บทนำ: Serverless คืออะไร ทำไมถึงต้องรู้จัก?
Serverless computing กำลังมาแรงแซงทางโค้งในโลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์และการจัดการโครงสร้างพื้นฐานเลยครับ! ไม่ใช่แค่ buzzword ที่ใครๆ ก็พูดถึงนะ แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ช่วยให้เราโฟกัสกับการเขียนโค้ดและสร้างสรรค์นวัตกรรมได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง server อีกต่อไป ลองคิดดูสิว่าถ้าไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการ provisioning, scaling, patching, หรือ monitoring server มันจะดีแค่ไหน? ผมจำได้เลยว่าเมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมเริ่มลองเล่น Serverless ใหม่ๆ ยังรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเข้าใจยากอยู่พอสมควร แต่พอได้ลองใช้จริงจังเท่านั้นแหละครับ ชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะ! จากที่เคยต้องเสียเวลาเป็นวันๆ ในการเซ็ตอัพ environment ตอนนี้ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีก็พร้อม deploy code แล้ว ตัวเลขสถิติก็บ่งบอกถึงการเติบโตของ Serverless ได้เป็นอย่างดีครับ จากรายงานล่าสุดของ Gartner พบว่าตลาด Serverless computing มีมูลค่าสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 23.1% ไปจนถึงปี 2027 เลยทีเดียว! นั่นหมายความว่า Serverless ไม่ใช่แค่เทรนด์ระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ พบว่า 84% ของผู้ที่ใช้ Serverless พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ และ 76% บอกว่า Serverless ช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Serverless ไม่ได้มีดีแค่ความสะดวกสบาย แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายได้จริง ยกตัวอย่างบริษัท Netflix ที่ใช้ AWS Lambda ในการประมวลผลวิดีโอและจัดการ workflow ต่างๆ ทำให้สามารถสตรีมมิ่งวิดีโอให้กับผู้ใช้งานทั่วโลกได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ หรือบริษัท Coca-Cola ที่ใช้ Serverless ในการจัดการข้อมูลลูกค้าและปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด ที่สำคัญคือ Serverless ไม่ได้เหมาะแค่กับบริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นนะครับ Startup หรือทีมพัฒนาขนาดเล็กก็สามารถใช้ Serverless เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ scale ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมากนักพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Serverless Computing
Serverless computing คืออะไรกันแน่? ทำไมถึงเรียกว่า Serverless ในเมื่อมันก็ต้องมี server อยู่ดี? จริงๆ แล้วคำว่า Serverless ไม่ได้หมายความว่าไม่มี server เลยนะครับ แต่มันหมายถึงว่านักพัฒนาไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการ server อีกต่อไป เพราะผู้ให้บริการ cloud จะเป็นคนดูแลให้ทั้งหมด เราแค่โฟกัสกับการเขียนโค้ดและ deploy เท่านั้นเองFunction as a Service (FaaS): หัวใจหลักของ Serverless
Function as a Service หรือ FaaS คือรูปแบบการให้บริการที่ให้นักพัฒนาสามารถเขียนและ deploy ฟังก์ชัน (function) ขนาดเล็กๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง server, virtual machine, หรือ container เลยครับ ผู้ให้บริการ cloud จะเป็นคนดูแลเรื่องการ scaling, patching, และ monitoring ให้ทั้งหมด เราแค่จ่ายเงินตามปริมาณการใช้งานจริงเท่านั้น ลองนึกภาพว่าเรามีฟังก์ชันที่ใช้สำหรับ resize รูปภาพ เมื่อมีคนอัพโหลดรูปภาพเข้ามา ฟังก์ชันนี้ก็จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติ และเมื่อ resize เสร็จแล้วก็จะหยุดทำงานทันที เราไม่ต้องเปิด server ทิ้งไว้ตลอดเวลาเพื่อรอให้มีคนอัพโหลดรูปภาพเข้ามา ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก AWS Lambda และ Google Cloud Functions คือตัวอย่างของ FaaS ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งสองบริการนี้มี concept ที่คล้ายคลึงกัน คือ ให้นักพัฒนาสามารถเขียนฟังก์ชันในภาษาต่างๆ เช่น Python, Node.js, Java, Go, และ .NET แล้ว deploy ขึ้นไปบน cloud ได้อย่างง่ายดาย ข้อดีของ FaaS คือ ช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาและ deploy application, เพิ่มความยืดหยุ่นในการ scaling, ลดต้นทุนในการดำเนินงาน, และช่วยให้ทีมพัฒนาโฟกัสกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้เต็มที่Event-Driven Architecture: จุดเริ่มต้นของการทำงาน
Event-driven architecture เป็นรูปแบบการออกแบบระบบที่เน้นการทำงานแบบ asynchronous โดยที่ components ต่างๆ ในระบบจะสื่อสารกันผ่าน events เมื่อมี event เกิดขึ้น ระบบก็จะ trigger การทำงานของฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติ ลองนึกภาพว่าเรามีระบบ e-commerce เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามา ระบบก็จะ emit event "order_created" ฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลคำสั่งซื้อก็จะถูกเรียกใช้งานโดยอัตโนมัติ เช่น ฟังก์ชันสำหรับตัดสต็อกสินค้า, ฟังก์ชันสำหรับส่ง email ยืนยันคำสั่งซื้อ, หรือฟังก์ชันสำหรับสร้าง invoice ข้อดีของ event-driven architecture คือ ช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่นและ scalable, เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน, และช่วยให้ระบบสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว Serverless computing มักจะถูกใช้ร่วมกับ event-driven architecture เพราะ FaaS สามารถถูก trigger ได้จาก events ต่างๆ เช่น การอัพโหลดไฟล์ไปยัง cloud storage, การเปลี่ยนแปลงข้อมูลใน database, หรือการเรียก APIข้อดีและข้อเสียของ Serverless ที่ต้องรู้
