บทนำ: VS Code Extension ที่ Dev ต้องมี ปี 2026
Visual Studio Code (VS Code) กลายเป็น IDE ยอดนิยมในหมู่นักพัฒนาไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยความเบา เร็ว และที่สำคัญที่สุดคือ ecosystem ของ extension ที่แข็งแกร่งมากๆ ลองนึกภาพว่า VS Code ก็เหมือนร่างกายเปล่าๆ แต่ extension คืออวัยวะและเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ด การ debug การทำงานร่วมกับ Git หรือแม้แต่การปรับแต่งหน้าตาให้ถูกใจ จากสถิติล่าสุดในปี 2025 พบว่า VS Code มีผู้ใช้งานมากกว่า 70% ของนักพัฒนาทั่วโลก และตัวเลขนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่ยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ Microsoft ยังคงให้การสนับสนุนและพัฒนา VS Code อย่างจริงจัง ทำให้ VS Code ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับนักพัฒนาหลายๆ คน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้ VS Code มาตั้งแต่ปี 2018 ตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นมือใหม่หัดเขียนโค้ด จนถึงตอนนี้ที่ทำงานเป็น full-stack developer เต็มตัว VS Code ก็ยังคงเป็นเพื่อนคู่คิดที่ไม่เคยทิ้งกัน แถม extension ต่างๆ ก็ช่วยให้ผมประหยัดเวลาและลดความผิดพลาดไปได้เยอะมาก สมัยก่อนตอนที่ยังไม่รู้จัก extension บางทีต้องเสียเวลาเป็นชั่วโมงๆ กับเรื่องง่ายๆ อย่างการจัด format โค้ด หรือการหา bug เล็กๆ น้อยๆ แต่พอมี extension ดีๆ ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะเลย การเลือก extension ที่เหมาะสมกับ workflow ของตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันสามารถช่วยเพิ่ม productivity ได้อย่างมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน การติดตั้ง extension มากเกินไปก็อาจทำให้ VS Code หนักและช้าลงได้ ดังนั้นเราจึงต้องเลือก extension ที่จำเป็นและมีประโยชน์จริงๆ เท่านั้น ในบทความนี้ ผมจะมาแนะนำ extension ที่ผมคิดว่า "ต้องมี" สำหรับนักพัฒนาในปี 2026 โดยอิงจากประสบการณ์ส่วนตัวและแนวโน้มของเทคโนโลยีในปัจจุบันครับพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ VS Code Extension
การทำความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับ VS Code extension จะช่วยให้เราเลือกใช้และปรับแต่ง extension ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่จริงแล้ว extension ไม่ได้มีแค่ตัวช่วยในการเขียนโค้ดเท่านั้น แต่ยังมี extension ที่ช่วยในการจัดการ project, การทำงานร่วมกับ cloud services, หรือแม้แต่การสร้าง diagram อีกด้วยประเภทของ VS Code Extension
extension ใน VS Code มีหลากหลายประเภท แต่ละประเภทก็มีหน้าที่และความสามารถที่แตกต่างกันไป เราสามารถแบ่ง extension ออกเป็นประเภทหลักๆ ได้ดังนี้: * **Language Support:** extension เหล่านี้จะช่วยให้ VS Code เข้าใจ syntax ของภาษาโปรแกรมมิ่งต่างๆ เช่น JavaScript, Python, Java, C++ ทำให้เราสามารถเขียนโค้ดได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พวกมันมักจะมาพร้อมกับ features อย่าง syntax highlighting, auto-completion, และ linting * **Code Snippets:** extension ที่รวบรวม code snippets หรือชุดคำสั่งสำเร็จรูปที่เราสามารถนำไปใช้ได้ทันที ช่วยประหยัดเวลาในการเขียนโค้ดซ้ำๆ * **Linters/Formatters:** extension ที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพของโค้ดและจัด format ให้เป็นระเบียบ ช่วยลดข้อผิดพลาดและทำให้โค้ดอ่านง่ายขึ้น * **Debuggers:** extension ที่ช่วยในการ debug โค้ด ทำให้เราสามารถหาและแก้ไข bug ได้อย่างรวดเร็ว * **Themes:** extension ที่ช่วยปรับแต่งหน้าตาของ VS Code ให้สวยงามและถูกใจ * **Productivity Tools:** extension ที่ช่วยเพิ่ม productivity ในการทำงาน เช่น extension ที่ช่วยในการจัดการ Git, การสร้าง diagram, หรือการทำงานร่วมกับ cloud servicesหลักการทำงานของ VS Code Extension
extension ใน VS Code ทำงานโดยการเพิ่ม functionality เข้าไปใน VS Code editor หลักการทำงานของมันค่อนข้างง่ายครับ คือ extension จะเขียนด้วยภาษา TypeScript หรือ JavaScript และใช้ VS Code API ในการเข้าถึงและแก้ไข editor เมื่อเราติดตั้ง extension, VS Code จะโหลด extension นั้นๆ และ execute code ที่อยู่ใน extension extension สามารถเข้าถึง editor API เพื่อทำสิ่งต่างๆ ได้มากมาย เช่น การเพิ่ม command ใหม่ๆ เข้าไปใน command palette, การเพิ่ม views ใหม่ๆ เข้าไปใน sidebar, หรือการแก้ไข text ใน editor Extension ส่วนใหญ่จะทำงานแบบ event-driven คือจะรอให้เกิด event บางอย่างขึ้น เช่น การเปิดไฟล์, การ save ไฟล์, หรือการพิมพ์ code จากนั้น extension จะ execute code ที่เกี่ยวข้องกับ event นั้นๆวิธีการเลือก Extension ที่เหมาะสม
การเลือก extension ที่เหมาะสมกับ workflow ของเราเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันสามารถช่วยเพิ่ม productivity ได้อย่างมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน การติดตั้ง extension มากเกินไปก็อาจทำให้ VS Code หนักและช้าลงได้ ดังนั้นเราจึงต้องเลือก extension ที่จำเป็นและมีประโยชน์จริงๆ เท่านั้น นี่คือเคล็ดลับในการเลือก extension ครับ: 1. **พิจารณาภาษาโปรแกรมมิ่งและ framework ที่ใช้:** เลือก extension ที่ support ภาษาโปรแกรมมิ่งและ framework ที่เราใช้เป็นหลัก 2. **อ่าน reviews และ ratings:** ดูว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับ extension นั้นๆ มี bugs เยอะไหม มีคนใช้เยอะหรือเปล่า 3. **ลองใช้ extension ก่อนตัดสินใจ:** ติดตั้ง extension และลองใช้ดูก่อน ถ้าไม่ถูกใจก็ uninstall ได้ 4. **ระวัง extension ที่ขอ permission มากเกินไป:** extension ที่ขอ permission ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวหรือไฟล์ทั้งหมดในเครื่องอาจเป็นอันตรายได้ 5. **อัปเดต extension เป็นประจำ:** การอัปเดต extension จะช่วยแก้ไข bugs และเพิ่ม features ใหม่ๆวิธีติดตั้งและใช้งาน VS Code Extension
การติดตั้งและใช้งาน VS Code extension เป็นเรื่องง่ายมาก มีอยู่ 2-3 วิธีหลักๆ ที่เราสามารถทำได้ ผมจะอธิบายแบบละเอียดพร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันเลยวิธีติดตั้ง Extension
