Rpa Guide — คู่มือฉบับสมบูรณ์ IT General

Rpa Guide — คู่มือฉบับสมบูรณ์

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

RPA Guide — คู่มือฉบับสมบูรณ์: เริ่มต้นง่ายๆ สไตล์พี่บอม SiamCafe

น้องๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า RPA (Robotic Process Automation) มาบ้างแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทำงานยังไง แล้วมันจะมาช่วยเราทำงานได้จริงเหรอ? สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ถ้ามี RPA นี่ชีวิตคงง่ายขึ้นเยอะ! ไม่ต้องมานั่งเฝ้าหน้าเคาน์เตอร์ทั้งวันทั้งคืน คอยเติมชั่วโมง คอยตอบคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ น่าเบื่อจะตาย

RPA เนี่ย มันก็คือการใช้ซอฟต์แวร์หรือบอทมาช่วยทำงานซ้ำๆ ที่เราต้องทำทุกวันนั่นแหละ คิดง่ายๆ เหมือนมีลูกน้องดิจิทัลที่ขยันขันแข็ง ไม่บ่น ไม่ลา ไม่ป่วย ทำงาน 24 ชั่วโมงไม่มีพัก! ผมเคยเจอเคสลูกค้าบริษัทใหญ่ ที่ต้องใช้พนักงาน 5 คน มานั่งคีย์ข้อมูลจาก Excel เข้าโปรแกรมบัญชีทุกวัน พอใช้ RPA ลดคนเหลือคนเดียว แถมข้อมูลยังแม่นยำกว่าเดิมเยอะเลย

บทความนี้พี่จะมาเล่าประสบการณ์ตรงแบบหมดเปลือก ตั้งแต่ RPA คืออะไร ทำไมต้องใช้ เลือกเครื่องมือยังไง ไปจนถึงการเขียนสคริปต์ง่ายๆ ให้บอททำงานได้จริง รับรองว่าอ่านจบแล้วน้องๆ จะเข้าใจ RPA มากขึ้นเยอะ แล้วเอาไปประยุกต์ใช้กับงานของตัวเองได้แน่นอน

RPA คืออะไร? ทำไมต้องใช้?

RPA (Robotic Process Automation) คือเทคโนโลยีที่ใช้ซอฟต์แวร์หรือ "บอท" ในการจำลองการทำงานของมนุษย์บนคอมพิวเตอร์ โดยบอทเหล่านี้สามารถทำงานซ้ำๆ ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น การคัดลอกข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การกรอกแบบฟอร์ม การส่งอีเมล หรือแม้แต่การเข้าสู่ระบบและดึงข้อมูลจากเว็บไซต์

ทำไมต้องใช้ RPA? เหตุผลหลักๆ เลยคือมันช่วยลดภาระงานที่น่าเบื่อและซ้ำซากให้กับพนักงาน ทำให้พนักงานมีเวลาไปทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจมากขึ้น นอกจากนี้ RPA ยังช่วยลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานของมนุษย์ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมขององค์กร

สมัยก่อน ตอนผมทำร้านเน็ต SiamCafe ถ้ามี RPA คงเอามาใช้กรอกข้อมูลสมาชิกใหม่ เก็บข้อมูลการใช้งานของลูกค้า หรือแม้แต่จัดการเรื่องสต็อกสินค้าได้สบายๆ ไม่ต้องมานั่งทำเองให้เมื่อยตุ้ม

RPA ช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร?