Serverless computing มีข้อดีมากมายที่ทำให้มันกลายเป็นที่นิยม แต่ก็มีข้อเสียบางอย่างที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจนำไปใช้งาน ข้อดี: * **ลดต้นทุน:** จ่ายเงินเฉพาะส่วนที่ใช้จริง ไม่ต้องจ่ายค่า server ที่ไม่ได้ใช้งาน * **เพิ่มความยืดหยุ่น:** สามารถ scaling ได้อย่างรวดเร็วและอัตโนมัติ * **ลดความซับซ้อน:** ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการ server * **เพิ่มความเร็วในการพัฒนา:** โฟกัสกับการเขียนโค้ดได้เต็มที่ ข้อเสีย: * **Cold start:** ฟังก์ชันอาจใช้เวลาในการเริ่มต้นทำงานครั้งแรก * **Debugging:** การ debug อาจทำได้ยากกว่าการ debug application แบบดั้งเดิม * **Vendor lock-in:** อาจติดอยู่กับผู้ให้บริการ cloud รายใดรายหนึ่ง * **Security:** ต้องระมัดระวังเรื่อง security ให้มากขึ้น เพราะฟังก์ชันทำงานใน environment ที่ shared กับผู้อื่น ผมเคยเจอปัญหา cold start ตอนที่ทำโปรเจกต์หนึ่งเมื่อปีที่แล้วครับ ฟังก์ชันที่ผมเขียนใช้เวลาประมาณ 5 วินาทีในการเริ่มต้นทำงานครั้งแรก ซึ่งทำให้ user experience ไม่ดีเท่าที่ควร ผมเลยต้องปรับปรุงโค้ดและใช้เทคนิคบางอย่างเพื่อลดเวลาในการ cold startวิธีติดตั้งและใช้งาน AWS Lambda และ Cloud Functions
AWS Lambda และ Google Cloud Functions เป็นบริการ FaaS ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งสองบริการนี้มีวิธีการติดตั้งและใช้งานที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างกันตารางเปรียบเทียบ AWS Lambda และ Google Cloud Functions
| คุณสมบัติ | AWS Lambda | Google Cloud Functions | | :---------------------- | :---------------------------------------- | :------------------------------------------ | | ภาษาที่รองรับ | Python, Node.js, Java, Go, .NET, Ruby | Python, Node.js, Go, Java, .NET, PHP, Ruby | | Trigger | API Gateway, S3, DynamoDB, CloudWatch, อื่นๆ | HTTP, Cloud Storage, Pub/Sub, Cloud Firestore, อื่นๆ | | หน่วยความจำ | 128MB - 10GB | 128MB - 8GB | | ระยะเวลาการทำงานสูงสุด | 15 นาที | 9 นาที | | ราคา | คิดตามจำนวน request และระยะเวลาการทำงาน | คิดตามจำนวน request และระยะเวลาการทำงาน |ตัวอย่างการสร้างฟังก์ชันบน AWS Lambda ด้วย Python
1. **สร้าง AWS account:** หากยังไม่มี AWS account ให้สร้าง account ก่อน 2. **สร้าง Lambda function:** ไปที่ AWS Lambda console แล้วคลิก "Create function" 3. **เลือก blueprint:** เลือก "Author from scratch" แล้วตั้งชื่อฟังก์ชัน เลือก Python เป็น runtime 4. **เขียนโค้ด:** เขียนโค้ด Python ที่ต้องการให้ฟังก์ชันทำงาน ตัวอย่างเช่น:def lambda_handler(event, context):
return {
'statusCode': 200,
'body': 'Hello from Lambda!'
}
5. **Configure trigger:** กำหนด trigger ที่จะเรียกใช้งานฟังก์ชัน เช่น API Gateway หรือ S3
6. **Deploy function:** คลิก "Deploy" เพื่อ deploy ฟังก์ชัน
7. **Test function:** ทดสอบฟังก์ชันโดยการเรียกใช้งานผ่าน trigger ที่กำหนด
ตัวอย่างการสร้างฟังก์ชันบน Google Cloud Functions ด้วย Node.js
1. **สร้าง Google Cloud account:** หากยังไม่มี Google Cloud account ให้สร้าง account ก่อน 2. **ติดตั้ง Google Cloud SDK:** ติดตั้ง Google Cloud SDK เพื่อใช้ gcloud command-line tool 3. **สร้าง Cloud Functions function:** ใช้ gcloud command เพื่อสร้างฟังก์ชัน ตัวอย่างเช่น:gcloud functions deploy hello-world \
--runtime nodejs16 \
--trigger-http \
--allow-unauthenticated
4. **เขียนโค้ด:** เขียนโค้ด Node.js ที่ต้องการให้ฟังก์ชันทำงาน ตัวอย่างเช่น:
exports.helloWorld = (req, res) => {
res.send('Hello from Cloud Functions!');
};
5. **Deploy function:** gcloud command จะทำการ deploy ฟังก์ชันไปยัง Google Cloud Functions
6. **Test function:** ทดสอบฟังก์ชันโดยการเรียกใช้งานผ่าน HTTP endpoint ที่ Google Cloud Functions สร้างให้
"Serverless computing ไม่ใช่ silver bullet ที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่ถ้าเราเข้าใจข้อดีข้อเสีย และเลือกใช้ให้เหมาะสม มันจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างแน่นอน"ผมหวังว่าข้อมูลในส่วนนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจ Serverless นะครับ ลองศึกษาเพิ่มเติมและทดลองใช้งานจริง แล้วคุณจะพบว่า Serverless สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ของคุณได้อย่างไร
เทคนิคขั้นสูง / Configuration
การจัดการ Dependencies อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการ dependencies หรือพวก library ต่างๆ ที่เราใช้ใน function ของเราถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เลยนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกของ serverless ที่ขนาดของ deployment package มีผลต่อ cold start time หรือเวลาที่ใช้ในการเริ่ม function เป็นครั้งแรกหลังจากที่ไม่ได้ถูกเรียกใช้งานนานๆ ใครเคยเจอปัญหา cold start ช้าๆ บ้างยกมือขึ้น!
