Security
ในฐานะผู้ดูแลระบบเว็บไซต์ WordPress มากว่า 15 ปี สิ่งที่ผมให้ความสำคัญสูงสุดคือความปลอดภัยของข้อมูล การถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถทำให้ธุรกิจเสียหายอย่างร้ายแรง ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล ชื่อเสียงองค์กรเสื่อมเสีย และอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกู้ระบบจำนวนมหาศาล จากประสบการณ์ตรง การปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดสามารถลดความเสี่ยงได้อย่างมาก และช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างสบายใจมากขึ้น
ความปลอดภัยของ WordPress ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปลั๊กอินรักษาความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างการตั้งค่าเซิร์ฟเวอร์ การจัดการผู้ใช้ การอัปเดตซอฟต์แวร์ และการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ การละเลยขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งอาจเป็นช่องโหว่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาโจมตีได้ การทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานและนำไปปฏิบัติจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
บทความนี้จะนำเสนอแนวทางการปรับปรุงความปลอดภัยของ WordPress อย่างละเอียด ตั้งแต่การตั้งค่าพื้นฐาน ไปจนถึงการป้องกันขั้นสูง โดยเน้นที่การปฏิบัติจริงและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เริ่มต้นหรือผู้เชี่ยวชาญด้าน WordPress ก็สามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปใช้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเว็บไซต์ของคุณได้
เป้าหมายหลักของเราคือการลดโอกาสที่เว็บไซต์จะถูกแฮก ลด downtime ที่เกิดจากการโจมตี และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานว่าข้อมูลของพวกเขาจะปลอดภัย จากสถิติพบว่าเว็บไซต์ WordPress ที่มีการปรับปรุงความปลอดภัยอย่างเหมาะสม มีโอกาสถูกโจมตีน้อยกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ได้ปรับปรุงถึง 70% SiamCafe Blog มีบทความที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย
WordPress เป็น Content Management System (CMS) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก โดยมีสัดส่วนมากกว่า 43% ของเว็บไซต์ทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ต ความนิยมนี้เองที่ทำให้ WordPress กลายเป็นเป้าหมายหลักของผู้ไม่ประสงค์ดี เนื่องจากหากแฮกเกอร์สามารถค้นพบช่องโหว่ใน WordPress หรือปลั๊กอินยอดนิยม พวกเขาสามารถใช้ช่องโหว่นั้นเพื่อโจมตีเว็บไซต์จำนวนมากได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ WordPress ยังเป็น Open Source Software ซึ่งหมายความว่าโค้ดของ WordPress สามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณชน แม้ว่าการเปิดเผยโค้ดจะช่วยให้ผู้พัฒนาสามารถตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดได้ แต่ก็เป็นประโยชน์ต่อแฮกเกอร์ในการค้นหาช่องโหว่เช่นกัน ดังนั้นการอัปเดต WordPress และปลั๊กอินอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจถูกค้นพบ
อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ WordPress ตกเป็นเป้าหมายคือความง่ายในการใช้งาน ผู้ใช้จำนวนมากที่ไม่มีความรู้ด้านเทคนิคมากนัก มักจะละเลยการตั้งค่าความปลอดภัยที่สำคัญ หรือใช้รหัสผ่านที่คาดเดาได้ง่าย ทำให้เว็บไซต์ของพวกเขามีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตี การให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานเกี่ยวกับความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็น
จากประสบการณ์ที่เคยช่วยเหลือลูกค้าที่เว็บไซต์ถูกแฮก พบว่าสาเหตุหลักมักเกิดจากการใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอ การใช้ปลั๊กอินที่ไม่ได้อัปเดต และการละเลยการสำรองข้อมูล การป้องกันที่ดีที่สุดคือการผสมผสานระหว่างมาตรการทางเทคนิคและการให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยใน WordPress มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ช่องโหว่ในโค้ด ไปจนถึงการโจมตีแบบ Brute Force สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้และมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
