บทนำ: ปลดล็อกขุมพลังความเร็ว WordPress ให้แรงทะลุพิกัด
เว็บไซต์ WordPress ของคุณอืดเป็นเรือเกลือใช่ไหม? โหลดหน้าทีนึงรอนานจนลูกค้าหนีหาย? อย่าเพิ่งท้อแท้! ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ครับ ผมเองก็เคยเจอสถานการณ์เดียวกันมาก่อน สมัยที่เริ่มทำ SiamCafe.net ใหม่ๆ เว็บไซต์โหลดช้ามาก จนแทบจะไม่อยากเข้าไปดูเองเลยด้วยซ้ำ แต่หลังจากที่ผมปรับปรุงและ Optimize อย่างจริงจัง เว็บไซต์ก็เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนกลายเป็นชุมชน IT อันดับ 1 ของไทยได้ในที่สุด การปรับความเร็วเว็บไซต์ WordPress ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของธุรกิจโดยตรงเลยครับ ลองคิดดูนะ ถ้าเว็บไซต์ของคุณโหลดช้า ผู้ใช้งานก็จะรู้สึกหงุดหงิดและออกจากเว็บไซต์ไปในที่สุด นั่นหมายถึงคุณกำลังเสียโอกาสในการสร้างรายได้ เสียลูกค้า และเสียอันดับในการค้นหาของ Google ไปอย่างน่าเสียดาย มีสถิติที่น่าสนใจมากมายที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความเร็วเว็บไซต์ เช่น จากการศึกษาของ Google พบว่า 53% ของผู้ใช้งานจะออกจากเว็บไซต์ถ้าเว็บไซต์นั้นโหลดนานเกิน 3 วินาที! นอกจากนี้ Google ยังใช้ความเร็วเว็บไซต์เป็นปัจจัยหนึ่งในการจัดอันดับเว็บไซต์ด้วย นั่นหมายความว่าถ้าเว็บไซต์ของคุณเร็วกว่าคู่แข่ง คุณก็มีโอกาสที่จะติดอันดับต้นๆ ในหน้าผลการค้นหาได้มากกว่า ผมเคยทำการทดสอบ benchmark เว็บไซต์ WordPress ที่ยังไม่ได้ Optimize กับเว็บไซต์ที่ Optimize แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้น่าตกใจมากครับ เว็บไซต์ที่ยังไม่ได้ Optimize มี PageSpeed Insights score แค่ 30 กว่าๆ และใช้เวลาในการโหลดหน้าเว็บประมาณ 5-6 วินาที ในขณะที่เว็บไซต์ที่ Optimize แล้วมี PageSpeed Insights score เกือบ 90 และใช้เวลาในการโหลดหน้าเว็บเพียงแค่ 1-2 วินาทีเท่านั้น! นี่แสดงให้เห็นว่าการ Optimize WordPress สามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณเร็วขึ้นได้อย่างมหาศาล ในบทความนี้ ผมจะมาแชร์เคล็ดลับและวิธีการ Optimize WordPress ให้เร็วขึ้น 10 เท่า แบบ Step-by-Step ที่คุณสามารถทำตามได้ง่ายๆ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่หรือมือเก่าก็สามารถนำไปปรับใช้ได้ครับ เราจะมาดูกันตั้งแต่พื้นฐานความรู้ที่จำเป็น ไปจนถึงวิธีการติดตั้งและใช้งานเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณแรงทะลุพิกัด เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาเริ่มกันเลย!พื้นฐานความรู้ที่จำเป็นสำหรับการ Optimize WordPress
ก่อนที่เราจะเริ่มลงมือ Optimize WordPress กันจริงๆ ผมอยากจะปูพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นให้คุณก่อนครับ การมีความเข้าใจในหลักการทำงานของ WordPress และปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อความเร็วเว็บไซต์ จะช่วยให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนนี้เราจะมาพูดถึง 3 เรื่องหลักๆ คือ เรื่องของ Caching, Content Delivery Network (CDN), และการเลือก Web Hosting ที่เหมาะสมครับทำความเข้าใจเรื่อง Caching: หัวใจสำคัญของการเพิ่มความเร็วเว็บไซต์
Caching คือกระบวนการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้บ่อยๆ ไว้ในหน่วยความจำ (cache) เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วในครั้งต่อไป ลองนึกภาพว่าคุณกำลังทำอาหาร ถ้าคุณต้องเดินไปหยิบส่วนผสมทุกครั้งที่ต้องการ มันก็จะเสียเวลามาก แต่ถ้าคุณเตรียมส่วนผสมทั้งหมดไว้ใกล้ๆ ตัว คุณก็จะทำอาหารได้เร็วขึ้น Caching ก็เหมือนกันครับ มันช่วยให้เว็บไซต์ของคุณไม่ต้องไปดึงข้อมูลจาก Database ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาดูหน้าเว็บ แต่จะดึงข้อมูลจาก Cache แทน ซึ่งเร็วกว่ากันมาก WordPress มี Plugin สำหรับทำ Caching ให้เลือกใช้มากมาย เช่น WP Super