Rack Server vs Tower Server Guide IT General

Rack Server vs Tower Server Guide

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Rack Server vs Tower Server Guide คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

น้องๆ เคยสงสัยไหมว่าไอ้เครื่อง Server ในห้อง Data Center มันต่างจากคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันยังไง? Server มันก็คือคอมพิวเตอร์นั่นแหละ แต่ถูกออกแบบมาให้ทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ แล้ว Server มันก็มีหลายแบบ Rack Server กับ Tower Server ก็เป็น 2 แบบที่เจอบ่อยที่สุด

Rack Server กับ Tower Server ต่างกันตรงไหน? ง่ายๆ เลย Rack Server มันถูกออกแบบมาให้ใส่ในตู้ Rack ส่วน Tower Server มันก็คือ Server ที่มีหน้าตาเหมือนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เราคุ้นเคยกันนั่นแหละ แต่ข้างในมันแรงกว่าเยอะ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะการเลือก Server ให้เหมาะกับงานมันสำคัญมาก ถ้าเลือกผิด นอกจากจะเสียเงินเปล่าๆ แล้ว ประสิทธิภาพของระบบโดยรวมก็จะแย่ไปด้วย เหมือนเอารถเก๋งไปลุยโคลน มันก็ไปได้แหละ แต่ไม่ดีเท่ารถกระบะแน่นอน

พื้นฐานที่ต้องรู้

Server คืออะไร?

Server ก็คือคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการ (Serve) ข้อมูลและ Application ให้กับ Client Client ก็คือคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่เข้ามาขอใช้บริการจาก Server สมัยผมทำร้านเน็ต เราก็มี Server ที่ให้บริการเกม ให้บริการไฟล์ ให้บริการ Web Client ก็คือเครื่องลูกข่ายในร้านที่เข้ามาเล่นเกม ดาวน์โหลดไฟล์ หรือเข้า Web Site

Rack Server คืออะไร?

Rack Server ถูกออกแบบมาให้ใส่ในตู้ Rack ซึ่งเป็นตู้มาตรฐานที่ใช้เก็บ Server และอุปกรณ์ Network อื่นๆ ข้อดีของ Rack Server คือประหยัดพื้นที่ เพราะสามารถวาง Server หลายๆ เครื่องซ้อนกันในตู้เดียวได้ แต่ข้อเสียคือการดูแลรักษาอาจจะยากกว่า เพราะต้องเข้าไปในตู้ Rack ที่อาจจะแคบและร้อน

Tower Server คืออะไร?

Tower Server มีหน้าตาเหมือนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ข้อดีคือดูแลรักษาง่าย เพราะเข้าถึง Hardware ได้สะดวก ข้อเสียคือเปลืองพื้นที่ เพราะ Server แต่ละเครื่องต้องใช้พื้นที่วางพอสมควร สมัยก่อนร้านเน็ตผมใช้ Tower Server เยอะ เพราะมันถูกกว่า Rack Server และดูแลรักษาง่ายกว่า แต่พอร้านใหญ่ขึ้น ก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้ Rack Server มากขึ้น

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

การใช้งาน Server ไม่ว่าจะเป็น Rack หรือ Tower ก็เหมือนกัน คือต้องติดตั้ง Operating System (OS) Config ค่า Network และติดตั้ง Application ที่ต้องการ แต่สิ่งที่ต่างกันคือการติดตั้ง Hardware และการดูแลรักษา

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

ติดตั้ง Hardware

สำหรับ Rack Server ต้องติดตั้งรางเลื่อน (Rail Kit) ก่อน แล้วค่อยสไลด์ Server เข้าไปในตู้ Rack ต้องระวังเรื่องน้ำหนักด้วย Server บางรุ่นหนักมาก ต้องใช้คนช่วยยก สำหรับ Tower Server ก็แค่ยกไปวางบนโต๊ะ แล้วเสียบสายไฟกับสาย Network ก็ใช้ได้แล้ว

ติดตั้ง Operating System

OS ที่นิยมใช้กันใน Server ก็มี Windows Server Linux (เช่น CentOS Ubuntu Server) และ VMware ESXi การติดตั้งก็เหมือนกับการติดตั้ง OS บนคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ต้องเลือก OS ที่เหมาะกับงานที่ต้องการ เช่น ถ้าต้องการใช้ Server เป็น Web Server ก็อาจจะเลือก Linux เพราะมันฟรีและมี Software ที่เกี่ยวข้องเยอะแยะ ถ้าต้องการใช้ Server เป็น File Server ก็อาจจะเลือก Windows Server เพราะมันใช้งานง่ายกว่า


