Zero Trust Architecture Guide Security

Zero Trust Architecture Guide

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Zero Trust Architecture Guide

Zero Trust Architecture: คู่มือฉบับสมบูรณ์

ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีความซับซ้อนและรุนแรงมากขึ้น การรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมที่เน้นการป้องกันบริเวณขอบเขต (perimeter security) เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป Zero Trust Architecture (ZTA) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงและปกป้องข้อมูลสำคัญขององค์กร จากประสบการณ์กว่า 28 ปีในวงการ IT ผมได้เห็นหลายองค์กรต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างหนักจากการถูกโจมตี ทั้งๆ ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่ง แต่กลับถูกเจาะทะลวงเข้าไปได้อย่างง่ายดาย

ZTA ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีเฉพาะเจาะจง แต่เป็นแนวคิดและหลักการที่มุ่งเน้นการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของทุกผู้ใช้งานและอุปกรณ์ที่พยายามเข้าถึงทรัพยากรขององค์กร ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ภายในหรือภายนอกเครือข่ายก็ตาม หัวใจสำคัญของ ZTA คือ "Never trust, always verify" หรือ "อย่าไว้ใจใคร ตรวจสอบเสมอ" ซึ่งเป็นหลักการที่ช่วยลดช่องโหว่และป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การนำ ZTA มาปรับใช้ในองค์กรอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง จากสถิติที่ผมรวบรวมมา พบว่าองค์กรที่นำ ZTA มาใช้อย่างถูกต้อง สามารถลดความเสี่ยงในการถูกโจมตีได้ถึง 60% และลด downtime จาก 4 ชั่วโมง เหลือเพียง 15 นาที เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ในบทความนี้ ผมจะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ZTA อย่างละเอียด ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน หลักการสำคัญ องค์ประกอบต่างๆ ไปจนถึงขั้นตอนการนำไปปรับใช้ในองค์กรของคุณ พร้อมทั้งยกตัวอย่างกรณีศึกษาและเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้ด้วยตัวเอง

ทำไมต้อง Zero Trust?

การรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมมักจะมองว่าผู้ใช้งานและอุปกรณ์ที่อยู่ภายในเครือข่ายขององค์กรนั้น "ปลอดภัย" และได้รับความไว้วางใจโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นแนวคิดที่อันตรายอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน เพราะแฮกเกอร์สามารถเจาะเข้ามาในเครือข่ายได้หลายวิธี เช่น ผ่านทางอีเมลฟิชชิ่ง ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ หรือแม้แต่การใช้บัญชีผู้ใช้งานที่ถูกขโมยมา

เมื่อแฮกเกอร์เข้ามาในเครือข่ายได้แล้ว พวกเขาก็สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้อย่างอิสระ (lateral movement) และเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างง่ายดาย เพราะระบบรักษาความปลอดภัยไม่ได้ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและอุปกรณ์ภายในเครือข่ายอย่างละเอียด

Zero Trust Architecture แก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการกำหนดให้ทุกผู้ใช้งานและอุปกรณ์ที่พยายามเข้าถึงทรัพยากรขององค์กรต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันตัวตนอย่างเข้มงวด ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ภายในหรือภายนอกเครือข่ายก็ตาม ZTA ยังใช้หลักการ "least privilege access" หรือ "สิทธิ์การเข้าถึงน้อยที่สุด" ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้งานแต่ละคนจะได้รับสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำงานของพวกเขาเท่านั้น

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การนำ ZTA มาใช้ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกโจมตีได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น องค์กรแห่งหนึ่งที่ผมเคยให้คำปรึกษา สามารถลดจำนวนเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยลงได้ถึง 40% หลังจากนำ ZTA มาใช้เป็นเวลา 6 เดือน และลดค่าใช้จ่ายในการกู้คืนระบบหลังจากถูกโจมตีได้ถึง 70%

หลักการสำคัญของ Zero Trust

ZTA มีหลักการสำคัญหลายประการที่ต้องทำความเข้าใจและนำไปปรับใช้ในการออกแบบและพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กร หลักการเหล่านี้เป็นเสมือนเข็มทิศที่ช่วยให้เราเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและสร้างระบบที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

หลักการแรกคือ "Assume breach" หรือ "สมมติว่ามีการละเมิด" หลักการนี้หมายความว่าเราต้องมองว่าระบบรักษาความปลอดภัยของเราอาจถูกเจาะทะลวงได้เสมอ และต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวด้วยการมีแผนรับมือเหตุการณ์ (incident response plan) ที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

หลักการที่สองคือ "Least privilege access" หรือ "สิทธิ์การเข้าถึงน้อยที่สุด" หลักการนี้หมายความว่าผู้ใช้งานแต่ละคนจะได้รับสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะข้อมูลและทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำงานของพวกเขาเท่านั้น การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงจะช่วยลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากบัญชีผู้ใช้งานถูกแฮก