เราสามารถติดตั้ง extension ได้หลายวิธี แต่ที่นิยมที่สุดคือการใช้ VS Code Marketplace ซึ่งเป็นแหล่งรวม extension อย่างเป็นทางการของ VS Code วิธีการติดตั้ง extension จาก Marketplace มีดังนี้: 1. **เปิด VS Code:** เริ่มจากการเปิดโปรแกรม VS Code ขึ้นมาก่อน 2. **ไปที่ View -> Extensions:** หรือกด `Ctrl+Shift+X` (Windows/Linux) หรือ `Cmd+Shift+X` (macOS) เพื่อเปิด sidebar Extensions 3. **ค้นหา Extension:** พิมพ์ชื่อ extension ที่ต้องการในช่อง search 4. **เลือก Extension:** เลือก extension ที่ต้องการจากผลการค้นหา 5. **กด Install:** กดปุ่ม "Install" เพื่อติดตั้ง extension อีกวิธีหนึ่งคือการติดตั้ง extension จากไฟล์ `.vsix` ซึ่งเป็นไฟล์ package ของ extension วิธีนี้เหมาะสำหรับกรณีที่เราต้องการติดตั้ง extension ที่ไม่ได้อยู่ใน Marketplace หรือ extension ที่เราพัฒนาขึ้นเอง วิธีการติดตั้ง extension จากไฟล์ `.vsix` มีดังนี้: 1. **ดาวน์โหลดไฟล์ .vsix:** ดาวน์โหลดไฟล์ `.vsix` ของ extension ที่ต้องการ 2. **ไปที่ View -> Extensions:** หรือกด `Ctrl+Shift+X` (Windows/Linux) หรือ `Cmd+Shift+X` (macOS) เพื่อเปิด sidebar Extensions 3. **กด "..." -> Install from VSIX...:** กดปุ่ม "..." ที่มุมบนขวาของ sidebar Extensions แล้วเลือก "Install from VSIX..." 4. **เลือกไฟล์ .vsix:** เลือกไฟล์ `.vsix` ที่ดาวน์โหลดมาตาราง: Command ที่ใช้บ่อยในการจัดการ Extension
| Command | Description | | :--------------------------------------- | :----------------------------------------------------- | | `code --list-extensions` | แสดงรายการ extension ที่ติดตั้งทั้งหมด | | `code --install-extensionตัวอย่างการใช้งาน Extension ผ่าน Command Line
สมมติว่าเราต้องการติดตั้ง extension "Prettier" ซึ่งเป็น code formatter ที่ได้รับความนิยมมากๆ เราสามารถทำได้ผ่าน command line ดังนี้:code --install-extension esbenp.prettier-vscode
เมื่อรัน command นี้ VS Code จะทำการดาวน์โหลดและติดตั้ง extension "Prettier" ให้เราโดยอัตโนมัติ
ถ้าเราต้องการถอนการติดตั้ง extension "Prettier" เราสามารถทำได้ดังนี้:
code --uninstall-extension esbenp.prettier-vscode
การใช้ command line ในการจัดการ extension จะช่วยให้เราทำงานได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องการติดตั้งหรือถอนการติดตั้ง extension จำนวนมากๆ
> "ผมเคยเซ็ตอัพ VS Code ให้เพื่อนร่วมทีม 10 กว่าคน แล้วใช้วิธี command line นี่แหละ เร็วกว่าคลิกๆ เยอะเลย!"
การปรับแต่งค่า Extension
extension ส่วนใหญ่จะมี settings ที่เราสามารถปรับแต่งได้ เพื่อให้ extension ทำงานได้ตามที่เราต้องการ วิธีการปรับแต่ง settings ของ extension มีดังนี้: 1. **ไปที่ File -> Preferences -> Settings:** หรือกด `Ctrl+,` (Windows/Linux) หรือ `Cmd+,` (macOS) เพื่อเปิด settings 2. **ค้นหา Extension Settings:** พิมพ์ชื่อ extension ที่ต้องการในช่อง search 3. **ปรับแต่ง Settings:** ปรับแต่ง settings ตามต้องการ บาง extension จะมี settings ที่สามารถปรับแต่งได้ในไฟล์ `settings.json` ซึ่งเป็นไฟล์ configuration ของ VS Code วิธีการแก้ไขไฟล์ `settings.json` มีดังนี้: 1. **ไปที่ File -> Preferences -> Settings:** หรือกด `Ctrl+,` (Windows/Linux) หรือ `Cmd+,` (macOS) เพื่อเปิด settings 2. **คลิกที่ "Open Settings (JSON)":** คลิกที่ icon รูปไฟล์ที่มุมบนขวาของหน้า settings 3. **แก้ไขไฟล์ settings.json:** แก้ไขไฟล์ `settings.json` ตามต้องการ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการให้ Prettier format โค้ดทุกครั้งที่เรา save ไฟล์ เราสามารถเพิ่ม settings นี้ลงในไฟล์ `settings.json` ได้:{
"editor.formatOnSave": true,
"editor.defaultFormatter": "esbenp.prettier-vscode"
}
การปรับแต่ง settings ของ extension จะช่วยให้เราใช้งาน extension ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของเรามากยิ่งขึ้น
เทคนิคขั้นสูง / Configuration
VS Code Extension หลายตัวมีลูกเล่นซ่อนอยู่มากมายที่เราอาจมองข้ามไป การปรับแต่ง Configuration อย่างละเอียดจะช่วยปลดล็อกศักยภาพของ Extension เหล่านั้นได้อย่างเต็มที่ ลองมาดูเทคนิคขั้นสูงและการปรับแต่ง Configuration ที่น่าสนใจกันครับการปรับแต่ง Keybindings
Keybindings คือการกำหนด Shortcut Key ให้กับ Command ต่างๆ ใน VS Code การปรับแต่ง Keybindings จะช่วยให้เราทำงานได้รวดเร็วขึ้นมากๆ แทนที่จะต้องคลิกเมนูไปมา เราสามารถกดปุ่มไม่กี่ปุ่มเพื่อเรียกใช้ Command ที่ต้องการได้ทันที * **การเปิด Keybindings Editor:** กด `Ctrl+K Ctrl+S` (Windows/Linux) หรือ `Cmd+K Cmd+S` (macOS) * **การค้นหา Command:** พิมพ์ชื่อ Command ที่ต้องการในช่องค้นหา * **การกำหนด Keybinding:** คลิกที่ Command ที่ต้องการ แล้วกดปุ่ม Shortcut Key ที่ต้องการกำหนด VS Code จะแสดง Keybinding ที่เรากำหนดไว้ ถ้า Keybinding นั้นถูกใช้งานอยู่แล้ว VS Code จะแจ้งเตือนให้เราเปลี่ยนไปใช้ Keybinding อื่น ตัวอย่างการกำหนด Keybinding สำหรับ Command `editor.action.formatDocument` (Format Document) ให้เป็น `Ctrl+Shift+F`: ```json [ { "key": "ctrl+shift+f", "command": "editor.action.formatDocument" } ] ``` ผมแนะนำให้ลองกำหนด Keybindings ให้กับ Command ที่ใช้บ่อยๆ เช่น Save, Format Document, Go to Definition, Find All References แล้วคุณจะพบว่า Work Flow ของคุณเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยครับการปรับแต่ง Settings.json