RPA ช่วยลดต้นทุนได้หลายทางครับ อย่างแรกคือ ลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน เพราะบอทสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด และไม่ต้องจ่ายเงินเดือนหรือสวัสดิการใดๆ ให้ นอกจากนี้ RPA ยังช่วยลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานของมนุษย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในภายหลัง

ยกตัวอย่างเคสที่ผมเคยทำ ตอนติดตั้งระบบ RPA ให้กับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง พบว่า RPA ช่วยลดเวลาในการประมวลผลเคลมประกันจาก 2 วัน เหลือเพียง 2 ชั่วโมง! นั่นหมายถึงประหยัดค่าแรงพนักงานไปได้เยอะ แถมยังทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ RPA ยังช่วยลดต้นทุนด้านอื่นๆ เช่น ค่ากระดาษ ค่าหมึกพิมพ์ ค่าจัดเก็บเอกสาร เพราะ RPA สามารถทำงานแบบ Paperless ได้อย่างสมบูรณ์

RPA เหมาะกับงานแบบไหน?

RPA เหมาะกับงานที่มีลักษณะดังนี้ครับ:

ตัวอย่างงานที่ RPA สามารถนำไปใช้ได้:

เลือกเครื่องมือ RPA: ตัวไหนเหมาะกับเรา?

ในตลาดมีเครื่องมือ RPA ให้เลือกใช้มากมาย แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป การเลือกเครื่องมือที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

เครื่องมือ RPA หลักๆ ที่นิยมใช้กันมีดังนี้:

ตอนผมติดตั้ง RPA ให้ลูกค้า ผมจะพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น งบประมาณ ความซับซ้อนของงาน ความเชี่ยวชาญของทีมงาน และความต้องการขององค์กร

ตารางเปรียบเทียบเครื่องมือ RPA ยอดนิยม

เครื่องมือ ข้อดี ข้อเสีย เหมาะสำหรับ
UiPath ใช้งานง่าย, Community ใหญ่, มี Free Edition ราคาค่อนข้างสูงสำหรับ Enterprise ธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
Automation Anywhere ฟีเจอร์ครบครัน, เหมาะสำหรับ Enterprise ใช้งานยากกว่า, ราคาแพง ธุรกิจขนาดใหญ่
Blue Prism ความปลอดภัยสูง, น่าเชื่อถือ ใช้งานยากที่สุด, ราคาแพงที่สุด องค์กรขนาดใหญ่ที่เน้นความปลอดภัย
Power Automate Integrate กับ Microsoft 365 ได้ดี, ราคาไม่แพง ฟีเจอร์จำกัด องค์กรที่ใช้ Microsoft 365 เป็นหลัก

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเลือกเครื่องมือ

ก่อนตัดสินใจเลือกเครื่องมือ RPA น้องๆ ควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้:

อย่าลืมว่าไม่มีเครื่องมือ RPA ตัวไหนที่ "ดีที่สุด" สำหรับทุกคน สิ่งสำคัญคือต้องเลือกเครื่องมือที่ "เหมาะสมที่สุด" สำหรับองค์กรของเรา

เริ่มต้นเขียนสคริปต์ RPA ง่ายๆ

หลังจากที่เราเลือกเครื่องมือ RPA ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเขียนสคริปต์เพื่อให้บอททำงานตามที่เราต้องการ สคริปต์ RPA มักจะเรียกว่า "Workflow" หรือ "Process" แล้วแต่เครื่องมือที่เราใช้

ผมจะยกตัวอย่างการเขียนสคริปต์ง่ายๆ โดยใช้ UiPath ในการดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ SiamCafe Blog แล้วบันทึกข้อมูลลงใน Excel

ขั้นตอนที่ 1: ติดตั้ง UiPath Studio

ดาวน์โหลดและติดตั้ง UiPath Studio จากเว็บไซต์ UiPath (https://www.uipath.com/)

ขั้นตอนที่ 2: สร้าง Project ใหม่

เปิด UiPath Studio แล้วสร้าง Project ใหม่ เลือกประเภท Project เป็น "Blank"

ขั้นตอนที่ 3: เพิ่ม Activity "Open Browser"

ในหน้า Workflow ให้ค้นหา Activity ชื่อ "Open Browser" แล้วลากมาวางใน Workflow จากนั้นกำหนด URL ของเว็บไซต์ SiamCafe Blog ใน Property ของ Activity นี้