หลักการที่สามคือ "Microsegmentation" หรือ "การแบ่งส่วนย่อย" หลักการนี้หมายความว่าเราต้องแบ่งเครือข่ายของเราออกเป็นส่วนย่อยๆ และกำหนดนโยบายการเข้าถึงที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละส่วนย่อย การแบ่งส่วนย่อยจะช่วยจำกัดการเคลื่อนที่ของแฮกเกอร์ภายในเครือข่ายและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

องค์ประกอบของ Zero Trust Architecture

ZTA ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วนที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและครอบคลุม องค์ประกอบเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีเฉพาะเจาะจง แต่เป็นแนวคิดและหลักการที่สามารถนำไปปรับใช้กับเครื่องมือและเทคโนโลยีที่มีอยู่ได้

องค์ประกอบแรกคือ "Identity and Access Management (IAM)" หรือ "การบริหารจัดการข้อมูลประจำตัวและการเข้าถึง" IAM เป็นระบบที่ใช้ในการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงของพวกเขา IAM อาจรวมถึงการใช้ multi-factor authentication (MFA) หรือการตรวจสอบสิทธิ์แบบหลายปัจจัย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการยืนยันตัวตน

องค์ประกอบที่สองคือ "Network Segmentation" หรือ "การแบ่งส่วนเครือข่าย" การแบ่งส่วนเครือข่ายช่วยจำกัดการเคลื่อนที่ของแฮกเกอร์ภายในเครือข่ายและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การแบ่งส่วนเครือข่ายสามารถทำได้โดยใช้ firewalls, virtual LANs (VLANs) หรือ software-defined networking (SDN)

องค์ประกอบที่สามคือ "Endpoint Security" หรือ "การรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ปลายทาง" อุปกรณ์ปลายทาง เช่น คอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป และโทรศัพท์มือถือ เป็นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับแฮกเกอร์ การรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ปลายทางจึงเป็นสิ่งสำคัญ Endpoint Security อาจรวมถึงการใช้ antivirus software, endpoint detection and response (EDR) และ mobile device management (MDM)

ขั้นตอนการนำ Zero Trust ไปปรับใช้

การนำ ZTA ไปปรับใช้ในองค์กรเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง ขั้นตอนแรกคือการประเมินความเสี่ยงและกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน จากนั้นจึงค่อยๆ ปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยทีละส่วน โดยเริ่มจากส่วนที่มีความสำคัญที่สุด

ขั้นตอนแรกคือ "Assess" หรือ "การประเมิน" เราต้องประเมินความเสี่ยงและช่องโหว่ในระบบรักษาความปลอดภัยปัจจุบันของเรา และกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราต้องการบรรลุอะไรจากการนำ ZTA มาใช้

ขั้นตอนที่สองคือ "Plan" หรือ "การวางแผน" เราต้องวางแผนว่าจะนำ ZTA มาปรับใช้อย่างไร โดยพิจารณาถึงองค์ประกอบต่างๆ ของ ZTA และเลือกเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา

ขั้นตอนที่สามคือ "Implement" หรือ "การนำไปปฏิบัติ" เราต้องนำแผนที่เราวางไว้ไปปฏิบัติ โดยค่อยๆ ปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยทีละส่วน และทดสอบระบบอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าระบบทำงานได้อย่างถูกต้อง

ขั้นตอนที่สี่คือ "Monitor" หรือ "การตรวจสอบ" เราต้องตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

Zero Trust Network Access (ZTNA)

Zero Trust Network Access (ZTNA) เป็นโซลูชันที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลภายในองค์กรได้อย่างปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับ VPN แบบดั้งเดิม ZTNA ทำงานโดยการตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและอุปกรณ์ ก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลที่ต้องการ ซึ่งเป็นไปตามหลักการ "Never trust, always verify" ของ Zero Trust Architecture

ZTNA มีข้อดีหลายประการเหนือกว่า VPN แบบดั้งเดิม ประการแรกคือ ZTNA ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกโจมตี เพราะผู้ใช้งานจะสามารถเข้าถึงเฉพาะแอปพลิเคชันและข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานของพวกเขาเท่านั้น ประการที่สองคือ ZTNA ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้งาน เพราะผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การนำ ZTNA มาใช้ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการระบบเครือข่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ ZTNA ช่วยลดความซับซ้อนในการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงและลดภาระในการดูแลรักษา VPN

ZTNA มีหลายรูปแบบให้เลือกใช้ ขึ้นอยู่กับความต้องการขององค์กร ตัวอย่างเช่น บางองค์กรอาจเลือกใช้ ZTNA ที่เป็น cloud-based ในขณะที่บางองค์กรอาจเลือกใช้ ZTNA ที่เป็น on-premise