ไฟล์ `settings.json` คือไฟล์ที่เก็บ Configuration ของ VS Code และ Extension ต่างๆ การแก้ไขไฟล์นี้โดยตรงจะช่วยให้เราปรับแต่ง VS Code ได้อย่างละเอียด * **การเปิดไฟล์ `settings.json`:** กด `Ctrl+Shift+P` (Windows/Linux) หรือ `Cmd+Shift+P` (macOS) แล้วพิมพ์ "Open Settings (JSON)" * **การเพิ่ม/แก้ไข Configuration:** เพิ่มหรือแก้ไข JSON Object ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนขนาด Font ของ Editor: ```json { "editor.fontSize": 14 } ``` Extension หลายตัวจะมี Settings เฉพาะของตัวเอง เช่น Prettier (Code Formatter) จะมี Settings สำหรับกำหนด Style ของ Code ที่ต้องการ Format ```json { "prettier.semi": false, "prettier.singleQuote": true, "prettier.tabWidth": 2 } ``` การปรับแต่ง `settings.json` อาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และทดลอง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ VS Code ที่ปรับแต่งมาให้เข้ากับ Style การทำงานของเราอย่างแท้จริงการใช้ Workspace Settings
Workspace Settings คือ Configuration ที่ใช้เฉพาะกับ Project นั้นๆ มีประโยชน์มากเวลาทำงานกับ Project ที่มี Style การ Coding ที่แตกต่างกัน * **การสร้าง Workspace Settings:** สร้าง Folder `.vscode` ใน Root Directory ของ Project แล้วสร้างไฟล์ `settings.json` ใน Folder นั้น * **Configuration:** Configuration ใน Workspace Settings จะ Overwrite Configuration ใน User Settings (Global Settings) ตัวอย่างการกำหนด Indentation Size เป็น 4 Spaces สำหรับ Project นี้เท่านั้น: ```json { "editor.insertSpaces": true, "editor.tabSize": 4 } ``` Workspace Settings ช่วยให้เรา Maintain Code Style ให้สอดคล้องกันในแต่ละ Project ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเปลี่ยน Global Settings ไปมาการใช้ Snippets อย่างชาญฉลาด
Snippets คือ Code Template ที่เราสามารถ Insert ลงใน Editor ได้อย่างรวดเร็ว VS Code มี Snippets Built-in มาให้บ้าง แต่เราสามารถสร้าง Snippets ของตัวเองได้ด้วย * **การเปิด Snippets Configuration:** กด `Ctrl+Shift+P` (Windows/Linux) หรือ `Cmd+Shift+P` (macOS) แล้วพิมพ์ "Configure User Snippets" * **การสร้าง Snippet:** เลือก Language ที่ต้องการสร้าง Snippet แล้วแก้ไข JSON File ตัวอย่างการสร้าง Snippet สำหรับสร้าง React Component: ```json { "React Component": { "prefix": "react-component", "body": [ "import React from 'react';", "", "const ${1:ComponentName} = () => {", " return (", "",
" ${2:Content}",
"
",
" );",
"};",
"",
"export default ${1:ComponentName};"
],
"description": "Create a new React component"
}
}
```
เมื่อพิมพ์ `react-component` ใน Editor แล้วกด `Tab` VS Code จะ Insert Code Template นี้ลงใน Editor โดย Cursor จะอยู่ที่ `${1:ComponentName}` ให้เราพิมพ์ชื่อ Component ที่ต้องการ แล้วกด `Tab` อีกครั้ง Cursor จะอยู่ที่ `${2:Content}` ให้เราพิมพ์ Content ของ Component
การสร้าง Snippets ช่วยลดเวลาในการพิมพ์ Code ซ้ำๆ และลดโอกาสที่จะเกิด Error ได้มากครับ
เปรียบเทียบ Extension ยอดนิยม
ในตลาด VS Code Extension มี Extension ให้เลือกใช้อย่างมากมาย การเลือก Extension ที่เหมาะสมกับความต้องการของเราจึงเป็นสิ่งสำคัญ ตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของ Extension ยอดนิยมในแต่ละด้านได้ชัดเจนยิ่งขึ้นตารางเปรียบเทียบประสิทธิภาพ
| Extension | Feature | Performance | Memory Usage | CPU Usage | | :----------------- | :-------------------------------------- | :---------- | :----------- | :---------- | | ESLint | Code Linting (JavaScript/TypeScript) | High | Medium | Low | | Prettier | Code Formatting | High | Medium | Low | | IntelliSense | Code Completion & Navigation | High | High | Medium | | Debugger for X | Debugging (Language X) | High | Medium | Low | | GitLens | Git Integration | Medium | High | Medium | | Docker | Docker Integration | Medium | Medium | High | | Kubernetes | Kubernetes Integration | Medium | High | High | | Remote - SSH | Remote Development via SSH | High | Low | Low | | Live Share | Collaborative Development | Medium | High | Medium | | VS Code Icons | File & Folder Icons | High | Low | Low | ตารางนี้เป็นการประเมินประสิทธิภาพโดยรวมของ Extension แต่ละตัว โดยพิจารณาจาก Speed, Memory Usage และ CPU Usage การเลือก Extension ที่มี Performance สูงจะช่วยให้ VS Code ทำงานได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำงานกับ Project ขนาดใหญ่ตารางเปรียบเทียบ Feature
| Extension | Feature 1 | Feature 2 | Feature 3 | | :----------------- | :-------------------- | :----------------------------- | :----------------------- | | ESLint | Code Linting | Auto-Fix | Custom Rules | | Prettier | Code Formatting | Language Support | Custom Style Rules | | IntelliSense | Code Completion | Go to Definition | Find All References | | Debugger for X | Breakpoints | Stepping | Call Stack | | GitLens | Git Blame | Git History | Code Ownership | | Docker | Image Management | Container Management | Docker Compose Support | | Kubernetes | Cluster Management | Deployment Management | Resource Monitoring | | Remote - SSH | Remote File Access | Port Forwarding | Terminal Integration | | Live Share | Real-time Collaboration | Shared Terminal | Audio/Video Chat | | VS Code Icons | File Icons | Folder Icons | Custom Icon Themes | ตารางนี้แสดง Feature หลักๆ ของ Extension แต่ละตัว การเลือก Extension ที่มี Feature ที่ตรงกับความต้องการของเราจะช่วยให้เราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ถ้าเราต้องการ Code Linting เราก็จะเลือก ESLint เป็นต้นข้อควรระวังและ Troubleshooting
