AI
น้องๆ เคยสงสัยมั้ยว่า เวลาเราซื้อของออนไลน์ แล้วกดจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต หรือ PromptPay เนี่ย เงินมันวิ่งไปที่ร้านค้าได้ยังไง? นั่นแหละครับ คือหน้าที่ของ Payment Gateway
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe ยุคแรกๆ (เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว) เรื่องพวกนี้ยังไม่บูมขนาดนี้เลยนะ คนยังไม่ค่อยกล้าจ่ายเงินออนไลน์กันเท่าไหร่ แต่เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปเยอะมาก การมี Payment Gateway ที่ดีถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจออนไลน์เลยล่ะ เพราะมันช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ทำให้เพิ่มโอกาสในการขายได้อีกเยอะเลย
ลองนึกภาพว่า ถ้าไม่มี Payment Gateway ลูกค้าต้องโอนเงินเอง แล้วเราต้องมานั่งเช็คทีละรายการว่าใครโอนมาบ้าง วุ่นวายตายเลย! Payment Gateway มันช่วยลดขั้นตอนพวกนี้ไปได้เยอะมาก แถมยังช่วยจัดการเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้าด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ
ถ้าลูกค้าไม่มั่นใจในความปลอดภัย เค้าก็ไม่กล้าจ่ายเงิน ถูกมั้ย? ดังนั้น การเลือก Payment Gateway ที่น่าเชื่อถือจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยนะ
หลักการทำงานของมันก็คือ เป็นตัวกลางระหว่างลูกค้า ร้านค้า และธนาคาร (หรือผู้ให้บริการทางการเงินอื่นๆ) เมื่อลูกค้ากดจ่ายเงิน ข้อมูลจะถูกส่งไปยัง Payment Gateway เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และความปลอดภัย จากนั้น Payment Gateway จะส่งข้อมูลไปยังธนาคารเพื่อทำการตัดเงิน และแจ้งผลกลับมายังร้านค้า
ฟังดูอาจจะซับซ้อน แต่จริงๆ แล้วมันเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาทีเท่านั้นเอง!
ในไทยเรามี Payment Gateway ให้เลือกใช้หลายเจ้าเลย แต่ละเจ้าก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ผมจะมาเล่าจากประสบการณ์ที่เคยเจอมาละกัน ว่าแต่ละเจ้าเป็นยังไงบ้าง
Omise เป็น Payment Gateway ที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในไทย จุดเด่นของ Omise คือ API ที่ค่อนข้างยืดหยุ่น ทำให้สามารถปรับแต่งการใช้งานได้หลากหลาย รองรับการจ่ายเงินหลายรูปแบบ ทั้งบัตรเครดิต, PromptPay, และช่องทางอื่นๆ
สมัยก่อนผมเคยลองใช้ Omise ตอนทำโปรเจ็กต์เล็กๆ รู้สึกว่า Developer Documentation เค้าค่อนข้างดีนะ เข้าใจง่าย แต่ค่าธรรมเนียมอาจจะสูงกว่าเจ้าอื่นนิดหน่อย
// ตัวอย่าง Code (PHP) สำหรับการเรียกเก็บเงินผ่าน Omise
require_once 'omise-php/lib/Omise.php';
define('OMISE_PUBLIC_KEY', 'YOUR_PUBLIC_KEY');
define('OMISE_SECRET_KEY', 'YOUR_SECRET_KEY');
Omise::setPublicKey(OMISE_PUBLIC_KEY);
Omise::setSecretKey(OMISE_SECRET_KEY);
$charge = OmiseCharge::create(array(
'amount' => 100000, // Amount in satang
'currency' => 'THB',
'card' => $_POST["omiseToken"]
));
if ($charge['status'] == 'successful') {
echo "Payment successful!";
} else {
echo "Payment failed.";
}
2C2P เป็น Payment Gateway ที่มีประสบการณ์ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานาน ข้อดีของ 2C2P คือรองรับช่องทางการจ่ายเงินที่หลากหลายมากๆ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต, Mobile Banking, หรือแม้แต่การจ่ายเงินสดผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส
ผมเคยเจอเคสที่ลูกค้าต้องการรองรับการจ่ายเงินผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส 2C2P ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจนะ เพราะเค้ามี Partner ที่ครอบคลุมหลายเจ้า