Cross-Site Scripting (XSS): เป็นการโจมตีที่แฮกเกอร์แทรกสคริปต์ที่เป็นอันตรายลงในเว็บไซต์ เมื่อผู้ใช้เข้าชมหน้าที่มีสคริปต์ดังกล่าว สคริปต์จะทำงานในเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ และอาจขโมยข้อมูลส่วนตัว หรือเปลี่ยนเส้นทางไปยังเว็บไซต์ที่เป็นอันตรายได้
SQL Injection: เป็นการโจมตีที่แฮกเกอร์แทรกคำสั่ง SQL ที่เป็นอันตรายลงในช่องกรอกข้อมูลบนเว็บไซต์ เมื่อเว็บไซต์ประมวลผลคำสั่ง SQL ดังกล่าว แฮกเกอร์อาจสามารถเข้าถึง แก้ไข หรือลบข้อมูลในฐานข้อมูลได้
Brute Force Attacks: เป็นการโจมตีที่แฮกเกอร์พยายามเดารหัสผ่านโดยการลองรหัสผ่านจำนวนมากจนกว่าจะถูกต้อง การใช้รหัสผ่านที่แข็งแกร่งและการจำกัดจำนวนครั้งที่สามารถลองรหัสผ่านได้ สามารถช่วยป้องกันการโจมตีประเภทนี้ได้
Malware Infections: มัลแวร์สามารถแพร่กระจายไปยังเว็บไซต์ WordPress ผ่านช่องโหว่ในปลั๊กอิน ธีม หรือซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับการอัปเดต มัลแวร์อาจทำให้เว็บไซต์ทำงานผิดปกติ เปลี่ยนเส้นทางผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ที่เป็นอันตราย หรือขโมยข้อมูลส่วนตัว การสแกนเว็บไซต์เพื่อหามัลแวร์อย่างสม่ำเสมอและการลบมัลแวร์ที่พบเป็นสิ่งสำคัญ
มีเครื่องมือมากมายที่สามารถช่วยในการตรวจสอบและปรับปรุงความปลอดภัยของเว็บไซต์ WordPress ตั้งแต่ปลั๊กอินที่ติดตั้งง่าย ไปจนถึงเครื่องมือสแกนความปลอดภัยระดับมืออาชีพ การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับความต้องการและความเชี่ยวชาญของผู้ใช้งาน
ปลั๊กอินรักษาความปลอดภัย: มีปลั๊กอินรักษาความปลอดภัยมากมายให้เลือกใช้ เช่น Wordfence, Sucuri Security, iThemes Security และ All In One WP Security & Firewall ปลั๊กอินเหล่านี้มักจะมีคุณสมบัติเช่น การสแกนมัลแวร์ การตรวจสอบไฟล์ การป้องกัน Brute Force และ Firewall
เครื่องมือสแกนความปลอดภัยออนไลน์: มีเครื่องมือสแกนความปลอดภัยออนไลน์ที่สามารถใช้ตรวจสอบเว็บไซต์ WordPress เพื่อหาช่องโหว่ เช่น Sucuri SiteCheck, Qualys SSL Labs และ SecurityHeaders.io เครื่องมือเหล่านี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเว็บไซต์และคำแนะนำในการปรับปรุง
เครื่องมือตรวจสอบ Log Files: Log Files บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงความพยายามในการเข้าสู่ระบบ การเข้าถึงไฟล์ และข้อผิดพลาด การตรวจสอบ Log Files สามารถช่วยในการระบุความผิดปกติและตรวจจับการโจมตี
เครื่องมือวิเคราะห์ Malware: หากเว็บไซต์ถูกสงสัยว่าติดมัลแวร์ สามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์มัลแวร์ เช่น VirusTotal และ Malwarebytes เพื่อวิเคราะห์ไฟล์และระบุโค้ดที่เป็นอันตราย
การเริ่มต้นด้วยการตั้งค่า WordPress ที่ปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การละเลยการตั้งค่าพื้นฐานเหล่านี้อาจทำให้เว็บไซต์มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตี การใช้เวลาในการตั้งค่าอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นจะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในระยะยาว
การเลือก Hosting ที่มีความปลอดภัยเป็นสิ่งแรกที่ควรพิจารณา เลือกผู้ให้บริการที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง เช่น Firewall, Intrusion Detection System และการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ นอกจากนี้ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า Hosting รองรับ PHP version ล่าสุดและมีการอัปเดตความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ
การเปลี่ยน Prefix ของ Table ในฐานข้อมูล WordPress เป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญ Prefix เริ่มต้นคือ wp_ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่แฮกเกอร์ การเปลี่ยน Prefix จะทำให้การโจมตี SQL Injection ยากขึ้นเล็กน้อย
การเลือก Username และ Password ที่แข็งแกร่งสำหรับบัญชีผู้ดูแลระบบ (Administrator) เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม หลีกเลี่ยงการใช้ Username ที่เป็นค่าเริ่มต้น เช่น admin หรือชื่อบริษัท และใช้ Password ที่มีความยาวอย่างน้อย 12 ตัวอักษร ประกอบด้วยตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์
Username เริ่มต้นของ WordPress คือ admin ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของผู้ไม่ประสงค์ดี การเปลี่ยน Username นี้เป็นสิ่งแรกที่ควรทำหลังจากติดตั้ง WordPress