ขั้นตอนที่ 4: เพิ่ม Activity "Get Text"

ค้นหา Activity ชื่อ "Get Text" แล้วลากมาวางใน Workflow จากนั้นใช้ "Indicate element inside browser" เพื่อเลือกส่วนของเว็บไซต์ที่เราต้องการดึงข้อมูล เช่น หัวข้อข่าว

ขั้นตอนที่ 5: เพิ่ม Activity "Write Range"

ค้นหา Activity ชื่อ "Write Range" แล้วลากมาวางใน Workflow จากนั้นกำหนด Path ของไฟล์ Excel ที่เราต้องการบันทึกข้อมูล และกำหนด Range ที่ต้องการเขียนข้อมูล

ขั้นตอนที่ 6: Run Workflow

กดปุ่ม "Run" เพื่อรัน Workflow บอทจะเปิด Browser ไปที่ SiamCafe Blog ดึงข้อมูลหัวข้อข่าว แล้วบันทึกลงใน Excel

ตัวอย่าง Code (UiPath):


<Sequence DisplayName="Main Sequence">
  <ui:OpenBrowser BrowserType="Chrome" DisplayName="Open Browser" Url="https://siamcafe.net/blog/">
    <ui:GetValue DisplayName="Get Text">
      <ui:GetValue.Target>
        <ui:Target Element="{x:Null}" Selector="<webctrl aaname='SiamCafe Blog' tag='H2' />" WaitForReady="COMPLETE" />
      </ui:GetValue.Target>
    </ui:GetValue>
    <ui:WriteRange StartingCell="A1" DataTable="[dt_data]" DisplayName="Write Range" SheetName="Sheet1" WorkbookPath="output.xlsx" />
  </ui:OpenBrowser>
</Sequence>

โค้ดนี้เป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆ น้องๆ สามารถปรับปรุงและต่อยอดได้ตามความต้องการ

เคล็ดลับในการเขียนสคริปต์ RPA

เพื่อให้การเขียนสคริปต์ RPA เป็นไปอย่างราบรื่น ผมมีเคล็ดลับมาฝาก:

RPA กับอนาคตของงาน

RPA กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกของการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนอาจกังวลว่า RPA จะเข้ามาแย่งงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว RPA จะช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผมมองว่า RPA จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบงานมากกว่าที่จะเข้ามาแย่งงาน งานที่ซ้ำซากและน่าเบื่อจะถูกแทนที่ด้วย RPA ทำให้เรามีเวลาไปทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจมากขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงานในยุคดิจิทัล เช่น ทักษะด้าน Data Analysis, ทักษะด้าน AI และทักษะด้าน RPA นั่นเอง

ผมเชื่อว่า RPA จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในโลกของการทำงานในอนาคต

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับRpa Guide — คู่มือฉบับสมบูรณ์:

วิธีใช้งานจริง / ขั้นตอน Step-by-step

1. วางแผน Workflow ให้ชัดเจน

ก่อนจะเริ่มเขียน RPA script จริงจัง สิ่งแรกที่ต้องทำคือ "วางแผน" ครับ! สมัยผมทำร้านเน็ต (SiamCafe) สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนผังร้าน, จำนวนเครื่อง, การเดินสาย LAN, ระบบคิดเงิน... RPA ก็เหมือนกัน!

ลองนึกภาพขั้นตอนการทำงานที่ต้องการทำให้เป็นอัตโนมัติออกมาเป็น Flowchart ง่ายๆ ก่อนครับ เช่น "ล็อกอินเว็บ -> กรอกข้อมูล -> กด Submit -> บันทึกผลลัพธ์" ยิ่ง Flowchart ละเอียดเท่าไหร่ โอกาสที่จะเจอปัญหาตอนเขียน script ก็จะน้อยลงเท่านั้น

ตัวอย่าง: สมมติว่าเราต้องการดึงข้อมูลราคาทองคำจากเว็บ iCafeForex ทุกๆ 1 ชั่วโมง แล้วบันทึกลงใน Excel file