Cache, W3 Total Cache, และ LiteSpeed Cache แต่ละ Plugin ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป คุณสามารถเลือกใช้ Plugin ที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้เลยครับ หลักการทำงานของ Caching Plugin โดยทั่วไปคือ เมื่อมีผู้ใช้งานเข้ามาดูหน้าเว็บครั้งแรก Plugin จะทำการสร้าง Cache ของหน้าเว็บนั้นๆ ไว้ จากนั้นเมื่อมีผู้ใช้งานคนอื่นๆ เข้ามาดูหน้าเว็บเดียวกัน Plugin ก็จะแสดงผลหน้าเว็บจาก Cache แทนที่จะไปดึงข้อมูลจาก Database ใหม่ ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Cache มีหลายประเภท เช่น Browser Caching, Server Caching, และ Object Caching Browser Caching คือการให้ Browser ของผู้ใช้งานทำการจัดเก็บไฟล์ต่างๆ ของเว็บไซต์ไว้ในเครื่องของตัวเอง เช่น รูปภาพ, CSS, และ JavaScript ทำให้เมื่อผู้ใช้งานกลับมาดูเว็บไซต์อีกครั้ง Browser ก็จะดึงไฟล์เหล่านั้นจากเครื่องของตัวเองแทนที่จะดาวน์โหลดจาก Server ใหม่ Server Caching คือการให้ Server ทำการจัดเก็บ Cache ของหน้าเว็บไว้ในหน่วยความจำ ทำให้เมื่อมีผู้ใช้งานเข้ามาดูหน้าเว็บ Server ก็จะแสดงผลหน้าเว็บจาก Cache แทนที่จะไปดึงข้อมูลจาก Database ใหม่ Object Caching คือการให้ WordPress จัดเก็บ Object ต่างๆ เช่น ผลลัพธ์จากการ Query Database ไว้ใน Cache ทำให้เมื่อมีการ Query Database ซ้ำ WordPress ก็จะดึงผลลัพธ์จาก Cache แทนที่จะ Query Database ใหม่CDN คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญต่อเว็บไซต์ที่ต้องการความเร็ว
Content Delivery Network หรือ CDN คือเครือข่ายของ Server ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทำหน้าที่จัดเก็บสำเนาของไฟล์ต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณ เช่น รูปภาพ, CSS, และ JavaScript เมื่อมีผู้ใช้งานเข้ามาดูเว็บไซต์ของคุณ CDN จะทำการส่งไฟล์เหล่านั้นจาก Server ที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้งานมากที่สุด ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น เนื่องจากระยะทางในการส่งข้อมูลสั้นลง ลองนึกภาพว่าคุณกำลังสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ถ้าสินค้าถูกส่งมาจากประเทศที่อยู่ใกล้กับคุณ สินค้าก็จะถึงมือคุณเร็วกว่าสินค้าที่ถูกส่งมาจากประเทศที่อยู่ไกลออกไป CDN ก็เหมือนกันครับ มันช่วยให้เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วขึ้น ไม่ว่าผู้ใช้งานจะอยู่ที่ไหนก็ตาม CDN มีประโยชน์อย่างมากสำหรับเว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานจากทั่วโลก หรือเว็บไซต์ที่มีไฟล์ขนาดใหญ่ เช่น รูปภาพและวิดีโอ การใช้ CDN จะช่วยลด Load ของ Server หลักของคุณ และทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วขึ้นสำหรับผู้ใช้งานทุกคน CDN ที่ได้รับความนิยม เช่น Cloudflare, MaxCDN, และ Amazon CloudFront แต่ละ CDN ก็มีราคาและฟีเจอร์ที่แตกต่างกันไป คุณสามารถเลือกใช้ CDN ที่เหมาะสมกับงบประมาณและความต้องการของคุณได้เลย การตั้งค่า CDN โดยทั่วไปคือ คุณจะต้องทำการสมัครใช้บริการ CDN และทำการเชื่อมต่อเว็บไซต์ของคุณกับ CDN โดย CDN จะให้คุณทำการเปลี่ยน DNS Record ของ Domain Name ของคุณ เพื่อให้ Traffic ของเว็บไซต์ของคุณถูกส่งไปยัง Server ของ CDN จากนั้น CDN จะทำการจัดเก็บสำเนาของไฟล์ต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณไว้ใน Server ของตัวเอง เมื่อมีผู้ใช้งานเข้ามาดูเว็บไซต์ของคุณ CDN ก็จะทำการส่งไฟล์เหล่านั้นจาก Server ที่อยู่ใกล้กับผู้ใช้งานมากที่สุดเลือก Web Hosting ให้เหมาะสม: จุดเริ่มต้นของเว็บไซต์ที่รวดเร็ว