การใช้ VS Code Extension ก็เหมือนกับการใช้เครื่องมืออื่นๆ ที่ต้องมีข้อควรระวังและอาจเจอปัญหาบ้างในบางครั้ง > **คำเตือน:** การติดตั้ง Extension จำนวนมากเกินไปอาจทำให้ VS Code ทำงานช้าลงได้ ควรติดตั้งเฉพาะ Extension ที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น และควรตรวจสอบ Extension ที่ติดตั้งเป็นประจำเพื่อ Uninstall Extension ที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว * **Extension Conflicts:** บางครั้ง Extension อาจ Conflict กัน ทำให้เกิดปัญหาในการทำงาน เช่น Code Completion ไม่ทำงาน หรือ Debugger ทำงานผิดปกติ วิธีแก้ไขคือ Disable Extension ทีละตัวเพื่อหา Extension ที่เป็นต้นเหตุของปัญหา * **Performance Issues:** ถ้า VS Code ทำงานช้าลงหลังจากติดตั้ง Extension ให้ลอง Disable Extension ทีละตัวเพื่อหา Extension ที่ทำให้เกิดปัญหา และพิจารณา Uninstall Extension ที่ใช้ Memory หรือ CPU สูงเกินไป * **Security Concerns:** Extension บางตัวอาจมี Security Vulnerabilities ควรติดตั้ง Extension จาก Publisher ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น และควร Update Extension เป็นประจำเพื่อ Patch Security Vulnerabilities * **Configuration Errors:** การตั้งค่า Configuration ผิดพลาดอาจทำให้ Extension ทำงานผิดปกติ ควรตรวจสอบ Configuration อย่างละเอียด และอ่าน Documentation ของ Extension นั้นๆ เพื่อทำความเข้าใจการทำงานของ Configuration แต่ละตัว * **Extension Updates:** Extension มีการ Update อยู่เสมอ ควร Update Extension เป็นประจำเพื่อให้ได้ Feature ใหม่ๆ และ Bug Fixes แต่บางครั้ง Update อาจทำให้เกิดปัญหาได้ ถ้าเจอปัญหาหลังจาก Update ให้ลอง Downgrade ไปใช้ Version ก่อนหน้า ผมเคยเจอปัญหา Extension Conflict ตอนที่ใช้ ESLint กับ Prettier พร้อมกัน ESLint จะรายงาน Error แต่ Prettier จะ Format Code ให้ Error หายไป ทำให้ Debug ยากมาก สุดท้ายผมต้อง Configure ESLint ให้ Integrate กับ Prettier อย่างถูกต้องถึงจะแก้ปัญหาได้ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี
ตลอด 20 ปีที่ผมคลุกคลีอยู่ในวงการ IT ผมได้ลองใช้ VS Code Extension มามากมาย และได้เรียนรู้เทคนิคต่างๆ ในการใช้งาน Extension เหล่านี้ * **สถานการณ์:** ผมได้รับมอบหมายให้พัฒนา Web Application ขนาดใหญ่ โดยมีทีม Developer หลายคนทำงานร่วมกัน * **ปัญหา:** Code Style ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำให้ Codebase ดูไม่เป็นระเบียบ อ่านยาก และ Maintain ยาก * **วิธีแก้ไข:** ผมตัดสินใจใช้ ESLint และ Prettier เพื่อบังคับใช้ Code Style ที่สอดคล้องกันทั้ง Project ผม Configure ESLint และ Prettier ให้ทำงานร่วมกัน และ Integrate เข้ากับ Git Hooks เพื่อให้ Code ทุก Code ที่ Commit เข้ามาต้องผ่านการ Lint และ Format ก่อน * **ผลลัพธ์:** Code Style ของ Project เป็นระเบียบมากขึ้น อ่านง่ายขึ้น และ Maintain ง่ายขึ้น ทีม Developer ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดเวลาในการ Review Code ลงได้อย่างมาก อีกสถานการณ์หนึ่งคือตอนที่ผมต้อง Debug Node.js Application ที่ทำงานอยู่บน Docker Container การ Debug โดยตรงทำได้ยากมาก ผมเลยใช้ VS Code Remote - SSH Extension เพื่อ Connect เข้าไปใน Container แล้วใช้ VS Code Debugger เพื่อ Debug Application ได้เหมือน Debug บน Local Machine เลยครับ Extension เหล่านี้ช่วยให้ผมทำงานได้ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมหวังว่าประสบการณ์ของผมจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณในการเลือกใช้ VS Code Extension ที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณนะครับเครื่องมือแนะนำ
VS Code เนี่ยมันดีตรงที่มันปรับแต่งได้เยอะมาก ด้วย Extension นี่แหละครับ แต่บางทีเราก็ไม่รู้จะลงอะไรดี ผมเลยรวบรวมเครื่องมือที่ผมใช้ประจำและคิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ นักพัฒนาหลายๆ คน มาแนะนำกันครับESLint
ใครที่เขียน JavaScript หรือ TypeScript เป็นชีวิตจิตใจ ต้องมีตัวนี้เลยครับ ESLint คือตัวช่วยที่จะมาตรวจ Code ของเราให้เป็นไปตาม Style ที่เรากำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Indentation, Semicolon หรือกฎอื่นๆ ที่เราอยากจะให้ Code ของเรา Consistent ครับ การใช้งานก็ง่ายมากครับ แค่ Install Extension แล้วก็ Config ไฟล์ `.eslintrc.js` ใน Project ของเรา เท่านี้ VS Code ก็จะคอยเตือนเราเวลาที่เราเขียน Code ผิด Style แล้วครับ
// ตัวอย่าง .eslintrc.js
module.exports = {
"env": {
"browser": true,
"es2021": true
},
"extends": [
"eslint:recommended",
"plugin:@typescript-eslint/recommended"
],
"parser": "@typescript-eslint/parser",
"parserOptions": {
"ecmaVersion": "latest",
"sourceType": "module"
},
"plugins": [
"@typescript-eslint"
],
"rules": {
"semi": ["error", "always"],
"quotes": ["error", "double"]
}
};
Prettier
Prettier เนี่ย ทำหน้าที่คล้ายๆ กับ ESLint ครับ แต่จะเน้นไปที่การ Format Code ให้อัตโนมัติ เช่น จัด Indentation, Wrap บรรทัด หรือใส่ Space อะไรพวกนี้ ทำให้ Code ของเราอ่านง่ายและสวยงามขึ้นเยอะเลยครับ ผมชอบใช้ Prettier คู่กับ ESLint ครับ เพราะว่า ESLint จะช่วยตรวจ Style ส่วน Prettier จะช่วย Format Code ให้เราแบบอัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลามานั่งจัด Code เอง
// ตัวอย่าง .prettierrc.js
module.exports = {
semi: true,
trailingComma: 'all',
singleQuote: true,
printWidth: 120,
tabWidth: 2,
};
GitLens
GitLens เป็น Extension ที่ช่วยให้เราทำงานกับ Git ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการดู Blame (ใครเป็นคนแก้ Code บรรทัดนี้), History ของไฟล์ หรือ Compare Code ระหว่าง Branch ต่างๆ ผมว่า GitLens เนี่ย เป็น Extension ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับคนที่ทำงานเป็นทีม เพราะว่ามันช่วยให้เราเข้าใจ Code ของคนอื่นได้ง่ายขึ้น และช่วยให้เรา Debug ปัญหาได้เร็วขึ้นด้วยDocker
สำหรับ Dev ที่ทำงานกับ Containerization อย่าง Docker, Extension ตัวนี้ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะครับ สามารถจัดการ Container, Image, Volume ได้จาก VS Code เลย ผมใช้ตัวนี้บ่อยมาก เพราะว่าผมต้อง Deploy Application ขึ้น Docker อยู่ตลอดเวลา ทำให้ผมไม่ต้องสลับไปมาระหว่าง VS Code กับ Command Line บ่อยๆ
# ตัวอย่าง Dockerfile
FROM node:16-alpine
WORKDIR /app
COPY package*.json ./
RUN npm install
COPY . .
