Ransomware Protection Strategy Security

Ransomware Protection Strategy

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Ransomware Protection Strategy คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

Ransomware Protection Strategy หรือ กลยุทธ์การป้องกันแรนซัมแวร์ คือ แผนการที่เราวางไว้เพื่อป้องกัน, ตรวจจับ, และตอบสนองต่อการโจมตีของแรนซัมแวร์ ซึ่งเป็นมัลแวร์ชนิดหนึ่งที่เข้ารหัสไฟล์ของเรา แล้วเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับการถอดรหัส

สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe.net เมื่อ 20 กว่าปีก่อนเนี่ย เรื่องแรนซัมแวร์ยังไม่บูมเท่าสมัยนี้ แต่ไวรัส Worm ต่างๆ นี่มาเพียบ! ต้องคอยอัปเดต Antivirus ทุกเครื่อง ไม่งั้นเจ๊ง! สมัยนี้ แรนซัมแวร์มันร้ายกว่านั้นเยอะ เพราะมันไม่ได้แค่ทำให้เครื่องเราพัง แต่มันขโมยข้อมูลเราไปขาย หรือ ขู่ว่าจะปล่อยข้อมูล ทำให้เราเสียชื่อเสียง เสียเงิน เสียเวลา

ดังนั้น การมีกลยุทธ์ป้องกันแรนซัมแวร์ที่แข็งแกร่ง จึงสำคัญมากๆ สำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่ หรือ ผู้ใช้งานทั่วไป เพราะมันช่วยลดความเสี่ยงที่จะโดนโจมตี ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น และช่วยให้เรากลับมาทำงานได้เร็วที่สุดหลังโดนโจมตี

พื้นฐานที่ต้องรู้

Ransomware คืออะไร และทำงานยังไง

Ransomware เนี่ย มันมีหลายรูปแบบนะ แต่หลักๆ คือมันจะเข้ามาในเครื่องเราผ่านทางอีเมล, เว็บไซต์, หรือโปรแกรมที่ติดไวรัส พอเข้ามาได้แล้ว มันก็จะเริ่มเข้ารหัสไฟล์ของเรา ทำให้เราเปิดไฟล์ไม่ได้

เคยเจอเคสลูกค้าโดน Ransomware เพราะไปโหลดโปรแกรมเถื่อนมาลงเครื่อง พอเปิดโปรแกรมปุ๊บ ไฟล์งานหายหมด! ต้องเสียเงินค่ากู้ข้อมูลไปเยอะเลย

หลังจากเข้ารหัสเสร็จ มันก็จะแสดงข้อความเรียกค่าไถ่ โดยบอกให้เราจ่ายเงิน (ส่วนใหญ่เป็น Bitcoin) เพื่อแลกกับคีย์ถอดรหัส ถ้าเราไม่จ่าย หรือจ่ายแล้วแต่ไม่ได้คีย์ ก็ซวยไปเลย!

ช่องทางที่ Ransomware มักใช้ในการโจมตี

Ransomware มักจะมากับอีเมล Phishing ที่หลอกให้เราคลิกลิงก์ หรือเปิดไฟล์แนบ นอกจากนี้ มันยังสามารถแพร่กระจายผ่านทางช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ หรือโปรแกรมต่างๆ ได้ด้วย

สมัยก่อน ช่องโหว่ของ Windows นี่ตัวดีเลย! ต้องคอยอัปเดต Patch Security อยู่เสมอ ไม่งั้นโดนเจาะง่ายๆ

อีกช่องทางที่น่ากลัวคือ RDP (Remote Desktop Protocol) ถ้าเราเปิด RDP ไว้ แล้วตั้ง Password ง่ายๆ แฮกเกอร์ก็สามารถ Brute Force เข้ามาในเครื่องเราได้ง่ายๆ เลย

การ Backup ข้อมูล สำคัญแค่ไหน

การ Backup ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกัน Ransomware! เพราะถ้าเราโดนโจมตี แล้วมี Backup ข้อมูล เราก็สามารถกู้ข้อมูลกลับมาได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าไถ่

สมัยทำร้านเน็ต ผมจะ Backup ข้อมูลสำคัญของลูกค้าไว้เสมอ เพราะถ้าเครื่องลูกค้ามีปัญหา อย่างน้อยเราก็ยังมี Backup ให้กู้คืนได้

การ Backup ที่ดี ควรทำแบบ 3-2-1 คือ มีสำเนาข้อมูล 3 ชุด, เก็บไว้ใน Media 2 แบบ, และเก็บไว้นอกสถานที่ 1 ชุด

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

การเริ่มต้นวางกลยุทธ์ป้องกัน Ransomware ไม่ยากอย่างที่คิด เริ่มจากประเมินความเสี่ยงก่อนเลย แล้วค่อยๆ ปรับปรุงไปทีละขั้น