คุณสามารถเปลี่ยน Username ได้โดยการสร้างผู้ใช้ใหม่ที่มีสิทธิ์ Administrator และลบผู้ใช้เดิม (admin) หรือเปลี่ยน Username ผ่านทาง phpMyAdmin โดยการแก้ไขตาราง wp_users
Database Prefix เริ่มต้นของ WordPress คือ wp_ การเปลี่ยน Prefix นี้จะทำให้การโจมตี SQL Injection ยากขึ้นเล็กน้อย คุณสามารถเปลี่ยน Prefix ได้โดยการแก้ไขไฟล์ wp-config.php ก่อนการติดตั้ง WordPress หรือใช้ปลั๊กอินเพื่อเปลี่ยน Prefix หลังจากติดตั้งแล้ว
// แก้ไขไฟล์ wp-config.php ก่อนการติดตั้ง
$table_prefix = 'your_prefix_';
จากประสบการณ์ที่เคยแก้ไขเว็บไซต์ที่ถูกแฮก พบว่าหลายครั้งแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงระบบได้เนื่องจากไม่ได้เปลี่ยน Username และ Database Prefix เริ่มต้น การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แม้จะเป็นขั้นตอนง่ายๆ แต่สามารถเพิ่มความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ได้อย่างมาก
File Permissions กำหนดว่าใครสามารถอ่าน เขียน หรือ Execute ไฟล์และโฟลเดอร์บนเซิร์ฟเวอร์ การตั้งค่า File Permissions ที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงไฟล์ที่สำคัญ หรือแก้ไขโค้ดของเว็บไซต์ได้
โดยทั่วไป File Permissions ที่แนะนำสำหรับ WordPress คือ:
ไฟล์ wp-config.php ควรมี File Permission เป็น 440 หรือ 400 เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
# ตั้งค่า File Permissions
chmod 644 /path/to/your/wordpress/files/*
chmod 755 /path/to/your/wordpress/directories/*
chmod 440 /path/to/your/wordpress/wp-config.php
การใช้ File Permissions ที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์สามารถแก้ไขไฟล์ที่สำคัญ หรือ Execute โค้ดที่เป็นอันตรายบนเซิร์ฟเวอร์
WordPress อนุญาตให้ผู้ใช้แก้ไขไฟล์ธีมและปลั๊กอินได้โดยตรงจาก Dashboard แม้ว่าฟีเจอร์นี้จะสะดวก แต่ก็อาจเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หากแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงบัญชีผู้ดูแลระบบ พวกเขาสามารถใช้ฟีเจอร์นี้เพื่อแก้ไขโค้ดของเว็บไซต์และแทรกโค้ดที่เป็นอันตรายได้
เพื่อป้องกันความเสี่ยงนี้ คุณสามารถปิดการใช้งาน File Editing ได้โดยการเพิ่มโค้ดต่อไปนี้ลงในไฟล์ wp-config.php:
// ปิดการใช้งาน File Editing
define( 'DISALLOW_FILE_EDIT', true );
การปิดการใช้งาน File Editing จะช่วยป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์สามารถแก้ไขโค้ดของเว็บไซต์ผ่านทาง Dashboard
การจัดการผู้ใช้และสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ หรือแก้ไขโค้ดของเว็บไซต์ การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงที่เหมาะสมให้กับผู้ใช้แต่ละคนจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกโจมตี
WordPress มีระบบ Role-Based Access Control (RBAC) ที่ช่วยให้คุณสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงที่แตกต่างกันให้กับผู้ใช้แต่ละคน มี Roles หลักๆ 5 Role คือ Administrator, Editor, Author, Contributor และ Subscriber
Administrator: มีสิทธิ์ในการเข้าถึงทุกส่วนของเว็บไซต์ สามารถจัดการผู้ใช้ ปลั๊กอิน ธีม และการตั้งค่าทั้งหมด
Editor: สามารถจัดการโพสต์และเพจทั้งหมด รวมถึงโพสต์และเพจของผู้ใช้อื่นๆ
Author: สามารถเขียนและเผยแพร่โพสต์ของตนเอง
Contributor: สามารถเขียนโพสต์ แต่ไม่สามารถเผยแพร่ได้ ต้องรอให้ Editor หรือ Administrator อนุมัติ
Subscriber: สามารถอ่านโพสต์และแสดงความคิดเห็นได้
รหัสผ่านที่แข็งแกร่งเป็นปราการด่านแรกในการป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต รหัสผ่านที่ดีควรมีความยาวอย่างน้อย 12 ตัวอักษร ประกอบด้วยตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์ และไม่ควรเป็นคำที่อยู่ในพจนานุกรม
Two-Factor Authentication (2FA) เพิ่มชั้นความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่ง โดยกำหนดให้ผู้ใช้ต้องป้อนรหัสที่ได้รับจากอุปกรณ์อื่น (เช่น โทรศัพท์มือถือ) นอกเหนือจากรหัสผ่าน เมื่อเข้าสู่ระบบ
มีปลั๊กอินมากมายที่สามารถใช้เพื่อบังคับใช้ 2FA ใน WordPress เช่น Google Authenticator, Authy และ Duo Two-Factor Authentication
จากสถิติพบว่าการใช้ 2FA สามารถลดโอกาสที่บัญชีผู้ใช้จะถูกแฮกได้มากกว่า 99% SiamCafe Blog มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 2FA
