IT General
น้องๆ เคยสงสัยมั้ยว่าคอมพิวเตอร์จิ๋วๆ ที่ชื่อ Raspberry Pi เนี่ย มันทำอะไรได้บ้าง? Raspberry Pi 5 ที่ออกมาใหม่เนี่ย แรงกว่าเดิมเยอะมาก! สมัยผมทำร้านเน็ตคาเฟ่ SiamCafe.net เมื่อก่อนนะ คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องใหญ่เบ้อเริ่ม กินไฟก็เยอะ พอมีไอ้เจ้า Pi นี่ออกมา ผมนี่อยากจะเอามาทำ Thin Client แทนเลยจริงๆ (แต่ตอนนั้นมันยังไม่แรงพอไง)
แล้วทำไมมันถึงสำคัญ? ลองนึกภาพนะ น้องๆ สามารถสร้าง Server ส่วนตัว, ทำ Home Automation, หรือแม้แต่สร้าง Robot ง่ายๆ ได้หมด ด้วยงบประมาณที่ไม่สูงมาก แถมยังได้เรียนรู้ Programming ไปในตัวด้วยนะ เจ๋งปะล่ะ?
Raspberry Pi 5 มันคือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กมากๆ (ประมาณบัตรเครดิต) แต่มีความสามารถรอบด้าน มันมี CPU, GPU, RAM, และ Port ต่างๆ เหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่กินไฟน้อยกว่าเยอะมาก
สมัยก่อนตอน Pi รุ่นแรกๆ ออกมานะ ผมยังคิดเลยว่ามันจะทำอะไรได้บ้างวะเนี่ย พอมาถึง Pi 5 นี่ บอกเลยว่า "เฮ้ย! มันทำได้เยอะกว่าที่คิดเว้ย!"
ส่วนใหญ่เราจะใช้ Raspberry Pi OS (เดิมชื่อ Raspbian) ซึ่งเป็น Linux Distribution ที่พัฒนามาสำหรับ Raspberry Pi โดยเฉพาะ มันใช้งานง่าย มี GUI ให้ใช้ แถมยังมี Software Package ให้เลือกติดตั้งเยอะแยะ
ถ้าใครเคยใช้ Linux มาก่อน จะรู้สึกคุ้นเคยมากๆ แต่ถ้าไม่เคยใช้ ก็ไม่ต้องกลัวนะ มันไม่ได้ยากอย่างที่คิด ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งเองแหละ
Raspberry Pi รองรับภาษา Programming หลายภาษา แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ Python เพราะมันเขียนง่าย อ่านง่าย แถมยังมี Library ให้ใช้เยอะมาก
สมัยผมเริ่มเขียนโปรแกรมน่ะ ไม่มี Library อะไรให้ใช้เยอะแยะแบบนี้หรอก ต้องเขียนเองหมดทุกอย่าง! เด็กรุ่นใหม่นี่สบายกว่าเยอะเลย
เอาล่ะ! มาดูวิธีเริ่มต้นใช้งาน Raspberry Pi 5 กันบ้างดีกว่า มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะ แค่ทำตามขั้นตอนง่ายๆ เหล่านี้:
1. Download Raspberry Pi Imager จาก เว็บไซต์ Raspberry Pi 2. เลือก Operating System ที่ต้องการ (แนะนำ Raspberry Pi OS) 3. เลือก SD Card ที่จะติดตั้ง 4. กดปุ่ม "Write" รอจนกว่าจะเสร็จ
สมัยก่อนนะ ต้องมานั่ง Format SD Card เอง, Download Image เอง, แล้วใช้ Command Line Flash อีก โคตรเสียเวลา! เดี๋ยวนี้มี Imager Tool ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย
1. ใส่ SD Card เข้าไปใน Raspberry Pi 2. ต่อ Monitor, Keyboard, และ Mouse 3. เสียบปลั๊กไฟ 4. ทำตามขั้นตอนบนหน้าจอเพื่อตั้งค่าต่างๆ (เช่น Wi-Fi, Username, Password)
ถ้าไม่มี Monitor หรือ Keyboard, Mouse ก็สามารถใช้ SSH เข้าไป Config ผ่าน Command Line ได้นะ แต่สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ใช้ Monitor, Keyboard, Mouse ไปก่อนจะง่ายกว่า
1. เปิด Terminal
2. พิมพ์ python3 แล้วกด Enter
3. พิมพ์ print("Hello, Raspberry Pi 5!") แล้วกด Enter
python3
print("Hello, Raspberry Pi 5!")
