IT General
น้องๆ เคยคิดมั้ยว่า ถ้าเราสั่งเปิดไฟด้วยเสียงได้ สั่งให้แอร์เย็นฉ่ำก่อนกลับถึงบ้าน หรือให้ประตูบ้านล็อกเองตอนกลางคืน มันจะดีแค่ไหน? นั่นแหละ Smart Home Automation คือคำตอบ!
Home Assistant ก็คือซอฟต์แวร์ Open Source ที่เป็นเหมือนสมองกลของบ้านเรา ทำหน้าที่ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านให้ทำงานอัตโนมัติ ตามที่เราตั้งโปรแกรมไว้ สมัยผมทำร้านเน็ตนี่ อยากมีแบบนี้บ้าง จะได้ตั้งเวลาปิดคอมลูกค้าเอง ไม่ต้องเดินไปปิดทีละเครื่อง (หัวเราะ)
ทำไมมันถึงสำคัญ? ลองคิดดูสิ ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะ ประหยัดพลังงานได้ด้วย เพราะเราตั้งเวลาเปิดปิดไฟ แอร์ ได้ตามต้องการ แถมยังช่วยเรื่องความปลอดภัยได้อีกต่างหาก เช่น แจ้งเตือนเวลามีคนบุกรุก หรือตรวจจับควันไฟได้
น้องๆ ต้องเข้าใจก่อนว่า อุปกรณ์ Smart Home มันคุยกันยังไง? มันมีหลายภาษาที่ใช้สื่อสารกัน หลักๆ ที่ควรรู้จักคือ:
จำง่ายๆ ว่า Wi-Fi เหมือนภาษาอังกฤษ ใครๆ ก็พูดได้ แต่ Zigbee/Z-Wave เหมือนภาษาเฉพาะกลุ่ม คุยกันรู้เรื่องกว่าในเรื่อง Smart Home
ฮาร์ดแวร์ก็คือพวกอุปกรณ์ที่เราจะเอามาควบคุมนั่นแหละ มีตั้งแต่หลอดไฟ ปลั๊กไฟ เซ็นเซอร์ ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เลือกให้เหมาะกับความต้องการของเรา สมัยผมทำร้านเน็ต ก็ต้องเลือกฮาร์ดแวร์ดีๆ ทนๆ ใช้งานได้นานๆ เหมือนกัน
ที่สำคัญคือ ต้องดูว่าอุปกรณ์ที่เราเลือก มันรองรับโปรโตคอลอะไร? และมันทำงานร่วมกับ Home Assistant ได้มั้ย? ดูในเว็บของ Home Assistant ได้เลย เค้ามีรายการอุปกรณ์ที่รองรับเยอะมาก
Home Assistant Instance คือตัวโปรแกรม Home Assistant ที่รันอยู่ อาจจะรันบนคอมพิวเตอร์ Raspberry Pi หรือบน Server ก็ได้ เปรียบเหมือนสมองของบ้านเรานั่นเอง
การติดตั้ง Home Assistant มีหลายวิธี แต่ที่นิยมคือติดตั้งบน Raspberry Pi เพราะราคาถูก กินไฟน้อย และทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เริ่มต้นง่ายมากน้องๆ แค่มี Raspberry Pi, SD Card, และอุปกรณ์ Smart Home สักชิ้นสองชิ้นก็เริ่มได้แล้ว
อันดับแรก เราต้องติดตั้ง Home Assistant ลงบน Raspberry Pi ก่อน วิธีที่ง่ายที่สุดคือใช้ Hass.io (Home Assistant Operating System) ดาวน์โหลด Image มาเขียนลง SD Card แล้วเสียบเข้า Raspberry Pi จากนั้นก็เปิดเครื่องรอ
หลังจากเปิดเครื่องแล้ว Home Assistant จะทำงานเองอัตโนมัติ เราสามารถเข้าถึง Home Assistant ได้ผ่าน Web Browser โดยพิมพ์ IP Address ของ Raspberry Pi ตามด้วยพอร์ต 8123 (เช่น 192.168.1.100:8123)
ถ้าใครอยากลองเล่นในคอมพิวเตอร์ก่อน ก็สามารถติดตั้ง Home Assistant ใน Docker ได้เหมือนกัน SiamCafe Blog มีบทความสอนเรื่อง Docker อยู่ ลองไปอ่านดูได้
เมื่อเข้า Home Assistant ได้แล้ว เราก็เริ่มเพิ่มอุปกรณ์ Smart Home เข้าไปได้เลย Home Assistant จะพยายามค้นหาอุปกรณ์ที่อยู่ในเครือข่ายของเราโดยอัตโนมัติ ถ้าเจอก็จะให้เราตั้งค่าต่างๆ เช่น ชื่อห้อง ประเภทอุปกรณ์
ถ้า Home Assistant หาไม่เจอ เราก็ต้องเพิ่มอุปกรณ์เอง โดยเลือกจากรายการอุปกรณ์ที่รองรับ แล้วทำตามขั้นตอนที่ Home Assistant แนะนำ สมัยผมทำร้านเน็ต ก็ต้องลง driver อุปกรณ์ต่างๆ เองเหมือนกัน อันนี้คล้ายๆ กันเลย