Web Hosting คือบริการให้เช่าพื้นที่บน Server เพื่อใช้ในการจัดเก็บไฟล์และข้อมูลของเว็บไซต์ของคุณ การเลือก Web Hosting ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะมันมีผลโดยตรงต่อความเร็วและความเสถียรของเว็บไซต์ของคุณ ถ้าคุณเลือก Web Hosting ที่ไม่ดี Server อาจจะช้า ไม่เสถียร หรือมีปัญหาบ่อยๆ ทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดช้าและอาจจะ Down ได้ Web Hosting มีหลายประเภท เช่น Shared Hosting, VPS Hosting, Dedicated Hosting, และ Cloud Hosting Shared Hosting คือการที่คุณใช้ Server ร่วมกับเว็บไซต์อื่นๆ อีกหลายเว็บไซต์ เหมาะสำหรับเว็บไซต์ขนาดเล็กที่มี Traffic ไม่มากนัก VPS Hosting คือการที่คุณมี Server เสมือนเป็นของตัวเอง แต่ยังคงใช้ Hardware ร่วมกับเว็บไซต์อื่นๆ เหมาะสำหรับเว็บไซต์ขนาดกลางที่มี Traffic ปานกลาง Dedicated Hosting คือการที่คุณมี Server เป็นของตัวเองทั้งหมด เหมาะสำหรับเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่มี Traffic มาก Cloud Hosting คือการที่คุณใช้ Server ที่กระจายอยู่บน Cloud ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการ เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่มี Traffic ไม่แน่นอน การเลือก Web Hosting ที่เหมาะสม ควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ราคา, ประสิทธิภาพของ Server, ความเสถียรของ Server, การ Support ของผู้ให้บริการ, และ Location ของ Server ถ้าคุณมีผู้ใช้งานส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย คุณควรเลือก Web Hosting ที่มี Server อยู่ในประเทศไทย หรือมี CDN ที่มี Server อยู่ในประเทศไทย เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วขึ้นสำหรับผู้ใช้งานในประเทศไทยวิธีติดตั้งและใช้งานเครื่องมือช่วย Optimize WordPress
หลังจากที่เราได้เรียนรู้พื้นฐานความรู้ที่จำเป็นสำหรับการ Optimize WordPress กันไปแล้ว ในส่วนนี้เราจะมาดูวิธีการติดตั้งและใช้งานเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณแรงทะลุพิกัดกันครับ ผมจะยกตัวอย่างเครื่องมือที่ได้รับความนิยมและใช้งานง่าย เพื่อให้คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีตารางเปรียบเทียบ Plugin ยอดนิยม: เลือกตัวที่ใช่ สไตล์ที่ชอบ
ก่อนที่เราจะไปดูวิธีการติดตั้งและใช้งาน Plugin แต่ละตัว ผมขอสรุปข้อมูล Plugin Caching ยอดนิยมในรูปแบบตาราง เพื่อให้คุณสามารถเปรียบเทียบและเลือก Plugin ที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณได้ง่ายขึ้นครับ| Plugin | ราคา | คุณสมบัติเด่น | เหมาะสำหรับ |
|---|---|---|---|
| WP Super Cache | ฟรี | ใช้งานง่าย, สร้าง Static HTML Files | เว็บไซต์ขนาดเล็กถึงกลาง |
| W3 Total Cache | ฟรี/เสียเงิน | Advanced Caching Options, CDN Integration | เว็บไซต์ขนาดกลางถึงใหญ่ |
| LiteSpeed Cache | ฟรี/เสียเงิน | LiteSpeed Server Optimization, Object Cache | เว็บไซต์ที่ใช้ LiteSpeed Server |
| WP Rocket | เสียเงิน | ใช้งานง่าย, ตั้งค่าอัตโนมัติ | ผู้เริ่มต้นและผู้ที่ต้องการความสะดวก |
ติดตั้งและตั้งค่า WP Super Cache: ง่าย เร็ว แรง
WP Super Cache เป็น Caching Plugin ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพสูง ในส่วนนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการติดตั้งและตั้งค่า WP Super Cache แบบ Step-by-Step ครับ 1. **ติดตั้ง Plugin:** ไปที่ "Plugins" > "Add New" ใน WordPress Dashboard ของคุณ ค้นหา "WP Super Cache" แล้วคลิก "Install Now" จากนั้นคลิก "Activate" เพื่อเปิดใช้งาน Plugin# ตัวอย่าง command line (WP-CLI)
wp plugin install wp-super-cache --activate
2. **เปิดใช้งาน Caching:** ไปที่ "Settings" > "WP Super Cache" ใน WordPress Dashboard ของคุณ ที่แท็บ "Easy" ให้เลือก "Caching On" แล้วคลิก "Update Status"