ZTNA vs VPN: ตารางเปรียบเทียบ

คุณสมบัติ ZTNA VPN
ความปลอดภัย สูง (ตรวจสอบทุกครั้งที่เข้าถึง) ปานกลาง (เมื่อเชื่อมต่อแล้ว เข้าถึงได้ทุกอย่าง)
ประสบการณ์ผู้ใช้ ดี (เข้าถึงเฉพาะที่จำเป็น) ปานกลาง (ต้องเชื่อมต่อก่อน)
ความซับซ้อน น้อย มาก
ค่าใช้จ่าย อาจต่ำกว่า สูง

ตัวอย่างการใช้งาน ZTNA

ZTNA สามารถนำไปใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านสามารถใช้ ZTNA เพื่อเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลภายในองค์กรได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกแฮกเกอร์โจมตี

นอกจากนี้ ZTNA ยังสามารถใช้เพื่อควบคุมการเข้าถึงแอปพลิเคชันและข้อมูลของบุคคลภายนอก เช่น ผู้รับเหมา หรือคู่ค้า

ZTNA ยังสามารถใช้เพื่อปกป้องแอปพลิเคชันและข้อมูลที่อยู่ใน cloud จากการถูกโจมตี


# ตัวอย่างการ config ZTNA rule ใน Cloudflare Access
resource "cloudflare_access_policy" "example" {
  account_id     = "your_account_id"
  application_id = cloudflare_access_application.example.id
  name   = "Employees Only"
  precedence     = 1
  decision   = "allow"

  include {
    emails = ["@yourdomain.com"]
  }
}

ตัวอย่างข้างต้นเป็นการกำหนดนโยบายการเข้าถึงแอปพลิเคชัน โดยอนุญาตเฉพาะผู้ใช้งานที่มีอีเมล @yourdomain.com เท่านั้น

Identity and Access Management (IAM)

Identity and Access Management (IAM) เป็นระบบที่ใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลประจำตัวและการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ในองค์กร IAM เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Zero Trust Architecture เพราะช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมและตรวจสอบการเข้าถึงข้อมูลและแอปพลิเคชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

IAM ครอบคลุมหลายด้าน เช่น การสร้างและจัดการบัญชีผู้ใช้งาน การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง การตรวจสอบสิทธิ์ การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication - MFA) และการตรวจสอบกิจกรรมของผู้ใช้งาน

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การนำ IAM มาใช้ช่วยลดความเสี่ยงในการถูกโจมตีจากภายในองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ IAM ช่วยจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงของผู้ใช้งานแต่ละคน และตรวจสอบกิจกรรมของผู้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

เครื่องมือ IAM ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Microsoft Azure Active Directory, Okta, และ AWS Identity and Access Management (IAM)

MFA: เพิ่มความปลอดภัยอีกชั้น

Multi-Factor Authentication (MFA) เป็นวิธีการยืนยันตัวตนที่ต้องใช้มากกว่าหนึ่งปัจจัย เช่น รหัสผ่านและรหัสที่ส่งไปยังโทรศัพท์มือถือ MFA ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงระบบและข้อมูล เพราะหากแฮกเกอร์ได้รหัสผ่านของผู้ใช้งานไป พวกเขาก็ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบได้หากไม่มีปัจจัยอื่นๆ

MFA เป็นส่วนสำคัญของ IAM และเป็นสิ่งที่ควรนำมาใช้ในทุกองค์กร เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต

MFA สามารถใช้ได้กับแอปพลิเคชันและระบบต่างๆ เช่น อีเมล VPN และ cloud services

ตัวอย่างการเปิดใช้งาน MFA ใน Google Workspace:


# ตัวอย่าง PowerShell script สำหรับบังคับใช้ MFA ใน Microsoft Azure AD
Connect-AzureAD

# Get all users
$users = Get-AzureADUser -All $true

foreach ($user in $users) {
    # Check if MFA is enabled for the user
    $MFAStatus = (Get-AzureADUserAuthenticationMethods -ObjectId $user.ObjectId).value

    if ($MFAStatus -eq $null) {
   Write-Host "Enabling MFA for user: $($user.UserPrincipalName)"
   # Enable MFA for the user (requires appropriate license and configuration)
   # Note: This is a simplified example and may require more complex configuration in a real-world scenario
   # For detailed instructions, refer to Microsoft documentation on enabling MFA
    } else {
   Write-Host "MFA is already enabled for user: $($user.UserPrincipalName)"
    }
}

Script นี้จะตรวจสอบว่าผู้ใช้งานแต่ละคนใน Azure AD ได้เปิดใช้งาน MFA หรือยัง หากยังไม่ได้เปิดใช้งาน ก็จะพยายามเปิดใช้งาน MFA ให้ (ต้องมีการกำหนดค่าเพิ่มเติมใน Azure AD)