  1. เปิด Browser ไปที่หน้าเว็บราคาทองคำ
  2. ดึงข้อมูลราคา Bid และ Ask
  3. สร้าง Excel file ใหม่
  4. เขียนข้อมูล Bid และ Ask ลงใน Excel file
  5. บันทึก Excel file
  6. ปิด Browser
  7. รอ 1 ชั่วโมง แล้ววนกลับไปทำข้อ 1 ใหม่

2. เลือก Tool ให้เหมาะสม

RPA tool มีให้เลือกเยอะมากครับ แต่ละตัวก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไป ตอนผมติดตั้งระบบ Network ให้ลูกค้า ผมจะเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับ Requirement ของลูกค้าแต่ละรายไป RPA tool ก็เหมือนกันครับ ต้องเลือกให้เหมาะกับงานที่เราจะทำ

ถ้างานไม่ซับซ้อนมาก เช่น แค่ดึงข้อมูลจากเว็บแล้วใส่ใน Excel, Open Source tool อย่าง Selenium หรือ Robocorp ก็เพียงพอแล้วครับ แต่ถ้างานซับซ้อนมากๆ มีเงื่อนไขเยอะ ต้อง Interact กับหลาย Application, Enterprise-grade tool อย่าง UiPath หรือ Automation Anywhere อาจจะตอบโจทย์มากกว่า

คำแนะนำ: ลองศึกษา Free trial ของ tool หลายๆ ตัว แล้วลองทำ Proof-of-Concept ดูก่อนครับ ว่า tool ตัวไหนตอบโจทย์เรามากที่สุด

3. เขียน Script อย่างระมัดระวัง

การเขียน RPA script ก็เหมือนกับการเขียนโปรแกรมทั่วไปครับ ต้องใส่ใจในรายละเอียด ผมเคยเจอเคสที่ลูกค้าเขียน script ดึงข้อมูลจากเว็บ แล้วเว็บเปลี่ยน Layout นิดเดียว Script ก็พังเลย!

เคล็ดลับ:

ตัวอย่าง Code (Python + Selenium):


from selenium import webdriver
from selenium.webdriver.common.by import By
import time
import openpyxl

# กำหนด URL ของเว็บราคาทองคำ
url = "https://www.goldtraders.or.th/"

# สร้าง WebDriver (ในตัวอย่างนี้ใช้ Chrome)
driver = webdriver.Chrome()

# เปิด Browser ไปที่ URL
driver.get(url)

# รอ 5 วินาที (เพื่อให้เว็บโหลดข้อมูล)
time.sleep(5)

# ดึงข้อมูลราคา Bid (ราคารับซื้อ)
bid_price = driver.find_element(By.XPATH, "//table[@id='GoldPrice']/tbody/tr[2]/td[2]").text

# ดึงข้อมูลราคา Ask (ราคาขาย)
ask_price = driver.find_element(By.XPATH, "//table[@id='GoldPrice']/tbody/tr[2]/td[3]").text

# ปิด Browser
driver.quit()

# สร้าง Excel workbook และ worksheet
workbook = openpyxl.Workbook()
worksheet = workbook.active

# เขียน Header
worksheet['A1'] = 'Bid Price'
worksheet['B1'] = 'Ask Price'

# เขียนข้อมูลราคา
worksheet['A2'] = bid_price
worksheet['B2'] = ask_price

# บันทึก Excel file
workbook.save("gold_price.xlsx")

print("ราคาทองคำถูกบันทึกใน gold_price.xlsx แล้ว")

4. ทดสอบ และ Monitor อย่างสม่ำเสมอ

หลังจากเขียน Script เสร็จแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ "ทดสอบ" ครับ! ลองรัน Script ในสภาพแวดล้อมต่างๆ กัน ลองใส่ Input ที่เป็นไปได้หลายๆ แบบ เพื่อดูว่า Script ทำงานได้ถูกต้องหรือไม่

