Ransomware ป้องกันยังไง Security

Ransomware ป้องกันยังไง

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Ransomware: มหันตภัยร้ายใกล้ตัว ป้องกันก่อนสาย

Ransomware เนี่ย สมัยผมทำร้านเน็ตเจอมาหลายรูปแบบเลย ตั้งแต่ encrypt ไฟล์เรียกค่าไถ่แบบง่ายๆ ไปจนถึงระดับที่เล่นงานระบบ server ลูกค้าผมจนปั่นป่วนไปหมด คิดดูดิ สมัยก่อนความรู้เรื่อง security มันไม่ได้แพร่หลายขนาดนี้ ใครโดนเข้าไปนี่แทบจะร้องไห้เลย

ง่ายๆ เลยนะ Ransomware มันคือ malware ชนิดนึงที่เข้ารหัสไฟล์ของเรา ทำให้เราไม่สามารถเปิดใช้งานได้ จากนั้นก็จะขู่เรียกค่าไถ่ ถ้าอยากได้ไฟล์คืนก็ต้องจ่ายเงินตามที่มันต้องการ

ทำไม Ransomware ถึงสำคัญ?

ลองนึกภาพตามนะ ถ้าข้อมูลสำคัญของคุณทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ เอกสารส่วนตัว หรือแม้แต่ข้อมูลธุรกิจ ถูกล็อคด้วย Ransomware คุณจะทำยังไง? บางคนอาจจะยอมจ่ายค่าไถ่ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าคุณจะได้ไฟล์คืนจริงๆ แถมยังเป็นการสนับสนุนให้พวก Hacker พวกนี้ทำเรื่องแย่ๆ แบบนี้ต่อไปอีก SiamCafe Blog เคยลงข่าวเคสที่จ่ายเงินแล้วไม่ได้ไฟล์คืนด้วยนะ

นอกจากนี้ การโจมตีด้วย Ransomware ยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมาก ทำให้ระบบหยุดชะงัก สูญเสียข้อมูลสำคัญ เสียชื่อเสียง แถมยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการกู้ระบบคืนอีก

วิธีป้องกัน Ransomware แบบ Step-by-Step (จากประสบการณ์จริง)

ผมสรุปจากประสบการณ์ที่เจอมาตรงๆ เลยนะ ทำตามนี้โอกาสรอดสูง:

1. สำรองข้อมูล (Backup) อย่างสม่ำเสมอ

อันนี้สำคัญที่สุด! สมัยก่อนผมสอนลูกค้าที่ร้านเน็ตทุกคนเลยว่า "Backup is your best friend." ถ้าคุณมีข้อมูลสำรองที่อัพเดทอยู่เสมอ ถึงโดน Ransomware เล่นงาน คุณก็แค่ format เครื่อง แล้ว restore ข้อมูลจาก backup ได้เลย

วิธีการ:

  1. เลือกวิธีการสำรองข้อมูล: ใช้ external hard drive, cloud storage (เช่น Google Drive, Dropbox), หรือ NAS (Network Attached Storage) ก็ได้
  2. ตั้งเวลาสำรองข้อมูล: ควรสำรองข้อมูลอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นถ้าข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
  3. ทดสอบการ restore: ลอง restore ข้อมูลจาก backup เป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลสำรองใช้งานได้จริง

2. อัพเดทซอฟต์แวร์ให้เป็นปัจจุบันเสมอ

Ransomware ส่วนใหญ่มักจะใช้ช่องโหว่ในซอฟต์แวร์เก่าๆ ในการโจมตี ดังนั้นการอัพเดทซอฟต์แวร์ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

วิธีการ:

  1. เปิดใช้งาน automatic updates: สำหรับ Windows, macOS และโปรแกรมอื่นๆ ที่คุณใช้งาน
  2. ตรวจสอบ updates ด้วยตัวเอง: เป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มี updates ที่ตกหล่น
  3. อัพเดท web browser และ plugins: เช่น Flash Player, Java เพราะพวกนี้เป็นเป้าหมายหลักของ Hacker เลย