เหมือนเวลาเราสร้างบ้าน เริ่มจากดูพื้นที่, วางแผนผัง, แล้วค่อยๆ สร้างไปทีละส่วน

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

ประเมินความเสี่ยงและจัดลำดับความสำคัญ

อันดับแรก ต้องรู้ก่อนว่าอะไรคือข้อมูลที่สำคัญที่สุดของเรา ข้อมูลไหนที่ถ้าหายไปแล้วจะทำให้เราเดือดร้อนมากที่สุด

ลองคิดดูว่า ถ้าข้อมูลลูกค้า, ข้อมูลทางการเงิน, หรือข้อมูลความลับทางธุรกิจ หายไป จะเกิดอะไรขึ้น? นั่นแหละคือข้อมูลที่เราต้องปกป้องเป็นพิเศษ

หลังจากนั้น ให้ประเมินว่าเรามีช่องโหว่อะไรบ้าง ที่ Ransomware สามารถเข้ามาได้ เช่น ระบบปฏิบัติการที่ไม่ได้อัปเดต, โปรแกรมที่ล้าสมัย, หรือพนักงานที่ขาดความรู้ความเข้าใจ

ติดตั้งและตั้งค่าโปรแกรม Anti-Ransomware

ปัจจุบันมีโปรแกรม Anti-Ransomware ให้เลือกใช้มากมาย ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน เลือกใช้โปรแกรมที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของเรา

สมัยก่อน ผมใช้ Antivirus ฟรีๆ อย่าง AVG หรือ Avast ก็พอเอาอยู่ แต่สมัยนี้ Ransomware มันฉลาดขึ้นเยอะ ต้องใช้โปรแกรมที่มัน Detect Ransomware ได้โดยเฉพาะ

อย่าลืมตั้งค่าโปรแกรมให้ Scan เครื่องเราเป็นประจำ และอัปเดตฐานข้อมูลไวรัสอยู่เสมอ

ฝึกอบรมพนักงานให้ตระหนักถึงภัยคุกคาม

พนักงานคือด่านหน้าในการป้องกัน Ransomware การฝึกอบรมให้พนักงานรู้จัก Phishing, รู้จักวิธีสังเกตอีเมลแปลกๆ, และรู้ว่าไม่ควรคลิกลิงก์ หรือเปิดไฟล์แนบจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากๆ

ผมเคยจัดอบรมให้พนักงานในร้านเน็ต เรื่องการระวังภัยจากอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าช่วยลดปัญหาเรื่องไวรัสได้เยอะเลย

ควรมีการจำลองสถานการณ์ Phishing เพื่อทดสอบความรู้ความเข้าใจของพนักงาน และให้ Feedback เพื่อปรับปรุงต่อไป

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น

นอกจากกลยุทธ์ที่กล่าวมาแล้ว ยังมีทางเลือกอื่นๆ ในการป้องกัน Ransomware อีกมากมาย แต่ละทางเลือกก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

เหมือนเราจะเดินทางไปต่างจังหวัด มีทั้งขับรถเอง, นั่งเครื่องบิน, หรือนั่งรถไฟ แต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน

ทางเลือก ข้อดี ข้อเสีย เหมาะกับใคร
Anti-Virus ทั่วไป ราคาถูก, ใช้งานง่าย อาจไม่สามารถ Detect Ransomware ได้ ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการการป้องกันขั้นพื้นฐาน
Anti-Ransomware เฉพาะทาง Detect Ransomware ได้แม่นยำกว่า ราคาสูงกว่า ธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ต้องการการป้องกันที่แข็งแกร่ง
Endpoint Detection and Response (EDR) สามารถ Detect และตอบสนองต่อภัยคุกคามได้แบบ Real-time ราคาสูง, ต้องการผู้เชี่ยวชาญในการดูแล องค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการการป้องกันระดับสูง
Cyber Insurance ช่วยชดเชยความเสียหายที่เกิดจาก Ransomware เบี้ยประกันสูง, อาจมีเงื่อนไขที่ซับซ้อน องค์กรที่ต้องการลดความเสี่ยงทางการเงิน

อย่าลืมเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ เกี่ยวกับ Security ได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ

และถ้าอยากรู้เรื่อง Ransomware เพิ่มเติม ลองอ่านบทความนี้ดูครับ: Ransomware 101

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

เอาล่ะน้องๆ มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดแล้ว ประสบการณ์ตรงจากคนที่เคยคลุกคลีกับร้านเน็ตคาเฟ่มาตั้งแต่ยุคบุกเบิกอย่างพี่บอมเนี่ย ขอบอกเลยว่าเรื่อง Ransomware นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ สมัยก่อนเราอาจจะคิดว่าแค่ลง Anti-Virus ก็จบ แต่เดี๋ยวนี้มันล้ำไปไกลมากแล้ว

พี่จะมาแชร์เคล็ดลับที่พี่ใช้จริง แล้วก็เห็นผลมาแล้วกับร้านเน็ตของพี่เอง รวมถึงร้านของเพื่อนๆ ที่พี่แนะนำไป เอาไปปรับใช้กันได้เลย