การจำกัดจำนวนครั้งที่สามารถ Login ผิดพลาด (Login Limit) เป็นมาตรการป้องกัน Brute Force Attacks ที่มีประสิทธิภาพ เมื่อผู้ใช้ Login ผิดพลาดเกินจำนวนที่กำหนด ระบบจะทำการล็อคบัญชี หรือบล็อก IP Address เป็นระยะเวลาหนึ่ง
มีปลั๊กอินมากมายที่สามารถใช้เพื่อจำกัดจำนวนครั้งที่สามารถ Login ผิดพลาดใน WordPress เช่น Login LockDown, WP Limit Login Attempts และ iThemes Security
การตั้งค่า Login Limit ที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์สามารถเดารหัสผ่านโดยการลองรหัสผ่านจำนวนมาก
บัญชีผู้ใช้ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานอาจเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หากแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงบัญชีเหล่านี้ พวกเขาสามารถใช้บัญชีเหล่านี้เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญ หรือแก้ไขโค้ดของเว็บไซต์
ควรตรวจสอบและลบบัญชีผู้ใช้ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นประจำ หรือกำหนดนโยบายให้ผู้ใช้เปลี่ยนรหัสผ่านทุกๆ 3-6 เดือน
การอัปเดต WordPress, ธีม และปลั๊กอินอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์ WordPress การอัปเดตเหล่านี้มักจะมีการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ถูกค้นพบ การละเลยการอัปเดตอาจทำให้เว็บไซต์มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตี
WordPress มีระบบอัปเดตอัตโนมัติที่ช่วยให้คุณสามารถอัปเดต WordPress, ธีม และปลั๊กอินได้โดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม การอัปเดตอัตโนมัติอาจทำให้เว็บไซต์เกิดปัญหาได้ หากธีมหรือปลั๊กอินที่ใช้อยู่ไม่เข้ากันกับการอัปเดตล่าสุด ดังนั้นควรทำการสำรองข้อมูลเว็บไซต์ก่อนทำการอัปเดตทุกครั้ง
ก่อนทำการอัปเดต ควรตรวจสอบ Changelog ของการอัปเดตเพื่อดูว่ามีการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยหรือไม่ นอกจากนี้ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าธีมและปลั๊กอินที่ใช้อยู่ได้รับการพัฒนาและดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ
จากประสบการณ์ที่เคยแก้ไขเว็บไซต์ที่ถูกแฮก พบว่าหลายครั้งแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงระบบได้เนื่องจากไม่ได้อัปเดต WordPress, ธีม หรือปลั๊กอิน การอัปเดตอย่างสม่ำเสมอเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการโจมตี
WordPress อนุญาตให้คุณเปิดใช้งาน Auto-Updates สำหรับ WordPress Core ได้ ซึ่งจะช่วยให้ WordPress อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดโดยอัตโนมัติ
คุณสามารถเปิดใช้งาน Auto-Updates ได้โดยการเพิ่มโค้ดต่อไปนี้ลงในไฟล์ wp-config.php:
// เปิดใช้งาน Auto-Updates สำหรับ WordPress Core
define( 'WP_AUTO_UPDATE_CORE', true );
การเปิดใช้งาน Auto-Updates จะช่วยให้ WordPress อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดโดยอัตโนมัติ แต่ควรทำการสำรองข้อมูลเว็บไซต์ก่อนเปิดใช้งาน Auto-Updates
การเลือก Theme และ Plugin ที่มีคุณภาพและได้รับการพัฒนาและดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ Theme และ Plugin ที่ไม่ได้มาตรฐานอาจมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย หรืออาจไม่เข้ากันกับการอัปเดตล่าสุดของ WordPress
ควรเลือก Theme และ Plugin จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น WordPress.org Theme Directory และ WordPress.org Plugin Directory ก่อนทำการติดตั้ง ควรตรวจสอบ Rating และ Review ของ Theme และ Plugin นั้นๆ
ควรลบ Theme และ Plugin ที่ไม่ได้ใช้งานออกจากเว็บไซต์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย Theme และ Plugin ที่ไม่ได้ใช้งานอาจมีช่องโหว่ที่แฮกเกอร์สามารถใช้เพื่อโจมตีเว็บไซต์ได้
มีเครื่องมือมากมายที่สามารถใช้ตรวจสอบ Plugin สำหรับช่องโหว่ด้านความปลอดภัย เช่น WPScan Vulnerability Database และ Plugin Vulnerabilities
เครื่องมือเหล่านี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่ที่ถูกค้นพบใน Plugin ต่างๆ และคำแนะนำในการแก้ไข
ควรตรวจสอบ Plugin ที่ใช้อยู่เป็นประจำ เพื่อหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และทำการอัปเดต หรือเปลี่ยน Plugin หากพบช่องโหว่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้
การรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์ WordPress เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องอาศัยความใส่ใจและการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการป้องกันใดที่สมบูรณ์แบบ แต่การผสมผสานมาตรการป้องกันที่หลากหลายจะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกโจมตีได้อย่างมาก
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานด้านความปลอดภัย และนำไปปฏิบัติจริงอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ควรติดตามข่าวสารและแนวโน้มด้านความปลอดภัยล่าสุด เพื่อปรับปรุงมาตรการป้องกันให้ทันสมัยอยู่เสมอ
จากประสบการณ์ที่เคยช่วยเหลือลูกค้าที่เว็บไซต์ถูกแฮก พบว่าการป้องกันที่ดีที่สุดคือการผสมผสานระหว่างมาตรการทางเทคนิคและการให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน การให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานเกี่ยวกับความปลอดภัยจะช่วยลดโอกาสที่ผู้ใช้งานจะทำผิดพลาดที่อาจนำไปสู่การถูกโจมตี
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ในการปรับปรุงความปลอดภัยของเว็บไซต์ WordPress ของคุณ หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้เสมอ SiamCafe Blog ยินดีให้คำปรึกษา
| มาตรการ | เหตุผล | ความยาก | ผลกระทบ |
|---|---|---|---|
| รหัสผ่านที่แข็งแกร่ง | ป้องกันการเดารหัสผ่าน | ง่าย | สูง |
| Two-Factor Authentication | เพิ่มความปลอดภัยในการ Login | ปานกลาง | สูง |
| อัปเดต WordPress, ธีม, ปลั๊กอิน | แก้ไขช่องโหว่ | ง่าย | สูง |
| จำกัดจำนวนครั้งที่ Login ผิดพลาด | ป้องกัน Brute Force Attacks | ง่าย | ปานกลาง |
| สำรองข้อมูลเว็บไซต์ | กู้คืนข้อมูลเมื่อถูกโจมตี | ปานกลาง | สูง |
ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับWordpress Security Hardening:
ไฟล์ .htaccess เป็นหัวใจสำคัญของการกำหนดค่า Apache web server การปรับปรุงไฟล์นี้สามารถป้องกันการเข้าถึงไฟล์สำคัญของ WordPress ได้โดยตรง เช่น ไฟล์ wp-config.php ซึ่งเก็บข้อมูลการเชื่อมต่อฐานข้อมูล หากผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถเข้าถึงไฟล์นี้ได้ จะสามารถควบคุมเว็บไซต์ได้ทั้งหมด
การป้องกันไฟล์ wp-config.php สามารถทำได้โดยการเพิ่มคำสั่งต่อไปนี้ในไฟล์ .htaccess:
<files wp-config.php>
order allow,deny
deny from all
</files>
คำสั่งนี้จะปฏิเสธการเข้าถึงไฟล์ wp-config.php จากทุก IP address การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกโจมตีได้มาก การปรับปรุง .htaccess อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์
Wordfence Security เป็นปลั๊กอิน WordPress ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ด้วยคุณสมบัติที่ครอบคลุมตั้งแต่การสแกน malware, firewall, ไปจนถึงการตรวจสอบความถูกต้องของไฟล์ การติดตั้งและกำหนดค่า Wordfence อย่างถูกต้องจะช่วยเสริมเกราะป้องกันให้เว็บไซต์ได้หลายชั้น ปัจจุบัน Wordfence version 7.9.1 เป็นรุ่นล่าสุดที่มีการปรับปรุงความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
หลังจากติดตั้งปลั๊กอินแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการกำหนดค่า firewall ของ Wordfence ให้ทำงานในโหมด "Extended Protection" โหมดนี้จะทำการ optimize ไฟล์ .htaccess เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการโจมตี นอกจากนี้ ควรกำหนดค่าให้ Wordfence ทำการสแกนเว็บไซต์เป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อตรวจจับ malware และช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น
Wordfence ยังมีฟีเจอร์ Two-Factor Authentication (2FA) ซึ่งเป็นระบบยืนยันตัวตนแบบสองชั้น การเปิดใช้งาน 2FA สำหรับบัญชีผู้ดูแลระบบ (administrator) จะช่วยป้องกันการเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าผู้ไม่ประสงค์ดีจะทราบรหัสผ่านก็ตาม จากที่ใช้งานมา 3 ปี พบว่า 2FA ช่วยลดความเสี่ยงในการถูก brute-force attack ได้อย่างมีนัยสำคัญ
HTTPS (Hypertext Transfer Protocol Secure) เป็นโปรโตคอลที่เข้ารหัสการสื่อสารระหว่าง web browser และ web server การบังคับใช้ HTTPS จะช่วยป้องกันการดักฟังข้อมูลระหว่างการส่งผ่าน เช่น รหัสผ่านและข้อมูลส่วนตัว การติดตั้ง SSL certificate เป็นขั้นตอนแรกในการเปิดใช้งาน HTTPS Let's Encrypt เป็นผู้ให้บริการ SSL certificate ฟรีที่ได้รับความนิยม