หัวใจสำคัญของ Smart Home คือการสร้าง Automation หรือการตั้งค่าให้อุปกรณ์ทำงานอัตโนมัติ เช่น
การสร้าง Automation ทำได้ง่ายๆ ผ่านหน้าเว็บของ Home Assistant โดยเลือก Trigger (เงื่อนไข) และ Action (การกระทำ) ที่เราต้องการ
ลองดู Code Snippet ตัวอย่างการสร้าง Automation ง่ายๆ ด้วย YAML:
automation:
- alias: Turn on light at sunset
trigger:
- platform: sun
event: sunset
offset: "-00:30:00"
action:
- service: light.turn_on
entity_id: light.living_room
Code นี้หมายถึง "เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน (ก่อน 30 นาที) ให้เปิดไฟในห้องนั่งเล่น" YAML เป็นภาษาที่ใช้อธิบายข้อมูลแบบง่ายๆ อ่านง่าย เขียนง่าย
Home Assistant ไม่ใช่ Smart Home Platform ตัวเดียวในตลาด ยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Google Home, Amazon Alexa, Apple HomeKit แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน
ข้อดีของ Home Assistant คือ มันเป็น Open Source ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง เราควบคุมข้อมูลของเราได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาบริษัทใหญ่ๆ แถมยังรองรับอุปกรณ์หลากหลายมากๆ
ข้อเสียคือ มันอาจจะยากสำหรับมือใหม่ ต้องมีความรู้พื้นฐานด้าน IT บ้าง แต่ถ้าลองเล่นดูแล้วจะติดใจ เหมือนสมัยผมเริ่มทำร้านเน็ตใหม่ๆ นั่นแหละ
| Platform | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| Home Assistant | Open Source, ฟรี, รองรับอุปกรณ์หลากหลาย, ควบคุมข้อมูลได้เอง | ยากสำหรับมือใหม่ |
| Google Home | ใช้งานง่าย, เชื่อมต่อกับบริการ Google ได้ดี, มี Google Assistant | ปิด, ต้องพึ่งพา Google, ความเป็นส่วนตัว |
| Amazon Alexa | คล้าย Google Home, มี Alexa, รองรับอุปกรณ์ Amazon ได้ดี | ปิด, ต้องพึ่งพา Amazon, ความเป็นส่วนตัว |
| Apple HomeKit | ใช้งานง่าย, เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Apple ได้ดี, เน้นความปลอดภัย | ปิด, ต้องใช้อุปกรณ์ Apple เท่านั้น, ราคาแพง |
สรุปคือ เลือก Smart Home Platform ที่เหมาะกับความต้องการและงบประมาณของเรา SiamCafe Blog มีบทความเปรียบเทียบ Smart Home Platform อื่นๆ ด้วย ลองไปอ่านดูได้นะ
เอาล่ะน้องๆ มาถึงตรงนี้ พี่จะมาแชร์ประสบการณ์ที่เจ็บจริง จ่ายจริง จากการทำ Smart Home มา 2-3 ปีนะ สมัยพี่ทำร้านเน็ตก็เคยเจอสารพัดปัญหา แต่นี่มันคนละเรื่องเลย เรื่องบ้านนี่ละเอียดอ่อนกว่าเยอะ
จำไว้เลยว่า "อย่า All-in ตั้งแต่แรก" ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ลองผิดลองถูก มันสนุกกว่าเยอะ แถมประหยัดงบประมาณด้วยนะ
อย่าเพิ่งไปซื้อหลอดไฟเปลี่ยนสีได้ทั้งบ้าน หรือเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิทุกห้อง เริ่มจากสิ่งที่ "จำเป็น" จริงๆ ก่อน เช่น ไฟหน้าบ้านที่เปิดปิดอัตโนมัติ หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวตรงประตู แค่นี้ก็ช่วยเรื่องความปลอดภัยได้เยอะแล้ว