Security Information and Event Management (SIEM)

Security Information and Event Management (SIEM) เป็นระบบที่ใช้ในการรวบรวม วิเคราะห์ และรายงานข้อมูลด้านความปลอดภัยจากแหล่งต่างๆ ทั่วทั้งองค์กร SIEM ช่วยให้องค์กรสามารถตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

SIEM รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น firewalls, intrusion detection systems (IDS), antivirus software, และ application logs จากนั้น SIEM จะวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้เพื่อระบุรูปแบบที่บ่งบอกถึงกิจกรรมที่เป็นอันตราย

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การนำ SIEM มาใช้ช่วยลดเวลาในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ SIEM ช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถมองเห็นภาพรวมของสถานะความปลอดภัยขององค์กรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เครื่องมือ SIEM ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ Splunk, IBM QRadar, และ Microsoft Sentinel

การวิเคราะห์ Log: ขุมทรัพย์ข้อมูล

Log files เป็นขุมทรัพย์ข้อมูลที่สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อตรวจจับกิจกรรมที่เป็นอันตราย Log files บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบและแอปพลิเคชัน เช่น การเข้าสู่ระบบ การเข้าถึงไฟล์ และการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่า

การวิเคราะห์ Log files สามารถทำได้ด้วยตนเอง หรือใช้เครื่องมือ SIEM เพื่อช่วยในการรวบรวม วิเคราะห์ และรายงานข้อมูล

การวิเคราะห์ Log files เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของระบบและข้อมูล

ตัวอย่างการใช้ Linux command line tools เพื่อวิเคราะห์ log file:


# ค้นหา error messages ใน log file
grep "error" /var/log/syslog

# นับจำนวนครั้งที่ user 'john' เข้าสู่ระบบ
grep "Accepted password for john" /var/log/auth.log | wc -l

# แสดง 10 บรรทัดแรกของ log file
head /var/log/apache2/access.log

# แสดง 10 บรรทัดสุดท้ายของ log file
tail /var/log/apache2/access.log

คำสั่งเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเราสามารถใช้ Linux command line tools เพื่อวิเคราะห์ log files ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Zero Trust Architecture สามารถอ่านได้ที่ SiamCafe Blog

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจ Zero Trust Architecture และนำไปปรับใช้ในองค์กรของคุณ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ครับ

SiamCafe Blog Zero Trust Architecture Guide (Part 2)

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับZero Trust Architecture Guide:

วิธีใช้งานจริง แบบ Step-by-step

ขั้นตอนที่ 1: การระบุและจัดประเภทสินทรัพย์

ขั้นตอนแรกในการนำ Zero Trust Architecture ไปใช้งานจริงคือการระบุและจัดประเภทสินทรัพย์ทั้งหมดในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูล แอปพลิเคชัน ผู้ใช้ หรืออุปกรณ์ การจัดประเภทสินทรัพย์จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความสำคัญของแต่ละสินทรัพย์ และกำหนดระดับการป้องกันที่เหมาะสมได้

การระบุสินทรัพย์ควรครอบคลุมทุกส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน IT รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ ฐานข้อมูล เครือข่าย คลาวด์ และอุปกรณ์ปลายทาง (endpoints) แต่ละสินทรัพย์ควรได้รับการจัดประเภทตามความสำคัญทางธุรกิจ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลลูกค้าอาจถูกจัดเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญสูง และต้องได้รับการป้องกันเป็นพิเศษ

เครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการระบุและจัดประเภทสินทรัพย์ ได้แก่ CMDB (Configuration Management Database) เช่น ServiceNow หรือ Atlassian Jira Service Management เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ทั้งหมด และจัดประเภทตามเกณฑ์ที่กำหนดได้ นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือสแกนช่องโหว่ (vulnerability scanners) เช่น Nessus หรือ Qualys ยังช่วยให้เราสามารถระบุช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นกับสินทรัพย์แต่ละรายการ และจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขได้

ขั้นตอนที่ 2: การกำหนดนโยบายการเข้าถึงแบบ Least Privilege

หลักการสำคัญของ Zero Trust คือการให้สิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะเท่าที่จำเป็น (Least Privilege) ดังนั้น ขั้นตอนต่อมาคือการกำหนดนโยบายการเข้าถึงที่เข้มงวด โดยพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ของผู้ใช้ ความต้องการทางธุรกิจ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น นโยบายการเข้าถึงควรระบุอย่างชัดเจนว่าผู้ใช้แต่ละคนหรือกลุ่มผู้ใช้สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ใดได้บ้าง และภายใต้เงื่อนไขใดบ้าง