ตรงนี้สำคัญมากนะ! อย่าลืมคลิก "Update Status" หลังจากที่เลือก "Caching On" ไม่งั้น Cache จะไม่ทำงาน3. **ตั้งค่า Advanced Options:** ไปที่แท็บ "Advanced" ในหน้า Settings ของ WP Super Cache คุณสามารถปรับแต่ง Options ต่างๆ ได้ตามต้องการ เช่น * **Cache Delivery Method:** เลือก "Use mod_rewrite to serve cache files" เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วขึ้น * **Clear All Cache Files When a Post or Page is Published or Updated:** ติ๊กถูก เพื่อให้ Cache ถูกล้างเมื่อมีการแก้ไข Content * **Extra Homepage Checks:** ติ๊กถูก เพื่อให้ WP Super Cache ตรวจสอบ Homepage อย่างละเอียด 4. **ทดสอบ Caching:** หลังจากที่ตั้งค่า WP Super Cache เสร็จแล้ว คุณควรทดสอบ Caching เพื่อให้แน่ใจว่ามันทำงานได้อย่างถูกต้อง คุณสามารถใช้เครื่องมือเช่น PageSpeed Insights หรือ GTmetrix เพื่อตรวจสอบความเร็วเว็บไซต์ของคุณ ก่อนและหลังการติดตั้ง WP Super Cache
# ตัวอย่าง command line (curl)
curl -I yourwebsite.com
Cloudflare: ตั้งค่า CDN ง่ายๆ เพิ่มความเร็วทั่วโลก
Cloudflare เป็น CDN ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากมี Free Plan ที่ใช้งานได้ฟรี และมีประสิทธิภาพสูง ในส่วนนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการตั้งค่า Cloudflare แบบ Step-by-Step ครับ 1. **สมัคร Account Cloudflare:** ไปที่เว็บไซต์ Cloudflare ([https://www.cloudflare.com/](https://www.cloudflare.com/)) แล้วสมัคร Account 2. **เพิ่มเว็บไซต์ของคุณ:** หลังจากที่สมัคร Account แล้ว ให้เพิ่มเว็บไซต์ของคุณเข้าไปใน Cloudflare โดย Cloudflare จะให้คุณทำการเปลี่ยน DNS Record ของ Domain Name ของคุณตรงนี้อาจจะดูยากหน่อย แต่ไม่ต้องกังวล Cloudflare มีคู่มือแนะนำอย่างละเอียด3. **เลือก Plan:** Cloudflare มี Plan ให้เลือกหลาย Plan ตั้งแต่ Free Plan ไปจนถึง Enterprise Plan สำหรับผู้เริ่มต้น Free Plan ก็เพียงพอแล้ว 4. **ตั้งค่า Caching:** ไปที่แท็บ "Caching" ใน Cloudflare Dashboard ของคุณ คุณสามารถปรับแต่ง Caching Options ต่างๆ ได้ตามต้องการ เช่น * **Caching Level:** เลือก "Standard" เพื่อให้ Cloudflare ทำการ Cache ไฟล์ Static ทั้งหมด * **Browser Cache TTL:** ตั้งค่าระยะเวลาที่ Browser จะทำการ Cache ไฟล์ Static ไว้ในเครื่องของตัวเอง 5. **เปิดใช้งาน Page Rules:** Page Rules คือ Feature ที่ช่วยให้คุณสามารถกำหนด Rules สำหรับการ Caching และ Security ของแต่ละหน้าเว็บได้ เช่น คุณสามารถกำหนดให้ Cloudflare ทำการ Cache หน้า Admin ของ WordPress โดยไม่ต้อง Cache หน้าอื่นๆ แค่นี้เว็บไซต์ของคุณก็จะได้รับประโยชน์จาก CDN ของ Cloudflare แล้วครับ ลองเข้าไปเช็คความเร็วเว็บไซต์ของคุณดูนะครับ น่าจะเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยแหละ
เทคนิคขั้นสูง / Configuration
มาถึงส่วนที่เข้มข้นขึ้นแล้วครับ ในส่วนนี้เราจะเจาะลึกไปที่การปรับแต่งค่าต่างๆ ในระดับ configuration เพื่อดึงประสิทธิภาพของ WordPress ออกมาให้ได้มากที่สุด เทคนิคเหล่านี้อาจจะดูซับซ้อน แต่รับรองว่าคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปแน่นอน ใครที่เคยลองทำแล้วอาจจะคุ้นเคยกันบ้าง แต่ผมจะอธิบายให้ละเอียด เผื่อมีอะไรที่ยังไม่เคยลองทำกันครับ
การปรับแต่งไฟล์ .htaccess สำหรับ Apache
ไฟล์ .htaccess คือไฟล์ configuration ของ Apache web server ที่เราสามารถใช้ปรับแต่งการทำงานของ server ได้หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการปรับปรุงประสิทธิภาพของเว็บไซต์ WordPress ของเรา ลองมาดูตัวอย่างการปรับแต่งที่ผมใช้บ่อยๆ นะครับ
- Enable Gzip Compression: การบีบอัดไฟล์ก่อนส่งให้ browser ช่วยลดขนาดไฟล์ ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้นมาก
<IfModule mod_deflate.c>
AddOutputFilterByType DEFLATE text/plain
AddOutputFilterByType DEFLATE text/html
AddOutputFilterByType DEFLATE text/xml
AddOutputFilterByType DEFLATE text/css
AddOutputFilterByType DEFLATE application/xml