สมัยพี่ทำร้านเน็ต พี่เริ่มจากเครื่องคิดเงินก่อนเลย เพราะมันจำเป็นสุดๆ Smart Home ก็เหมือนกัน หา "เครื่องคิดเงิน" ของบ้านเราให้เจอก่อน
Zigbee, Z-Wave, Wi-Fi เลือกให้ดี! พี่แนะนำให้เลือกอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐานเปิด (Open Standard) อย่าง Zigbee หรือ Z-Wave เพราะมันจะไม่ผูกติดกับยี่ห้อใด ยี่ห้อหนึ่ง ถ้าวันนึงยี่ห้อที่เราใช้อยู่เจ๊ง เราก็ยังสามารถใช้อุปกรณ์จากยี่ห้ออื่นได้อยู่
เทียบง่ายๆ เหมือนสมัยก่อนที่เราเลือกซื้อ Router ที่รองรับ DD-WRT นั่นแหละ มันยืดหยุ่นกว่าเยอะ
Smart Home เกือบทุกอย่างต้องพึ่ง Network ดังนั้นเราต้องวางแผนเรื่อง Network ให้ดี ตั้งแต่ Router, Access Point, ไปจนถึงการวางสาย LAN ถ้าบ้านใหญ่ พี่แนะนำให้ใช้ Mesh Wi-Fi จะครอบคลุมกว่า
เคยเจอเคสลูกค้า Network ไม่ดี สั่งเปิดไฟจากมือถือ กว่าไฟจะติด แม่เจ้า! ช้ากว่าเดินไปเปิดเองอีก
อย่าลืมเรื่อง Security เด็ดขาด! เปลี่ยน Password Router เป็นอะไรที่คาดเดายาก เปิด Firewall ปิด Port ที่ไม่ได้ใช้ และอัพเดท Firmware อุปกรณ์ Smart Home ของเราอยู่เสมอ
สมัยนี้ Hacker เก่งๆ เยอะแยะ ถ้าโดน Hack เข้าบ้านนี่ ไม่ใช่แค่ไฟเปิดปิดเองได้นะ กล้องวงจรปิดอาจจะกลายเป็นกล้อง Live สดให้คนอื่นดูไปเลยก็ได้
Home Assistant นี่ตัวดีเลย ทำอะไรเพลินๆ พังซะงั้น! พี่แนะนำให้ Backup Configuration ของ Home Assistant เป็นประจำ จะ Backup แบบ Manual หรือใช้ Add-on ก็ได้ แล้วแต่สะดวก
# Example Backup Script (Linux)
tar -czvf homeassistant_backup.tar.gz /config
Backup ไว้ อุ่นใจกว่าเยอะน้อง
ไม่จำเป็นเสมอไป! Raspberry Pi เป็นตัวเลือกที่นิยมเพราะราคาถูกและกินไฟน้อย แต่เราสามารถติดตั้ง Home Assistant บนคอมพิวเตอร์, Server หรือแม้แต่ Docker ได้หมด แล้วแต่ความสะดวกและงบประมาณของเรา
Zigbee กับ Z-Wave เป็น Wireless Protocol ทั้งคู่ แต่ Z-Wave จะเน้นเรื่อง Security และ Range ที่ไกลกว่า ในขณะที่ Zigbee จะเน้นเรื่องราคาที่ถูกกว่าและกินไฟน้อยกว่า เลือกอันไหนก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเรา
ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของเรา! ถ้าเราตั้งค่าให้ Smart Home ทำงานแบบ Local (ไม่ต้องพึ่ง Cloud) อุปกรณ์ส่วนใหญ่ก็จะยังทำงานได้อยู่ แต่ถ้าเราพึ่ง Cloud เป็นหลัก (เช่น สั่งงานผ่าน Google Assistant) ก็อาจจะมีปัญหา
แรกๆ อาจจะยากหน่อย แต่ไม่ต้องกลัว! Home Assistant มี Community ที่แข็งแกร่ง มีคนคอยช่วยเหลือเยอะแยะ แถมยังมี Add-on และ Blueprint ที่ช่วยให้เราทำ Automations ได้ง่ายขึ้นเยอะ
Smart Home Automation ด้วย Home Assistant เป็นอะไรที่สนุกและมีประโยชน์มากๆ แต่ก็ต้องศึกษาและทำความเข้าใจก่อนลงมือทำ อย่าใจร้อน ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แล้วเราจะสนุกกับมัน
จำไว้ว่า "ความฉลาด" ของบ้าน ไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์แพงๆ แต่อยู่ที่ "การออกแบบ" ที่ตอบโจทย์ความต้องการของเราจริงๆ
ถ้าใครสนใจเรื่อง Forex ลองแวะไปดูที่ iCafeForex ได้นะ
และอย่าลืมติดตามบทความอื่นๆ ได้ที่ SiamCafe Blog นะน้องๆ