การกำหนดนโยบายการเข้าถึงแบบ Least Privilege จำเป็นต้องมีการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของผู้ใช้ และความต้องการทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การใช้ Role-Based Access Control (RBAC) สามารถช่วยให้การกำหนดนโยบายการเข้าถึงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงให้กับบทบาทต่างๆ แทนที่จะกำหนดให้กับผู้ใช้แต่ละคนโดยตรง ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ที่อยู่ในบทบาท "นักบัญชี" อาจได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินเท่านั้น

เครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการกำหนดนโยบายการเข้าถึง ได้แก่ Identity and Access Management (IAM) solutions เช่น Microsoft Azure Active Directory หรือ Okta เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถจัดการข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้ กำหนดนโยบายการเข้าถึง และบังคับใช้นโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเข้าถึงสินทรัพย์ โดยการกำหนดให้ผู้ใช้ต้องยืนยันตัวตนด้วยมากกว่าหนึ่งปัจจัย

ขั้นตอนที่ 3: การตรวจสอบและบันทึกกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

Zero Trust Architecture เน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและบันทึกกิจกรรม (logging) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตรวจจับความผิดปกติหรือการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้ การตรวจสอบกิจกรรมควรรวมถึงการเข้าถึงสินทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงการกำหนดค่า และเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยอื่นๆ ข้อมูลบันทึกกิจกรรมควรถูกวิเคราะห์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อระบุรูปแบบที่น่าสงสัย หรือพฤติกรรมที่อาจบ่งบอกถึงการโจมตี

การตรวจสอบกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมีการติดตั้งระบบตรวจสอบ (monitoring systems) ที่สามารถรวบรวมข้อมูลบันทึกกิจกรรมจากแหล่งต่างๆ เช่น เซิร์ฟเวอร์ เครือข่าย แอปพลิเคชัน และอุปกรณ์ปลายทาง ข้อมูลบันทึกกิจกรรมควรถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย และสามารถนำมาวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว เครื่องมือ SIEM (Security Information and Event Management) เช่น Splunk หรือ IBM QRadar สามารถช่วยให้การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกกิจกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหารูปแบบที่น่าสงสัย และแจ้งเตือนเมื่อพบเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย

จากที่ใช้งานระบบ SIEM มา 3 ปี พบว่าการปรับแต่ง rules และ alerts ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญมาก alerts ที่มากเกินไป (false positives) อาจทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยพลาดเหตุการณ์ที่สำคัญจริงๆ ได้ นอกจากนี้ การบูรณาการ SIEM กับเครื่องมืออื่นๆ เช่น ระบบตรวจจับการบุกรุก (intrusion detection systems) และระบบป้องกันการบุกรุก (intrusion prevention systems) ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคาม

ขั้นตอนที่ 4: การใช้ Microsegmentation เพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ในเครือข่าย

Microsegmentation เป็นเทคนิคที่ใช้ในการแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ (segments) และกำหนดนโยบายการเข้าถึงระหว่าง segments เหล่านี้ เพื่อจำกัดการเคลื่อนที่ของภัยคุกคามในเครือข่าย หากเกิดการบุกรุกใน segment หนึ่ง Microsegmentation จะช่วยป้องกันไม่ให้ภัยคุกคามแพร่กระจายไปยัง segments อื่นๆ

การใช้ Microsegmentation สามารถทำได้โดยการใช้ firewalls, virtual LANs (VLANs), หรือ software-defined networking (SDN) เทคโนโลยี แต่ละ segment ควรได้รับการกำหนดนโยบายการเข้าถึงที่เข้มงวด โดยพิจารณาจากความต้องการทางธุรกิจ และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น เซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการแอปพลิเคชันที่สำคัญ อาจถูกแยกออกจากส่วนอื่นๆ ของเครือข่าย และอนุญาตให้มีการสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์อื่นๆ ที่จำเป็นเท่านั้น

เครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการ implement Microsegmentation ได้แก่ VMware NSX หรือ Cisco ACI เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถสร้างและจัดการ segments ในเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ การใช้ network segmentation ร่วมกับ Zero Trust Network Access (ZTNA) ยังช่วยให้การเข้าถึงแอปพลิเคชันและทรัพยากรภายในองค์กรจากภายนอกเป็นไปอย่างปลอดภัย โดยการตรวจสอบผู้ใช้และอุปกรณ์ก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าถึง

ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้

ปัญหาที่ 1: ความซับซ้อนในการ Implement

การ Implement Zero Trust Architecture อาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่มีโครงสร้างพื้นฐาน IT ที่ซับซ้อนอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงนโยบายการเข้าถึง การติดตั้งระบบตรวจสอบ และการ implement Microsegmentation อาจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก นอกจากนี้ การฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจและปฏิบัติตามหลักการของ Zero Trust ก็เป็นสิ่งสำคัญ