นอกจากนี้ ต้อง "Monitor" Script อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่า Script ยังทำงานได้ตามปกติ ถ้า Script เกิด Error จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที ตอนผมติดตั้งระบบให้ลูกค้า ผมจะ Setup ระบบ Monitoring ไว้ตลอด ถ้า Server ล่ม หรือ Network มีปัญหา ผมจะรู้ตัวทันที

คำแนะนำ: ใช้ Tools ที่ช่วยในการ Monitoring เช่น Prometheus หรือ Grafana เพื่อ Monitor Performance ของ Script และ Alert เมื่อเกิด Error

ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้

1. Webpage Structure เปลี่ยน

ปัญหา: เว็บไซต์ที่เราต้องการดึงข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลง Layout หรือ Element ID ทำให้ Script ที่เราเขียนไว้ก่อนหน้านี้ไม่ทำงาน

วิธีแก้: ผมเคยเจอเคสนี้ตอนทำโปรเจคดึงข้อมูลจากเว็บ E-commerce วิธีแก้คือ ต้องปรับ Script ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของ Webpage Structure อาจจะต้องใช้เทคนิค XPath ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น หรือใช้ AI-powered tools ที่สามารถ Detect การเปลี่ยนแปลงของ Webpage Structure ได้อัตโนมัติ

ตัวอย่าง: แทนที่จะใช้ XPath แบบตายตัว เช่น //table[@id='GoldPrice']/tbody/tr[2]/td[2] อาจจะใช้ XPath แบบ Relative แทน เช่น //td[contains(text(), 'ราคารับซื้อ')]/following-sibling::td

2. Session Timeout

ปัญหา: Script ต้อง Login เข้าสู่ระบบก่อนถึงจะดึงข้อมูลได้ แต่ Session หมดอายุระหว่างที่ Script กำลังทำงานอยู่

วิธีแก้: ต้องใส่ Logic ใน Script เพื่อ Re-login เข้าสู่ระบบเมื่อ Session หมดอายุ อาจจะต้องใช้ API ของเว็บไซต์ (ถ้ามี) หรือใช้ Selenium เพื่อ Simulate การ Login แบบ Manual

ตัวอย่าง:


try:
    # ดึงข้อมูลที่ต้องการ
    data = driver.find_element(By.ID, "data").text
except:
    # ถ้าเกิด Exception แสดงว่า Session อาจจะหมดอายุ
    print("Session หมดอายุ กำลัง Re-login...")
    # Login อีกครั้ง
    driver.get("https://example.com/login")
    driver.find_element(By.ID, "username").send_keys("your_username")
    driver.find_element(By.ID, "password").send_keys("your_password")
    driver.find_element(By.ID, "submit").click()
    # ดึงข้อมูลอีกครั้ง
    data = driver.find_element(By.ID, "data").text

3. CAPTCHA

ปัญหา: เว็บไซต์ใช้ CAPTCHA เพื่อป้องกัน Bot ทำให้ Script ไม่สามารถทำงานได้

วิธีแก้: อันนี้เป็นปัญหาที่แก้ค่อนข้างยากครับ เพราะ CAPTCHA ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกัน Bot โดยเฉพาะ วิธีที่พอจะทำได้คือ ใช้ CAPTCHA solving service เช่น 2Captcha หรือ Anti-Captcha แต่ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย

คำแนะนำ: ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ พยายามหลีกเลี่ยงการดึงข้อมูลจากเว็บไซต์ที่มี CAPTCHA ครับ หรือลองติดต่อเจ้าของเว็บไซต์เพื่อขอ API ที่ไม่มี CAPTCHA (ถ้าเป็นไปได้)

Best Practices จากประสบการณ์ 28 ปี

วางแผนให้ละเอียดก่อนลงมือทำ

สมัยผมทำร้านเน็ตเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว เรื่องวางแผนนี่สำคัญสุดๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทุนนะ แต่รวมถึงการเลือกทำเล, การออกแบบร้าน, สเปคเครื่อง, โปรแกรมที่จะใช้ ทุกอย่างต้องคิดให้รอบคอบ ไม่งั้นเจ๊ง! RPA ก็เหมือนกัน ถ้าไม่วางแผนให้ดีว่าจะเอาไป Automate งานอะไร, Workflow เป็นยังไง, ข้อมูลที่จะใช้มาจากไหน รับรองว่าทำไปก็เสียเวลาเปล่า แถมอาจจะแย่กว่าเดิมอีก

ผมเคยเจอเคสตอนติดตั้งระบบให้ลูกค้าบริษัทขนส่ง เค้าอยากทำ RPA เพื่อดึงข้อมูลจาก Tracking Website มาใส่ใน Excel สรุปรายงาน ปรากฏว่าพอเริ่มทำจริงๆ Workflow มันซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะมาก ต้อง Login เข้าหลายหน้า, Click หลายปุ่ม, แถมบางที Website ก็เปลี่ยน Layout อีก ทำให้ Bot ทำงานผิดพลาด สุดท้ายต้องมาแก้กันวุ่นวาย เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา

ดังนั้น ก่อนเริ่มทำ RPA จริงจัง ลองทำ Proof of Concept (POC) เล็กๆ ก่อนก็ได้ครับ เลือก Task ที่ไม่ซับซ้อนมาก มาลอง Automate ดู เพื่อดูว่า RPA เหมาะกับงานนั้นจริงรึเปล่า แล้วค่อยขยายไป Task อื่นๆ ที่ใหญ่ขึ้น

เลือก Tool ให้เหมาะสมกับงาน

Tool ในตลาด RPA มีให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่ Open Source ยัน Commercial ตัวแพงๆ แต่ละตัวก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไป การเลือก Tool ที่เหมาะสมกับงานจึงสำคัญมาก ไม่ใช่ว่า Tool แพงๆ จะดีเสมอไปนะ

ผมเคยใช้ UiPath มาหลายปี บอกเลยว่ามัน Powerful จริง แต่ก็ค่อนข้างซับซ้อน ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน เหมาะกับงานที่ซับซ้อนมากๆ ถ้างานไม่ซับซ้อนมาก อาจจะลองดูพวก Automation Anywhere หรือ Blue Prism ก็ได้ หรือถ้าอยากลองของฟรี ลองเล่น Robotic Process Automation (RPA) Framework ของ Python ก็ได้นะ แต่ต้องเขียน Code เองหน่อย

# ตัวอย่าง Code Python ดึงข้อมูลจาก Website ด้วย Beautiful Soup
import requests
from bs4 import BeautifulSoup

url = "https://example.com"
response = requests.get(url)
soup = BeautifulSoup(response.content, "html.parser")

title = soup.find("title").text
print(title)

ตอนเลือก Tool อย่าลืมดูเรื่อง License ด้วยนะ บาง Tool คิด License ตามจำนวน Bot, บาง Tool คิดตามจำนวน User, บาง Tool คิดตาม CPU Core เลือกแบบที่คุ้มค่ากับเราที่สุด

Security ต้องมาอันดับหนึ่ง

เรื่อง Security นี่สำคัญสุดๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบอะไรก็ตาม RPA ก็เช่นกัน เพราะ Bot มันจะทำงานแทนเรา ทำทุกอย่างที่เราทำได้ ดังนั้นถ้า Bot โดน Hack ก็เหมือนเราโดน Hack ทั้งตัว

สมัยผมทำร้านเน็ต เคยโดน Hack เพราะ Password ง่ายเกินไป Hackers เข้ามาเปลี่ยนหน้า Homepage, ขโมย Account Game, ป่วน Server สนุกเลย เข็ดจนตาย! RPA ก็เหมือนกัน อย่าใช้ Password ง่ายๆ เด็ดขาด, เปิด Multi-Factor Authentication (MFA) ด้วย, และที่สำคัญที่สุดคือ Monitor Log อย่างสม่ำเสมอ ดูว่ามีอะไรผิดปกติรึเปล่า