3. ระมัดระวังอีเมลและลิงก์น่าสงสัย

Ransomware มักจะแพร่กระจายผ่านอีเมลหลอกลวง (phishing) ที่มีไฟล์แนบหรือลิงก์อันตราย ดังนั้นควรระมัดระวังอีเมลและลิงก์ที่คุณได้รับ

วิธีการ:

  1. ตรวจสอบ sender: ตรวจสอบว่าอีเมลมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจอย่าเปิด
  2. ระวังไฟล์แนบ: อย่าเปิดไฟล์แนบจากอีเมลที่คุณไม่รู้จัก หรือไฟล์ที่มีนามสกุลแปลกๆ เช่น .exe, .zip, .js
  3. ตรวจสอบลิงก์: ก่อนคลิกลิงก์ ให้ hover เมาส์ไปที่ลิงก์เพื่อดู URL ปลายทาง ถ้า URL ดูแปลกๆ หรือไม่คุ้นเคย อย่าคลิก

4. ติดตั้งและใช้งานโปรแกรม Antivirus

โปรแกรม Antivirus สามารถช่วยตรวจจับและป้องกัน Ransomware ได้ แต่ต้องเลือกโปรแกรมที่น่าเชื่อถือ และอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสอยู่เสมอ

วิธีการ:

  1. เลือกโปรแกรม Antivirus: เลือกโปรแกรมที่ได้รับความนิยม และมีรีวิวที่ดี
  2. ติดตั้งและสแกน: ติดตั้งโปรแกรม Antivirus และทำการสแกนระบบอย่างสม่ำเสมอ
  3. อัพเดทฐานข้อมูลไวรัส: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าโปรแกรม Antivirus ของคุณอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสล่าสุดอยู่เสมอ

5. เปิดใช้งาน Windows Firewall

Windows Firewall เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ช่วยป้องกันการเข้าถึงระบบของคุณจากภายนอก ควรเปิดใช้งานไว้เสมอ

วิธีการ:

  1. เปิด Windows Firewall: ไปที่ Control Panel -> System and Security -> Windows Firewall แล้วตรวจสอบให้แน่ใจว่า Firewall เปิดใช้งานอยู่
  2. ตั้งค่า Firewall: กำหนดค่า Firewall ให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ

เปรียบเทียบ: Antivirus ฟรี vs. Antivirus เสียเงิน

คุณสมบัติ Antivirus ฟรี Antivirus เสียเงิน
การตรวจจับไวรัส อาจตรวจจับได้ไม่ครอบคลุมเท่า ตรวจจับได้ครอบคลุมกว่า มีฟีเจอร์ Advanced Threat Protection
การอัพเดทฐานข้อมูลไวรัส อาจอัพเดทช้ากว่า อัพเดทอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ
ฟีเจอร์เสริม มีฟีเจอร์น้อยกว่า เช่น ไม่มี Firewall, Web Protection มีฟีเจอร์เสริมครบครัน เช่น Firewall, Web Protection, Ransomware Protection
การสนับสนุน อาจไม่มี หรือมีแต่ไม่รวดเร็ว มีการสนับสนุนลูกค้าที่ดีกว่า

สรุป: ถ้าใช้งานทั่วไป Antivirus ฟรีก็อาจจะพอ แต่ถ้าต้องการความปลอดภัยสูงสุด และมีข้อมูลสำคัญที่ต้องปกป้อง Antivirus เสียเงินคุ้มค่ากว่าแน่นอน SiamCafe Blog มีบทความเปรียบเทียบ Antivirus ด้วย ลองไปอ่านดูนะ

Code Snippet: ตัวอย่างการ Backup ข้อมูลด้วย PowerShell (สำหรับ Admin)

อันนี้แถมให้สำหรับคนที่อยากลองใช้ PowerShell ในการ Backup ข้อมูล (ต้องมีความรู้ด้าน IT หน่อยนะ)


# กำหนด Source Folder และ Destination Folder
$Source = "C:\Users\YourName\Documents"
$Destination = "D:\Backup\Documents"

# สร้าง Folder Backup ถ้ายังไม่มี
if (!(Test-Path -Path $Destination)) {
  New-Item -ItemType Directory -Path $Destination
}