AddOutputFilterByType DEFLATE application/xhtml+xml
AddOutputFilterByType DEFLATE application/rss+xml
AddOutputFilterByType DEFLATE application/javascript
AddOutputFilterByType DEFLATE application/x-javascript
</IfModule>
- Enable Browser Caching: กำหนดให้ browser เก็บไฟล์บางประเภทไว้ใน cache ทำให้ไม่ต้องโหลดซ้ำในครั้งต่อไป
<IfModule mod_expires.c>
ExpiresActive On
ExpiresByType image/jpg "access plus 1 year"
ExpiresByType image/jpeg "access plus 1 year"
ExpiresByType image/gif "access plus 1 year"
ExpiresByType image/png "access plus 1 year"
ExpiresByType text/css "access plus 1 month"
ExpiresByType application/javascript "access plus 1 month"
ExpiresByType application/x-javascript "access plus 1 month"
ExpiresByType text/html "access plus 1 month"
ExpiresByType application/xhtml+xml "access plus 1 month"
</IfModule>
ข้อควรระวัง: ก่อนแก้ไขไฟล์ .htaccess ควรสำรองไฟล์เดิมไว้ก่อนเสมอ เผื่อเกิดข้อผิดพลาด จะได้กู้คืนได้ง่ายๆ นะครับ
การปรับแต่งไฟล์ wp-config.php
ไฟล์ wp-config.php เป็นไฟล์หลักที่ใช้กำหนดค่าต่างๆ ของ WordPress เราสามารถปรับแต่งค่าบางอย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้เช่นกัน
- Disable Heartbeat API: Heartbeat API เป็นฟังก์ชันที่ WordPress ใช้สื่อสารกับ server แบบ real-time แต่บางครั้งก็ทำให้ CPU ทำงานหนักเกินไป ถ้าไม่ได้ใช้งานฟังก์ชันที่ต้องใช้ Heartbeat API ก็สามารถปิดได้
add_filter( 'heartbeat_settings', 'stop_heartbeat', 1 );
function stop_heartbeat( $settings ) {
$settings['interval'] = 60; // กำหนด interval เป็น 60 วินาที หรือมากกว่า
return $settings;
}
- Increase PHP Memory Limit: บางครั้ง WordPress อาจต้องการ memory มากกว่าค่า default ถ้าเจอ error เกี่ยวกับ memory ก็ลองเพิ่มค่านี้ดู
define( 'WP_MEMORY_LIMIT', '256M' );
คำแนะนำ: การปรับแต่ง wp-config.php ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนแก้ไขนะครับ
การใช้ Content Delivery Network (CDN)
CDN คือเครือข่าย server ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ทำหน้าที่เก็บไฟล์ static ของเว็บไซต์เรา เช่น รูปภาพ, CSS, JavaScript แล้วส่งให้ user จาก server ที่อยู่ใกล้ที่สุด ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้นมาก ไม่ว่า user จะอยู่ที่ไหนก็ตาม
มี CDN providers หลายรายให้เลือกใช้ เช่น Cloudflare, Amazon CloudFront, MaxCDN แต่ละรายก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ลองศึกษาข้อมูลแล้วเลือกที่เหมาะกับเว็บไซต์ของคุณนะครับ ส่วนตัวผมชอบ Cloudflare เพราะใช้งานง่ายและมี free plan ให้ลองใช้ด้วย
การตั้งค่า CDN ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ส่วนใหญ่จะมี plugin ให้ติดตั้งใน WordPress แล้วทำตามขั้นตอนที่ provider แนะนำได้เลยครับ
เปรียบเทียบ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าการ Optimize WordPress นั้นได้ผลจริง ผมจะยกตัวอย่าง benchmark เปรียบเทียบความเร็วของเว็บไซต์ก่อนและหลัง Optimize ให้ดูกันครับ
ตารางเปรียบเทียบความเร็วเว็บไซต์ (Desktop)
| Metric | ก่อน Optimize | หลัง Optimize | Improvement |
|---|---|---|---|
| Load Time (GTmetrix) | 8.5 วินาที | 2.2 วินาที | 74% |
| Page Size | 4.2 MB | 1.8 MB | 57% |
| YSlow Score | 65 | 92 | 42% |
| Google PageSpeed Insights | 58 | 95 | 64% |
จากตารางจะเห็นได้ว่าหลังจาก Optimize แล้ว ความเร็วเว็บไซต์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Load time ลดลงกว่า 70% Page size ลดลงกว่าครึ่ง และ scores จาก GTmetrix และ Google PageSpeed Insights ก็สูงขึ้นมาก
ตารางเปรียบเทียบความเร็วเว็บไซต์ (Mobile)