ถ้าทุกอย่างถูกต้อง จะมีคำว่า "Hello, Raspberry Pi 5!" แสดงบนหน้าจอ Terminal นั่นแหละคือโปรแกรมแรกของน้องๆ ที่รันบน Raspberry Pi 5 แล้ว!
แน่นอนว่า Raspberry Pi 5 ไม่ใช่คอมพิวเตอร์บอร์ดเดียวตัวเดียวในตลาด ยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง:
| ชื่อ | ข้อดี | ข้อเสีย | ราคา (โดยประมาณ) |
|---|---|---|---|
| Raspberry Pi 5 | Community ใหญ่, Software Support ดี, ราคาไม่แพง | Spec อาจจะไม่แรงที่สุด | $60 - $80 |
| NVIDIA Jetson Nano | เหมาะสำหรับงาน AI/Machine Learning, GPU แรง | ราคาค่อนข้างสูง, กินไฟเยอะกว่า | $150 - $200 |
| Orange Pi 5 | Spec แรงกว่า Raspberry Pi 5 ในบางด้าน, ราคาถูกกว่า | Community เล็กกว่า, Software Support อาจจะไม่ดีเท่า | $50 - $70 |
จะเห็นว่าแต่ละตัวก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไป การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับ Project ที่น้องๆ จะทำ ถ้าเน้น Community Support, Software Support และราคาไม่แพง Raspberry Pi 5 ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอยู่
แต่ถ้าเน้นงาน AI/Machine Learning NVIDIA Jetson Nano ก็อาจจะตอบโจทย์มากกว่า หรือถ้าอยากได้ Spec แรงๆ ในราคาที่ถูกกว่า Orange Pi 5 ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
น้องๆ ลองพิจารณาดูว่า Project ของตัวเองต้องการอะไร แล้วค่อยเลือก Board ที่เหมาะสมที่สุดนะ
และอย่าลืมเข้าไปดู Blog ของผมที่ SiamCafe Blog นะ มีบทความดีๆ อีกเยอะเลย
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลย!
แล้วเจอกันใหม่ในบทความหน้า! อย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ด้วยนะ!
สมัยผมทำร้านเน็ตคาเฟ่ SiamCafe.net เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เรื่องการจัดการระบบเป็นอะไรที่สำคัญมากๆ ครับ เพราะถ้าเครื่องมีปัญหา ลูกค้าก็เล่นไม่ได้ เสียเงิน เสียเวลา แถมยังเสียความรู้สึกอีกด้วย
Raspberry Pi ก็เหมือนกัน ถึงจะเล็ก แต่ถ้าเราจัดการดีๆ มันก็ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แถมยังทนทานอีกด้วย มาดูกันว่ามีเทคนิคอะไรบ้างที่ผมอยากจะแชร์
1. เลือก Power Supply ที่ดีๆ: อย่าประหยัดกับเรื่องนี้เด็ดขาด! ผมเคยเจอเคสที่ลูกค้าเอา Power Supply ห่วยๆ มาใช้กับเครื่องคิดเงินที่ร้าน ปรากฏว่าไฟไม่พอ เครื่องแฮงค์ ลูกค้าจ่ายเงินไม่ได้ ต้องวิ่งไปกด ATM กันวุ่นวาย Raspberry Pi ก็เหมือนกัน เลือก Power Supply ที่จ่ายไฟได้ตามสเปคที่ Pi ต้องการ จะช่วยให้มันทำงานได้เสถียร
2. ติดตั้ง Heatsink หรือพัดลม: Raspberry Pi ยิ่งทำงานหนัก ยิ่งร้อน ถ้าความร้อนสูงเกินไป มันจะลดประสิทธิภาพตัวเองลง หรืออาจจะถึงขั้นดับไปเลย ดังนั้นติด Heatsink หรือพัดลมระบายความร้อนไว้หน่อย จะช่วยยืดอายุการใช้งานของมันได้เยอะ
3. Backup ข้อมูลสม่ำเสมอ: อันนี้สำคัญมากๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโปรเจค หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ Backup ไว้บ้าง อย่ารอให้ Pi เจ๊งแล้วค่อยมาเสียใจ ผมแนะนำให้ใช้โปรแกรมอย่าง `rsync` ในการ Backup ข้อมูลไปยัง External Harddisk หรือ NAS
rsync -avz /home/pi/myproject/ user@192.168.1.100:/mnt/backup/
Command นี้จะ Copy ข้อมูลจาก Folder `myproject` บน Raspberry Pi ไปยัง Folder `/mnt/backup/` บนเครื่อง Server ที่มี IP Address 192.168.1.100
4. Monitor ระบบ: ติดตั้ง Tools ที่ช่วย Monitor CPU Usage, Memory Usage, และ Temperature ของ Raspberry Pi จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของระบบ และแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ผมชอบใช้ `htop` หรือไม่ก็เขียน Script ง่ายๆ ดึงข้อมูลจาก `/proc/stat` มาแสดงผล
#!/bin/bash
while true
do
cpu_usage=$(top -bn1 | grep "Cpu(s)" | awk '{print $2 + $4}')
memory_usage=$(free -m | awk 'NR==2{print $3/$2 * 100}')
temperature=$(vcgencmd measure_temp | awk -F"=" '{print $2}')
echo "CPU: ${cpu_usage}% Memory: ${memory_usage}% Temp: ${temperature}"
sleep 5
done
Script นี้จะแสดง CPU Usage, Memory Usage และ Temperature ของ Raspberry Pi ทุกๆ 5 วินาที
Raspberry Pi 5 มี Spec ที่สูงขึ้นมากครับ ทั้ง CPU, GPU, RAM ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้าเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้มา ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ
แนะนำให้ใช้ SD Card ที่มี Class 10 หรือ UHS-I ขึ้นไปครับ เพราะจะช่วยให้การอ่านเขียนข้อมูลเร็วขึ้น ทำให้ระบบโดยรวมทำงานได้ลื่นไหลกว่า
Raspberry Pi 5 กินไฟมากกว่ารุ่นก่อนๆ ครับ โดยเฉพาะตอนที่ทำงานหนักๆ ดังนั้น Power Supply ที่ใช้ ควรมีกำลังไฟเพียงพอ (อย่างน้อย 5V 5A) จะช่วยให้ระบบเสถียรครับ
Raspberry Pi 5 ร้อนง่ายกว่ารุ่นก่อนๆ ครับ แนะนำให้ติดตั้ง Heatsink หรือพัดลมระบายความร้อน เพื่อป้องกันปัญหาเครื่องดับ หรือประสิทธิภาพลดลง
Raspberry Pi 5 เป็น Board คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ทรงพลัง เหมาะสำหรับนำไปใช้ใน Project ต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Home Automation, Media Center, หรือ Server ขนาดเล็ก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้จักวิธีการใช้งาน และการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพื่อให้ Raspberry Pi 5 ของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และใช้งานได้นานๆ ครับ
สำหรับใครที่สนใจเรื่อง Forex ลองเข้าไปดูที่ iCafeForex ได้นะครับ
และถ้าอยากอ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ IT หรือเรื่องราวสมัยผมทำร้านเน็ต ลองแวะไปที่ SiamCafe Blog ได้เลย