# ตัวอย่างการติดตั้ง Apache Web Server บน Ubuntu Server
sudo apt update
sudo apt install apache2
sudo systemctl start apache2
sudo systemctl enable apache2

Config Network

การ Config Network ก็คือการกำหนด IP Address Subnet Mask Gateway และ DNS Server ให้กับ Server เพื่อให้ Server สามารถสื่อสารกับ Network ภายนอกได้ สมัยผมทำร้านเน็ต เราต้อง Config IP Address ให้กับ Server ทุกเครื่อง แล้วก็ต้องตั้งค่า Firewall เพื่อป้องกันการ Hack เดี๋ยวนี้มี DHCP Server ช่วย ก็ง่ายขึ้นเยอะ

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น + ตาราง

นอกจาก Rack Server และ Tower Server แล้ว ยังมีทางเลือกอื่นอีก เช่น Blade Server ซึ่งเป็น Server ที่มีขนาดเล็กมาก และถูกออกแบบมาให้ใส่ใน Chassis ซึ่งเป็นตู้ที่รวมเอา Power Supply Fan และ Network Switch ไว้ในตัวเดียวกัน Blade Server เหมาะสำหรับ Data Center ที่ต้องการความหนาแน่นสูงๆ แต่ราคาแพงกว่า Rack Server และ Tower Server พอสมควร

อีกทางเลือกหนึ่งคือ Cloud Server ซึ่งเป็น Server ที่ให้บริการบน Cloud ข้อดีคือไม่ต้องดูแลรักษา Hardware เอง และสามารถ Scale Resources ได้ตามต้องการ แต่ข้อเสียคือต้องพึ่งพา Internet และอาจจะมีปัญหาเรื่อง Security สมัยนี้ Cloud Server เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะมันสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

คุณสมบัติ Rack Server Tower Server Blade Server Cloud Server
ขนาด เล็ก ใส่ใน Rack ได้ ใหญ่ เหมือนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เล็กมาก ใส่ใน Chassis Virtual ไม่ต้องมี Hardware
การจัดการ ต้องใช้ Tool ช่วย ง่าย เข้าถึงง่าย ซับซ้อน ง่าย ผ่าน Web Interface
ความยืดหยุ่น สูง ปานกลาง สูงมาก สูงมาก
ราคา ปานกลาง ถูก แพง คิดตามการใช้งาน
เหมาะกับ Data Center, Enterprise ธุรกิจขนาดเล็ก, Home Server Data Center ที่ต้องการความหนาแน่นสูง ทุกขนาดธุรกิจ

สรุปแล้ว การเลือกระหว่าง Rack Server Tower Server Blade Server และ Cloud Server ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของแต่ละองค์กร ไม่มีอะไรดีที่สุด มีแต่สิ่งที่เหมาะสมที่สุด ลองพิจารณาดูว่า Server แบบไหนตอบโจทย์ธุรกิจของคุณมากที่สุด

ถ้าอยากอ่านบทความ IT ดีๆ อีก แวะไปที่ SiamCafe Blog นะครับ มีอะไรให้อ่านเยอะแยะเลย

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ ถ้ามีคำถามอะไร ถามมาได้เลย ยินดีตอบเสมอ แล้วอย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog อีกนะครับ

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

เอาล่ะน้องๆ มาถึงช่วงที่พี่จะแชร์ประสบการณ์จริง สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe นี่แหละ เรื่อง Server นี่สำคัญสุดๆ เพราะมันคือหัวใจของร้าน ถ้า Server ล่ม ทุกอย่างจบเห่

สิ่งที่พี่จะบอกต่อไปนี้ ไม่ได้มีเขียนในตำราไหน แต่เป็นสิ่งที่พี่เรียนรู้จากการคลุกคลีกับมันมา 28+ ปี บอกเลยว่าเอาไปใช้ได้จริงแน่นอน

เทคนิคที่ 1: Monitoring อย่างใกล้ชิด

สมัยก่อน ไม่มีเครื่องมือไฮเทคแบบสมัยนี้หรอก พี่ต้องคอยส่อง process ต่างๆ ใน Task Manager เองเลย (สำหรับ Windows Server) หรือใช้คำสั่ง top ใน Linux ดูว่ามี process ไหนกิน CPU หรือ Memory ผิดปกติไหม


top

สมัยนี้มีเครื่องมือ Monitoring เยอะแยะ เลือกใช้ตามความเหมาะสมเลยน้อง แต่หัวใจสำคัญคือ ต้องตั้ง alert ให้แจ้งเตือนเมื่อมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น จะได้แก้ปัญหาได้ทันท่วงที