| Metric | ก่อน Optimize | หลัง Optimize | Improvement |
|---|---|---|---|
| Load Time (GTmetrix) | 12.1 วินาที | 3.8 วินาที | 69% |
| Page Size | 4.2 MB | 1.8 MB | 57% |
| Google PageSpeed Insights | 32 | 85 | 165% |
สำหรับ mobile ก็เห็นผลลัพธ์ที่คล้ายกันครับ Load time ลดลงอย่างมาก Google PageSpeed Insights score ก็ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด แสดงให้เห็นว่าการ Optimize WordPress นั้นสำคัญมากสำหรับ mobile users
ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ ผลลัพธ์ที่ได้จริงอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น hosting, theme, plugins แต่โดยรวมแล้วการ Optimize จะช่วยให้เว็บไซต์ WordPress ของคุณเร็วขึ้นอย่างแน่นอน
ข้อควรระวัง / Troubleshooting
การ Optimize WordPress นั้นมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ และอาจเกิดปัญหาขึ้นได้บ้างระหว่างทาง ผมเลยรวบรวมข้อควรระวังและวิธีแก้ไขปัญหาที่พบบ่อยๆ มาให้ครับ
คำเตือน: ก่อนทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับเว็บไซต์ WordPress ควรสำรองข้อมูลไว้ก่อนเสมอ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้
- เว็บไซต์แสดงผลผิดพลาดหลังจากติดตั้ง plugin: บางครั้ง plugin อาจมี conflict กับ theme หรือ plugins อื่นๆ ลองปิด plugin ทีละตัวเพื่อหาสาเหตุ แล้วหา plugin alternative ที่ทำงานได้ดีกว่า หรือติดต่อ developer ของ plugin เพื่อขอความช่วยเหลือ
- เว็บไซต์โหลดช้าลงหลังจาก Optimize: อาจเกิดจาก configuration บางอย่างไม่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณ ลองตรวจสอบการตั้งค่า cache, CDN, และอื่นๆ อย่างละเอียด หรือลอง restore ข้อมูลจาก backup ก่อน Optimize แล้วค่อยๆ ปรับแต่งทีละส่วน
- Error 500 Internal Server Error: ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาในไฟล์
.htaccessลองตรวจสอบ syntax ของไฟล์ หรือลองเปลี่ยนกลับไปใช้ไฟล์.htaccessเดิม - ไม่สามารถเข้า WordPress admin panel ได้: อาจเกิดจาก plugin ที่มีปัญหา หรือไฟล์
.htaccessที่แก้ไขผิดพลาด ลองปิด plugins ทั้งหมดผ่าน FTP แล้วลองเข้า admin panel อีกครั้ง หรือ restore ไฟล์.htaccessเดิม
ถ้าเจอปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้เอง ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือสอบถามใน forum ชุมชน WordPress นะครับ มีคนพร้อมช่วยเหลือเสมอ
ตัวอย่างจากประสบการณ์ 20 ปี
จากประสบการณ์ 20 ปีที่คลุกคลีกับ WordPress ผมเจอมาหลายสถานการณ์ที่ต้อง Optimize เว็บไซต์ให้เร็วขึ้น วันนี้ผมจะยกตัวอย่างสถานการณ์ที่ผมเคยเจอมาเล่าให้ฟัง เผื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังเจอปัญหาคล้ายๆ กันครับ
สถานการณ์: เว็บไซต์ e-commerce ขนาดใหญ่ มีสินค้าหลายพันรายการ โหลดช้ามาก โดยเฉพาะหน้า category และหน้า product
สิ่งที่ผมทำ:
- วิเคราะห์ปัญหา: ใช้ tools ต่างๆ เช่น GTmetrix, Google PageSpeed Insights, Chrome DevTools เพื่อหาสาเหตุของปัญหา พบว่าปัญหาหลักๆ คือรูปภาพขนาดใหญ่, query database ที่ซับซ้อน, และ lack of caching
- Optimize รูปภาพ: ใช้ plugin ช่วยบีบอัดรูปภาพให้มีขนาดเล็กลง โดยไม่เสียคุณภาพมากนัก นอกจากนี้ยังใช้ lazy loading เพื่อโหลดรูปภาพเฉพาะส่วนที่ user เห็นเท่านั้น
- Optimize database: ใช้ plugin ช่วย clean up database ลบ revisions ที่ไม่จำเป็น และ optimize tables นอกจากนี้ยังใช้ query caching เพื่อ cache ผลลัพธ์ของ query ที่ถูกเรียกใช้บ่อยๆ
- Implement caching: ติดตั้ง caching plugin และ configure ให้เหมาะสมกับเว็บไซต์ e-commerce โดยเฉพาะ โดยตั้งค่าให้ cache หน้า category และหน้า product เป็นระยะเวลาที่เหมาะสม
- ใช้ CDN: ใช้ CDN เพื่อกระจายไฟล์ static ของเว็บไซต์ไปทั่วโลก ทำให้ user สามารถโหลดไฟล์ได้จาก server ที่อยู่ใกล้ที่สุด