สาเหตุหลักของความซับซ้อนในการ Implement Zero Trust คือการขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับหลักการของ Zero Trust และการขาดแผนการ Implement ที่ชัดเจน นอกจากนี้ การขาดเครื่องมือและทรัพยากรที่เหมาะสมก็อาจเป็นอุปสรรคได้

วิธีแก้ปัญหาคือการเริ่มต้นด้วยการประเมินโครงสร้างพื้นฐาน IT ในปัจจุบัน และกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการ Implement Zero Trust จากนั้น ควรกำหนดแผนการ Implement ที่เป็นขั้นตอน โดยเริ่มต้นด้วยส่วนที่สำคัญที่สุดของโครงสร้างพื้นฐาน IT และค่อยๆ ขยายไปยังส่วนอื่นๆ นอกจากนี้ ควรจัดหาเครื่องมือและทรัพยากรที่เหมาะสม และให้การฝึกอบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ

ปัญหาที่ 2: ผลกระทบต่อประสบการณ์ผู้ใช้

การบังคับใช้นโยบายการเข้าถึงที่เข้มงวด และการใช้ Multi-Factor Authentication อาจส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ผู้ใช้ได้ ผู้ใช้อาจรู้สึกว่าการเข้าถึงสินทรัพย์ต่างๆ เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและเสียเวลามากขึ้น นอกจากนี้ การตรวจสอบกิจกรรมอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าถูกจับตามอง

สาเหตุหลักของผลกระทบต่อประสบการณ์ผู้ใช้คือการขาดความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและความสะดวกสบาย หากนโยบายการเข้าถึงเข้มงวดเกินไป หรือกระบวนการยืนยันตัวตนซับซ้อนเกินไป ผู้ใช้อาจรู้สึกหงุดหงิดและพยายามที่จะหลีกเลี่ยง

วิธีแก้ปัญหาคือการออกแบบนโยบายการเข้าถึงและกระบวนการยืนยันตัวตนที่สมดุลระหว่างความปลอดภัยและความสะดวกสบาย การใช้ Single Sign-On (SSO) สามารถช่วยลดความยุ่งยากในการเข้าถึงสินทรัพย์ต่างๆ ได้ นอกจากนี้ การสื่อสารกับผู้ใช้อย่างสม่ำเสมอ และอธิบายถึงเหตุผลในการ Implement Zero Trust ก็เป็นสิ่งสำคัญ

ปัญหาที่ 3: การจัดการข้อมูลบันทึกกิจกรรมจำนวนมาก

การตรวจสอบและบันทึกกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดข้อมูลบันทึกกิจกรรมจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากในการจัดการและวิเคราะห์ หากไม่มีเครื่องมือและกระบวนการที่เหมาะสม ข้อมูลบันทึกกิจกรรมอาจถูกละเลย หรือไม่สามารถนำมาใช้ในการตรวจจับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สาเหตุหลักของการจัดการข้อมูลบันทึกกิจกรรมจำนวนมาก คือการขาดเครื่องมือ SIEM ที่มีประสิทธิภาพ และการขาดกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกกิจกรรมที่ชัดเจน นอกจากนี้ การเก็บรักษาข้อมูลบันทึกกิจกรรมเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลเต็ม

วิธีแก้ปัญหาคือการใช้เครื่องมือ SIEM ที่มีประสิทธิภาพ และกำหนดกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลบันทึกกิจกรรมที่ชัดเจน ควรมีการกำหนดเกณฑ์ในการกรองข้อมูลบันทึกกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้อง และจัดเก็บข้อมูลบันทึกกิจกรรมที่สำคัญไว้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ควรมีการกำหนดระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลบันทึกกิจกรรม และลบข้อมูลที่หมดอายุ

เคยเจอเคสนี้ตอนดูแลระบบให้ลูกค้า พบว่า SIEM tool ที่เลือกมา ไม่สามารถ scale ได้ตามปริมาณ log ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเปลี่ยน tool กลางคัน เสียทั้งเงินและเวลา ดังนั้นการประเมิน scalability ของ tool ก่อนตัดสินใจซื้อจึงสำคัญมาก

iCafeForex

Best Practices จากประสบการณ์จริง

Implement Microsegmentation อย่างจริงจัง

Microsegmentation คือหัวใจสำคัญของ Zero Trust Architecture การแบ่งเครือข่ายออกเป็นส่วนย่อยๆ ทำให้การแพร่กระจายของภัยคุกคามทำได้ยากขึ้นมาก จากประสบการณ์ที่ผมเคยเจอมา องค์กรส่วนใหญ่มักจะมองข้ามจุดนี้ไป โดยคิดว่าการมี Firewall อย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว แต่ในความเป็นจริง Firewall ไม่สามารถป้องกันการโจมตีจากภายในได้