เทคนิคที่ 2: Backup & Restore เป็นเรื่องสำคัญ

อันนี้สำคัญสุดๆ น้องเอ๊ย! สมัยก่อน Harddisk ลูกนึงราคาแพงหูฉี่ แต่พี่ก็ยอมลงทุนซื้อมาทำ RAID เพื่อให้ข้อมูลมันสำรองกัน ถ้าลูกนึงเจ๊ง อีกลูกนึงก็ยังทำงานได้

ปัจจุบัน Cloud Backup ก็เป็นทางเลือกที่ดีนะ แต่ต้องเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และทดสอบการ Restore เป็นประจำ อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมาลองทำ มันไม่ทัน!

เทคนิคที่ 3: หมั่นอัพเดท Patch & Security

ช่องโหว่ความปลอดภัยนี่ตัวดีเลยน้อง สมัยก่อนโดนแฮกกันบ่อยมาก เพราะไม่ได้อัพเดท Patch ให้ Server พี่ต้องคอยตามข่าวสารเรื่อง Security ตลอดเวลา และรีบอัพเดท Patch ทันทีที่มีออกมา

สมัยนี้หลาย OS มีระบบ Auto Update แล้ว แต่ก็ต้องคอยตรวจสอบอยู่ดีว่ามันทำงานถูกต้องไหม อย่าปล่อยปละละเลยเรื่องนี้นะ

เทคนิคที่ 4: เลือก Hardware ให้เหมาะสม

อย่าเห็นแก่ของถูก! Server มันต้องทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง เลือก Hardware ที่มีคุณภาพหน่อย ถึงจะแพงกว่าหน่อย แต่คุ้มค่าในระยะยาวแน่นอน

สมัยก่อนพี่เคยพลาดซื้อ Power Supply ห่วยๆ มาใช้ ปรากฏว่ามันจ่ายไฟไม่พอ ทำให้ Server ล่มบ่อยมาก สุดท้ายต้องเปลี่ยนยกชุด เสียเงิน เสียเวลา เสียความรู้สึก

FAQ คำถามที่พบบ่อย

H3: Rack Server กินไฟมากกว่า Tower Server จริงหรือ?

ไม่เสมอไปน้อง การกินไฟขึ้นอยู่กับสเปคของเครื่องมากกว่า ถ้าสเปคใกล้เคียงกัน Rack Server อาจจะกินไฟมากกว่านิดหน่อย เพราะต้องมีพัดลมระบายความร้อนเยอะกว่า แต่ก็ไม่ต่างกันมากจนน่าตกใจ

H3: ต้องมีห้อง Server ที่มีระบบปรับอากาศไหม?

ถ้ามีงบประมาณ ก็ควรมีนะน้อง เพราะ Server ทำงานหนัก ความร้อนสูง ถ้าไม่มีระบบระบายความร้อนที่ดี Server อาจจะ Overheat และพังได้ แต่ถ้าไม่มีงบ ก็หาห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก และติดแอร์ก็พอ

H3: Server ควรมี Spec อะไรบ้าง?

อันนี้ขึ้นอยู่กับงานที่เราจะเอา Server ไปใช้ ถ้าแค่ File Server ก็ไม่จำเป็นต้องมี CPU แรงๆ หรือ RAM เยอะๆ แต่ถ้าเอาไปทำ Database Server หรือ Virtualization Server ก็ต้องจัดเต็มหน่อย

ลองเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ดูนะ พี่เขียนไว้ละเอียดเลย

H3: ควรซื้อ Server มือสองดีไหม?

ถ้ามีงบจำกัด ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว แต่ต้องเช็คสภาพให้ดีๆ นะน้อง ดูว่า Hardware ภายในยังอยู่ในสภาพดีไหม มีประกันเหลือหรือเปล่า และที่สำคัญคือ ต้องต่อราคาให้คุ้มค่า

สรุป

Rack Server กับ Tower Server ต่างก็มีข้อดีข้อเสียของมัน เลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณของตัวเอง สิ่งสำคัญคือ ต้องดูแลรักษา Server ให้ดี Monitoring อย่างใกล้ชิด Backup ข้อมูลเป็นประจำ และอัพเดท Security Patch อย่างสม่ำเสมอ เท่านี้ Server ของเราก็จะอยู่รอดปลอดภัยไปได้อีกนาน

อย่าลืมเข้าไปดู iCafeForex นะน้อง เผื่อสนใจเรื่องลงทุน!