หลังจากติดตั้ง SSL certificate แล้ว ควรกำหนดค่า WordPress ให้ใช้งาน HTTPS อย่างเต็มรูปแบบ สามารถทำได้โดยการแก้ไขไฟล์ wp-config.php และเพิ่มคำสั่งต่อไปนี้:
define('FORCE_SSL_ADMIN', true);
define('FORCE_SSL_LOGIN', true);
นอกจากนี้ ควรเปิดใช้งาน HTTP Strict Transport Security (HSTS) เพื่อบังคับให้ web browser ใช้งาน HTTPS เสมอ สามารถทำได้โดยการเพิ่ม header ต่อไปนี้ในไฟล์ .htaccess:
<IfModule mod_headers.c>
Header always set Strict-Transport-Security "max-age=31536000; includeSubDomains; preload"
</IfModule>
XML-RPC เป็นโปรโตคอลที่ WordPress ใช้ในการสื่อสารกับระบบภายนอก เช่น mobile app และบริการอื่นๆ หากไม่ได้ใช้งาน XML-RPC การปิดใช้งานโปรโตคอลนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกโจมตีแบบ brute-force attack ได้
สามารถปิดใช้งาน XML-RPC ได้โดยการเพิ่มคำสั่งต่อไปนี้ในไฟล์ .htaccess:
<Files xmlrpc.php>
order deny,allow
deny from all
</Files>
อีกวิธีหนึ่งคือการใช้ปลั๊กอิน security ที่มีฟีเจอร์ในการปิดใช้งาน XML-RPC เช่น Wordfence Security หรือ iThemes Security ปัจจุบันปลั๊กอินเหล่านี้สามารถปิด XML-RPC ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่คลิกเดียว
Brute-force attack คือการที่ผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามเข้าสู่ระบบด้วยการสุ่มรหัสผ่านจำนวนมาก สาเหตุหลักมาจากการใช้รหัสผ่านที่คาดเดาง่าย หรือการที่ WordPress เปิดให้ login ผ่าน XML-RPC โดยไม่ได้จำกัดจำนวนครั้งที่ login ผิดพลาด
วิธีแก้ไขคือการใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อนและไม่ซ้ำกับที่อื่น การเปิดใช้งาน Two-Factor Authentication (2FA) จะช่วยป้องกันการเข้าสู่ระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าผู้ไม่ประสงค์ดีจะทราบรหัสผ่านก็ตาม นอกจากนี้ ควรจำกัดจำนวนครั้งที่ login ผิดพลาด โดยใช้ปลั๊กอินเช่น Limit Login Attempts Reloaded หรือ Wordfence Security
เคยเจอเคสนี้ตอนดูแลระบบให้ลูกค้า พบว่าหลังจากเปิดใช้งาน 2FA และจำกัดจำนวนครั้งที่ login ผิดพลาด จำนวนการพยายาม login โดยไม่ได้รับอนุญาตลดลงอย่างเห็นได้ชัด 95%
เว็บไซต์ถูก hack และฝัง malware มักเกิดจากช่องโหว่ในปลั๊กอินหรือธีมที่ไม่ได้อัพเดท หรือการใช้รหัสผ่านที่อ่อนแอ Malware สามารถแพร่กระจายไปยังไฟล์ต่างๆ ในเว็บไซต์ และอาจส่งผลเสียต่อผู้ใช้งาน เช่น การ redirect ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือการขโมยข้อมูลส่วนตัว
วิธีแก้ไขคือการอัพเดท WordPress, ปลั๊กอิน และธีม ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอ การใช้ปลั๊กอิน security เช่น Wordfence Security หรือ Sucuri SiteCheck เพื่อสแกน malware และลบไฟล์ที่ติดไวรัส นอกจากนี้ ควรตรวจสอบไฟล์ .htaccess และ wp-config.php เพื่อหารหัสที่ไม่คุ้นเคย
iCafeForex แนะนำว่าการสำรองข้อมูลเว็บไซต์เป็นประจำ (backup) เป็นสิ่งสำคัญ หากเว็บไซต์ถูก hack การกู้คืนข้อมูลจาก backup จะช่วยลดความเสียหายได้
DDoS (Distributed Denial of Service) attack คือการที่ผู้ไม่ประสงค์ดีส่ง traffic จำนวนมากไปยังเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์ไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ สาเหตุหลักคือการที่เว็บไซต์ไม่มีระบบป้องกัน DDoS ที่มีประสิทธิภาพ
วิธีแก้ไขคือการใช้บริการป้องกัน DDoS เช่น Cloudflare หรือ Sucuri Website Firewall บริการเหล่านี้จะช่วยกรอง traffic ที่เป็นอันตราย และป้องกันไม่ให้เว็บไซต์ถูกโจมตี นอกจากนี้ ควรกำหนดค่า firewall ของ web server เพื่อจำกัดจำนวน request ที่มาจาก IP address เดียวกัน
ตารางเปรียบเทียบบริการป้องกัน DDoS:
| บริการ | ราคา | คุณสมบัติ |
|---|---|---|
| Cloudflare | ฟรี (สำหรับแผนพื้นฐาน) | DDoS protection, CDN, SSL certificate |
| Sucuri Website Firewall | $199.99/ปี | DDoS protection, malware scanning, website hardening |
ไฟล์ wp-config.php คือหัวใจสำคัญของ Wordpress เพราะบรรจุข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อฐานข้อมูล, ผู้ใช้ฐานข้อมูล, รหัสผ่าน และ AUTH_KEY สำหรับการเข้ารหัสข้อมูล การเข้าถึงไฟล์นี้โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจนำไปสู่การควบคุมเว็บไซต์ได้อย่างสมบูรณ์
จากประสบการณ์ที่เคยเจอมา การตั้งค่าสิทธิ์ไฟล์ (file permissions) ที่ไม่ถูกต้องเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เว็บไซต์ถูกเจาะได้ง่าย บน Linux server ควรกำหนดสิทธิ์เป็น 600 หรือ 400 สำหรับ wp-config.php เพื่อให้เฉพาะผู้ใช้ที่เป็นเจ้าของไฟล์เท่านั้นที่สามารถอ่านและเขียนได้
chmod 600 wp-config.php
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไฟล์ .htaccess (ถ้ามี) ไม่อนุญาตให้เข้าถึง wp-config.php ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ โดยเพิ่มโค้ดต่อไปนี้ลงในไฟล์ .htaccess:
<files wp-config.php>
order allow,deny
deny from all
</files>
รหัสผ่านที่แข็งแกร่งอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันการโจมตีแบบ Brute-Force หรือ Phishing การใช้ Two-Factor Authentication (2FA) จะเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้น โดยกำหนดให้ผู้ใช้ต้องยืนยันตัวตนด้วยรหัสที่สร้างขึ้นจากอุปกรณ์อื่น (เช่น โทรศัพท์มือถือ) นอกเหนือจากรหัสผ่าน
มีปลั๊กอิน Wordpress หลายตัวที่ให้บริการ 2FA เช่น Google Authenticator, Authy, และ Duo Two-Factor Authentication จากที่ใช้งานมา 3 ปี พบว่า Google Authenticator เป็นตัวเลือกที่ใช้งานง่ายและฟรี แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องการสำรองข้อมูลหากโทรศัพท์หาย
การเปิดใช้งาน 2FA สำหรับบัญชีผู้ดูแลระบบ (Administrator) เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่ควรพิจารณาเปิดใช้งานสำหรับผู้ใช้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลสำคัญอื่นๆ ด้วย เช่น ผู้เขียน (Editor) หรือผู้จัดการร้านค้า (Shop Manager) ในกรณีของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ
การอัปเดตซอฟต์แวร์เป็นประจำคือพื้นฐานสำคัญของการรักษาความปลอดภัย Wordpress ทุกครั้งที่มีการอัปเดต มักจะมีการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่อาจถูกโจมตีได้ การละเลยการอัปเดตอาจทำให้เว็บไซต์ของคุณตกเป็นเป้าหมายได้ง่าย
Wordpress มีระบบอัปเดตอัตโนมัติสำหรับรุ่นย่อย (minor releases) แต่สำหรับการอัปเดตหลัก (major releases) และการอัปเดตธีมและปลั๊กอิน ควรตรวจสอบและดำเนินการด้วยตนเองเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือทันทีที่มีการแจ้งเตือนการอัปเดต
ก่อนทำการอัปเดตใดๆ ควรสำรองข้อมูลเว็บไซต์ (ไฟล์และฐานข้อมูล) เสมอ เพื่อให้สามารถกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดระหว่างการอัปเดต ผมแนะนำให้ใช้ปลั๊กอินเช่น UpdraftPlus หรือ BackupBuddy สำหรับการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ
หน้า wp-admin และ wp-login.php เป็นจุดที่แฮกเกอร์มักจะพยายามเข้าถึงเพื่อเจาะระบบ Wordpress การจำกัดการเข้าถึงหน้าเหล่านี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
วิธีหนึ่งคือการใช้ปลั๊กอินเช่น Wordfence หรือ iThemes Security เพื่อจำกัดจำนวนครั้งที่สามารถลองเข้าระบบได้ (Login Attempt Limit) และบล็อก IP address ที่พยายามเข้าระบบผิดพลาดหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังสามารถเปลี่ยน URL ของหน้า Login เพื่อซ่อนจากบอทที่พยายามค้นหาหน้า Login มาตรฐาน
อีกวิธีหนึ่งคือการจำกัดการเข้าถึงด้วย IP address โดยอนุญาตเฉพาะ IP address ที่กำหนดเท่านั้นที่สามารถเข้าถึง wp-admin ได้ ซึ่งสามารถทำได้โดยแก้ไขไฟล์ .htaccess ตัวอย่างเช่น:
<Directory /path/to/your/wordpress/wp-admin>
order deny,allow
deny from all
allow from 123.45.67.89
</Directory>
ฐานข้อมูลเป็นที่เก็บข้อมูลทั้งหมดของเว็บไซต์ Wordpress การรักษาความปลอดภัยของฐานข้อมูลจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้ใช้ฐานข้อมูลมีสิทธิ์ที่จำเป็นเท่านั้น และไม่ได้มีสิทธิ์มากเกินความจำเป็น
นอกจากนี้ ควรเปลี่ยนชื่อ Prefix ของตารางฐานข้อมูลจากค่าเริ่มต้น wp_ เป็นชื่ออื่นที่คาดเดายากกว่า เช่น xyz123_ ซึ่งสามารถทำได้ระหว่างการติดตั้ง Wordpress หรือโดยการแก้ไขไฟล์ wp-config.php และเปลี่ยนชื่อตารางในฐานข้อมูลโดยใช้เครื่องมือเช่น phpMyAdmin
ควรสำรองข้อมูลฐานข้อมูลเป็นประจำ และเก็บสำรองข้อมูลไว้ในที่ปลอดภัย หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การถูกโจมตี หรือฮาร์ดแวร์เสียหาย จะสามารถกู้คืนข้อมูลได้จากสำรองข้อมูล
Username "admin" เป็นชื่อผู้ใช้ที่แฮกเกอร์รู้กันดีว่าเป็นค่าเริ่มต้นของ Wordpress การใช้ Username นี้ทำให้การโจมตีแบบ Brute-Force ง่ายขึ้น เพราะแฮกเกอร์เหลือเพียงการเดารหัสผ่านเท่านั้น การเปลี่ยน Username เป็นชื่ออื่นที่คาดเดายากกว่า จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับหนึ่ง
คุณสามารถสร้างผู้ใช้ใหม่ที่มีสิทธิ์ Administrator และลบผู้ใช้ "admin" เดิมได้ หรือเปลี่ยน Username ของผู้ใช้ "admin" โดยใช้ปลั๊กอินหรือแก้ไขฐานข้อมูลโดยตรง
Web Application Firewall (WAF) เป็นระบบที่ช่วยป้องกันการโจมตีเว็บไซต์ในระดับ Application เช่น Cross-Site Scripting (XSS), SQL Injection, และ Remote File Inclusion (RFI) WAF จะตรวจสอบ HTTP traffic ที่เข้ามายังเว็บไซต์ และบล็อก traffic ที่มีลักษณะเป็นอันตราย
WAF เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการเพิ่มความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ หรือเว็บไซต์ที่เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ อย่างไรก็ตาม WAF อาจมีราคาแพง และต้องมีการปรับแต่งเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากคุณไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ WAF มากนัก การใช้ปลั๊กอิน Security ที่มี WAF ในตัว เช่น Wordfence หรือ Sucuri Security ก็เป็นทางเลือกที่ดี
HTTPS (Hypertext Transfer Protocol Secure) คือเวอร์ชันที่ปลอดภัยของ HTTP ที่ใช้ SSL/TLS ในการเข้ารหัสข้อมูลที่ส่งระหว่างเบราว์เซอร์และเซิร์ฟเวอร์ การใช้ HTTPS จะช่วยป้องกันการดักฟังข้อมูล (Man-in-the-Middle Attack) และทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่ากำลังเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ที่ถูกต้อง
Google ให้ความสำคัญกับ HTTPS และใช้เป็นปัจจัยในการจัดอันดับเว็บไซต์ การติดตั้ง SSL Certificate และเปิดใช้งาน HTTPS จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเว็บไซต์ทุกประเภท
คุณสามารถขอ SSL Certificate ฟรีได้จาก Let's Encrypt หรือซื้อ SSL Certificate จากผู้ให้บริการอื่นๆ
Log files บันทึกกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนเซิร์ฟเวอร์และใน Wordpress การตรวจสอบ Log files อย่างสม่ำเสมอสามารถช่วยตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัย เช่น การพยายามเข้าระบบผิดพลาดหลายครั้ง, การเข้าถึงไฟล์ที่ไม่ได้รับอนุญาต, หรือการเปลี่ยนแปลงไฟล์ระบบ
คุณสามารถใช้เครื่องมือเช่น grep, awk, หรือ tail เพื่อวิเคราะห์ Log files หรือใช้ระบบ Log Management ที่ซับซ้อนกว่า เช่น ELK Stack (Elasticsearch, Logstash, Kibana) เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ Log files จากหลายแหล่ง
ควรตั้งค่าระบบแจ้งเตือนเมื่อพบเหตุการณ์ที่น่าสงสัย เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว
การสำรองข้อมูลเว็บไซต์เป็นประจำคือการสร้างสำเนาของไฟล์และฐานข้อมูลทั้งหมดของเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การถูกโจมตี, ฮาร์ดแวร์เสียหาย, หรือข้อผิดพลาดในการอัปเดต
ควรสำรองข้อมูลเว็บไซต์อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบ่อยครั้ง ควรเก็บสำรองข้อมูลไว้ในที่ปลอดภัย และตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถกู้คืนข้อมูลได้จริง
มีปลั๊กอิน Wordpress หลายตัวที่ให้บริการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ เช่น UpdraftPlus, BackupBuddy, และ BlogVault
การรักษาความปลอดภัย Wordpress เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องมีการปรับปรุงและติดตามอยู่เสมอ ไม่มีวิธีการใดที่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ 100% แต่การปฏิบัติตาม Best Practices ที่กล่าวมาทั้งหมด จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ของคุณได้อย่างมาก
สิ่งที่ควรศึกษาต่อคือการทำ Penetration Testing (Pen Test) หรือ Vulnerability Assessment เพื่อค้นหาช่องโหว่ในเว็บไซต์ของคุณ และแก้ไขก่อนที่แฮกเกอร์จะค้นพบ นอกจากนี้ ควรติดตามข่าวสารและแนวโน้มด้านความปลอดภัย Wordpress อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ทราบถึงภัยคุกคามใหม่ๆ และวิธีการป้องกัน
สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่าความปลอดภัยเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ดูแลเว็บไซต์ทุกคน การแบ่งปันความรู้และประสบการณ์กับผู้อื่น จะช่วยสร้างชุมชน Wordpress ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น