IT General
เอ้า น้องๆ รู้จัก Apple Vision Pro กันใช่มั้ย? มันไม่ใช่แค่แว่น VR ธรรมดานะ แต่มันคือ Spatial Computer! สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe นี่... คิดภาพตามนะ ถ้าเราไม่ต้องนั่งจ้องแต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่สามารถวางจอ วางโปรแกรม ไว้ตรงไหนก็ได้ในห้อง เหมือนมีจอ floating รอบตัวเราเลย นั่นแหละ Spatial Computing!
ทำไมมันถึงสำคัญ? เพราะมันเปลี่ยนวิธีที่เรา interact กับคอมพิวเตอร์ไปเลย จากเดิมที่เราต้องผูกติดกับหน้าจอและเมาส์ คีย์บอร์ด ตอนนี้เราใช้มือ ใช้สายตา สั่งงานได้หมด! ลองนึกภาพตอนทำงานสิ ทำงานไป ดู Netflix ไปพร้อมๆ กันได้สบายๆ ไม่ต้องสลับหน้าจอให้วุ่นวาย
Spatial Computing มันไม่ใช่แค่เรื่องเกมนะ มันมีประโยชน์ในหลายด้านเลย ทั้งการทำงาน การเรียน การแพทย์ หรือแม้แต่การออกแบบ ลองคิดดูว่าสถาปนิกสามารถเดินเข้าไปดูโมเดลบ้านที่สร้างไว้ในโลกเสมือนจริงได้เลย มันเจ๋งขนาดนั้นเลยนะ!
ก่อนจะไปถึงขั้นใช้งานจริง เรามาปูพื้นฐานกันก่อนดีกว่า จะได้ไม่งงเนอะ
AR (Augmented Reality) คือการเอาภาพเสมือนมาซ้อนทับกับโลกจริง เช่น พวกเกม Pokemon GO ที่เราเห็นโปเกมอนโผล่มาบนถนนจริงๆ
VR (Virtual Reality) คือการจำลองโลกเสมือนขึ้นมาทั้งหมด เราจะถูกตัดขาดจากโลกจริงไปเลย ต้องใช้แว่น VR ครอบถึงจะเห็น เช่น พวกเกม VR ที่เราเข้าไปอยู่ในโลกของเกมได้เลย
MR (Mixed Reality) คือการผสมผสานระหว่าง AR และ VR เราสามารถ interact กับวัตถุเสมือนในโลกจริงได้ เช่น การใช้ Apple Vision Pro ที่เราสามารถวางจอเสมือนไว้ในห้องเรา แล้วใช้มือสั่งงานได้เลย
SUI คือ User Interface ที่ออกแบบมาสำหรับ Spatial Computing โดยเฉพาะ มันไม่ใช่แค่การเอา UI แบบเดิมมาวางบนจอ VR แต่มันต้องคำนึงถึงเรื่องการเคลื่อนไหว การมองเห็น และการ interact กับวัตถุเสมือนในพื้นที่สามมิติ
ยกตัวอย่างเช่น การใช้มือจับวัตถุเสมือน การใช้สายตามองเพื่อเลือกเมนู หรือการใช้เสียงสั่งงาน ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของ SUI
Spatial Audio คือระบบเสียงที่ทำให้เรารู้สึกว่าเสียงมาจากทิศทางต่างๆ ในพื้นที่สามมิติ มันจะช่วยเพิ่มความสมจริงให้กับประสบการณ์ Spatial Computing ของเรา
ลองนึกภาพว่าเรากำลังดูหนังในโรงหนัง VR แล้วเสียงระเบิดดังมาจากข้างหลังเราจริงๆ มันจะทำให้เราอินกับหนังมากขึ้นเยอะเลย
เอาล่ะ! ทีนี้เรามาดูวิธีใช้งาน Apple Vision Pro กันบ้าง สมัยผมทำร้านเน็ต ถ้ามีอุปกรณ์แบบนี้เข้ามา ผมคงต้องศึกษาอย่างละเอียดเลย เพราะลูกค้าต้องถามแน่นอน
Vision Pro มันใช้งานง่ายกว่าที่คิดนะ ถึงแม้จะดูไฮเทค แต่ Apple ก็ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายเหมือน iPhone นั่นแหละ
