Tailscale VPN ใช้ง่ายกว่า WireGuard Network

Tailscale VPN ใช้ง่ายกว่า WireGuard

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Tailscale: VPN ที่ง่ายกว่า WireGuard จริงเหรอ?

สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เรื่อง network นี่ปวดหัวสุดๆ ต้อง config router, firewall, VPN เองหมด พอมี Tailscale นี่ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย หลายคนบอก WireGuard ก็ดี แต่ทำไมผมถึงว่า Tailscale ใช้ง่ายกว่า? มาดูกันครับ

VPN คืออะไร ทำไมต้องใช้?

VPN (Virtual Private Network) ง่ายๆ คือการสร้างอุโมงค์ส่วนตัวให้เราเชื่อมต่อกับ network อื่นอย่างปลอดภัย สมัยก่อนใช้ต่อเข้าร้านเน็ตจากบ้าน หรือเชื่อมต่อสำนักงานสาขา แต่สมัยนี้ VPN สำคัญกว่านั้นเยอะ เพราะ:

WireGuard vs. Tailscale: ใครวิน?

WireGuard เป็น protocol VPN ที่เร็วและปลอดภัย แต่ config ยากพอสมควร ส่วน Tailscale สร้างบน WireGuard อีกที แต่เพิ่ม feature ที่ทำให้ใช้งานง่ายขึ้นเยอะ มาดูตารางเปรียบเทียบกันครับ

Feature WireGuard Tailscale
Setup ซับซ้อน ต้อง config เองทุกอย่าง ง่ายมาก install แล้ว login จบ
Key Exchange ต้อง manual exchange public key จัดการให้อัตโนมัติ
NAT Traversal ต้อง configure NAT traversal เอง จัดการให้หมด ไม่ต้อง config อะไรเพิ่ม
Centralized Management ไม่มี มี dashboard ให้จัดการทุก device
ราคา ฟรี open source ฟรีสำหรับใช้ส่วนตัว, มีราคาสำหรับ business

จากตารางจะเห็นว่า Tailscale เน้นความง่ายในการใช้งานเป็นหลัก เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากปวดหัวกับการ config อะไรเยอะแยะ

Tailscale: ติดตั้งง่าย ใช้ได้เลย

Tailscale ติดตั้งง่ายจริงๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็น Windows, macOS, Linux, iOS, Android หรือแม้แต่ NAS อย่าง Synology ก็มีให้หมด

Step-by-step: ติดตั้ง Tailscale บน Linux (Ubuntu)

ผมยกตัวอย่างการติดตั้งบน Ubuntu Server นะครับ ง่ายสุดๆ

  1. Download Tailscale:
    curl -fsSL https://pkgs.tailscale.com/stable/ubuntu/jammy.noarmor.gpg | sudo tee /usr/share/keyrings/tailscale-archive-keyring.gpg > /dev/null
    echo "deb [signed-by=/usr/share/keyrings/tailscale-archive-keyring.gpg] https://pkgs.tailscale.com/stable/ubuntu jammy main" | sudo tee /etc/apt/sources.list.d/tailscale.list
    sudo apt-get update
    sudo apt-get install tailscale
    
  2. Authenticate:
    sudo tailscale up
    มันจะขึ้น URL ให้เราไป login ด้วย Google account หรือ account อื่นๆ
  3. Enable IP forwarding (ถ้าใช้เป็น subnet router):
    sudo sysctl -w net.ipv4.ip_forward=1
    sudo nano /etc/sysctl.conf
    # Uncomment the following line:
    #net.ipv4.ip_forward=1
    sudo tailscale up --advertise-routes=192.168.1.0/24 # Replace with your subnet
    

แค่นี้เองครับ! เครื่อง Ubuntu ของเราก็ join Tailscale network เรียบร้อย เราสามารถเข้าถึงเครื่องนี้ได้จากทุก device ที่ login Tailscale ไว้

MagicDNS: ชื่อเครื่องไม่ต้องจำ IP

สิ่งที่ชอบมากใน Tailscale คือ MagicDNS คือมันจะ assign ชื่อ DNS ให้กับทุกเครื่องใน network เราอัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องจำ IP address อีกต่อไป เช่น ถ้าเครื่อง Ubuntu เราชื่อ `server01` เราก็สามารถ access ได้ผ่าน `server01.tailscale.net` สะดวกสุดๆ

Tailscale: Use Cases ที่ผมเจอมา

สมัยทำร้านเน็ต ผมต้อง remote เข้าไปแก้ปัญหาให้ลูกค้าบ่อยๆ ถ้ามี Tailscale นี่ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย

Remote Access: เข้าถึงเครื่องที่บ้าน/สำนักงาน

อันนี้เป็น use case พื้นฐานเลย คือการเข้าถึงเครื่องที่บ้านหรือสำนักงานจากที่ไหนก็ได้ในโลก แค่ install Tailscale แล้ว login ก็จบ ไม่ต้อง config port forwarding หรืออะไรให้วุ่นวาย

Secure Collaboration: แชร์ไฟล์/folder กับเพื่อนร่วมงาน

Tailscale ทำให้การแชร์ไฟล์/folder กับเพื่อนร่วมงานปลอดภัยขึ้นเยอะ เพราะทุกอย่าง encrypted ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ไม่ต้องกลัวว่าข้อมูลจะถูกดักจับกลางทาง