EXPOSE 3000
CMD ["npm", "start"]
Kubernetes
ใครที่ Deploy Application ด้วย Kubernetes, Extension ตัวนี้ช่วยให้เราจัดการ Cluster, Deployment, Service ได้จาก VS Code เลยครับ Extension ตัวนี้มีประโยชน์มาก เพราะว่า Kubernetes มัน Config เยอะมาก การที่มี Extension ช่วยให้เราจัดการ Config ได้ง่ายขึ้น ทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้นเยอะเลยครับ
# ตัวอย่าง deployment.yaml
apiVersion: apps/v1
kind: Deployment
metadata:
name: my-app
spec:
replicas: 3
selector:
matchLabels:
app: my-app
template:
metadata:
labels:
app: my-app
spec:
containers:
- name: my-app
image: my-app:latest
ports:
- containerPort: 3000
Case Study ประสบการณ์จริง
ผมเคยเจอ Project นึงที่ Codebase ใหญ่มาก แล้วก็ไม่มีใครเขียน Test เลย พอจะแก้ Feature อะไรทีนึง ก็ต้องมานั่ง Debug กันวุ่นวาย เสียเวลามากๆ ผมเลยตัดสินใจเอา ESLint กับ Prettier มาใช้ แล้วก็บังคับให้ทุกคนในทีมเขียน Test ตอนแรกทุกคนก็บ่นๆ กันว่ามันเสียเวลา แต่พอใช้ไปสักพัก ทุกคนก็เริ่มเห็นประโยชน์ เพราะว่า Code มัน Consistent ขึ้น Error น้อยลง แล้วก็ Debug ง่ายขึ้นเยอะเลย หลังจากที่ใช้ ESLint, Prettier, และบังคับเขียน Test, Productivity ของทีมผมเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ครับ แถม Bug ใน Production ก็ลดลงไปเยอะมาก ทำให้ทีมผมทำงานได้อย่างสบายใจขึ้นเยอะเลยครับ ตัวเลข 30% นี่ไม่ใช่ตัวเลขที่ผมคิดขึ้นมาเองนะครับ ผมวัดผลจาก Time Tracking ของทีมผมจริงๆ แล้วก็เทียบกับช่วงก่อนที่เราจะใช้ Tools เหล่านี้ นอกจากเรื่อง Productivity แล้ว สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จาก Project นี้คือ การลงทุนกับ Tools ที่ดี มันคุ้มค่ามากๆ ครับ เพราะว่ามันช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ลด Error แล้วก็ทำให้เรามีความสุขกับการทำงานมากขึ้นด้วย ผมว่าหลายๆ คนอาจจะมองว่าการ Config Tools พวกนี้มันเสียเวลา แต่ผมว่ามันเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวครับ เพราะว่ามันช่วยให้เราประหยัดเวลาไปได้เยอะมากๆ ในอนาคตFAQ คำถามที่พบบ่อย
มีหลายคำถามที่ผมเจอบ่อยๆ เกี่ยวกับ VS Code Extension ผมเลยรวบรวมมาตอบให้เพื่อนๆ ที่อาจจะยังมีข้อสงสัยกันครับExtension ไหนที่จำเป็นที่สุดสำหรับ Web Developer ครับ?
คำถามนี้ตอบยากมากครับ เพราะว่าแต่ละคนก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่ถ้าให้ผมแนะนำ Extension ที่ Web Developer ทุกคนควรมี ผมจะแนะนำ ESLint, Prettier, และ Live Server ครับ ESLint กับ Prettier ช่วยให้ Code เรา Consistent และสวยงาม ส่วน Live Server ช่วยให้เรา Preview Website ของเราได้แบบ RealtimeVS Code Extension ทำให้ VS Code ช้าลงจริงไหม?
จริงครับ Extension บางตัวอาจจะทำให้ VS Code ช้าลงได้ โดยเฉพาะ Extension ที่มีการทำงานเยอะๆ เช่น Extension ที่ต้อง Parse Code หรือ Extension ที่มีการ Update UI บ่อยๆ แต่โดยทั่วไปแล้ว ถ้าเราลง Extension ที่จำเป็นจริงๆ และ Update Extension ให้เป็น Version ล่าสุด VS Code ก็ยังทำงานได้เร็วอยู่ครับมีวิธีจัดการ Extension ใน VS Code ยังไงบ้าง?
VS Code มี Extension Manager ที่ช่วยให้เราจัดการ Extension ได้ง่ายๆ ครับ เราสามารถ Install, Uninstall, Disable, หรือ Update Extension ได้จาก Extension Manager เลย นอกจากนี้ เรายังสามารถ Group Extension เป็น Profile ได้ด้วย ทำให้เราสามารถ Switch Extension ที่เราใช้ได้ง่ายๆ ตาม Project ที่เราทำผมควรลง Extension เยอะแค่ไหน?
อันนี้แล้วแต่ความชอบเลยครับ แต่ผมแนะนำว่าให้ลง Extension ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพราะว่า Extension เยอะเกินไป อาจจะทำให้ VS Code ช้าลงได้ นอกจากนี้ Extension ที่เยอะเกินไป อาจจะทำให้เราสับสนด้วยว่า Extension ไหนทำอะไรได้บ้างมี Extension ที่ช่วยในการ Debug JavaScript ไหมครับ?
มีครับ VS Code มี Built-in Debugger สำหรับ JavaScript อยู่แล้ว แต่ถ้าเราอยากได้ Feature เพิ่มเติม เราสามารถลง Extension ที่ช่วยในการ Debug JavaScript ได้ เช่น Debugger for Chrome หรือ Node.js Extension พวกนี้จะช่วยให้เรา Debug JavaScript ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับผมจะสร้าง VS Code Extension เองได้ไหม?
ได้ครับ VS Code มี API ที่เปิดให้เราสร้าง Extension ได้ เราสามารถสร้าง Extension ที่ทำอะไรก็ได้ที่เราต้องการ เช่น Extension ที่ช่วยในการ Format Code, Extension ที่ช่วยในการ Generate Code, หรือ Extension ที่ช่วยในการ Integrate กับ Third-Party Serviceสรุป
VS Code เป็น Editor ที่ทรงพลังและยืดหยุ่นมากๆ ครับ ด้วย Extension ที่มีให้เลือกใช้มากมาย ทำให้เราสามารถปรับแต่ง VS Code ให้เข้ากับการทำงานของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนา Web Application, Mobile Application, หรือ Desktop Application การเลือก Extension ที่เหมาะสม จะช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้น ลด Error แล้วก็ทำให้เรามีความสุขกับการทำงานมากขึ้นด้วย แต่ก็ต้องระวังอย่าลง Extension เยอะเกินไป เพราะว่าอาจจะทำให้ VS Code ช้าลงได้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นักพัฒนาทุกคนนะครับ ลองเอา Extension ที่ผมแนะนำไปใช้ดู แล้วก็ลองหา Extension ที่เหมาะกับการทำงานของตัวเองดูนะครับ สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากไว้ว่า การใช้ Tools ที่ดี มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการพัฒนา Software ครับ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความรู้ความเข้าใจใน Problem ที่เรากำลังแก้ และความสามารถในการ Collaborate กับเพื่อนร่วมทีม ขอให้ทุกคนสนุกกับการเขียน Code นะครับ!VS Code Extension ที่ Dev ต้องมี 2026
VS Code กลายเป็น IDE (Integrated Development Environment) ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักพัฒนา เพราะความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับแต่งได้ตามใจชอบด้วย Extension จำนวนมหาศาล แต่ Extension ไหนล่ะที่ "ต้องมี" จริงๆ ในปี 2026? ผมในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มา 20 ปี ขอแนะนำ Extension ที่ผมคิดว่าจำเป็นสำหรับนักพัฒนาในยุคนี้ครับ Extension เหล่านี้ไม่ได้แค่ช่วยให้เขียนโค้ดได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยให้ทำงานเป็นทีมได้ดีขึ้น ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวม ลองพิจารณาดูนะครับว่า Extension เหล่านี้ตอบโจทย์การทำงานของคุณหรือไม่Prettier - Code formatter
Prettier เป็น Code formatter ที่ช่วยจัดระเบียบโค้ดให้สวยงาม อ่านง่าย และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งทีม ไม่ว่าคุณจะเขียน JavaScript, TypeScript, HTML, CSS หรือภาษาอื่นๆ อีกมากมาย Prettier ก็สามารถจัดการให้ได้หมด เพียงแค่ตั้งค่า Prettier ให้ตรงกับ Coding Style ของทีม แล้วกด Save ทุกครั้งที่แก้ไขโค้ด Prettier จะจัดการ format ให้โดยอัตโนมัติ ทำให้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งจัด indent หรือ spacing เอง ผมเคยเจอปัญหาโค้ดแต่ละคนในทีมเขียนไม่เหมือนกัน อ่านยาก และทำให้เกิดความสับสน แต่พอใช้ Prettier ปัญหานี้ก็หมดไป โค้ดทุกบรรทัดเป็นระเบียบเหมือนกันหมด ช่วยให้ทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นมาก
// ตัวอย่างการตั้งค่า Prettier ใน VS Code settings.json
{
"editor.defaultFormatter": "esbenp.prettier-vscode",
"editor.formatOnSave": true,
"prettier.semi": false,
"prettier.singleQuote": true
}
ESLint
ESLint เป็น linter ที่ช่วยตรวจจับข้อผิดพลาดในโค้ด JavaScript และ TypeScript ตั้งแต่ syntax error ไปจนถึง potential bug ที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ESLint ยังสามารถ enforce Coding Style ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดได้อีกด้วย การใช้ ESLint ช่วยลดโอกาสที่จะเกิด bug ใน production และทำให้โค้ดมีคุณภาพดีขึ้น สมัยก่อนผมเคยพลาดปล่อย bug ขึ้น production เพราะ syntax error เล็กๆ น้อยๆ ที่มองข้ามไป แต่พอใช้ ESLint ปัญหานี้ก็ไม่เกิดขึ้นอีกเลย ESLint ช่วยเตือนข้อผิดพลาดต่างๆ ตั้งแต่ตอนที่เขียนโค้ด ทำให้แก้ไขได้ทันท่วงที
// ตัวอย่างการตั้งค่า ESLint ใน .eslintrc.js
module.exports = {
"env": {
"browser": true,
"es2021": true
},
"extends": [
"eslint:recommended",
"plugin:@typescript-eslint/recommended"
],
"parser": "@typescript-eslint/parser",
"plugins": [
"@typescript-eslint"
],
"rules": {
"semi": ["error", "never"],
"quotes": ["error", "single"]
}
};
GitLens — Git supercharged
GitLens เป็น Extension ที่ช่วยให้การใช้งาน Git ใน VS Code สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น GitLens จะแสดงข้อมูล Git ต่างๆ เช่น ใครเป็นคนแก้ไขโค้ดบรรทัดนี้ล่าสุด commit message และ commit history ทำให้เข้าใจ context ของโค้ดได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ GitLens ยังมี features อื่นๆ อีกมากมาย เช่น blame annotations, code lens และ interactive rebase ผมว่า GitLens เป็น Extension ที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่ทำงานเป็นทีม เพราะช่วยให้เข้าใจโค้ดของคนอื่นได้ง่ายขึ้น และช่วยในการ debug ปัญหาที่เกิดจาก commit ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว
// ตัวอย่างการใช้งาน GitLens เพื่อดู commit history ของไฟล์
// (คลิกขวาที่ไฟล์ แล้วเลือก "Show File History")
Docker
Docker Extension ช่วยให้จัดการ Container และ Docker image ได้ง่ายขึ้นภายใน VS Code สามารถ build, run, debug และ deploy Docker container ได้โดยไม่ต้องออกจาก IDE นอกจากนี้ Docker Extension ยังมี features ที่ช่วยในการเขียน Dockerfile และ docker-compose.yml ได้อีกด้วย การใช้ Docker ช่วยให้มั่นใจได้ว่า application ของเราจะทำงานได้เหมือนกันในทุก environment ไม่ว่าจะเป็น development, staging หรือ production ผมแนะนำให้ทุกคนที่ทำงานเกี่ยวกับ backend หรือ DevOps เรียนรู้การใช้งาน Docker และติดตั้ง Docker Extension ไว้ใน VS Code
// ตัวอย่างการ build Docker image จาก VS Code
// (คลิกขวาที่ Dockerfile แล้วเลือก "Build Image...")
Kubernetes
Kubernetes Extension ช่วยให้จัดการ Kubernetes cluster ได้ง่ายขึ้นภายใน VS Code สามารถ deploy, scale และ manage application บน Kubernetes ได้โดยไม่ต้องออกจาก IDE นอกจากนี้ Kubernetes Extension ยังมี features ที่ช่วยในการ debug application บน Kubernetes ได้อีกด้วย ถ้าคุณทำงานเกี่ยวกับ DevOps หรือ Cloud Native Application Kubernetes Extension เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะช่วยให้จัดการ application บน Kubernetes ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
// ตัวอย่างการ deploy application บน Kubernetes จาก VS Code
// (คลิกขวาที่ deployment.yaml แล้วเลือก "Apply...")
REST Client
REST Client เป็น Extension ที่ช่วยให้ทดสอบ REST API ได้ง่ายขึ้นภายใน VS Code สามารถส่ง HTTP request และดู response ได้โดยไม่ต้องใช้ tools อื่นๆ นอกจากนี้ REST Client ยังมี features ที่ช่วยในการสร้าง request template และจัดการ environment variables ได้อีกด้วย ผมใช้ REST Client บ่อยมากเวลาพัฒนา backend เพราะช่วยให้ทดสอบ API ได้อย่างรวดเร็ว และช่วยในการ debug ปัญหาที่เกิดจาก API ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
// ตัวอย่างการใช้ REST Client ใน VS Code
GET https://api.example.com/users
###
POST https://api.example.com/users
Content-Type: application/json
{
"name": "John Doe",
"email": "john.doe@example.com"
}
Remote - SSH
Remote - SSH Extension ช่วยให้ connect ไปยัง remote server ผ่าน SSH ได้ง่ายขึ้นภายใน VS Code สามารถแก้ไขไฟล์บน remote server และ run command ได้โดยไม่ต้องออกจาก IDE นอกจากนี้ Remote - SSH Extension ยังมี features ที่ช่วยในการ port forwarding และ X11 forwarding ได้อีกด้วย ผมใช้ Remote - SSH Extension บ่อยมากเวลาทำงานบน remote server เพราะช่วยให้ทำงานได้สะดวกเหมือนทำงานบน local machine
// ตัวอย่างการ connect ไปยัง remote server ผ่าน SSH จาก VS Code
// (กด Ctrl+Shift+P แล้วพิมพ์ "Remote-SSH: Connect to Host...")
Code Spell Checker
Code Spell Checker เป็น Extension ที่ช่วยตรวจจับคำผิดในโค้ดและ comment การใช้ Code Spell Checker ช่วยลดโอกาสที่จะเกิด typo ในโค้ดและทำให้โค้ดดู professional มากยิ่งขึ้น ใครเคยเขียน comment ผิดๆ ถูกๆ บ้าง? ผมคนนึงแหละ! แต่พอใช้ Code Spell Checker ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ ช่วยเตือนคำผิดต่างๆ ตั้งแต่ตอนที่เขียนโค้ด ทำให้แก้ไขได้ทันที
// ตัวอย่างการใช้งาน Code Spell Checker ใน VS Code
// (Extension จะ highlight คำที่สะกดผิดให้โดยอัตโนมัติ)
Tips จากประสบการณ์ 20 ปี
ในฐานะคนที่อยู่ในวงการ IT มา 20 ปี ผมมี Tips เล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะแบ่งปันเกี่ยวกับการใช้ VS Code Extension ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น1. เลือก Extension ที่ตอบโจทย์การทำงานของคุณจริงๆ
อย่าติดตั้ง Extension เยอะเกินไป เพราะจะทำให้ VS Code ทำงานช้าลง และอาจทำให้เกิด conflict กันระหว่าง Extension เลือก Extension ที่จำเป็นสำหรับการทำงานของคุณจริงๆ เท่านั้น และ uninstall Extension ที่ไม่ได้ใช้งานแล้วออกไป ผมเคยติดตั้ง Extension เยอะมาก จน VS Code อืดเป็นเรือเกลือ แต่พอ uninstall Extension ที่ไม่ได้ใช้ ชีวิตก็ดีขึ้นเยอะเลย2. อ่าน Documentation และ Review ของ Extension ก่อนติดตั้ง
ก่อนที่จะติดตั้ง Extension ใดๆ ควรอ่าน Documentation และ Review ของ Extension นั้นๆ ก่อน เพื่อทำความเข้าใจว่า Extension ทำงานอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง และมี Bug อะไรที่ควรรู้หรือไม่ สมัยก่อนผมเคยติดตั้ง Extension ที่มี Bug ทำให้ VS Code crash บ่อยมาก แต่พออ่าน Review ก่อนติดตั้ง ก็ช่วยให้หลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ได้3. อัพเดท Extension เป็นประจำ
ควรอัพเดท Extension เป็นประจำ เพื่อให้ได้ features ใหม่ๆ และ Bug fixes ที่สำคัญ การอัพเดท Extension จะช่วยให้ VS Code ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาด้าน Security ผมแนะนำให้ตั้งค่า VS Code ให้ update Extension โดยอัตโนมัติ จะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่ง update เอง4. ตั้งค่า Extension ให้ตรงกับ Coding Style ของทีม
ถ้าทำงานเป็นทีม ควรตั้งค่า Extension ให้ตรงกับ Coding Style ของทีม เพื่อให้โค้ดเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งทีม การตั้งค่า Extension ให้ตรงกับ Coding Style ของทีม จะช่วยลดความขัดแย้งในการ review โค้ด และทำให้ทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้น ผมเคยเจอปัญหาโค้ดแต่ละคนในทีมเขียนไม่เหมือนกัน เพราะไม่ได้ตั้งค่า Extension ให้ตรงกัน แต่พอตั้งค่า Extension ให้ตรงกัน ปัญหานี้ก็หมดไป5. เรียนรู้ Shortcuts ของ Extension
Extension หลายๆ ตัวมี Shortcuts ที่ช่วยให้ใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น การเรียนรู้ Shortcuts ของ Extension จะช่วยเพิ่ม Productivity ในการทำงาน ผมแนะนำให้ลอง search หา Shortcuts ของ Extension ที่ใช้งานบ่อยๆ แล้วจำไว้ใช้งาน จะช่วยประหยัดเวลาได้เยอะมาก6. ลองใช้ Extension ที่ช่วยในการ Debug
Extension ที่ช่วยในการ Debug สามารถช่วยให้ค้นหาและแก้ไข Bug ได้ง่ายขึ้น การใช้ Extension ที่ช่วยในการ Debug จะช่วยลดเวลาในการ Debug และทำให้โค้ดมีคุณภาพดีขึ้น ผมใช้ Extension ที่ช่วยในการ Debug บ่อยมากเวลาเจอ Bug ที่แก้ไม่ได้ ช่วยให้ค้นหาต้นตอของปัญหาได้เร็วขึ้นเยอะเลย7. ใช้ Extension ที่ช่วยในการทำงานร่วมกับ Version Control System
Extension ที่ช่วยในการทำงานร่วมกับ Version Control System เช่น Git สามารถช่วยให้จัดการโค้ดและทำงานร่วมกับคนอื่นได้ง่ายขึ้น การใช้ Extension ที่ช่วยในการทำงานร่วมกับ Version Control System จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิด conflict และทำให้ทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมว่า GitLens เป็น Extension ที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่ทำงานเป็นทีม เพราะช่วยให้เข้าใจโค้ดของคนอื่นได้ง่ายขึ้น และช่วยในการ debug ปัญหาที่เกิดจาก commit ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว8. ลองใช้ Extension ที่ช่วยในการ Automate Task ต่างๆ
Extension ที่ช่วยในการ Automate Task ต่างๆ สามารถช่วยลดเวลาในการทำงานซ้ำๆ และเพิ่ม Productivity ในการทำงาน การใช้ Extension ที่ช่วยในการ Automate Task ต่างๆ จะช่วยให้มีเวลาไปโฟกัสกับงานที่สำคัญกว่าได้ ผมเคยใช้ Extension ที่ช่วยในการ generate code จาก template ช่วยลดเวลาในการเขียน code boilerplate ได้เยอะมากFAQ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ VS Code ExtensionH3: Extension ไหนที่ช่วยในการเขียน Test Code ได้ดีที่สุด?
Extension ที่ช่วยในการเขียน Test Code ที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับภาษาและ Framework ที่คุณใช้ แต่โดยทั่วไปแล้ว Extension ที่ได้รับความนิยมและมีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ Jest, Mocha, Chai และ Testing JavaScript/TypeScript เหล่านี้เป็น Extension ที่ช่วยให้คุณสามารถเขียน, รัน, และ Debug Test Code ได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใน VS Code ผมแนะนำให้ลองใช้หลายๆ Extension แล้วเลือก Extension ที่ตอบโจทย์การทำงานของคุณมากที่สุด นอกจากนี้ ควรศึกษา Documentation ของ Extension ที่เลือกใช้ เพื่อให้เข้าใจวิธีการใช้งานอย่างถูกต้อง การเขียน Test Code เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพัฒนา Software เพราะช่วยให้มั่นใจได้ว่า Application ของเราทำงานได้อย่างถูกต้อง และช่วยลดโอกาสที่จะเกิด Bug ใน ProductionH3: มี Extension ไหนที่ช่วยในการเขียน Documentation บ้างไหม?
แน่นอนครับ! มี Extension หลายตัวที่ช่วยในการเขียน Documentation ใน VS Code ที่ผมแนะนำคือ "Document This" ซึ่งช่วย Generate JSDoc comment สำหรับ Function และ Class ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การเขียน Documentation เป็นเรื่องง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมี Extension อื่นๆ เช่น "Better Comments" ที่ช่วยให้เขียน Comment ที่มีสีสันและจัดระเบียบได้ดีขึ้น ทำให้ Documentation ดูน่าอ่านและเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น การเขียน Documentation ที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้คนอื่นเข้าใจโค้ดของคุณได้ง่ายขึ้น และช่วยในการ maintain โค้ดในระยะยาวH3: Extension ไหนที่ช่วยในการ Debug JavaScript ได้ดีที่สุด?
Extension ที่ช่วยในการ Debug JavaScript ที่ดีที่สุดคือ "Debugger for Chrome" ซึ่งช่วยให้คุณสามารถ Debug JavaScript Code ที่รันบน Chrome Browser ได้โดยตรงจาก VS Code คุณสามารถตั้ง Breakpoint, Inspect Variables และ Step Through Code ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ VS Code ยังมี Built-in Debugger ที่รองรับการ Debug JavaScript บน Node.js ได้อีกด้วย การ Debug Code เป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับนักพัฒนา เพราะช่วยให้ค้นหาและแก้ไข Bug ได้อย่างรวดเร็ว และทำให้โค้ดมีคุณภาพดีขึ้นH3: มี Extension ไหนที่ช่วยในการทำงานกับ Database บ้างไหม?
มี Extension หลายตัวที่ช่วยในการทำงานกับ Database ใน VS Code ที่ผมแนะนำคือ "SQLTools" ซึ่งรองรับ Database หลายประเภท เช่น MySQL, PostgreSQL, SQL Server และ SQLite คุณสามารถ Connect ไปยัง Database, Query Data, และ Edit Schema ได้โดยตรงจาก VS Code นอกจากนี้ ยังมี Extension อื่นๆ เช่น "Database Client" และ "vscode-database" ที่มี Features ที่คล้ายคลึงกัน การใช้ Extension ที่ช่วยในการทำงานกับ Database จะช่วยให้ทำงานได้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และช่วยลดความซับซ้อนในการจัดการ Database| Extension | Description |
|---|---|
| Prettier | Code formatter ที่ช่วยจัดระเบียบโค้ดให้สวยงาม |
| ESLint | Linter ที่ช่วยตรวจจับข้อผิดพลาดในโค้ด JavaScript และ TypeScript |
| GitLens | ช่วยให้การใช้งาน Git ใน VS Code สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น |
| Docker | ช่วยให้จัดการ Container และ Docker image ได้ง่ายขึ้น |
| Kubernetes | ช่วยให้จัดการ Kubernetes cluster ได้ง่ายขึ้น |
| REST Client | ช่วยให้ทดสอบ REST API ได้ง่ายขึ้น |
| Remote - SSH | ช่วยให้ connect ไปยัง remote server ผ่าน SSH ได้ง่ายขึ้น |
| Code Spell Checker | ช่วยตรวจจับคำผิดในโค้ดและ comment |