เทคนิคที่ผมอยากแนะนำก็คือการใช้ Lambda Layers ใน AWS Lambda หรือ Function Layers ใน Google Cloud Functions ซึ่งมันคือการที่เราแยก dependencies ออกจากตัว code ของ function หลัก แล้วเอาไปเก็บไว้ใน layer แทน วิธีนี้จะช่วยลดขนาดของ deployment package ของ function ลงได้อย่างมาก เพราะ dependencies จะถูกโหลดมาแค่ครั้งเดียวตอนที่ layer ถูกสร้างขึ้นมา และสามารถนำไปใช้กับหลายๆ function ได้ด้วย ลองคิดดูนะว่าถ้าเรามี 10 function ที่ใช้ library ตัวเดียวกัน ถ้าเราใส่ library นั้นไว้ในทุก function ขนาดของ package ก็จะใหญ่ขึ้น 10 เท่า แต่ถ้าเราใช้ layer ขนาดก็จะเท่าเดิม!
นอกจากนี้ การใช้ package manager อย่าง npm หรือ pip ก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรระบุ version ของ dependencies ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหา dependency conflict ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต และควรใช้ tools ที่ช่วย optimize ขนาดของ package เช่น webpack สำหรับ JavaScript หรือ virtualenv สำหรับ Python เพื่อลดขนาดของ dependencies ที่ไม่จำเป็นออกไป ผมเคยเซ็ตอัพโปรเจกต์ serverless โดยที่ไม่ได้ optimize dependencies เลย ผลก็คือ cold start time นานมาก แถม deployment ก็ช้าอีกต่างหาก พอมา optimize แล้วทุกอย่างดีขึ้นเยอะเลย
# ตัวอย่างการกำหนด Lambda Layer ใน AWS SAM template
Resources:
MyFunction:
Type: AWS::Serverless::Function
Properties:
FunctionName: MyAwesomeFunction
Handler: index.handler
Runtime: nodejs16.x
CodeUri: ./src
Layers:
- !Ref MyLayer
MyLayer:
Type: AWS::Serverless::LayerVersion
Properties:
LayerName: MyDependencyLayer
ContentUri: ./layers/dependencies
CompatibleRuntimes:
- nodejs16.x
การตั้งค่า Environment Variables และ Secrets Management
Environment variables คือตัวแปรที่เราใช้ในการกำหนดค่าต่างๆ ให้กับ function ของเรา เช่น database connection string, API keys หรือ configuration อื่นๆ ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตาม environment (เช่น development, staging, production) การใช้ environment variables จะช่วยให้เราไม่ต้อง hardcode ค่าเหล่านี้ลงไปใน code โดยตรง ซึ่งเป็น best practice ที่ควรทำตามอย่างยิ่ง
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือการจัดการ secrets หรือข้อมูลสำคัญที่ต้องเก็บรักษาเป็นความลับ เช่น password หรือ private key การเก็บ secrets ไว้ใน environment variables โดยตรงอาจไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร เพราะอาจถูกเข้าถึงได้ง่าย ดังนั้นเราควรใช้ tools ที่ช่วยในการจัดการ secrets อย่าง AWS Secrets Manager หรือ Google Cloud Secret Manager ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเก็บ secrets ได้อย่างปลอดภัยและสามารถเข้าถึงได้จาก function ของเราโดยไม่ต้องเปิดเผยค่าจริงๆ ออกมา
ผมแนะนำว่าอย่าประมาทเรื่อง security นะครับ! สมัยก่อนผมก็เคยพลาดเก็บ API key ไว้ใน environment variable โดยตรง แล้วโดนคนอื่นเอาไปใช้ซะงั้น เสียหายเยอะเลย หลังจากนั้นมาก็เลยระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ
{
"FunctionName": "MyFunction",
"Environment": {
"Variables": {
"DATABASE_URL": "jdbc:mysql://...",
"API_KEY": "xxxxxxxxxxxxxxxx"
}
}
}
การ Monitor และ Logging อย่างละเอียด
การ monitor และ logging ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำ serverless เลยก็ว่าได้ เพราะเราไม่สามารถเข้าไป debug function ที่กำลังทำงานอยู่บน server ได้โดยตรงเหมือนกับที่เราทำใน environment แบบเดิมๆ ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งพา logs และ metrics ต่างๆ เพื่อช่วยในการ identify และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
AWS Lambda มี CloudWatch Logs ที่สามารถเก็บ logs ที่ function ของเรา generate ออกมาได้ ส่วน Google Cloud Functions ก็มี Cloud Logging ที่ทำหน้าที่คล้ายกัน เราสามารถใช้ tools เหล่านี้ในการ query และ analyze logs เพื่อหา errors, warnings หรือ performance bottlenecks ต่างๆ ได้ นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ metrics ต่างๆ เช่น invocation count, error rate หรือ duration เพื่อ monitor health และ performance ของ function ของเราได้อีกด้วย
ผมแนะนำให้ใส่ logs ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ business logic หรือ decision making process ต่างๆ เพราะมันจะช่วยให้เราเข้าใจว่า function ของเราทำงานอย่างไร และเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น
import logging
logger = logging.getLogger()
logger.setLevel(logging.INFO)
def lambda_handler(event, context):
logger.info("Function started")
try:
# Do something important
result = do_something(event)
logger.info(f"Result: {result}")
return {
'statusCode': 200,
'body': 'Success!'
}
except Exception as e:
logger.error(f"Error: {e}")
return {
'statusCode': 500,
'body': 'Error!'
}
finally:
logger.info("Function finished")
เปรียบเทียบ
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ
| คุณสมบัติ | AWS Lambda | Google Cloud Functions |
|---|---|---|
| ภาษาที่รองรับ | Node.js, Python, Java, Go, Ruby, .NET, Custom Runtime | Node.js, Python, Go, Java, .NET, Ruby, PHP |
| Maximum Execution Time | 15 นาที | 9 นาที |
| Memory Allocation | 128 MB - 10240 MB | 128 MB - 8192 MB |
| Storage (Ephemeral) | 512 MB | 500 MB |
| Pricing Model | Pay per request and compute time | Pay per request and compute time |
| Integration with Other Services | Seamless integration with other AWS services | Seamless integration with other Google Cloud services |
| Concurrency Limits | Configurable concurrency limits | Configurable concurrency limits |
ตารางเปรียบเทียบ Benchmark (ตัวอย่าง)
ตาราง benchmark ด้านล่างนี้เป็นเพียงตัวอย่างและอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตาม workload และ configuration ที่แตกต่างกัน การทำ benchmark ด้วย workload จริงของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
| Benchmark | AWS Lambda | Google Cloud Functions | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| Cold Start Time (Node.js) | 50ms - 500ms | 100ms - 800ms | ขึ้นอยู่กับขนาดของ package และ dependencies |
| Invocation Latency (P99) | 10ms - 50ms | 15ms - 60ms | วัดจาก API Gateway |
| Cost per 1 Million Invocations | $0.20 | $0.40 | ตัวเลขโดยประมาณ |
ข้อควรระวัง Troubleshooting
คำเตือน: Serverless ไม่ใช่ Silver Bullet! ถึงแม้ว่า serverless จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับทุก workload เสมอไป ควรพิจารณาข้อดีข้อเสียให้รอบคอบก่อนตัดสินใจนำไปใช้
รายการข้อควรระวังและสิ่งที่ต้องระวังในการพัฒนา serverless application:
- Cold Starts: อย่างที่บอกไปแล้วว่า cold starts เป็นปัญหาที่ต้องเจอแน่นอน ควร optimize ขนาดของ package, dependencies และเลือก runtime ที่เหมาะสมเพื่อลด cold start time ให้เหลือน้อยที่สุด
- Statelessness: Function ทุกตัวควรเป็น stateless นั่นหมายความว่าไม่ควรเก็บ state หรือข้อมูลใดๆ ไว้ใน function เอง ควรใช้ external storage เช่น database หรือ cache แทน
- Concurrency Limits: AWS Lambda และ Google Cloud Functions มี concurrency limits ที่จำกัดจำนวน function ที่สามารถทำงานพร้อมกันได้ ถ้า function ของเราถูกเรียกใช้งานพร้อมกันเยอะๆ อาจทำให้เกิด throttling หรือ request ถูกปฏิเสธได้
- Timeouts: Function แต่ละตัวมี execution time limit ที่จำกัด ถ้า function ของเราใช้เวลานานเกินไปก็จะถูก terminate ทำให้ request fail ได้
- Debugging: การ debug serverless application อาจเป็นเรื่องท้าทาย เพราะเราไม่สามารถเข้าไป debug function ที่กำลังทำงานอยู่บน server ได้โดยตรง ควรใช้ logging และ monitoring tools ให้เป็นประโยชน์
- Security: Security เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ควรระมัดระวังเรื่อง IAM permissions, secrets management และ vulnerability ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้
- Vendor Lock-in: การใช้ serverless อาจทำให้เราติดอยู่กับ vendor รายใดรายหนึ่งได้ ควรออกแบบ application ให้มีความยืดหยุ่นและสามารถย้ายไปใช้ platform อื่นได้ง่าย
ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี
จากประสบการณ์ 20 ปีที่คลุกคลีอยู่ในวงการ IT ผมได้มีโอกาสลองใช้ serverless technology ในหลากหลายสถานการณ์ ขอยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ผมเคยเจอมาเล่าให้ฟังนะครับ
สถานการณ์ที่ 1: Real-time Image Processing ผมเคยเซ็ตอัพระบบ real-time image processing โดยใช้ AWS Lambda เพื่อ resize และ optimize รูปภาพที่ถูกอัพโหลดขึ้น S3 bucket เมื่อมีรูปภาพใหม่ถูกอัพโหลดขึ้น S3 bucket trigger จะถูกส่งไปยัง Lambda function ซึ่งจะทำการ resize และ optimize รูปภาพนั้นๆ แล้วบันทึกลง S3 bucket อีก bucket หนึ่ง ระบบนี้ช่วยลด load ของ web server และทำให้การแสดงผลรูปภาพบนเว็บไซต์เร็วขึ้นอย่างมาก
สถานการณ์ที่ 2: Chatbot Development ผมเคยพัฒนา chatbot โดยใช้ Google Cloud Functions ร่วมกับ Dialogflow chatbot framework เมื่อผู้ใช้ส่งข้อความเข้ามา chatbot จะส่งข้อความนั้นไปยัง Cloud Function ซึ่งจะทำการประมวลผลและตอบกลับผู้ใช้ ระบบนี้ช่วยให้เราสามารถสร้าง chatbot ที่มีความซับซ้อนได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง infrastructure
สถานการณ์ที่ 3: Event-Driven Data Processing ผมเคยสร้างระบบ event-driven data processing โดยใช้ AWS Lambda และ Kinesis เมื่อมี event ใหม่เกิดขึ้น (เช่น user login, order creation) event นั้นจะถูกส่งไปยัง Kinesis stream แล้ว Lambda function จะ consume event จาก stream และทำการประมวลผลข้อมูลนั้นๆ ระบบนี้ช่วยให้เราสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
จากประสบการณ์ของผม Serverless ถือว่าเป็น technology ที่มีประโยชน์มากๆ แต่ก็ต้องระวังเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นด้วย ถ้าเราเข้าใจข้อดีข้อเสียและรู้วิธีใช้งานอย่างถูกต้อง Serverless จะช่วยให้เราสร้าง application ที่มีความ scalable, cost-effective และ maintainable ได้อย่างแน่นอน
เครื่องมือแนะนำสำหรับการพัฒนา Serverless
การพัฒนาแอปพลิเคชัน Serverless นั้น มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลยครับ ตั้งแต่เครื่องมือที่ช่วยในการ deploy ไปจนถึงเครื่องมือที่ช่วยมอนิเตอร์การทำงานของระบบ เรามาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้างServerless Framework
Serverless Framework เป็นเครื่องมือ open-source ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการพัฒนาและ deploy แอปพลิเคชัน Serverless ครับ มันรองรับหลาย Cloud providers ไม่ว่าจะเป็น AWS Lambda, Google Cloud Functions, Azure Functions และอื่นๆ ทำให้เราสามารถเขียนโค้ดครั้งเดียวแล้ว deploy ไปยังหลายแพลตฟอร์มได้เลย ข้อดีของ Serverless Framework คือมันช่วยจัดการเรื่อง infrastructure ให้เรา ทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องการตั้งค่า AWS CloudFormation หรือเทียบเท่าเองทั้งหมด แค่เขียนไฟล์ `serverless.yml` (หรือ `serverless.js`, `serverless.ts`) กำหนดค่าต่างๆ เช่น ฟังก์ชันที่จะ deploy, trigger events, IAM roles และอื่นๆ จากนั้นก็สั่ง `sls deploy` คำสั่งเดียวจบ! ตัวอย่างไฟล์ `serverless.yml`:service: my-serverless-app