3 เทคนิคที่ใช้ได้จริง

1. Backup สำคัญกว่าที่คิด: สมัยก่อนพี่ก็ขี้เกียจ Backup นะ บอกตรงๆ แต่พอโดน Ransomware เล่นงานไปทีนึง เข็ดเลย! Backup ต้องมีอย่างน้อย 3 ชุด เก็บไว้คนละที่ ที่นึงเก็บไว้ในเครื่อง ที่นึงเก็บไว้ External Harddisk ที่ไม่ได้เสียบไว้ตลอดเวลา และที่นึงเก็บไว้บน Cloud (ถ้าเป็นไปได้) ที่สำคัญต้องทดสอบ Restore ด้วยนะ ไม่ใช่ Backup ไปแล้ว Restore ไม่ได้ อันนั้นก็จบเห่

2. Update Patch สม่ำเสมอ: อันนี้เบสิค แต่สำคัญมาก หลายคนมองข้ามไป คิดว่า Windows Update มันน่ารำคาญ แต่จริงๆ แล้วมันคือการอุดรูรั่วที่ Hacker เขาใช้เจาะเข้ามาในระบบเรา Update ทั้ง Windows, Anti-Virus, Browser ทุกอย่างที่มี Update แจ้งเตือน

3. จำกัดสิทธิ์ User Account: สมัยก่อน User Account ร้านเน็ตพี่คือ Administrator ทุกเครื่องเลย (คิดแล้วก็ขำตัวเอง) Hacker เข้ามาทีเดียวคือจบเห่ เปลี่ยนใหม่ ให้ User ธรรมดาใช้ Account ธรรมดา ส่วน Administrator เก็บไว้สำหรับ Admin ตัวจริงเท่านั้น ถ้า User จะลงโปรแกรมอะไร ก็ให้ Admin เป็นคนจัดการให้เอง

นอกจาก 3 ข้อนี้แล้ว พี่แนะนำให้ทำ Security Awareness Training ให้พนักงานด้วยนะ สอนให้เขารู้จัก Phishing Email, Social Engineering, และวิธีการป้องกันตัวเองเบื้องต้น เพราะบางทีช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดก็คือ "คน" นั่นเอง

iCafeForex

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Ransomware มันเข้าเครื่องเราได้ยังไง?

Ransomware มันมีหลายวิธีที่จะเข้ามาในเครื่องเราได้น้อง หลักๆ เลยก็คือผ่านทางอีเมล Phishing ที่หลอกให้เราคลิกลิงก์ หรือเปิดไฟล์แนบที่เป็นอันตราย อีกวิธีนึงคือผ่านทางช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่เราไม่ได้ Update Patch หรือบางทีก็มาจากการที่เราดาวน์โหลดโปรแกรมเถื่อนจากเว็บที่ไม่น่าเชื่อถือ

ถ้าโดน Ransomware แล้ว ต้องทำยังไง?

อย่างแรกเลย อย่าจ่ายเงิน! เพราะจ่ายไปก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะคืนไฟล์ให้เราเสมอไป อย่างที่สองคือ ถอดสาย LAN หรือปิด Wi-Fi ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มันแพร่กระจายไปยังเครื่องอื่นๆ ใน Network ของเรา จากนั้นก็แจ้งความ และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน IT Security

Anti-Virus ตัวไหนดีที่สุด?

Anti-Virus แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ไม่มีตัวไหนที่ "ดีที่สุด" แบบครอบจักรวาล พี่แนะนำให้ลองศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบ Review จากหลายๆ แหล่ง แล้วเลือกตัวที่เหมาะกับความต้องการของเรามากที่สุด ที่สำคัญคือต้อง Update Database สม่ำเสมอ และเปิดใช้งาน Real-time Protection ด้วย

มีวิธีป้องกัน Ransomware แบบฟรีๆ ไหม?

มีน้อง! อย่างแรกเลยคือใช้ Windows Defender ที่มาพร้อมกับ Windows 10/11 มันก็พอใช้ได้ในระดับนึง อีกอย่างคือระมัดระวังในการคลิกลิงก์ หรือเปิดไฟล์แนบจากอีเมลที่ไม่รู้จัก และสุดท้ายคือ Update Patch สม่ำเสมอ แค่นี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะแล้ว

สรุป

Ransomware มันเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงจริงๆ น้อง แต่ถ้าเราเตรียมตัวรับมือให้ดี มี Backup ที่ดี Update Patch สม่ำเสมอ และให้ความรู้กับพนักงาน เราก็สามารถลดความเสี่ยงที่จะโดน Ransomware เล่นงานได้เยอะเลย จำไว้ว่า "Prevention is better than cure" ป้องกันไว้ดีกว่าแก้เสมอ

อย่าลืมเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ด้วยนะ มีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ IT ที่พี่บอมเขียนไว้เยอะแยะเลย