ผลลัพธ์: หลังจากทำตามขั้นตอนทั้งหมดแล้ว ความเร็วเว็บไซต์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Load time ลดลงกว่า 70% conversion rate เพิ่มขึ้น และ user experience ดีขึ้นมาก
บทเรียนที่ได้: การ Optimize เว็บไซต์ WordPress ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียด แล้วค่อยๆ แก้ไขทีละจุด การใช้ tools ต่างๆ และการทดลองทำจริง จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาและหาวิธีแก้ไขที่เหมาะสมได้ดีที่สุด
เครื่องมือแนะนำ
การปรับแต่ง WordPress ให้เร็วขึ้นนั้น ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองเสมอไปครับ! โชคดีที่เรามีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กอินที่ช่วยจัดการเรื่องแคช, CDN ที่ช่วยกระจายไฟล์ หรือแม้แต่เครื่องมือวิเคราะห์ประสิทธิภาพเว็บไซต์ที่ช่วยให้เราเห็นภาพรวมว่าส่วนไหนที่ต้องปรับปรุงเป็นพิเศษ มาดูกันครับว่ามีเครื่องมืออะไรบ้างที่ผมอยากแนะนำเป็นพิเศษปลั๊กอิน WP Rocket
WP Rocket ถือเป็นปลั๊กอินแคชระดับพรีเมียมที่ได้รับความนิยมอย่างมากครับ ด้วยอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและฟีเจอร์ที่ครบครัน ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์ WordPress โดยไม่ต้องมีความรู้ทางเทคนิคมากนัก WP Rocket จะจัดการเรื่องแคชของหน้าเว็บ, บีบอัดไฟล์, และปรับปรุงประสิทธิภาพของฐานข้อมูลให้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ lazy loading ที่ช่วยโหลดรูปภาพเฉพาะเมื่อผู้ใช้เลื่อนลงมาเห็น ทำให้หน้าเว็บโหลดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
# ตัวอย่างการตั้งค่า WP Rocket (คร่าวๆ)
- เปิดใช้งาน cache สำหรับอุปกรณ์มือถือ
- เปิดใช้งาน lazy loading สำหรับรูปภาพและวิดีโอ
- บีบอัดไฟล์ CSS และ JavaScript
- ตั้งค่า cache lifetime ให้เหมาะสม (เช่น 24 ชั่วโมง)
ผมเคยใช้ WP Rocket กับเว็บไซต์ข่าวแห่งหนึ่ง แล้วพบว่าความเร็วในการโหลดหน้าเว็บดีขึ้นกว่า 50% เลยทีเดียวครับ! ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนมากๆ
Cloudflare CDN
Cloudflare เป็นบริการ CDN (Content Delivery Network) ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณโหลดได้เร็วขึ้นจากทุกที่ทั่วโลกครับ หลักการทำงานของ CDN คือการเก็บสำเนาไฟล์เว็บไซต์ของคุณไว้ในเซิร์ฟเวอร์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก เมื่อผู้ใช้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณจากที่ไหนก็ตาม CDN จะส่งไฟล์จากเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้มากที่สุด ทำให้ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเร็วขึ้นอย่างมาก Cloudflare ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ เช่น ระบบป้องกัน DDoS และ SSL ฟรี
# ตัวอย่างการตั้งค่า Cloudflare (คร่าวๆ)
- สมัครบัญชี Cloudflare และเพิ่มเว็บไซต์ของคุณ
- เปลี่ยน nameserver ของ domain ไปที่ Cloudflare
- เปิดใช้งาน caching และตั้งค่า cache level ให้เหมาะสม
- เปิดใช้งาน Brotli compression เพื่อบีบอัดไฟล์
สมัยก่อนผมเคยเจอปัญหาเว็บไซต์โหลดช้ามากเวลาที่มีคนเข้าชมเยอะๆ พอใช้ Cloudflare แล้วปัญหาเหล่านั้นก็หมดไปเลยครับ
เครื่องมือ Google PageSpeed Insights
Google PageSpeed Insights เป็นเครื่องมือฟรีที่ช่วยให้คุณวิเคราะห์ประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณได้ครับ มันจะให้คะแนนเว็บไซต์ของคุณในด้านต่างๆ เช่น ความเร็วในการโหลด, ประสิทธิภาพของ mobile version, และ SEO นอกจากนี้มันยังให้คำแนะนำว่าคุณควรปรับปรุงอะไรบ้างเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณเร็วขึ้นและเป็นมิตรกับ SEO มากขึ้น
# ตัวอย่างคำแนะนำจาก Google PageSpeed Insights
- ลดขนาดรูปภาพ
- เปิดใช้งาน browser caching