เมื่อเราได้ Vision Pro มาแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตั้งค่าอุปกรณ์ เราจะต้องทำการ Scan ดวงตาของเรา เพื่อให้ Vision Pro สามารถติดตามสายตาของเราได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ เรายังต้องทำการ Scan ห้องของเรา เพื่อให้ Vision Pro รู้ว่ามีวัตถุอะไรอยู่ในห้องบ้าง จะได้หลีกเลี่ยงการชน
// ตัวอย่าง code snippet (สมมติ)
// อันนี้เป็น pseudocode นะ Vision Pro จริงๆ มันไม่ได้ใช้ code แบบนี้
function scanRoom() {
// สแกนหาระยะห่างของวัตถุในห้อง
let objects = scanForObjects();
// สร้างแผนที่ 3 มิติของห้อง
let roomMap = create3DMap(objects);
return roomMap;
}
Vision Pro ใช้ระบบ Gesture Control เป็นหลัก เราสามารถใช้มือ pinch เพื่อเลือกเมนู ใช้มือลากเพื่อย้ายวัตถุ หรือใช้สายตามองเพื่อโฟกัสที่วัตถุต่างๆ
ลองนึกภาพว่าเรากำลังหยิบจับวัตถุในโลกจริง แต่จริงๆ แล้วเรากำลัง interact กับวัตถุเสมือนอยู่ใน Vision Pro
Vision Pro รองรับ Apps มากมาย ทั้ง Apps ที่ออกแบบมาสำหรับ Spatial Computing โดยเฉพาะ และ Apps ที่ port มาจาก iPad
เราสามารถติดตั้ง Apps ได้จาก App Store เหมือนกับ iPhone และ iPad เลย
ในตลาด Spatial Computing ตอนนี้ มีหลายเจ้าที่พยายามทำ product ออกมาแข่ง แต่ Apple Vision Pro ก็มีจุดเด่นหลายอย่างที่ทำให้เหนือกว่าคู่แข่ง
สมัยผมทำร้านเน็ต ผมจะชอบเปรียบเทียบสเปคสินค้าให้ลูกค้าดูเสมอ จะได้เห็นภาพชัดๆ ว่าอันไหนคุ้มค่ากว่ากัน
| คุณสมบัติ | Apple Vision Pro | Meta Quest Pro | Microsoft HoloLens 2 |
|---|---|---|---|
| ความละเอียดหน้าจอ | 23 ล้านพิกเซลต่อข้าง | 1800 x 1920 พิกเซลต่อข้าง | 2K ต่อข้าง |
| Field of View | ยังไม่เปิดเผย | 106 องศา (แนวนอน) | 52 องศา (แนวนอน) |
| ราคา | $3,499 | $999 (ลดราคา) | $3,500 |
| จุดเด่น | ความละเอียดสูง, การติดตามสายตาและมือที่แม่นยำ, ecosystem ที่แข็งแกร่ง | ราคาถูกกว่า, เหมาะสำหรับ VR Gaming | เหมาะสำหรับ Enterprise Solutions |
จากตารางจะเห็นว่า Apple Vision Pro มีความละเอียดหน้าจอที่สูงกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด แต่ราคาก็สูงตามไปด้วย ส่วน Meta Quest Pro เหมาะสำหรับคนที่เน้น VR Gaming และ Microsoft HoloLens 2 เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้ AR ในการทำงาน
ลองเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ IT ได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ
สุดท้ายนี้ Spatial Computing มันยังเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ผมเชื่อว่ามันจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตเราอย่างแน่นอนในอนาคต สมัยผมทำร้านเน็ต ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมาเยอะ นี่ก็เป็นอีกก้าวสำคัญเลยล่ะ
อย่าลืมแวะไปดูบทความอื่นๆ ที่ SiamCafe Blog นะ มีเรื่อง IT น่าสนใจอีกเยอะเลย!