# Copy Files
Copy-Item -Path $Source -Destination $Destination -Recurse -Force

# แสดงข้อความเมื่อ Backup เสร็จ
Write-Host "Backup complete!"

คำอธิบาย:

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

สำรองข้อมูลแบบ 3-2-1

สมัยผมทำร้านเน็ตฯ นี่สำคัญมาก เพราะเครื่องลูกข่ายหลายสิบเครื่อง ถ้าโดนไวรัสทีนึงคือวิ่งวุ่น 3-2-1 คืออะไร? 3 copies of data, 2 different media, 1 offsite backup

ง่ายๆ คือ มีข้อมูล 3 ชุด เก็บไว้ใน 2 ที่ เช่น HDD ในเครื่อง กับ NAS และอีก 1 ชุดเก็บไว้นอกสถานที่ เช่น Cloud Storage หรือ HDD ที่บ้านเพื่อน

อัพเดท Patch อย่างสม่ำเสมอ

เรื่องนี้สำคัญมากๆ Patch พวกระบบปฏิบัติการ (Windows, Linux) หรือโปรแกรมต่างๆ (Antivirus, Browser) มันคือตัวช่วยอุดช่องโหว่ที่แฮกเกอร์ชอบใช้

เคยเจอเคสลูกค้าไม่ยอมอัพเดท Windows สุดท้ายโดน Ransomware เล่นงาน เสียหายหนักมาก เพราะฉะนั้นอย่าขี้เกียจ อัพเดทเถอะ!

จำกัดสิทธิ์ผู้ใช้งาน

อย่าให้ทุกคนเป็น Admin! สมัยก่อนร้านเกมชอบให้ Admin ทุกเครื่องเลย อันตรายมาก

สร้าง User account แบบ Standard user ให้ลูกค้าใช้งานทั่วไป และเก็บ Admin account ไว้ใช้เฉพาะตอนจำเป็นจริงๆ

ฝึกอบรมพนักงาน

อันนี้มองข้ามกันเยอะ พนักงานต้องรู้ว่าอะไรคือ Phishing Email อะไรคือ Link แปลกๆ อย่าคลิกมั่วซั่ว

สอนให้สังเกตอีเมลปลอม ดูชื่อผู้ส่ง ดูเนื้อหาที่ผิดปกติ ถ้าไม่แน่ใจให้ถาม IT ก่อนเสมอ

iCafeForex

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Ransomware ป้องกันได้ 100% ไหม?

ตอบ: ไม่ได้ 100% ครับ แต่ถ้าทำตาม Best Practices ที่บอกไป โอกาสโดนจะน้อยลงมากๆ

เหมือนใส่เสื้อเกราะกันกระสุน มันไม่ได้กันได้ทุกกระสุน แต่ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะ

ถ้าโดน Ransomware แล้วต้องทำยังไง?

ตอบ: อย่างแรกคือถอดสาย LAN ออกจากเครื่องทันที เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย

จากนั้นแจ้ง IT หรือผู้เชี่ยวชาญให้เข้ามาช่วยเหลือ อย่าพยายามแก้เอง เพราะอาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลง

จ่ายเงินให้แฮกเกอร์แล้วจะได้ไฟล์คืนจริงไหม?

ตอบ: ไม่รับประกันครับ! มีโอกาสที่จะไม่ได้ไฟล์คืน แถมยังเสียเงินฟรีอีก

ทางที่ดีคืออย่าจ่ายเงิน และหันไปกู้ข้อมูลจาก Backup แทน

Antivirus ตัวไหนดีที่สุด?

ตอบ: ไม่มีตัวไหนดีที่สุดครับ Antivirus ทุกตัวมีข้อดีข้อเสียต่างกัน

เลือกตัวที่เหมาะกับความต้องการและงบประมาณของเรา และที่สำคัญคือต้องอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสอยู่เสมอ

สรุป

Ransomware เป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรง แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการทำตาม Best Practices ที่กล่าวมา

อย่าประมาท และหมั่นอัพเดทความรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์อยู่เสมอ SiamCafe Blog มีบทความดีๆให้อ่านเยอะเลย