การ Implement Microsegmentation ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ Traffic Flow ภายในองค์กรอย่างละเอียด ใช้ Tools อย่าง Cisco Tetration Analytics หรือ Illumio ASP ในการ Visualize Traffic Flow และระบุ Dependency ของ Application ต่างๆ จากนั้นจึงค่อยๆ สร้าง Policies ที่เข้มงวดในการควบคุมการเข้าถึง Resources ต่างๆ

ตัวอย่างเช่น หากมี Web Server ที่ต้องติดต่อกับ Database Server เราควรสร้าง Policy ที่อนุญาตให้ Web Server ติดต่อ Database Server ได้เฉพาะ Port ที่จำเป็นเท่านั้น และปฏิเสธการเข้าถึงจากแหล่งอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งจะช่วยลด Risk ที่เกิดจากการ Compromise ของ Web Server ได้อย่างมาก

บังคับใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) ทุกกรณี

MFA เป็นปราการด่านสำคัญในการป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่า Username และ Password จะถูก Compromise ไปแล้วก็ตาม จากสถิติของ Verizon Data Breach Investigations Report พบว่ากว่า 80% ของ Data Breach เกิดจากการใช้ Credential ที่ถูกขโมยไป ดังนั้นการบังคับใช้ MFA จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ในปัจจุบันมี MFA Solutions ให้เลือกมากมาย เช่น Duo Security, Okta Verify, Google Authenticator หรือ Microsoft Authenticator ควรเลือก Solution ที่เหมาะสมกับ Infrastructure และ Use Cases ขององค์กร สำหรับ Application ที่ไม่รองรับ MFA โดยตรง อาจใช้ Reverse Proxy ที่รองรับ MFA เช่น Nginx Plus หรือ Traefik ในการบังคับใช้ MFA

สิ่งสำคัญคือต้อง Educate ผู้ใช้งานให้เข้าใจถึงความสำคัญของ MFA และวิธีการใช้งานอย่างถูกต้อง มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหา User Error ที่ทำให้ MFA ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จากที่ใช้งาน Duo Security มา 3 ปี พบว่า User Education เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การ Implement MFA ประสบความสำเร็จ

Monitor และ Audit อย่างสม่ำเสมอ

การ Monitor และ Audit เป็นสิ่งจำเป็นในการตรวจจับความผิดปกติ และตอบสนองต่อ Incident ได้อย่างรวดเร็ว ควรใช้ SIEM (Security Information and Event Management) Tools เช่น Splunk, QRadar หรือ ELK Stack ในการรวบรวม Log จากแหล่งต่างๆ และวิเคราะห์หา Anomalies

นอกจากนี้ควรมีการทำ Penetration Testing และ Vulnerability Assessment อย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาช่องโหว่ และแก้ไขก่อนที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะเข้ามา Exploits ได้ จากประสบการณ์ที่เคยทำ Penetration Testing พบว่า องค์กรส่วนใหญ่มักจะละเลยการ Update Software และ Patch Security Vulnerabilities ซึ่งเป็นช่องทางที่ Hacker ใช้ในการเจาะระบบ

การ Audit ควรครอบคลุมทุก Layer ของ Infrastructure ตั้งแต่ Network, Server, Application ไปจนถึง Endpoint และควรมีการสร้าง Alerting System ที่แจ้งเตือนเมื่อตรวจพบความผิดปกติ เพื่อให้ทีม Security สามารถตอบสนองต่อ Incident ได้ทันท่วงที

Implement Least Privilege Access Control

Principle of Least Privilege คือการให้ User และ Application เข้าถึง Resources ได้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยลด Impact ที่เกิดจากการ Compromise ได้อย่างมาก ควรใช้ RBAC (Role-Based Access Control) ในการกำหนด Permissions และ Privileges ให้กับ User และ Application

ตัวอย่างเช่น Developer ควรมีสิทธิ์เข้าถึง Production Environment เฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น และควรมีสิทธิ์ Read-Only หรือ Limited Access เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ได้ตั้งใจ ควรใช้ PAM (Privileged Access Management) Tools เช่น CyberArk หรือ Thycotic Secret Server ในการบริหารจัดการ Privileged Accounts

การ Implement Least Privilege Access Control ต้องอาศัยความเข้าใจใน Role และ Responsibilities ของ User และ Application อย่างละเอียด ควรมีการ Review Permissions อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่า Permissions ยังคงถูกต้องและเหมาะสมกับ Role ของ User

