตามกระแส
ก่อนเริ่ม ขอย้ำหนึ่งประเด็นที่คนมองข้ามบ่อยที่สุด: ผลตอบแทนในอดีตไม่การันตีอนาคต กองทุนที่ชนะอันดับหนึ่งปีที่แล้วอาจกลับมาโป้งปีนี้ สิ่งที่เราควบคุมได้ไม่ใช่ตัวเลขผลตอบแทนของกอง แต่คือการเลือกประเภทกองให้ตรงกับเป้าหมาย ระยะเวลา และความรู้สึกของเราเวลาตลาดแดง ถ้าเข้าใจสามข้อนี้ ครึ่งทางของการเลือกกองทุนก็เรียบร้อยแล้ว
กองทุนรวมกรุงไทยแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ประมาณห้ากลุ่ม แต่ละกลุ่มมีระดับความเสี่ยงและรูปแบบผลตอบแทนต่างกันชัดเจน
การจำแนกกลุ่มให้ถูกจะช่วยตัดตัวเลือกที่ไม่เหมาะออกไปเกือบทั้งหมดก่อนที่คุณจะเริ่มเทียบรายกอง ตารางด้านล่างสรุปลักษณะของแต่ละกลุ่มแบบย่อ ให้ใช้เป็นแผนที่นำทางก่อนลงลึก
กองทุนรวมกรุงไทยแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ประมาณห้ากลุ่ม แต่ละกลุ่มมีระดับความเสี่ยงและรูปแบบผลตอบแทนต่างกันชัดเจน การจำแนกกลุ่มให้ถูกจะช่วยตัดตัวเลือกที่ไม่เหมาะออกไปเกือบทั้งหมดก่อนที่คุณจะเริ่มเทียบรายกอง ตารางด้านล่างสรุปลักษณะของแต่ละกลุ่มแบบย่อ ให้ใช้เป็นแผนที่นำทางก่อนลงลึก
| ประเภทกองทุน | ลงทุนในอะไร | ระดับความเสี่ยง | เหมาะกับเป้าหมาย |
|---|---|---|---|
| ตราสารหนี้ระยะสั้น | เงินฝาก ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรระยะสั้น | ต่ำมาก | เก็บเงินเฉย แทนเงินฝากออมทรัพย์ |
| พันธบัตร / ตราสารหนี้ | พันธบัตรรัฐ หุ้นกู้เอกชน | ต่ำ | เป้าหมาย 1–3 ปี อยากได้ดอกผลสม่ำเสมอ |
| กองทุนผสม | หุ้นและตราสารหนี้ผสมกันตามสัดส่วน | ปานกลาง | เป้าหมาย 3–5 ปี อยากโตแต่ไม่อยากแดงเดือด |
| หุ้นไทย | หุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย | สูง | เป้าหมาย 5 ปีขึ้นไป รับผันผวนได้ |
| ต่างประเทศ / ทองคำ | หุ้นต่างประเทศ ดัชนีโลก ทองคำ | สูง–ปานกลาง | กระจายความเสี่ยง ป้องกันการเสื่อมค่าของเงินบาท |
ถ้าถามผมว่าตัวไหน "ดีที่สุด" คำตอบคือขึ้นกับงานที่คุณจะให้เงินก้อนนั้นทำ สมมติคุณมีเงินเก็บฉุกเฉินที่ต้องพร้อมหยิบใช้ทุกเมื่อ กองตราสารหนี้ระยะสั้นของกรุงไทยคือคำตอบ เพราะสภาพคล่องสูง ความผันผวนต่ำมาก ผลตอบแทนตามดอกเบี้ยในตลาดเงิน แต่ถ้าเป็นเงินเก็บเพื่อเกษียณอีกยี่สิบปี การซื้อแต่กองตราสารหนี้กลับเป็นความเสี่ยงลับ ๆ ที่หลายคนไม่เห็น เพราะดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เงินโตช้ากว่าราคาของที่จะซื้อในอนาคตข้างหน้า กลุ่มนี้ต้องพึ่งกองหุ้นหรือกองผสมเป็นแกนหลัก
สำหรับคนทำงานปกติที่มีรายได้สม่ำเสมอและไม่มีเวลาดูพอร์ตทุกวัน ผมแนะนำโครงสร้างพื้นฐานสามก้อน: ก้อนแรกคือเงินฉุกเฉินหกเดือนในกองตราสารหนี้ระยะสั้น ก้อนสองคือเงินเป้าหมายกลางหรือยาวในกองหุ้นไทยหรือกองผสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ก้อนสามคือเงินกระจายความเสี่ยงระดับ 10–20 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตในกองที่ลงทุนต่างประเทศหรือทองคำ โครงสร้างนี้ไม่เท่ห์แต่มันอยู่รอดมาได้ทุกวงจรตลาด และสำคัญที่สุดคือมันทำให้คุณไม่เอามือไปแตะเงินก้อนยาวเวลาพอร์ตแดง
การเริ่มซื้อกองทุนรวมกรุงไทยวันนี้ง่ายกว่าเมื่อสิบปีก่อนมาก ไม่ต้องไปเข้าสาขาแล้วเซ็นเอกสารเป็นกอง
ทุกอย่างทำผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารกรุงไทยหรือช่องทางออนไลน์ของบริษัทจัดการกองทุนได้ภายในวันเดียว ขั้นตอนมีดังนี้
วิธีเปิดพอร์ตและตั้งค่าซื้อกองทุนกรุงไทยทีละขั้น
การเริ่มซื้อกองทุนรวมกรุงไทยวันนี้ง่ายกว่าเมื่อสิบปีก่อนมาก ไม่ต้องไปเข้าสาขาแล้วเซ็นเอกสารเป็นกอง ทุกอย่างทำผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารกรุงไทยหรือช่องทางออนไลน์ของบริษัทจัดการกองทุนได้ภายในวันเดียว ขั้นตอนมีดังนี้
เปิดบัญชีลงทุน ดาวน์โหลดแอปธนาคารกรุงไทยหรือแอปของบริษัทจัดการกองทุน แล้วลงทะเบียนเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ประเภทใช้เพื่อการลงทุน ยืนยันตัวตนด้วยระบบประเมินความเสี่ยง (Suitability Test) ที่ระบบจะให้ตอบคำถามเรื่องรายได้ ประสบการณ์ และความยอมรับความขาดทุน — ตอบตรง ๆ อย่าประจบ เพราะระบบใช้คำตอบนี้กรองกองทุนที่คุณมีสิทธิ์ซื้อ
เติมเงินเข้าบัญชีและเลือกกอง หลังบัญชีพร้อม โอนเงินเข้าบัญชีลงทุน แล้วค้นหากองทุนจากรายชื่อ เรียงด้วยตัวกรองประเภทกอง จากนั้นกดสั่งซื้อและระบุจำนวนเงิน สั่งซื้อภายในเวลาทำการก่อนเวลาตัดรอบ (โดยทั่วไปราว 15.30–16.00 น.) จะได้ราคาตัดจบของวันนั้น สั่งหลังเวลานั้นจะได้ราคาของวันทำการถัดไป
ตั้งค่าการซื้ออัตโนมัติ (DCA) นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดและคนมักข้าม ตั้งสั่งซื้ออัตโนมัติรายเดือนหรือรายสัปดาห์ โอนจากบัญชีเงินเดือนโดยอัตโนมัติ ผลจากการตั้งค่านี้ใหญ่กว่าที่คิด เพราะมันเปลี่ยนการลงทุนจาก "อาศัยความรู้สึก" เป็นกลไก คุณจะไม่ต้องตัดสินใจว่าเดือนนี้ตลาดแดงเยอะ ควรรอหรือไม่ ระบบซื้อให้ทุกเดือนเท่ากัน ราคาต้นทุนเฉลี่ยจะค่อย ๆ ปรับตัวเองตามวงจรตลาด
ตั้งแผนจัดสรรสัดส่วนก่อนเริ่ม อย่าเพิ่งซื้อกองแรกก่อนเขียนสัดส่วนลงกระดาษ เช่น 60 เปอร์เซ็นต์หุ้นไทยแบบถัวเฉลี่ย 20 เปอร์เซ็นต์ตราสารหนี้ 20 เปอร์เซ็นต์ต่างประเทศ แล้วกำหนดวันรีบาแลนซ์ เช่นทุกหกเดือน ขายก้อนที่โตเกินสัดส่วนไปเติมก้อนที่ตก วินัยนี้บังคับให้คุณขายสูงซื้อต่ำโดยไม่ต้องพึ่งพยากรณ์
ถัวเฉลี่ยต้นทุนคือหัวใจของการลงทุนกองทุนรวมสำหรับมนุษย์เงินเดือน หลักการง่ายมาก: ซื้อจำนวนเงินเท่ากันทุกงวด ไม่สนใจราคาวันนั้น เมื่อราคาหน่วยลง
เงินเท่าเดิมได้หน่วยมากขึ้น เมื่อราคาขึ้นได้หน่วยน้อยลง ผลรวมระยะยาวคือต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของตลาด ลองดูตัวอย่างจริงกับกองหุ้นสมมติของกรุงไทย
ข้อควรระวังจากประสบการณ์จริง: อย่าซื้อกองทุนที่ตัวเองไม่เข้าใจว่าเงินถูกนำไปลงทุนอะไร อ่านเอกสารชี้ทางการลงทุนอย่างน้อยหน้าสรุปนโยบายและหน้าค่าธรรมเนียมก่อนกดซื้อทุกครั้ง และอย่าเอาเงินที่ต้องใช้ภายในหกเดือนไปลงกองหุ้นเด็ดขาด ไม่ว่ากองนั้นจะดีแค่ไหน ตลาดหุ้นมีสิทธิ์แดงต่อเนื่องหลายเดือนได้เสมอ ถ้าเงินต้องถอนช่วงนั้น คุณจะขายที่ขาดทุนทั้งที่ไม่ควรต้องขายเลย
กลยุทธ์ถัวเฉลี่ยต้นทุนพร้อมตัวอย่างคำนวณจริง
ถัวเฉลี่ยต้นทุนคือหัวใจของการลงทุนกองทุนรวมสำหรับมนุษย์เงินเดือน หลักการง่ายมาก: ซื้อจำนวนเงินเท่ากันทุกงวด ไม่สนใจราคาวันนั้น เมื่อราคาหน่วยลง เงินเท่าเดิมได้หน่วยมากขึ้น เมื่อราคาขึ้นได้หน่วยน้อยลง ผลรวมระยะยาวคือต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่าราคาเฉลี่ยของตลาด ลองดูตัวอย่างจริงกับกองหุ้นสมมติของกรุงไทย
สมมติคุณซื้อเดือนละ 3,000 บาท ต่อเนื่องหกเดือน ราคาต่อหน่วยเดือนแรกถึงเดือนที่หกคือ 20.00, 22.00, 18.00, 16.50, 19.00 และ 21.50 บาทตามลำดับ
| เดือน | เงินลงทุน (บาท) | ราคา/หน่วย (บาท) | หน่วยที่ได้ |
|---|---|---|---|
| 1 | 3,000 | 20.00 | 150.00 |
| 2 | 3,000 | 22.00 | 136.36 |
| 3 | 3,000 | 18.00 | 166.67 |
| 4 | 3,000 | 16.50 | 181.82 |
| 5 | 3,000 | 19.00 | 157.89 |
| 6 | 3,000 | 21.50 | 139.53 |
พอร์ตที่ดีไม่ใช่พอร์ตที่มีกองทุนเยอะที่สุด แต่คือพอร์ตที่แต่ละก้อนทำหน้าที่ต่างกันชัดเจน ปัญหาที่ผมเห็นบ่อยมากคือคนถือกองทุนกรุงไทยเจ็ด–แปดกอง
แต่ดูดีขึ้นแล้วเข้าใจว่ากระจายแล้ว เมื่อเปิดดูสัดส่วนจริงกลายเป็นว่าห้ากองเป็นกองหุ้นไทยสไตล์คล้ายกัน เวลาตลาดหุ้นไทยแดงก็แดงกันหมดทุกกอง นั่นไม่ใช่การกระจาย นั่นคือการซื้อความเสี่ยงเดียวกันซ้ำหลายใบ
เทียบกับกรณีที่คนทำผิดบ่อยที่สุด: เอาเงินก้อนใหญ่ 18,000 บาทซื้อครั้งเดียวตอนต้นปีที่ราคา 22.00 จะได้ 818 หน่วย ต้นทุน 22.00 บาทต่อหน่วย เดือนที่สี่ราคาลงไป 16.50 พอร์ตขาดทุนราว 25 เปอร์เซ็นต์และเงินหมดไปแล้ว ซื้อต่อไม่ได้ จิตใจหมด หลายคนขายขาดทุนตรงนั้นพอดี นี่คือเหตุผลที่ผมย้ำกับลูกศิษย์เทรดทุกคนว่าเงินลงทุนระยะยาวกับเงินเทรดต้องแยกบัญชีกันเด็ดขาด ถ้าไม่แยก วิธีคิดเทรดจะปนไปในการลงทุน แล้วกลายเป็นขายกองทุนยามตลาดแดงซึ่งเป็นท่าที่เสียเงินที่สุดของนักลงทุนทุกยุค
ความถี่ในการถัวที่เหมาะสม สำหรับคนเงินเดือน การถัวรายเดือนทันวันเงินเดือนออกเป็นค่าเริ่มต้นที่ดีที่สุด ถ้าอยากเนียนกว่านั้นแบ่งเป็นสองงวดครึ่งเดือนก็ได้ แต่ผลต่างเล็กมากจนไม่คุ้มความยุ่งยาก สิ่งที่ควรจัดให้ดีกว่าความถี่คือกฎการถอน: กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะเริ่มขายเพื่อใช้เงินเมื่อใกล้เป้าหมายสามปี ให้ทยอยขายเป็นงวดแทนขายครั้งเดียว เพื่อไม่ให้โชคตัดสินว่าเดือนที่คุณต้องใช้เงินเป็นเดือนที่ตลาดอยู่จุดต่ำสุดของรอบ
การแบ่งพอร์ตกระจายความเสี่ยงและจังหวะรีบาแลนซ์
พอร์ตที่ดีไม่ใช่พอร์ตที่มีกองทุนเยอะที่สุด แต่คือพอร์ตที่แต่ละก้อนทำหน้าที่ต่างกันชัดเจน ปัญหาที่ผมเห็นบ่อยมากคือคนถือกองทุนกรุงไทยเจ็ด–แปดกอง แต่ดูดีขึ้นแล้วเข้าใจว่ากระจายแล้ว เมื่อเปิดดูสัดส่วนจริงกลายเป็นว่าห้ากองเป็นกองหุ้นไทยสไตล์คล้ายกัน เวลาตลาดหุ้นไทยแดงก็แดงกันหมดทุกกอง นั่นไม่ใช่การกระจาย นั่นคือการซื้อความเสี่ยงเดียวกันซ้ำหลายใบ
หลักการกระจายที่แท้จริงคือแยกตามปัจจัยขับเคลื่อน หุ้นไทยเคลื่อนไหวตามเศรษฐกิจและการเมืองไทย กองที่ลงทุนหุ้นสหรัฐหรือดัชนีโลกเคลื่อนตามเศรษฐกิจสากลและค่าเงิน กองทองคำมักเป็นฝ่ายแข็งเวลาตลาดหุ้นเสี่ยงหนัก ตราสารหนี้ระยะสั้นแทบไม่ขยับ การผสมสี่กลุ่มนี้ทำให้พอร์ตไม่แดงพร้อมกันทั้งใบ และทำให้คุณอยู่กับพอร์ตได้นานพอให้มันทำงานจริง
สูตรแบ่งที่ใช้ได้กับคนทั่วไปคือกฎอายุ: สัดส่วนกองตราสารหนี้ประมาณอายุของคุณ ส่วนที่เหลือให้กองหุ้นและต่างประเทศ อายุสามสิบอาจแบ่งสามสิบเปอร์เซ็นต์ตราสารหนี้ เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์หุ้น อายุห้าสิบอาจลดสัดส่วนหุ้นลงเหลือครึ่ง
คำถามที่พบบ่อย
กองทุนรวมกรุงไทยตัวไหนดีที่สุดในปี 2568?