Rabbit LINE Pay (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น LINE BK แล้ว) เป็น Payment Gateway ที่ผูกกับ LINE ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันแชทยอดนิยมในไทย ข้อดีคือเข้าถึง User Base ขนาดใหญ่ของ LINE ได้ง่าย ทำให้เพิ่มโอกาสในการขายได้
ถ้าธุรกิจของคุณมีกลุ่มเป้าหมายที่ใช้งาน LINE เป็นประจำ Rabbit LINE Pay ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ต้องศึกษาเรื่องค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการใช้งานให้ดีก่อนนะ
| Payment Gateway | ข้อดี | ข้อเสีย | ค่าธรรมเนียม (โดยประมาณ) | ช่องทางการจ่ายเงิน |
|---|---|---|---|---|
| Omise | API ยืดหยุ่น, Documentation ดี | ค่าธรรมเนียมสูงกว่าบางเจ้า | 2.95% + 3 บาท | บัตรเครดิต, PromptPay |
| 2C2P | รองรับช่องทางการจ่ายเงินหลากหลาย | Interface อาจจะดูเก่าไปบ้าง | สอบถามโดยตรงกับ 2C2P | บัตรเครดิต, Mobile Banking, เคาน์เตอร์เซอร์วิส |
| LINE BK (Rabbit LINE Pay เดิม) | เข้าถึง User Base ของ LINE ได้ง่าย | อาจมีเงื่อนไขการใช้งานที่ซับซ้อน | สอบถามโดยตรงกับ LINE BK | LINE Pay |
ตารางนี้เป็นแค่ข้อมูลเบื้องต้นนะ น้องๆ ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ของแต่ละเจ้า และเปรียบเทียบเงื่อนไขต่างๆ ให้ละเอียด ก่อนตัดสินใจเลือกใช้นะครับ
การติดตั้ง Payment Gateway อาจจะดูยุ่งยาก แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าเรามีพื้นฐานด้าน Programming บ้าง ก็จะช่วยได้เยอะเลย
อันดับแรก เราต้องสมัคร Account กับ Payment Gateway ที่เราต้องการก่อน ซึ่งแต่ละเจ้าก็จะมีขั้นตอนการสมัครที่แตกต่างกันไป บางเจ้าอาจจะต้องใช้เอกสารทางธุรกิจเพิ่มเติม
หลังจากสมัคร Account เรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องติดตั้ง SDK (Software Development Kit) หรือ Library ของ Payment Gateway นั้นๆ ลงใน Website หรือ Application ของเรา ซึ่ง SDK หรือ Library เหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถเชื่อมต่อกับ API ของ Payment Gateway ได้ง่ายขึ้น
// ตัวอย่าง Code (PHP) สำหรับการติดตั้ง Omise PHP Library ผ่าน Composer
composer require omise/omise-php
หลังจากติดตั้ง SDK หรือ Library เรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องเขียน Code เพื่อเชื่อมต่อกับ API ของ Payment Gateway ซึ่ง Code เหล่านี้ จะทำหน้าที่ในการส่งข้อมูลการจ่ายเงินไปยัง Payment Gateway และรับผลการทำรายการกลับมา
ตัวอย่าง Code ที่ผมยกตัวอย่างไว้ในหัวข้อ Omise ก็เป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนนี้แหละครับ
ก่อนที่จะเปิดใช้งานระบบจริง เราต้องทดสอบระบบให้แน่ใจก่อนว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่ง Payment Gateway ส่วนใหญ่ จะมี Test Environment ให้เราทดลองใช้งานได้
อย่าลืมทดสอบ Case ต่างๆ ให้ครอบคลุมนะ ทั้งกรณีที่การจ่ายเงินสำเร็จ และกรณีที่การจ่ายเงินล้มเหลว
เมื่อทดสอบระบบจนแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างทำงานได้อย่างถูกต้อง เราก็สามารถเปิดใช้งานระบบจริงได้เลย แต่ก็อย่าลืม Monitor ระบบอย่างสม่ำเสมอนะ เพื่อตรวจสอบว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่
ถ้าใครอยากอ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ IT และธุรกิจออนไลน์ ลองเข้าไปดูได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe ก็เจอปัญหาจุกจิกเยอะแยะไปหมด การทำธุรกิจออนไลน์ก็เหมือนกัน ต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลาครับ
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลย
และถ้าใครสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ IT ยุค 90s และประสบการณ์ของผมในวงการนี้ ลองแวะเข้าไปอ่านที่ SiamCafe Blog ได้นะครับ
สมัยผมทำร้านเน็ต สิ่งที่กังวลที่สุดคือเรื่องความปลอดภัยนี่แหละ ข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้านี่ห้ามหลุดเด็ดขาด! เลือก Payment Gateway ที่มีมาตรฐาน PCI DSS นะ สำคัญมาก
อย่าคิดว่า "คงไม่เกิดกับเรา" เตรียมตัวไว้ก่อนเสมอดีกว่า encrypt ข้อมูลทุกอย่างตั้งแต่แรกเลย ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ลองปรึกษาผู้ให้บริการดูก่อนก็ได้ เขาจะมีคำแนะนำดีๆ ให้
อย่าเพิ่งรีบร้อนเปิดระบบให้ลูกค้าใช้จริง ลองทดสอบด้วยตัวเองก่อนหลายๆ รอบ simulate สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ลูกค้าจ่ายเงินไม่สำเร็จ เงินตัดไปแล้วแต่ order ไม่ขึ้น
เคยเจอเคสลูกค้าโอนเงินมาแล้วระบบ error เงินหายไปเลย ต้องตามหากันวุ่นวาย เสียเวลาทั้งลูกค้าทั้งเรา ทดสอบให้ดีก่อน ช่วยลดปัญหาพวกนี้ได้เยอะ
Payment page ต้องใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ลูกค้าต้องเข้าใจว่าต้องทำอะไรบ้างในแต่ละขั้นตอน อย่าให้ลูกค้าต้องคลิกเยอะเกินไป หรือต้องกรอกข้อมูลซ้ำๆ
ถ้าลูกค้าติดขัดตรงไหน ต้องมีช่องทางให้ติดต่อเราได้ง่ายๆ เช่น เบอร์โทรศัพท์ หรือ live chat สมัยก่อนผมแปะเบอร์โทรไว้หน้าเว็บเลย ใครมีปัญหาโทรมาได้ตลอด
เช็ค transaction ทุกวัน ดูว่ามีรายการไหนผิดปกติหรือเปล่า พวก fraud transaction นี่มาแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว ต้องคอยระวัง
สมัยก่อนผมทำ report สรุป transaction ทุกวัน แล้วเอามานั่งดูเองเลย เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือช่วยเยอะแยะ ลองหามาใช้ดู ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะ
สมัยก่อนผมใช้แค่เจ้าเดียว พอระบบเขามีปัญหา ลูกค้าจ่ายเงินไม่ได้เลย ตอนหลังเลยใช้หลายเจ้าสลับกันไป ถ้าเจ้าหนึ่งล่ม อีกเจ้าก็ยังทำงานได้
อีกเหตุผลคือแต่ละเจ้าก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน บางเจ้าค่าธรรมเนียมถูก บางเจ้า support ดี บางเจ้ามีช่องทางการจ่ายเงินให้เลือกเยอะ ลองเลือกให้เหมาะกับ business ของเรา
ส่วนใหญ่คิดเป็น percentage ของยอดขาย แต่ก็มีบางเจ้าคิดเป็นราย transaction หรือคิดเป็นรายเดือน ต้องลอง compare ดูว่าแบบไหนคุ้มกว่ากัน
อย่าลืมดูค่าธรรมเนียมแฝงด้วยนะ บางเจ้าอาจจะมีค่า setup ค่า maintenance หรือค่าอื่นๆ เพิ่มเติม
ธุรกิจขนาดเล็กอาจจะเริ่มจาก Payment Gateway ที่ไม่มีค่า setup ไม่มีค่ารายเดือน แล้วค่อยขยับขยายไปใช้เจ้าอื่นเมื่อธุรกิจโตขึ้น
ลองดู iCafeForex ด้วยนะครับ อาจมีคำแนะนำเพิ่มเติม
สมัยก่อนมีแค่บัตรเครดิต ตอนนี้มี mobile banking, QR code, e-wallet ให้เลือกเยอะแยะ เลือก Payment Gateway ที่รองรับช่องทางการจ่ายเงินที่ลูกค้าเราใช้กันบ่อยๆ
ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่ใช้ mobile banking ก็เน้น Payment Gateway ที่รองรับ mobile banking หลายๆ เจ้าหน่อย
การเลือก Payment Gateway ที่เหมาะกับธุรกิจของเราเป็นเรื่องสำคัญ ต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งเรื่องความปลอดภัย ค่าธรรมเนียม UX และช่องทางการจ่ายเงิน
อย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ละเอียด ทดสอบระบบให้ดี และ monitor transaction อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การรับชำระเงินของเราราบรื่นและปลอดภัย
ลองเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