Home Lab: สร้าง network ส่วนตัวสำหรับทดลอง

ผมชอบใช้ Tailscale สร้าง home lab ส่วนตัวเอาไว้ทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะมันง่ายและปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าเครื่องใน lab จะโดน hack จาก internet

ถ้าอยากอ่านเรื่อง network หรือ IT อื่นๆ ลองเข้าไปดูที่ SiamCafe Blog นะครับ

สุดท้ายนี้ ถึง Tailscale จะใช้ง่าย แต่ก็มีข้อจำกัดบ้าง เช่น ถ้าใช้เยอะๆ อาจจะต้องเสียเงิน แต่สำหรับ user ทั่วไปที่ใช้ส่วนตัว ผมว่าฟรี plan ก็เหลือเฟือแล้วครับ ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ แล้วจะรู้ว่าชีวิตมันง่ายขึ้นจริงๆ

อยากรู้เรื่อง IT เก่าๆ สมัยร้านเน็ตเฟื่องฟู ลองเข้าไปอ่านที่ SiamCafe Blog ได้เลย

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับTailscale VPN ใช้ง่ายกว่า Wire:

Best Practices ในการใช้ Tailscale

1. ตั้งชื่อเครื่องให้สื่อความหมาย

สมัยผมทำร้านเน็ตนี่สำคัญเลย ชื่อเครื่องต้องรู้เลยว่าเครื่องไหนเบอร์อะไร จะได้ config ง่ายๆ Tailscale ก็เหมือนกัน ตั้งชื่อให้มันสื่อหน่อย เช่น "server-bangkok", "laptop-bom", "raspberrypi-home" จะได้ไม่งงตอนจัดการ

2. ใช้ Tags ให้เป็นประโยชน์

Tags นี่ช่วยชีวิตเลย ถ้ามีเครื่องเยอะๆ จัดกลุ่มเครื่องตามหน้าที่การใช้งาน หรือตามแผนกไปเลย เช่น tag "webserver", "database", "accounting" แล้วค่อยมาตั้ง rules ทีหลังว่าจะให้ใครเข้าถึงอะไรได้บ้าง

3. ระวังเรื่อง Subnet Routes

ถ้าจะให้ Tailscale เข้าถึง subnet อื่นๆ ใน network ที่บ้าน หรือที่ทำงาน ต้อง config subnet routes ให้ดีๆ ไม่งั้นจะตีกันมั่วไปหมด เคยเจอเคส subnet overlap นี่ปวดหัวเลย ต้องมาไล่แก้ IP กันใหม่

4. เปิด Key Expiry

อันนี้สำคัญมากเพื่อความปลอดภัย กำหนดเวลาหมดอายุของ key ไปเลย เช่น 30 วัน พอหมดอายุ Tailscale จะบังคับให้ authenticate ใหม่ ป้องกันกรณีเครื่องหาย หรือโดนแฮก แล้วคนร้ายเอา key ไปใช้ต่อ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Tailscale

Tailscale ฟรีจริงเหรอ?

Tailscale มี free tier ให้ใช้ส่วนตัวได้สบายๆ เลย แต่ถ้าใช้ในเชิงธุรกิจ หรือมีเครื่องเยอะๆ ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม iCafeForex ผมใช้ส่วนตัวก็ฟรีตลอดนะ แต่ถ้าจะเอาไปใช้ในบริษัท ก็ต้องดู license ให้ดีๆ

Tailscale ปลอดภัยแค่ไหน?

Tailscale ใช้ WireGuard เป็นพื้นฐาน ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยอยู่แล้ว แถมยังมีการเข้ารหัส end-to-end อีกชั้น แต่ก็เหมือนกับทุกอย่าง ต้อง config ให้ดี ตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายาก และคอย update software ให้เป็นปัจจุบัน

ใช้ Tailscale แล้วเน็ตจะช้าลงไหม?

ก็มีผลบ้างแหละ เพราะข้อมูลต้องวิ่งผ่าน server ของ Tailscale ก่อน แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่น่าจะรู้สึกได้ ถ้า internet bandwidth ของเราแรงพอ แต่ถ้าเน็ตบ้านใครเต่าคลาน ก็อาจจะต้องทำใจนิดนึง

Tailscale ใช้กับอุปกรณ์อะไรได้บ้าง?

เยอะแยะเลย Windows, macOS, Linux, Android, iOS, Raspberry Pi, Synology NAS คือแทบจะครอบคลุมทุก platform ที่เราใช้กันอยู่แล้ว SiamCafe Blog ผมก็มีเขียนเรื่องการใช้ Tailscale กับ Raspberry Pi ด้วยนะ ลองไปอ่านดูได้

สรุป

Tailscale เป็น VPN ที่ setup ง่าย ใช้งานสะดวก เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ VPN ส่วนตัว หรืออยากเชื่อมต่อ network หลายๆ แห่งเข้าด้วยกัน ถึงแม้จะมีข้อจำกัดบางอย่าง แต่โดยรวมถือว่าคุ้มค่าที่จะลองใช้ดู