Rust Programming Beginners Programming

Rust Programming Beginners

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Rust Programming Beginners คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

น้องๆ เคยได้ยินคำว่า "Rust" กันบ้างไหม? ไม่ใช่สนิมนะ! พี่หมายถึงภาษา Rust Programming ต่างหาก สมัยพี่ทำร้านเน็ตใหม่ๆ ภาษา C/C++ นี่คือพระเอก แต่พอมาถึงยุคนี้ Rust เค้ามาแรงจริงๆ

Rust มันคือภาษาโปรแกรมมิ่งที่เน้นเรื่องความปลอดภัยและความเร็ว แบบว่าเขียนโค้ดแล้วมั่นใจได้เลยว่า error น้อย แถมยังทำงานได้เร็วปรู๊ดปร๊าด เหมาะสำหรับทำระบบที่ต้องการความเสถียรสูงๆ อย่างพวก operating systems หรือ game engines นั่นแหละ

ที่สำคัญคือ Rust มันช่วยแก้ปัญหาเรื่อง memory management ที่เป็นปัญหาคลาสสิกของภาษา C/C++ ได้อย่างชาญฉลาด คือไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่อง memory leaks หรือ dangling pointers ให้ปวดหัวอีกต่อไป

ทำไม Rust ถึงสำคัญ?

ยุคนี้ security สำคัญสุดๆ น้องๆ คงได้ยินข่าวแฮกเกอร์เจาะระบบกันบ่อยๆ Rust นี่แหละคือตัวช่วย เพราะมันออกแบบมาให้ป้องกันช่องโหว่ต่างๆ ได้ดีกว่าภาษาอื่นๆ เยอะเลย

นอกจากนี้ Rust ยังเป็นภาษาที่ open source มี community ที่แข็งแกร่ง ช่วยกันพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ อนาคตสดใสแน่นอน

พื้นฐานที่ต้องรู้

Data Types

เหมือนภาษาโปรแกรมมิ่งอื่นๆ Rust ก็มี data types พื้นฐาน เช่น integer (i32, u32), floating-point number (f64), boolean (bool), และ character (char)


let x: i32 = 10; // Integer
let y: f64 = 3.14; // Floating-point
let z: bool = true; // Boolean
let c: char = 'A'; // Character

น้องๆ ลองสังเกตดูว่าเราสามารถระบุ type explicitly ได้ (เช่น i32, f64) แต่บางที Rust ก็ฉลาดพอที่จะ infer type จากค่าที่เรากำหนดให้ได้เอง

Variables and Mutability

ใน Rust, variables จะ immutable (เปลี่ยนแปลงไม่ได้) โดย default ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ช่วยให้โค้ดปลอดภัยขึ้น ถ้าต้องการให้ variable เปลี่ยนแปลงค่าได้ ต้องใส่ keyword mut เข้าไป


let x = 5; // Immutable variable
// x = 6; // Error! Cannot reassign to immutable variable

let mut y = 10; // Mutable variable
y = 20; // OK
println!("Value of y: {}", y);

สมัยพี่เขียน C/C++ นี่ชอบพลาดเรื่องนี้บ่อยมาก เพราะไม่ทันระวังว่าตัวแปรไหนควรจะเปลี่ยนค่าได้ ตัวไหนไม่ควร พอมาเจอ Rust นี่สบายใจขึ้นเยอะ เพราะมันบังคับเราตั้งแต่ compile time เลย

Control Flow (if/else, loops)

Rust ก็มี control flow statements เหมือนภาษาอื่นๆ นั่นแหละ if/else สำหรับ conditional execution และ loop, while, for สำหรับ iteration


let number = 7;

if number < 5 {
    println!("Condition was true");
} else {
    println!("Condition was false");
}

let mut counter = 0;

loop {
    counter += 1;

    if counter == 10 {
        break;
    }
}

println!("Final counter value: {}", counter);

อันนี้พื้นฐานเลย น้องๆ ต้องคล่อง control flow พวกนี้ถึงจะเขียนโปรแกรมได้

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

เริ่มต้นง่ายมาก น้องๆ แค่ไปที่ เว็บไซต์ Rust แล้วทำตามขั้นตอนการติดตั้งได้เลย เค้ามี installer ให้สำหรับทุก OS

พอติดตั้งเสร็จแล้ว เราก็จะมี command line tool ชื่อ cargo ซึ่งเป็น package manager และ build tool ของ Rust

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

สร้าง Project ใหม่

เปิด terminal แล้วพิมพ์คำสั่งนี้


cargo new hello_rust
cd hello_rust

cargo new จะสร้าง directory ชื่อ hello_rust พร้อมกับไฟล์ Cargo.toml (manifest file) และ source code ใน src/main.rs

เขียน Code

เปิดไฟล์ src/main.rs ด้วย text editor แล้วลองเขียน code ง่ายๆ


fn main() {
    println!("Hello, Rust!");
}

fn main() คือ function ที่จะถูก execute เมื่อโปรแกรมเริ่มทำงาน println! คือ macro สำหรับพิมพ์ข้อความออกทาง console

Build และ Run

กลับไปที่ terminal แล้วพิมพ์


cargo run

cargo run จะ compile code และ execute โปรแกรม เราก็จะเห็นข้อความ "Hello, Rust!" ปรากฏบน console

Package Management

Rust ใช้ Cargo.toml ในการจัดการ dependencies ถ้าเราต้องการใช้ library เพิ่มเติม ก็แค่เพิ่ม dependency ในไฟล์นี้ แล้ว cargo จะจัดการ download และ build ให้เอง

ตัวอย่างการเพิ่ม dependency ใน Cargo.toml


[dependencies]
rand = "0.8"

หลังจากนั้นก็ run cargo build เพื่อ download dependency

สมัยพี่ทำร้านเน็ตนี่ต้องมานั่ง install library เอง manually เหนื่อยมาก ยุคนี้สบายกว่าเยอะ

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับRust Programming Beginners:

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น

Rust ไม่ใช่ภาษาโปรแกรมมิ่งเดียวที่มีอยู่ในโลกนี้ น้องๆ อาจจะคุ้นเคยกับภาษาอื่นๆ อย่าง C++, Go, Java, หรือ Python แต่ละภาษาก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไป

C++: ภาษาเก่าแก่ที่ performance สูง แต่ memory management ยาก

Go: ภาษาที่ Google สร้างขึ้นมา เน้น concurrency และ scalability

Java: ภาษาที่ platform independent ทำงานได้บนหลาย OS

Python: ภาษาที่ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับ scripting และ data science

Language Pros Cons
Rust Memory safety, high performance, modern features Steeper learning curve, compile time can be slow
C++ High performance, mature ecosystem Complex memory management, security vulnerabilities
Go Concurrency, fast compile time, simple syntax Less expressive than Rust, garbage collection
Java Platform independent, large ecosystem Garbage collection, can be verbose
Python Easy to learn, large community, versatile Slower performance, dynamic typing

Rust เหมาะสำหรับ project ที่ต้องการความปลอดภัยและความเร็วสูง แต่ถ้า project ไม่ได้ซีเรียสเรื่อง performance มากนัก ภาษาอื่นๆ อาจจะเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า

สุดท้ายนี้ พี่อยากให้น้องๆ ลองศึกษา Rust ดู เพราะมันเป็นภาษาที่มีอนาคต และจะช่วยให้เราเขียนโปรแกรมได้ดีขึ้นเยอะเลย ถ้าสนใจเรื่อง programming เพิ่มเติม แวะมาดูที่ SiamCafe Blog ได้นะ

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

น้องๆ ที่เริ่มเขียน Rust ฟังทางนี้! สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย นอกจากดูแลเครื่องลูกข่ายแล้ว ก็ต้องเขียนโปรแกรมเล็กๆ น้อยๆ ช่วยงานในร้านด้วย สมัยนั้นไม่มี Rust หรอก มีแต่ C, Pascal, VB แต่หลักการมันคล้ายๆ กัน คือต้องเน้นให้โปรแกรมมันเสถียร และทำงานได้จริง

Rust เนี่ยมันดีตรงที่บังคับให้เราเขียนโค้ดที่ปลอดภัยตั้งแต่แรก ทำให้โอกาสเกิด bug ลดลงเยอะ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความที่มันเรียนรู้ยากนิดนึง แต่ไม่ต้องกลัว! เดี๋ยวพี่บอมจะบอกเคล็ดลับให้

3-4 เทคนิคที่ใช้ได้จริง

1. Embrace the Borrow Checker: เข้าใจแล้วชีวิตดีขึ้นเยอะ

Borrow checker เนี่ยแหละคือหัวใจของ Rust ที่ทำให้มันปลอดภัย แต่ก็เป็นตัวที่ทำให้น้องๆ หลายคนปวดหัวไปตามๆ กัน สมัยผมเขียน C เนี่ย เจอปัญหา memory leak บ่อยมาก ต้องมานั่งไล่แก้กันหัวแตก แต่ Rust มันช่วยป้องกันปัญหาพวกนี้ตั้งแต่ compile time เลย

ลองคิดภาพว่า borrow checker คือตำรวจจราจรที่คอยควบคุมการเข้าถึงข้อมูลของเรา ใครจะแก้ไขข้อมูล ต้องได้รับอนุญาตก่อน และต้องมั่นใจว่าไม่มีใครกำลังใช้งานข้อมูลนั้นอยู่ มันอาจจะดูยุ่งยาก แต่สุดท้ายแล้วมันช่วยป้องกันอุบัติเหตุได้เยอะ

2. Use Cargo Features: แบ่งส่วนย่อย ลดขนาด binary

Cargo features เนี่ย เป็นอะไรที่เจ๋งมาก น้องๆ ลองนึกภาพว่า เรามีโปรแกรมที่ทำงานได้หลายอย่าง แต่เราไม่อยากให้ผู้ใช้ต้องดาวน์โหลดทุกอย่างพร้อมกันหมด Cargo features ช่วยให้เราแบ่งฟังก์ชันการทำงานออกเป็นส่วนๆ แล้วให้ผู้ใช้เลือกดาวน์โหลดเฉพาะส่วนที่ต้องการได้

ยกตัวอย่างเช่น เรามีโปรแกรมที่สามารถอ่านไฟล์ได้หลายแบบ ทั้ง CSV, JSON, XML เราก็สามารถสร้าง features สำหรับแต่ละ format ได้ แล้วให้ผู้ใช้เลือก install เฉพาะ format ที่ตัวเองต้องการใช้

[features]
csv = ["csv-crate"]
json = ["serde_json"]
xml = ["xml-rs"]

3. Error Handling: Result vs Panic

Error handling ใน Rust เนี่ยสำคัญมาก เพราะ Rust บังคับให้เราจัดการกับ error ทุกรูปแบบ ไม่เหมือนภาษาอื่นที่อาจจะปล่อยให้ error มัน propagate ไปเรื่อยๆ จนโปรแกรม crash

Rust มีสองวิธีหลักๆ ในการจัดการกับ error คือ Result และ panic Result ใช้สำหรับ error ที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้นได้ เช่น ไฟล์หาย หรือ network timeout ส่วน panic ใช้สำหรับ error ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เช่น index out of bounds หรือ memory corruption

สมัยผมเขียนโปรแกรมในร้านเน็ต ถ้าเจอปัญหา network timeout ผมจะใช้ Result เพื่อ retry การเชื่อมต่อใหม่ แต่ถ้าเจอปัญหา memory corruption ผมจะใช้ panic เพื่อให้โปรแกรมหยุดทำงานทันที เพราะมันอันตรายเกินไปที่จะปล่อยให้โปรแกรมทำงานต่อไป

4. Testing: เขียน Test ตั้งแต่เนิ่นๆ

การเขียน test เนี่ยสำคัญมาก น้องๆ หลายคนอาจจะมองข้ามไป แต่ผมขอบอกเลยว่า มันช่วยประหยัดเวลาในระยะยาวได้เยอะมาก

Rust มี module testing ที่ built-in มาให้เลย ใช้งานง่ายมากๆ น้องๆ สามารถเขียน test เพื่อตรวจสอบว่า ฟังก์ชันต่างๆ ทำงานได้อย่างถูกต้องตามที่คาดหวังไว้

#[cfg(test)]
mod tests {
    #[test]
    fn it_works() {
        let result = 2 + 2;
        assert_eq!(result, 4);
    }
}

สมัยผมทำร้านเน็ต ผมจะเขียน test สำหรับฟังก์ชันที่สำคัญๆ เสมอ เช่น ฟังก์ชันที่ใช้ตรวจสอบ license key หรือฟังก์ชันที่ใช้จัดการกับฐานข้อมูล เพราะถ้าฟังก์ชันพวกนี้มี bug มันจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานจำนวนมาก

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Rust ยากจริงไหม?

Rust มันยากในช่วงแรกๆ ครับ เพราะมันมี concept ใหม่ๆ เยอะแยะ แต่พอเข้าใจหลักการแล้ว มันจะง่ายขึ้นเยอะ ผมว่ามันเหมือนกับการหัดขี่จักรยานนั่นแหละ ช่วงแรกๆ อาจจะล้มบ้าง เจ็บบ้าง แต่พอขี่เป็นแล้ว มันก็สนุกมากๆ

Rust เหมาะกับงานแบบไหน?

Rust เหมาะกับงานที่ต้องการความเร็วและความปลอดภัยสูงๆ เช่น ระบบปฏิบัติการ, embedded systems, game development, web assembly และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ก็สามารถใช้เขียนโปรแกรมทั่วไปได้เหมือนกันครับ

Rust จะมาแทนที่ C++ ได้ไหม?

ผมว่า Rust มีโอกาสที่จะมาแทนที่ C++ ได้ในหลายๆ ด้าน เพราะมันมีความปลอดภัยกว่า และมี memory management ที่ดีกว่า แต่ C++ ก็ยังมีข้อดีของมันอยู่ เช่น มี library เยอะกว่า และมี ecosystem ที่ใหญ่กว่า ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละโปรเจกต์ครับ

เริ่มเรียน Rust จากตรงไหนดี?

แนะนำให้เริ่มจาก The Rust Programming Language book ครับ มันเป็นหนังสือที่ดีมากๆ อธิบาย concept ต่างๆ ได้ละเอียด และมีตัวอย่างให้ลองทำเยอะแยะ นอกจากนี้ก็ลองดู SiamCafe Blog ด้วยนะ เผื่อมีอะไรดีๆ

สรุป

Rust เป็นภาษาที่น่าสนใจมากๆ ครับ ถึงแม้ว่ามันจะเรียนรู้ยากนิดนึง แต่ถ้าเราตั้งใจจริง เราก็จะสามารถเขียนโปรแกรมที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงได้ น้องๆ ที่สนใจ programming ลองศึกษา Rust ดูนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

และอย่าลืมแวะไปดู iCafeForex ด้วยนะ!