น้องๆ หลายคนอาจจะมองว่า Spatial Computing มันไกลตัว แต่จริงๆ แล้วมันเริ่มเข้ามาในชีวิตประจำวันเรามากขึ้นเรื่อยๆ นะ สมัยผมทำร้านเน็ตฯ (SiamCafe.net) เมื่อก่อนใครจะคิดว่าเราจะเล่นเกมออนไลน์กันได้ลื่นขนาดนี้ หรือดูหนัง HD ได้สบายๆ ตอนนั้นแค่เปิดเว็บยังรอโหลดนานเลย
Spatial Computing ก็เหมือนกัน ตอนนี้อาจจะดูเป็นของเล่นคนรวย แต่เชื่อเหอะ อีกไม่นานมันจะกลายเป็นของจำเป็นเหมือนมือถือสมาร์ทโฟนทุกวันนี้ ทีนี้เราจะทำยังไงให้ตามทันเทคโนโลยีนี้ล่ะ? มาดูเคล็ดลับที่ผมสั่งสมมาตลอด 28 ปีในวงการ IT กัน
อย่าเพิ่งกระโดดไปเล่น Apple Vision Pro เลย ถ้ายังไม่เข้าใจพื้นฐานของ AR/VR/MR ลองเริ่มจากแอปง่ายๆ บนมือถือก่อนก็ได้ มีแอป AR ที่ใช้กล้องมือถือสร้างภาพ 3D ซ้อนทับบนโลกจริงเยอะแยะ ลองเล่นดู จะได้เข้าใจหลักการทำงานของมัน
เหมือนตอนผมทำร้านเน็ตฯ ใหม่ๆ ผมก็ต้องศึกษาเรื่อง Network, Server, Client ให้เข้าใจก่อน ถึงจะบริหารจัดการร้านได้ดี ถ้าพื้นฐานไม่แน่น เดี๋ยวพอเจอปัญหาจะงงเต๊ก
Spatial Computing เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก วันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ พรุ่งนี้อาจจะมีอะไรที่ล้ำกว่าออกมาอีก ดังนั้นต้องขยันอ่านข่าว ติดตามบล็อกเกอร์ หรือเข้าร่วมคอมมูนิตี้ที่เกี่ยวกับ Spatial Computing จะได้ไม่ตกขบวน
สมัยก่อนผมก็ตามข่าวจากนิตยสาร Computer Today, Microcomputer อยู่ตลอด ต้องรู้ว่า CPU รุ่นใหม่แรงแค่ไหน, RAM เท่าไหร่ถึงจะเล่นเกมได้ลื่น มันเหมือนกันแหละ แค่เปลี่ยนจาก Hardware เป็น Software และ Algorithms
อย่ากลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ Spatial Computing มันเป็นโลกที่เปิดกว้างสำหรับการทดลอง ลองเขียนแอปง่ายๆ, ลองสร้างโมเดล 3D, ลองเล่นกับ APIs ที่เกี่ยวข้อง ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้
ตอนผมทำร้านเน็ตฯ ผมก็ลองลงเกมใหม่ๆ ทุกเกม ลองติดตั้งโปรแกรมแปลกๆ ลองปรับแต่ง Registry เพื่อให้เครื่องมันแรงขึ้น บางทีก็เจอปัญหาเครื่องแฮงค์ ต้องลง Windows ใหม่ แต่สุดท้ายก็ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น
Spatial Computing ไม่ได้มีแค่เกมและความบันเทิง มันมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงธุรกิจในหลายๆ ด้าน ลองคิดดูว่าเราจะเอาเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้กับงานอะไรได้บ้าง อาจจะเป็นการสร้างแอป AR สำหรับการท่องเที่ยว, การออกแบบ, หรือการฝึกอบรม
ผมเคยเห็นคนเอาเทคโนโลยี VR มาใช้ในการฝึกอบรมนักบิน, การผ่าตัด, หรือแม้กระทั่งการดับเพลิง มันช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้เยอะเลย
Spatial Computing คือการที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและตอบสนองต่อโลกทางกายภาพรอบตัวเรา ส่วน Metaverse คือโลกเสมือนจริงที่เราสามารถเข้าไป Interact กับคนอื่นๆ และสิ่งต่างๆ ได้ Spatial Computing เป็นส่วนหนึ่งของ Metaverse แต่ Metaverse ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Spatial Computing
ตอนนี้อาจจะเหมาะกับนักพัฒนา, ครีเอเตอร์, หรือคนที่อยากสัมผัสประสบการณ์ Spatial Computing ที่ล้ำสมัย แต่ในอนาคตมันอาจจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่ทุกคนมีติดตัวเหมือนมือถือก็ได้
ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหา และอยากเป็นผู้นำเทรนด์ ก็ซื้อเลย แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองรอให้เทคโนโลยีมันพัฒนาไปอีกหน่อย, ราคาถูกลง, และมีแอปพลิเคชั่นที่หลากหลายกว่านี้ก่อนก็ได้
ผมว่าไม่น่าจะแทนที่ได้ทั้งหมด แต่มันจะเข้ามาเสริมและเพิ่มประสบการณ์การใช้งานให้ดีขึ้น เช่น เราอาจจะใช้ Spatial Computing ในการดูหนัง, เล่นเกม, หรือทำงานที่ต้องการพื้นที่หน้าจอขนาดใหญ่ แต่การใช้งานทั่วไปอย่างการโทรศัพท์, แชท, หรือถ่ายรูป มือถือก็ยังสะดวกกว่า
Spatial Computing เป็นเทคโนโลยีที่มีอนาคตสดใส ถึงแม้ว่าตอนนี้อาจจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เชื่อว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามันจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเตรียมตัวให้พร้อม เรียนรู้และทดลอง เพื่อที่จะไม่ตกขบวน SiamCafe Blog จะคอยอัพเดทข่าวสารและเทคนิคต่างๆ เกี่ยวกับ Spatial Computing ให้น้องๆ ได้ติดตามกันนะครับ
อย่าลืมว่าความรู้และการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ iCafeForex เป็นอีกช่องทางที่น่าสนใจในการเรียนรู้เรื่องการลงทุนนะครับ