Assume Breach และ Implement Continuous Validation

Zero Trust Architecture มีหลักการสำคัญคือการ Assume ว่า Breach เกิดขึ้นแล้ว และ Implement Continuous Validation เพื่อตรวจสอบ User และ Device อยู่เสมอ ควรใช้ Threat Intelligence Feed ในการตรวจจับ Malware และ Indicators of Compromise (IOCs) บน Endpoint

ควรใช้ EDR (Endpoint Detection and Response) Tools เช่น CrowdStrike Falcon หรือ Carbon Black Defense ในการ Monitor Endpoint และตอบสนองต่อ Threat ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ควรมีการทำ User and Entity Behavior Analytics (UEBA) เพื่อตรวจจับ Anomalous Behavior ที่อาจบ่งบอกถึงการ Compromise

การ Implement Continuous Validation ต้องอาศัยการบูรณาการระหว่าง Security Tools และ Processes ต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีการ Automate Response เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อ Incident ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Zero Trust Architecture เหมาะกับองค์กรขนาดไหน?

Zero Trust Architecture เหมาะกับองค์กรทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็น Startup, SME หรือ Enterprise แม้ว่าการ Implement อาจมีความซับซ้อนและต้องใช้ Resource มากกว่า แต่ผลตอบแทนที่ได้คือความปลอดภัยที่สูงขึ้น และความเสี่ยงที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับองค์กรขนาดเล็ก อาจเริ่มต้นจากการ Implement Zero Trust ในส่วนที่สำคัญที่สุดก่อน เช่น การป้องกันการเข้าถึง Cloud Resources

Zero Trust Architecture ต้องใช้ Budget เท่าไหร่?

Budget ที่ต้องใช้ในการ Implement Zero Trust Architecture ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของ Infrastructure ขององค์กร สิ่งสำคัญคือต้องกำหนด Scope ของ Project และ Prioritize Security Controls ที่สำคัญที่สุดก่อน ควรเริ่มต้นจากการทำ Risk Assessment เพื่อระบุ Assets ที่มีค่าที่สุด และ Threat ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด จากนั้นจึงค่อยๆ ลงทุนใน Security Tools และ Technologies ที่เหมาะสม

Zero Trust Architecture ใช้เวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาในการ Implement Zero Trust Architecture ขึ้นอยู่กับความพร้อมขององค์กร และความซับซ้อนของ Infrastructure โดยทั่วไปอาจใช้เวลาตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี สิ่งสำคัญคือต้องมี Roadmap ที่ชัดเจน และดำเนินการ Implement เป็นขั้นตอน ควรเริ่มต้นจากการทำ Assessment และ Planning จากนั้นจึงค่อยๆ Implement Security Controls และ Monitor ผลลัพธ์

Zero Trust Architecture จะกระทบต่อ User Experience หรือไม่?

Zero Trust Architecture อาจส่งผลกระทบต่อ User Experience ในช่วงแรก แต่เมื่อ Implement อย่างถูกต้องและเหมาะสม จะช่วยปรับปรุง Security Posture โดยไม่กระทบต่อ Productivity ของ User มากนัก สิ่งสำคัญคือต้อง Educate User ให้เข้าใจถึงความสำคัญของ Zero Trust และวิธีการใช้งาน Security Controls อย่างถูกต้อง ควรใช้ Security Tools ที่ใช้งานง่าย และมี User-Friendly Interface

Zero Trust Architecture จำเป็นต้องใช้ Cloud หรือไม่?

Zero Trust Architecture ไม่จำเป็นต้องใช้ Cloud แต่ Cloud Environment เอื้ออำนวยต่อการ Implement Zero Trust มากกว่า เนื่องจาก Cloud Provider มี Security Controls และ Technologies ที่หลากหลายให้เลือกใช้ อย่างไรก็ตาม Zero Trust สามารถ Implement ได้ทั้ง On-Premise, Hybrid และ Multi-Cloud Environment สิ่งสำคัญคือต้องเลือก Security Tools และ Technologies ที่เหมาะสมกับ Environment ขององค์กร

สรุปและขั้นตอนถัดไป

Zero Trust Architecture คือแนวคิดที่ปฏิวัติวิธีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและระบบ IT ในยุคปัจจุบัน แม้ว่าการ Implement อาจมีความท้าทาย แต่ผลตอบแทนที่ได้คือความปลอดภัยที่สูงขึ้น และความเสี่ยงที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับปรุง Security Posture อย่างจริงจัง Zero Trust Architecture คือทางเลือกที่ควรพิจารณา

ขั้นตอนถัดไปที่ควรศึกษาต่อคือการทำความเข้าใจ NIST Special Publication 800-207 ซึ่งเป็น Guideline ที่ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับ Zero Trust Architecture นอกจากนี้ควรศึกษา Case Studies ขององค์กรที่ประสบความสำเร็จในการ Implement Zero Trust เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น และนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรของตนเอง