Seo Structured Data Schema Guide Web

Seo Structured Data Schema Guide

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Seo Structured Data Schema Guide คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

น้องๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า "SEO" กันมาบ้างแล้ว แต่พอพูดถึง "Structured Data Schema" อาจจะงงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่ เอาแบบง่ายๆ เลยนะ สมัยผมทำร้านเน็ตเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว Google ยังไม่ฉลาดขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนี้ Google เก่งขึ้นเยอะมาก Structured Data Schema เนี่ย มันเหมือนเป็นการ "ป้อนข้อมูล" ให้ Google รู้ว่าเนื้อหาในเว็บเราเกี่ยวกับอะไรกันแน่

ลองนึกภาพตามนะ เว็บเราเหมือนร้านอาหาร Google เป็นลูกค้าที่เดินเข้ามา ถ้าเรามีป้ายบอกเมนูชัดเจน ลูกค้าก็สั่งอาหารได้ง่ายขึ้น ถูกมั้ย? Structured Data Schema ก็คือ "ป้ายเมนู" ที่เราทำให้ Google อ่านได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ทำไมมันถึงสำคัญน่ะเหรอ? ก็เพราะว่า Google จะได้เข้าใจเนื้อหาของเราได้ดีขึ้นไง! พอ Google เข้าใจ ก็จะจัดอันดับเว็บเราได้ดีขึ้น โอกาสที่คนจะเจอเว็บเราในหน้าแรกๆ ของ Google ก็มากขึ้นตามไปด้วย นั่นหมายถึง "ลูกค้า" หรือ "ทราฟฟิก" ที่จะเข้ามาในเว็บเราเยอะขึ้นนั่นเอง

พื้นฐานที่ต้องรู้

ก่อนที่เราจะไปลงมือทำ Structured Data Schema กันจริงๆ เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อนนิดนึงนะ จะได้ไม่งงตอนเขียนโค้ด

JSON-LD คืออะไร

JSON-LD (JavaScript Object Notation for Linked Data) เป็นรูปแบบข้อมูลที่เราใช้ในการใส่ Structured Data Schema ลงในเว็บของเรา สมัยผมทำเว็บแรกๆ ก็ใช้ meta tag ธรรมดา แต่วิธีนี้มันล้าสมัยไปแล้ว JSON-LD เนี่ย มันเป็นรูปแบบที่ Google แนะนำให้ใช้ เพราะมันง่ายต่อการจัดการและไม่อยู่ปนกับโค้ด HTML หลักของเรา

ลองดูตัวอย่าง JSON-LD ง่ายๆ นะ:


{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "Recipe",
  "name": "Chocolate Chip Cookies",
  "author": {
    "@type": "Person",
    "name": "John Doe"
  },
  "datePublished": "2023-10-27",
  "description": "Delicious homemade chocolate chip cookies.",
  "prepTime": "PT15M",
  "cookTime": "PT20M",
  "totalTime": "PT35M"
}

จากโค้ดข้างบน เรากำลังบอก Google ว่าเว็บเพจนี้เกี่ยวกับ "สูตรทำคุกกี้" โดยมีชื่อสูตร ผู้แต่ง วันที่เผยแพร่ รายละเอียด และเวลาที่ใช้ในการทำ

Schema.org คืออะไร

Schema.org คือ "ศัพท์" ที่เราใช้ในการอธิบายเนื้อหาในเว็บของเรา ลองนึกภาพว่าเรากำลังคุยกับ Google เราต้องใช้ภาษาเดียวกันถึงจะเข้าใจกันถูกมั้ย? Schema.org ก็คือ "ภาษา" ที่ Google และ Search Engine อื่นๆ เข้าใจ

ในตัวอย่าง JSON-LD ข้างบน เราใช้ศัพท์ต่างๆ เช่น Recipe, Person, name, datePublished, description ซึ่งเป็นศัพท์ที่อยู่ใน Schema.org ทั้งหมด

ถ้าเราอยากจะบอกว่าเว็บเราเกี่ยวกับ "สินค้า" เราก็จะใช้ศัพท์ว่า Product ถ้าเว็บเราเกี่ยวกับ "บทความ" เราก็จะใช้ศัพท์ว่า Article เป็นต้น

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

เอาล่ะ! หลังจากที่เราเข้าใจพื้นฐานกันแล้ว คราวนี้เรามาดูวิธีใช้งาน Structured Data Schema กันบ้างนะ เริ่มต้นจากอะไรดี?

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

1. เลือก Schema ที่เหมาะสม

ขั้นตอนแรกคือการเลือก Schema ที่เหมาะสมกับเนื้อหาในเว็บของเรา ถ้าเว็บเราเป็นร้านขายของ เราก็ต้องเลือก Schema ที่เกี่ยวกับ Product ถ้าเว็บเราเป็น Blog ก็ต้องเลือก Schema ที่เกี่ยวกับ Article

เราสามารถเข้าไปดู Schema ต่างๆ ได้ที่ Schema.org แล้วเลือก Schema ที่ตรงกับเนื้อหาของเรามากที่สุด

2. สร้าง JSON-LD

หลังจากที่เราเลือก Schema ได้แล้ว เราก็ต้องสร้าง JSON-LD เพื่อใส่ข้อมูลลงไป ลองดูตัวอย่าง JSON-LD สำหรับบทความ:


{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "Article",
  "headline": "5 Tips to Improve Your SEO",
  "description": "Learn how to improve your website's SEO with these simple tips.",
  "image": "https://example.com/seo-image.jpg",
  "datePublished": "2023-10-27",
  "author": {
    "@type": "Person",
    "name": "Jane Doe"
  },
  "publisher": {
    "@type": "Organization",
    "name": "Example.com",
    "logo": {
      "@type": "ImageObject",
      "url": "https://example.com/logo.jpg"
    }
  }
}

ในโค้ดข้างบน เราใส่ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับบทความ เช่น หัวข้อ รายละเอียด รูปภาพ วันที่เผยแพร่ ผู้เขียน และผู้เผยแพร่

สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องใส่ข้อมูลให้ครบถ้วนและถูกต้องที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะ Google จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการจัดอันดับเว็บของเรา

3. ติดตั้ง JSON-LD ในเว็บ

หลังจากที่เราสร้าง JSON-LD เสร็จแล้ว เราก็ต้องเอาไปใส่ในเว็บของเรา วิธีการง่ายที่สุดคือการใส่ JSON-LD ลงในแท็ก <script> ในส่วน <head> ของหน้าเว็บ


<script type="application/ld+json">
{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "Article",
  "headline": "5 Tips to Improve Your SEO",
  "description": "Learn how to improve your website's SEO with these simple tips.",
  "image": "https://example.com/seo-image.jpg",
  "datePublished": "2023-10-27",
  "author": {
    "@type": "Person",
    "name": "Jane Doe"
  },
  "publisher": {
    "@type": "Organization",
    "name": "Example.com",
    "logo": {
      "@type": "ImageObject",
      "url": "https://example.com/logo.jpg"
    }
  }
}
</script>

แค่ใส่โค้ดนี้ลงไป Google ก็จะสามารถอ่าน Structured Data Schema ของเราได้แล้ว

อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้ Plugin SEO ต่างๆ เช่น Yoast SEO หรือ Rank Math ซึ่งจะช่วยให้เราสร้างและจัดการ Structured Data Schema ได้ง่ายขึ้น

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น

นอกจาก Structured Data Schema แล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ อีกที่เราสามารถใช้เพื่อปรับปรุง SEO ของเว็บเราได้ แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

วิธี ข้อดี ข้อเสีย
Structured Data Schema ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น, เพิ่มโอกาสในการแสดงผล Rich Snippets ต้องใช้ความรู้ด้าน Technical บ้าง
Meta Tags ง่ายต่อการใช้งาน Google ให้ความสำคัญน้อยลง
Sitemap ช่วยให้ Google ค้นหาและจัดทำดัชนีหน้าเว็บได้ง่ายขึ้น ไม่ได้ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหา
เนื้อหาที่มีคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการจัดอันดับ ต้องใช้เวลาและความพยายามในการสร้าง

จากตารางข้างบน เราจะเห็นว่า Structured Data Schema มีข้อดีคือช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น และเพิ่มโอกาสในการแสดงผล Rich Snippets ซึ่งจะช่วยดึงดูดให้คนคลิกเข้ามาในเว็บเรามากขึ้น

แต่ก็ต้องยอมรับว่าการใช้งาน Structured Data Schema ต้องใช้ความรู้ด้าน Technical บ้าง แต่ไม่ต้องกังวลนะ SiamCafe Blog มีบทความดีๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเยอะเลย ลองเข้าไปอ่านกันดูได้

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่า SEO มันไม่ใช่เรื่องที่ตายตัว มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ แล้วเราจะสามารถทำให้เว็บของเราติดอันดับต้นๆ ของ Google ได้แน่นอน!

อย่าลืมติดตาม SiamCafe Blog เพื่ออัปเดตความรู้และเทคนิค SEO ใหม่ๆ นะครับ!

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย บอกเลยว่า SEO ยังไม่บูมเท่าสมัยนี้ แต่การทำให้เว็บ "เป็นมิตร" กับ Search Engine เป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่แล้ว หลักการคล้ายๆ กัน แค่ Structured Data มันช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาเรา "ง่ายขึ้น" เยอะ

จำไว้เลยว่าทำ Schema ให้ "ตรง" กับเนื้อหาที่สุด อย่าใส่ Structured Data มั่วๆ เพราะคิดว่าจะช่วยให้เว็บติดอันดับดีขึ้น Google ฉลาดกว่าที่เราคิดเยอะ ถ้าจับได้ว่าโกง มีแต่จะโดนลงโทษ

3-4 เทคนิคที่ใช้ได้จริง

1. LocalBusiness Schema สำหรับร้านค้า/ธุรกิจในพื้นที่: สมัยก่อนตอนทำ SiamCafe ผมไม่ได้ใช้ LocalBusiness Schema จริงจัง (เพราะเน้นข่าวสาร IT) แต่ถ้าเป็นร้านค้าทั่วไป เช่น ร้านอาหาร ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ iCafeForex เนี่ย ควรใส่ข้อมูลให้ครบถ้วน ทั้งชื่อร้าน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เวลาทำการ รูปภาพ แผนที่ Google Maps ยิ่งละเอียดเท่าไหร่ ยิ่งดี


<script type="application/ld+json">
{
  "@context": "https://schema.org",
  "@type": "LocalBusiness",
  "name": "iCafeForex",
  "image": "https://icafeforex.com/logo.png",
  "@id": "",
  "url": "https://icafeforex.com/",
  "telephone": "+66XXXXXXXXX",
  "address": {
    "@type": "PostalAddress",
    "streetAddress": "XXX/XX ถนน...",
    "addressLocality": "กรุงเทพฯ",
    "postalCode": "10XXX",
    "addressCountry": "TH"
  },
  "geo": {
    "@type": "GeoCoordinates",
    "latitude": XX.XXXXXX,
    "longitude": XX.XXXXXX
  },
  "openingHoursSpecification": {
    "@type": "OpeningHoursSpecification",
    "dayOfWeek": [
      "Monday",
      "Tuesday",
      "Wednesday",
      "Thursday",
      "Friday"
    ],
    "opens": "09:00",
    "closes": "17:00"
  }
}
</script>

2. Article Schema สำหรับบทความ/ข่าวสาร: อันนี้สำคัญมากสำหรับ SiamCafe Blog สมัยก่อนผมไม่ได้ใช้ Schema แต่ถ้าทำใหม่วันนี้ ผมจะใส่ Article Schema ให้ทุกบทความแน่นอน ข้อมูลที่ต้องใส่ก็เช่น ชื่อบทความ คำอธิบายสั้นๆ รูปภาพ ผู้เขียน วันที่เผยแพร่/แก้ไข

3. Product Schema สำหรับสินค้า: ถ้าขายของออนไลน์ Product Schema เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย ใส่รายละเอียดสินค้าให้ครบถ้วน ทั้งชื่อสินค้า รูปภาพ คำอธิบาย ราคา รีวิว (ถ้ามี) Availability (พร้อมส่ง/หมดสต็อก)

4. Review Schema: ถ้ามีรีวิวจากลูกค้า อย่าลืมใส่ Review Schema ด้วย จะช่วยให้ Google แสดงดาวรีวิวในผลการค้นหา ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและอัตราการคลิกได้เยอะเลย

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Schema Markup มีผลต่อ Ranking จริงหรือ?

Schema Markup ไม่ได้ "การันตี" ว่าเว็บจะติดอันดับดีขึ้น แต่ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาเว็บได้ "ง่ายขึ้น" และ "ถูกต้อง" มากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลทางอ้อมต่อ Ranking ได้ เพราะ Google จะสามารถจับคู่เนื้อหาเว็บเรากับคำค้นหาของผู้ใช้ได้แม่นยำขึ้น

ต้องใส่ Schema ทุกหน้าไหม?

ไม่จำเป็นต้องใส่ทุกหน้า ใส่เฉพาะหน้าที่ "จำเป็น" และ "เหมาะสม" กับเนื้อหาเท่านั้น เช่น หน้าบทความ หน้าสินค้า หน้า Contact Us หน้า About Us

ใช้ Tool อะไรช่วยเช็ค Schema ได้บ้าง?

Google มีเครื่องมือฟรีให้ใช้ชื่อว่า "Rich Results Test" (Search Console ก็มี) เอาไว้เช็คว่า Schema ที่เราใส่ถูกต้องหรือไม่ มีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง

ถ้าใส่ Schema ผิด จะโดนลงโทษไหม?

ถ้าใส่ Schema "มั่วๆ" หรือ "หลอกลวง" อาจโดน Google ลงโทษได้ เช่น ลดอันดับ หรือแบนเว็บออกจากผลการค้นหา

สรุป

Structured Data Schema เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากในการปรับปรุง SEO แต่ต้องใช้ให้ "เป็น" และ "เหมาะสม" อย่าใส่ข้อมูลมั่วๆ หรือคิดจะโกง Google เพราะมีแต่จะเสียมากกว่าได้ ลองศึกษา Schema ประเภทต่างๆ ให้เข้าใจ แล้วนำไปปรับใช้กับเว็บไซต์ของคุณดูครับ

อย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ที่ SiamCafe Blog นะครับ มีเรื่อง IT สนุกๆ อีกเพียบ! หรือถ้าสนใจเรื่อง Forex ลองดูที่ iCafeForex ได้เลย