คำตอบคือไม่มีกองทุนตัวไหนที่ "ดีที่สุด" แบบเอกรูป เพราะการเลือกกองทุนต้องเริ่มจากเป้าหมาย ระยะเวลา และระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าเป็นเงินฉุกเฉินที่ต้องพร้อมหยิบใช้ทุกเมื่อ กองตราสารหนี้ระยะสั้นของกรุงไทยเหมาะที่สุดเพราะสภาพคล่องสูงและความผันผวนต่ำมาก ถ้าเป็นเงินเก็บเพื่อเกษียณอีกยี่สิบปี ควรใช้กองหุ้นไทยหรือกองผสมเป็นแกนหลัก เพราะการซื้อแต่กองตราสารหนี้จะทำให้เงินโตช้ากว่าเงินเฟ้อซึ่งเป็นความเสี่ยงแฝงที่หลายคนมองไม่เห็น ส่วนคนทำงานปกติที่ไม่มีเวลาดูพอร์ตทุกวัน แนะนำโครงสร้างสามก้อน: เงินฉุกเฉินหกเดือนในกองตราสารหนี้ระยะสั้น เงินเป้าหมายระยะกลางถึงยาวในกองหุ้นหรือกองผสมแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน และเงินกระจายความเสี่ยง 10–20 เปอร์เซ็นต์ในกองต่างประเทศหรือทองคำ อย่าลืมว่าผลตอบแทนในอดีตไม่การันตีอนาคต กองที่ชนะอันดับปีที่แล้วอาจทำผลงานตกต่ำปีนี้ สิ่งที่สำคัญคือเลือกประเภทกองให้ตรงกับเป้าหมายของคุณมากกว่าการตามกระแส
กองทุนรวมกรุงไทยมีกี่ประเภทและแต่ละประเภทเหมาะกับใคร?
กองทุนรวมกรุงไทย (KTAM) แบ่งเป็นห้ากลุ่มหลัก ๆ ได้แก่ หนึ่ง กองตราสารหนี้ระยะสั้น ที่ลงทุนในเงินฝาก ตั๋วเงินคลัง และพันธบัตรระยะสั้น ความเสี่ยงต่ำมาก เหมาะกับการเก็บเงินฉุกเฉินแทนเงินฝากออมทรัพย์ สอง กองพันธบัตรและตราสารหนี้ ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐและหุ้นกู้เอกชน ความเสี่ยงต่ำ เหมาะกับเป้าหมาย 1–3 ปีที่อยากได้ดอกผลสม่ำเสมอ สาม กองทุนผสม ที่ถือหุ้นและตราสารหนี้ปนกันตามสัดส่วน ความเสี่ยงปานกลาง เหมาะกับเป้าหมาย 3–5 ปีที่อยากให้เงินโตแต่ไม่อยากเห็นพอร์ตแดงเดือด สี่ กองหุ้นไทย ที่ลงทุนในหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ความเสี่ยงสูง เหมาะกับเป้าหมาย 5 ปีขึ้นไปและรับผันผวนได้จริง และห้า กองที่ลงทุนต่างประเทศหรือทองคำ ความเสี่ยงสูงถึงปานกลาง เหมาะกับการกระจายความเสี่ยงและป้องกันการเสื่อมค่าของเงินบาท การจำแนกกลุ่มให้ถูกตั้งแต่ต้นจะช่วยตัดตัวเลือกที่ไม่เหมาะออกไปเกือบทั้งหมด ก่อนที่คุณจะเริ่มเทียบรายกองทีละตัว
ค่าธรรมเนียมกองทุนกรุงไทยสูงหรือไม่ และควรเทียบอย่างไร?
กองทุนแต่ละกองของกรุงไทยมีค่าธรรมเนียมจัดการต่างกัน โดยทั่วไปกองหุ้นมักอยู่ราว 1.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ส่วนกองตราสารหนี้มีค่าธรรมเนียมต่ำกว่ามาก ตัวเลขระดับหลักพันบาทนี้ดูไม่เยอะในแต่ละปี แต่ถ้าคิดรวมแบบทบต้นยี่สิบปี ผลต่างของค่าธรรมเนียมอาจทำให้เงินคุณต่างกันหลายหมื่นบาทไปจนถึงระดับเป็นแสนบาทได้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนมือใหม่มักประเมินต่ำเกินไป ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือต้องเทียบค่าธรรมเน
แนะนำเพิ่มเติม
🎯 เปิดบัญชี XM Forex → สมัคร
📱 แอป iCafeFX → ดาวน์โหลด
📊 สัญญาณฟรี → รับสัญญาณ
📚 คู่มือเทรด → SiamCafeBook
🤝 สมัคร Partner XM → pipaffiliates.com/c?c=72816&l=th&p=6
แนะนำจากเครือข่าย SiamCafe
คู่มือ Forex ที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- SiamCafe.net - ชุมชนไอทีไทยตั้งแต่ปี 1997
- iCafeFX.com - ศูนย์วิเคราะห์ Forex และทองคำ