ตอนผมติดตั้งระบบให้ลูกค้าธนาคาร เค้ามี Policy Security ที่เข้มงวดมาก ทุกครั้งที่ Bot จะเข้าถึงข้อมูล Sensitive จะต้องมีการ Approve จาก Human ก่อน, ข้อมูลทุกอย่างที่ Bot ใช้งานจะต้อง Encrypt, และ Log ทุก Activity ของ Bot จะต้องเก็บไว้ Audit ย้อนหลังได้

อย่าลืมเรื่อง Compliance ด้วยนะ ถ้า RPA ของเราทำงานกับข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า เราต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย PDPA ด้วย

Monitor และ Maintain อย่างสม่ำเสมอ

RPA ไม่ใช่แค่ทำเสร็จแล้วจบกันนะ ต้อง Monitor และ Maintain อย่างสม่ำเสมอด้วย เพราะระบบมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Website เปลี่ยน Layout, API เปลี่ยน Version, Server ล่ม ฯลฯ ถ้าไม่ Monitor Bot ก็จะทำงานผิดพลาด หรือหยุดทำงานไปเลย

ผมใช้ Zabbix มา X ปี บอกเลยว่ามันช่วยชีวิตผมไว้เยอะมาก มันช่วย Monitor ทุกอย่างในระบบ Server, Network, Application, แม้กระทั่ง Bot RPA ถ้า Bot ทำงานผิดพลาด หรือหยุดทำงาน Zabbix จะแจ้งเตือนให้ผมรู้ทันที

# ตัวอย่าง Zabbix Trigger ตรวจสอบว่า Bot ทำงานผิดพลาด
{Template App Zabbix Agent:log[/var/log/rpa.log,"ERROR"].str(error message)}=1

อย่าลืมทำ Version Control Code RPA ด้วยนะ ผมแนะนำให้ใช้ Git เก็บ Code ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถ Rollback กลับไป Version ก่อนหน้าได้ง่ายๆ ถ้ามีปัญหา

Documentation is KEY!

Document ทุกอย่าง! Code, Configuration, Workflow, Diagram ทุกอย่างต้องมี Document อธิบายให้ละเอียด เพราะถ้าวันนึงคนทำ RPA ลาออกไป แล้วไม่มี Document อะไรเลย คนที่มาทำต่อจะงงเป็นไก่ตาแตก

สมัยผมทำร้านเน็ต ผมจะจดทุกอย่างไว้ในสมุด ตั้งแต่ IP Address ของแต่ละเครื่อง, Password Router, วิธีแก้ปัญหาต่างๆ ปรากฏว่าสมุดหาย! งานเข้าเลย ต้องมานั่งไล่ Config ใหม่ทั้งหมด เสียเวลาไปหลายวัน

RPA ก็เหมือนกัน ทำ Document ให้ดี จะช่วยประหยัดเวลาในอนาคตได้เยอะมาก ผมแนะนำให้ใช้ Confluence หรือ Wiki อื่นๆ ในการเก็บ Document จะได้ Search ได้ง่ายๆ

FAQ คำถามที่พบบ่อย

RPA เหมาะกับงานประเภทไหน?

RPA เหมาะกับงานที่ทำซ้ำๆ, มี Rule ชัดเจน, และใช้ Computer เป็นหลัก เช่น การดึงข้อมูลจาก Website, การกรอกข้อมูลใน Form, การส่ง Email, การสร้าง Report งานพวกนี้ถ้าให้คนทำก็เสียเวลา RPA จะช่วย Automate งานพวกนี้ได้ ทำให้คนมีเวลาไปทำงานที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้

RPA จะมาแย่งงานคนจริงไหม?

RPA ไม่ได้มาแย่งงานคนจริง แต่มาช่วยให้คนทำงานได้ดีขึ้น RPA จะ Automate งานที่น่าเบื่อและซ้ำซาก ทำให้คนมีเวลาไปทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะที่ RPA ทำไม่ได้ เช่น การวางแผนกลยุทธ์, การเจรจาต่อรอง, การดูแลลูกค้า

RPA แพงไหม? ลงทุนคุ้มรึเปล่า?

ราคา RPA มีตั้งแต่ฟรี ยันแพงมาก ขึ้นอยู่กับ Tool ที่เลือก และ Scope งานที่ต้องการ Automate การจะบอกว่าลงทุนคุ้มรึเปล่า ต้องดู ROI (Return on Investment) คือดูว่า RPA ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เท่าไหร่ เทียบกับค่า Tool และค่า Implement ถ้า ROI เป็นบวก ก็แสดงว่าลงทุนคุ้ม

เคยเจอเคสลูกค้าบริษัทประกัน เค้าทำ RPA เพื่อ Automate การ Claim สินไหม ช่วยลดเวลาจาก 3 วัน เหลือ 3 ชั่วโมง ประหยัดค่าจ้างพนักงานไปได้เยอะมาก ROI เค้าสูงมากๆ

RPA ต้องเขียน Code เป็นไหม?

RPA Tool สมัยนี้หลายตัวเป็นแบบ Low-Code/No-Code คือไม่ต้องเขียน Code เยอะก็ทำ RPA ได้ แต่ถ้าเขียน Code เป็น ก็จะช่วยให้ทำ RPA ได้ยืดหยุ่นมากขึ้น สามารถปรับแต่ง Bot ให้ทำงานตามที่ต้องการได้ละเอียดมากขึ้น

ถ้าอยากเริ่มเรียน Code ลองดูภาษา Python ครับ ใช้ง่าย เรียนรู้ง่าย มี Library เยอะแยะที่ใช้กับ RPA ได้

RPA ทำงานกับ AI ได้ไหม?

RPA ทำงานกับ AI ได้ครับ จริงๆ แล้วมันคือ Combination ที่ Powerful มาก RPA จะช่วย Automate งาน Routine ส่วน AI จะช่วยตัดสินใจในงานที่ซับซ้อน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล, การจำแนกรูปภาพ, การแปลภาษา

ผมเคยทำ Project RPA ร่วมกับ AI ให้ลูกค้าบริษัท E-Commerce เค้าใช้ AI ในการวิเคราะห์ Feedback ของลูกค้า แล้วให้ RPA ดึงข้อมูลจาก AI ไปสร้าง Report สรุปผล ช่วยให้เค้ารู้ว่าลูกค้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จะปรับปรุงสินค้าและบริการยังไงได้บ้าง

สรุป

RPA เป็น Technology ที่มีประโยชน์มาก ช่วยให้เรา Automate งานที่น่าเบื่อและซ้ำซากได้ แต่การจะทำ RPA ให้สำเร็จ ไม่ใช่แค่ซื้อ Tool แล้วจบ ต้องวางแผนให้ดี, เลือก Tool ให้เหมาะสม, รักษา Security, Monitor อย่างสม่ำเสมอ, และ Document ทุกอย่าง

ถ้าคุณสนใจอยากเริ่มทำ RPA ผมแนะนำให้เริ่มจาก Task เล็กๆ ก่อน ทำ Proof of Concept (POC) ดูว่า RPA เหมาะกับงานนั้นจริงรึเปล่า แล้วค่อยขยายไป Task อื่นๆ ที่ใหญ่ขึ้น อย่าลืมเรียนรู้ Tool RPA ที่คุณเลือกให้ละเอียด และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าท้อแท้! เพราะ RPA อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ถ้าทำสำเร็จ จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาล

ลองเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ที่ SiamCafe Blog ดูนะครับ อาจจะมีไอเดียดีๆ เพิ่มเติม!