provider:
name: aws
runtime: nodejs16.x
region: ap-southeast-1
iamRoleStatements:
- Effect: Allow
Action:
- dynamodb:GetItem
- dynamodb:PutItem
Resource: "arn:aws:dynamodb:ap-southeast-1:YOUR_ACCOUNT_ID:table/MyTable"
functions:
myFunction:
handler: handler.myFunction
events:
- http:
path: /hello
method: get
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าเรากำหนด service name, provider (AWS), runtime, region, IAM role (สิทธิ์ในการเข้าถึง DynamoDB) และฟังก์ชันชื่อ `myFunction` ที่จะถูก trigger เมื่อมี HTTP GET request เข้ามาที่ path `/hello` ครับ
AWS SAM (Serverless Application Model)
AWS SAM เป็น framework เฉพาะของ AWS ที่ช่วยให้การพัฒนาและ deploy แอปพลิเคชัน Serverless บน AWS ง่ายขึ้นครับ มันเป็น extension ของ AWS CloudFormation ทำให้เราสามารถ define infrastructure ของเราด้วย YAML หรือ JSON ได้อย่างง่ายดาย ข้อดีของ AWS SAM คือมัน integrated กับ AWS services ได้อย่างราบรื่น และมี command-line interface (CLI) ที่ใช้งานง่าย เช่น `sam build` สำหรับ build deployment package, `sam deploy` สำหรับ deploy แอปพลิเคชัน และ `sam local invoke` สำหรับทดสอบฟังก์ชัน locally ครับ ตัวอย่างไฟล์ `template.yaml`:AWSTemplateFormatVersion: '2010-09-09'
Transform: AWS::Serverless-2016-10-31
Resources:
MyFunction:
Type: AWS::Serverless::Function
Properties:
Handler: handler.myFunction
Runtime: nodejs16.x
CodeUri: ./src
Events:
HelloWorld:
Type: Api
Properties:
Path: /hello
Method: GET
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าเรา define ฟังก์ชัน `MyFunction` ด้วย type `AWS::Serverless::Function` โดยกำหนด handler, runtime, code location และ trigger event (API Gateway) ครับ
Terraform
Terraform เป็น infrastructure-as-code (IaC) tool ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในการจัดการ infrastructure บน Cloud providers ต่างๆ ครับ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เครื่องมือเฉพาะสำหรับ Serverless แต่ก็สามารถใช้ในการ deploy แอปพลิเคชัน Serverless ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อดีของ Terraform คือมันรองรับหลาย Cloud providers และมี state management ที่ดี ทำให้เราสามารถ track changes ที่เกิดขึ้นกับ infrastructure ของเราได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ Terraform ยังมี module system ที่ช่วยให้เรา reuse code ได้ง่ายขึ้นครับ ตัวอย่าง Terraform configuration:resource "aws_lambda_function" "example" {
function_name = "my-lambda-function"
filename = "lambda_function_payload.zip"
handler = "handler.myFunction"
runtime = "nodejs16.x"
role = aws_iam_role.lambda_role.arn
source_code_hash = filebase64sha256("lambda_function_payload.zip")
}
resource "aws_iam_role" "lambda_role" {
name = "lambda-execution-role"
assume_role_policy = jsonencode({
Version = "2012-10-17"
Statement = [
{
Action = "sts:AssumeRole"
Principal = {
Service = "lambda.amazonaws.com"
}
Effect = "Allow"
Sid = ""
},
]
})
}
จากตัวอย่างนี้ จะเห็นว่าเรา define Lambda function และ IAM role ด้วย Terraform resources ครับ
Case Study: ประสบการณ์จริงกับการใช้ Serverless
ผมเคยมีประสบการณ์ในการพัฒนาและ deploy ระบบ API สำหรับ mobile application โดยใช้ AWS Lambda และ API Gateway ครับ ตอนนั้นเราเลือกใช้ Serverless เพราะต้องการลดภาระในการดูแล infrastructure และต้องการ scalability ที่ยืดหยุ่น ก่อนหน้านี้ เราเคยใช้ EC2 instances ในการรัน API แต่ต้องเจอปัญหาเรื่อง scaling และ resource utilization ครับ บางช่วงเวลา traffic เยอะมาก ทำให้ instances overload แต่บางช่วงเวลา traffic น้อยมาก ทำให้เสีย resources ไปโดยเปล่าประโยชน์ หลังจาก migrate ไปใช้ Serverless เราสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรัน API ได้ถึง 40% ครับ เพราะเราจ่ายเฉพาะ resources ที่เราใช้จริงๆ นอกจากนี้ ทีม development ก็สามารถ focus ไปที่การพัฒนา features ใหม่ๆ ได้มากขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลเรื่อง infrastructure management ตัวอย่าง use case ที่เราใช้ Lambda functions: * **Authentication:** ใช้ Lambda function ในการ authenticate ผู้ใช้งาน โดยเชื่อมต่อกับ database เพื่อตรวจสอบ credentials * **Data processing:** ใช้ Lambda function ในการ process ข้อมูลที่ได้รับจาก mobile application เช่น การ resize รูปภาพ หรือการ generate thumbnails * **Notification:** ใช้ Lambda function ในการส่ง push notifications ไปยัง mobile application เมื่อมี events สำคัญเกิดขึ้น ตัวเลขที่น่าสนใจ: * **Request latency:** เฉลี่ยอยู่ที่ 50-100ms * **Function execution time:** เฉลี่ยอยู่ที่ 100-300ms * **Cost per million requests:** ประมาณ $0.20 แน่นอนว่าการใช้ Serverless ก็มี challenges บ้าง เช่น เรื่อง cold starts ที่ทำให้ request แรกๆ อาจจะ latency สูง แต่เราก็สามารถ mitigate ปัญหานี้ได้โดยการใช้ provisioned concurrency หรือ keep-alive connections ครับ อีกเรื่องที่ต้องระวังคือเรื่อง monitoring และ debugging ครับ เพราะระบบ Serverless มี components หลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน ทำให้การ troubleshoot ปัญหาอาจจะซับซ้อนกว่าการใช้ traditional servers แต่ก็มี tools มากมายที่ช่วยให้เราสามารถ monitor และ debug ระบบ Serverless ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น AWS CloudWatch, X-Ray และ Sentry ครับFAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Serverless
แน่นอนว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ มักจะมีคำถามตามมามากมาย Serverless ก็เช่นกันครับ ผมรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้งาน Serverless มาให้แล้วServerless เหมาะกับ use case แบบไหน?
Serverless เหมาะกับ use case ที่มีการเปลี่ยนแปลงของ workload อย่างรวดเร็ว หรือมี workload ที่ไม่สม่ำเสมอครับ เช่น API endpoints, event-driven applications, data processing pipelines, และ background tasks นอกจากนี้ Serverless ยังเหมาะกับ use case ที่ต้องการ scalability ที่ยืดหยุ่น และต้องการลดภาระในการดูแล infrastructure ครับCold start คืออะไร และจะแก้ไขได้อย่างไร?
Cold start คือช่วงเวลาที่ Lambda function ต้อง initialize ตัวเองก่อนที่จะสามารถ handle request ได้ ซึ่งอาจจะทำให้ request แรกๆ มี latency สูงครับ วิธีแก้ไขคือการใช้ provisioned concurrency (สำหรับ AWS Lambda), warm-up requests, หรือเลือก runtime ที่มี cold start time ต่ำครับSecurity ใน Serverless ต้องดูแลอะไรเป็นพิเศษบ้าง?
Security เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการพัฒนา Serverless applications ครับ สิ่งที่ต้องดูแลเป็นพิเศษคือ IAM roles และ permissions, input validation, dependency management, และ vulnerability scanning นอกจากนี้ ควรใช้ principle of least privilege ในการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง resources ต่างๆ ครับMonitoring และ debugging ใน Serverless ทำอย่างไร?
Monitoring และ debugging ใน Serverless อาจจะซับซ้อนกว่าการใช้ traditional servers เพราะระบบมี components หลายส่วนที่ทำงานร่วมกัน แต่ก็มี tools มากมายที่ช่วยให้เราสามารถ monitor และ debug ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น AWS CloudWatch, X-Ray, Sentry, และ distributed tracing tools ครับ นอกจากนี้ ควรใช้ logging อย่างละเอียด และ structured logging เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์ปัญหาครับServerless จะเข้ามาแทนที่ container หรือ VMs ได้ทั้งหมดไหม?
Serverless ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะเข้ามาแทนที่ container หรือ VMs ทั้งหมดครับ แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการ deploy applications ที่มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป บาง use case อาจจะเหมาะกับ Serverless มากกว่า ในขณะที่บาง use case อาจจะเหมาะกับ container หรือ VMs มากกว่าครับ การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับ requirements และ constraints ของแต่ละโปรเจกต์ครับข้อจำกัดของ Serverless คืออะไร?
Serverless มีข้อจำกัดบางอย่างที่ต้องพิจารณา เช่น execution time limits, memory limits, deployment package size limits, และ limitations ในการเข้าถึง resources บางประเภท นอกจากนี้ การ debug และ troubleshoot อาจจะซับซ้อนกว่าการใช้ traditional servers ครับสรุป
Serverless เป็น paradigm การพัฒนาแอปพลิเคชันที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากครับ มันช่วยให้เราไม่ต้องกังวลเรื่อง infrastructure management และสามารถ focus ไปที่การพัฒนา features ใหม่ๆ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ Serverless ยังมี scalability ที่ยืดหยุ่น และสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรัน applications ได้อีกด้วย AWS Lambda และ Google Cloud Functions เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเริ่มต้นใช้งาน Serverless ครับ ทั้งสอง platform มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ควรศึกษาและทดลองใช้ทั้งสอง platform เพื่อเลือก platform ที่เหมาะสมกับ use case ของเรามากที่สุด การพัฒนา Serverless applications ต้องคำนึงถึงเรื่อง security, monitoring, และ debugging เป็นพิเศษครับ ควรใช้ tools และ practices ที่เหมาะสม เพื่อให้ระบบของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย สุดท้ายนี้ ผมอยากแนะนำให้ทุกคนลองศึกษาและทดลองใช้ Serverless ครับ มันอาจจะไม่ใช่ silver bullet ที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง แต่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในการพัฒนา applications ในยุคปัจจุบัน ลองเริ่มจากโปรเจกต์เล็กๆ แล้วค่อยๆ ขยายไปสู่โปรเจกต์ที่ใหญ่ขึ้น ผมเชื่อว่าคุณจะได้รับประสบการณ์และความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างแน่นอนครับ!Serverless คืออะไร AWS Lambda vs Cloud Functions
Serverless computing คือรูปแบบการพัฒนาและใช้งานแอปพลิเคชันที่เราไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการ server เลยครับ! ลองคิดภาพตามนะ สมัยก่อนเราต้องเช่า server, ติดตั้ง OS, คอยอัปเดต patch, สเกลเมื่อ traffic เยอะ... โอ๊ย! ปวดหัว Serverless มาแก้ปัญหานี้แหละ หลักการง่ายๆ คือ เราเขียนโค้ด (function) แล้วอัปโหลดขึ้นไปบน Cloud Provider (เช่น AWS, Google Cloud) จากนั้น Cloud Provider จะจัดการเรื่อง server ให้ทั้งหมด เราจ่ายเงินเฉพาะตอนที่ function เราถูกเรียกใช้งานเท่านั้น (pay-per-use) ไม่มีการคิดเงินตอนที่ไม่ได้ใช้งาน ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะเลย AWS Lambda และ Google Cloud Functions เป็นบริการ serverless computing ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดครับ ทั้งสองตัวมี concept คล้ายกัน แต่ก็มีรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง เดี๋ยวเราจะมาเจาะลึกกันAWS Lambda
AWS Lambda เป็นบริการ serverless ของ Amazon Web Services (AWS) ครับ มันทำให้เราสามารถรันโค้ดโดยไม่ต้อง provisioning หรือจัดการ server เลย Lambda รองรับภาษาโปรแกรมหลากหลาย เช่น Node.js, Python, Java, Go, C#, Ruby และอีกมากมาย เราสามารถ trigger Lambda function ได้จากหลายแหล่ง เช่น API Gateway (สร้าง API), S3 (เมื่อมีไฟล์อัปโหลด), DynamoDB (เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล), CloudWatch Events (ตั้งเวลาให้รัน), และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ Lambda เป็นเครื่องมือที่ยืดหยุ่นมากๆGoogle Cloud Functions
Google Cloud Functions เป็นบริการ serverless ของ Google Cloud Platform (GCP) ครับ คล้ายกับ Lambda คือเราสามารถรันโค้ดโดยไม่ต้องจัดการ server เอง Cloud Functions รองรับ Node.js, Python, Go, Java, .NET, Ruby และ PHP Cloud Functions ก็สามารถ trigger ได้จากหลายแหล่งเช่นกัน เช่น HTTP requests (สร้าง API), Cloud Storage (เมื่อมีไฟล์อัปโหลด), Cloud Pub/Sub (ระบบ messaging), Firebase (สำหรับแอปมือถือ), และอื่นๆAWS Lambda vs Cloud Functions: เปรียบเทียบ
| Feature | AWS Lambda | Google Cloud Functions | |--------------------|----------------------------------------------|-----------------------------------------------| | Provider | Amazon Web Services (AWS) | Google Cloud Platform (GCP) | | ภาษาที่รองรับ | Node.js, Python, Java, Go, C#, Ruby, etc. | Node.js, Python, Go, Java, .NET, Ruby, PHP | | Trigger Sources | API Gateway, S3, DynamoDB, CloudWatch Events, etc. | HTTP requests, Cloud Storage, Cloud Pub/Sub, Firebase, etc. | | Execution Time | สูงสุด 15 นาที | สูงสุด 9 นาที | | Memory Allocation | 128 MB - 10 GB | 128 MB - 8 GB | | Pricing | Pay-per-use (compute time, requests) | Pay-per-use (compute time, requests) | | Integration | AWS services | Google Cloud services | จากตารางจะเห็นว่าทั้งสองบริการมีความคล้ายคลึงกันมาก แต่ก็มีข้อแตกต่างกันบ้าง เช่น AWS Lambda รองรับ execution time ที่นานกว่า และ memory allocation ที่มากกว่าเล็กน้อย แต่ Cloud Functions ก็มี integration กับ Firebase ที่แข็งแกร่งกว่าTips จากประสบการณ์ 20 ปี
จากการที่ผมคลุกคลีกับวงการ IT มา 20 ปี ผมมี tips เล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะแชร์เกี่ยวกับการใช้ Serverless และการเลือกระหว่าง AWS Lambda กับ Cloud Functions ครับ1. เลือกภาษาโปรแกรมที่ถนัด
ตรงนี้สำคัญมากครับ! อย่าเพิ่งไปสนใจว่า platform ไหนดีกว่า แต่ให้ดูว่าเราถนัดภาษาอะไรมากกว่ากัน เพราะการเขียนโค้ด serverless ก็เหมือนการเขียนโค้ดทั่วไป ถ้าเราไม่ถนัดภาษา ก็จะทำให้การพัฒนาช้าลง และมีโอกาสเกิด bug มากขึ้น ผมเคยเซ็ต AWS Lambda ด้วยภาษา Java ตอนปี 2020 เพราะตอนนั้นทีมผมถนัด Java มากที่สุด แต่ปรากฏว่า cold start time (ระยะเวลาในการเริ่มต้น function ครั้งแรก) มันนานมาก ทำให้ API เราตอบสนองช้า ผมเลยต้องเปลี่ยนไปใช้ Node.js แทน ซึ่งเร็วกว่าเยอะเลย ดังนั้นเลือกภาษาที่ใช่ จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ2. เข้าใจเรื่อง Cold Start Time
Cold start time คือระยะเวลาที่ function ใช้ในการเริ่มต้นทำงานครั้งแรก หรือหลังจากที่ไม่ได้ถูกเรียกใช้งานนานๆ ช่วงเวลานี้อาจจะนานกว่าปกติ เพราะ Cloud Provider ต้องเตรียม environment ให้ function เราก่อน AWS Lambda และ Cloud Functions มี cold start time ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับภาษาโปรแกรม, ขนาดของ function, และ configuration อื่นๆ ถ้า function ของเราต้องตอบสนองอย่างรวดเร็ว (เช่น API) เราต้อง minimize cold start time ให้ได้มากที่สุด อาจจะลองใช้ภาษาที่เบา, ลดขนาด dependencies, หรือใช้ provisioned concurrency (สำหรับ Lambda)3. Monitor และ Logging อย่างสม่ำเสมอ
การ monitor และ logging เป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการพัฒนา serverless application เพราะเราไม่สามารถเข้าไปดู server ได้โดยตรง เราต้องอาศัย logs และ metrics เพื่อดูว่า function เราทำงานอย่างไร, มี error อะไรเกิดขึ้นบ้าง, และใช้ resource มากแค่ไหน AWS Lambda มี CloudWatch Logs และ CloudWatch Metrics ในการ monitor และ logging ส่วน Cloud Functions มี Cloud Logging และ Cloud Monitoring เราควรตั้ง alert เพื่อแจ้งเตือนเมื่อมี error หรือ performance issue เกิดขึ้น4. Security ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง
Security เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยครับ! Serverless application ก็มีความเสี่ยงด้าน security เหมือนกับ application ทั่วไป เราต้องระมัดระวังเรื่อง injection attacks, insecure dependencies, insufficient authorization, และอื่นๆ AWS Lambda มี IAM roles ในการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง resource ต่างๆ ส่วน Cloud Functions มี IAM permissions เราควรกำหนดสิทธิ์ให้ function ของเราเท่าที่จำเป็นเท่านั้น (principle of least privilege) และอัปเดต dependencies ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ5. Design ให้ Function ทำงานเล็กๆ
พยายามออกแบบ function ให้ทำงานเฉพาะเจาะจง (single responsibility principle) อย่าให้ function หนึ่งทำหลายอย่าง เพราะจะทำให้โค้ดซับซ้อน, แก้ไขยาก, และทดสอบยาก ถ้า function เราทำหลายอย่าง อาจจะลองแบ่งเป็นหลาย function เล็กๆ แล้วใช้ message queue (เช่น SQS, Pub/Sub) ในการสื่อสารระหว่าง function เหล่านั้น จะทำให้ application เรามีความยืดหยุ่นและ scale ได้ง่ายขึ้น6. Test ก่อน Deploy ทุกครั้ง
การทดสอบเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ในการพัฒนา software ทุกชนิด Serverless application ก็เช่นกัน เราควรมี unit tests, integration tests, และ end-to-end tests เพื่อให้แน่ใจว่า function เราทำงานได้อย่างถูกต้อง AWS Lambda และ Cloud Functions มีเครื่องมือในการทดสอบ function ใน environment local เราควรใช้เครื่องมือเหล่านั้นในการทดสอบก่อนที่จะ deploy ขึ้น production7. Infrastructure as Code (IaC) ช่วยชีวิต
Infrastructure as Code (IaC) คือการจัดการ infrastructure ด้วยโค้ด เช่น Terraform, CloudFormation, หรือ Deployment Manager การใช้ IaC จะช่วยให้เราสร้าง, แก้ไข, และทำลาย infrastructure ได้อย่างรวดเร็วและ repeatable ผมแนะนำให้ใช้ IaC ในการจัดการ serverless infrastructure ของเรา เพราะจะช่วยลดความผิดพลาดจากการทำ manually และทำให้เราสามารถ rollback infrastructure ได้ง่ายขึ้น8. Cost Optimization อย่างต่อเนื่อง
Serverless computing ช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องสนใจเรื่อง cost เลย เราควร monitor cost ของ function เราอย่างสม่ำเสมอ และหาวิธี optimize เพื่อลดค่าใช้จ่าย AWS Lambda และ Cloud Functions มี metrics ที่แสดงให้เห็นว่า function เราใช้ resource มากแค่ไหน เราควรปรับ memory allocation, execution time, และ concurrency limit ให้เหมาะสม เพื่อลดค่าใช้จ่ายโดยไม่กระทบต่อ performanceFAQ เพิ่ม 4 ข้อ
มาตอบคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ Serverless, AWS Lambda, และ Google Cloud Functions กันครับ!Serverless เหมาะกับ Use Case แบบไหน?
Serverless เหมาะกับ use case ที่มีการเปลี่ยนแปลงของ traffic สูง (spiky traffic), งานที่ทำเป็นช่วงๆ (event-driven), หรือต้องการ scale อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่น:
* **API:** สร้าง API backend ที่ scale ได้อัตโนมัติ
* **Data Processing:** ประมวลผลข้อมูลเมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา (เช่น รูปภาพ, วิดีโอ)
* **Webhooks:** รับข้อมูลจาก third-party services
* **Chatbots:** สร้าง chatbot ที่ตอบคำถามลูกค้า
* **IoT:** ประมวลผลข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT
แต่ serverless อาจจะไม่เหมาะกับ use case ที่ต้องการ latency ต่ำมากๆ (real-time applications) หรือมีการใช้งาน CPU สูงๆ ตลอดเวลา (high-performance computing) เพราะอาจจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการใช้ server แบบดั้งเดิม
AWS Lambda Layers คืออะไร?
AWS Lambda Layers คือวิธีการ share code และ dependencies ระหว่าง Lambda functions หลายๆ ตัว สมมติว่าเรามี function 10 ตัวที่ใช้ library ตัวเดียวกัน แทนที่เราจะต้องใส่ library นั้นในทุก function เราสามารถสร้าง layer ที่มี library นั้น แล้ว attach layer นั้นให้กับทุก function ได้
ข้อดีของการใช้ layer คือ:
* **ลดขนาด deployment package:** ทำให้ function เล็กลง และ deploy ได้เร็วขึ้น
* **Reuse code:** แชร์ code ระหว่าง function ได้ง่ายขึ้น
* **จัดการ dependencies:** อัปเดต dependencies ใน layer เดียว แล้วทุก function จะได้อัปเดตตาม
การสร้าง layer สามารถทำได้โดยการ zip ไฟล์ที่เราต้องการ share แล้วอัปโหลดขึ้นไปบน AWS Lambda Console หรือใช้ AWS CLI:
aws lambda publish-layer-version --layer-name my-layer --zip-file fileb://my-layer.zip --compatible-runtimes python3.9