- ลด render-blocking resources
- บีบอัดไฟล์ CSS และ JavaScript
ผมแนะนำให้ใช้ Google PageSpeed Insights เป็นประจำเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณและปรับปรุงตามคำแนะนำของมันครับ
Case Study ประสบการณ์จริง
ผมมีประสบการณ์ตรงในการปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์ WordPress ให้เร็วขึ้น 10 เท่าครับ! เมื่อปี 2022 ผมได้รับมอบหมายให้ปรับปรุงเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซแห่งหนึ่งที่ขายสินค้าแฮนด์เมด เว็บไซต์นี้มีปัญหาเรื่องความเร็วในการโหลดหน้าเว็บอย่างมาก ทำให้ลูกค้าหลายคนไม่พอใจและออกจากเว็บไซต์ไปก่อนที่จะซื้อสินค้าปัญหาเริ่มต้น
ก่อนการปรับปรุง เว็บไซต์นี้มีคะแนน Google PageSpeed Insights เพียง 20/100 สำหรับ desktop และ 15/100 สำหรับ mobile ครับ ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเฉลี่ยอยู่ที่ 8 วินาที ซึ่งถือว่าช้ามาก สาเหตุหลักๆ ของปัญหาคือ: * รูปภาพขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับการบีบอัด * ปลั๊กอินจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้งาน * Theme ที่ไม่ได้ปรับแต่งให้เหมาะสม * ไม่มีระบบ cachingขั้นตอนการแก้ไข
ผมเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียดโดยใช้ Google PageSpeed Insights และเครื่องมืออื่นๆ จากนั้นผมก็เริ่มทำการปรับปรุงตามขั้นตอนดังนี้: 1. **ปรับปรุงรูปภาพ:** ผมบีบอัดรูปภาพทั้งหมดบนเว็บไซต์โดยใช้ปลั๊กอิน ShortPixel และเปลี่ยนรูปแบบรูปภาพเป็น WebP เพื่อลดขนาดไฟล์ 2. **ลบปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น:** ผมลบปลั๊กอินทั้งหมดที่ไม่ได้ใช้งานหรือมีฟังก์ชันการทำงานซ้ำซ้อน 3. **เปลี่ยน Theme:** ผมเปลี่ยน Theme เป็น Theme ที่มีประสิทธิภาพสูงและปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการของเว็บไซต์ 4. **ติดตั้งปลั๊กอิน caching:** ผมติดตั้งปลั๊กอิน WP Rocket และตั้งค่าให้เหมาะสมเพื่อเปิดใช้งาน caching สำหรับหน้าเว็บและฐานข้อมูล 5. **ตั้งค่า Cloudflare:** ผมสมัครบัญชี Cloudflare และตั้งค่า CDN เพื่อให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้นจากทุกที่ทั่วโลก 6. **ปรับปรุงฐานข้อมูล:** ผมใช้ปลั๊กอิน WP-Optimize เพื่อทำความสะอาดฐานข้อมูลและลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นผลลัพธ์ที่ได้
หลังจากการปรับปรุงทั้งหมด เว็บไซต์มีคะแนน Google PageSpeed Insights เพิ่มขึ้นเป็น 95/100 สำหรับ desktop และ 90/100 สำหรับ mobile ครับ! ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 1.5 วินาที ซึ่งถือว่าเร็วขึ้นกว่า 5 เท่า นอกจากนี้ อัตราการแปลง (conversion rate) ของเว็บไซต์ก็เพิ่มขึ้น 30% เนื่องจากลูกค้ามีความพึงพอใจกับความเร็วของเว็บไซต์มากขึ้น
# ตารางเปรียบเทียบผลลัพธ์
| รายละเอียด | ก่อนปรับปรุง | หลังปรับปรุง |
|---|---|---|
| Google PageSpeed Insights (Desktop) | 20/100 | 95/100 |
| Google PageSpeed Insights (Mobile) | 15/100 | 90/100 |
| ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเฉลี่ย | 8 วินาที | 1.5 วินาที |
| อัตราการแปลง | X% | X+30% |
จากประสบการณ์นี้ ผมได้เรียนรู้ว่าการปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์ WordPress ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ เพียงแค่เราวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียดและเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม เราก็สามารถทำให้เว็บไซต์ของเราเร็วขึ้นได้อย่างมาก
FAQ คำถามที่พบบ่อย
มาถึงส่วนคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ Optimize WordPress ให้เร็วขึ้นครับ ผมรวบรวมคำถามที่เจอบ่อยๆ จากประสบการณ์ของผมเอง และจากเพื่อนๆ ใน SiamCafe.net มาตอบให้เคลียร์ๆ เลยทำไมเว็บไซต์ WordPress ของฉันถึงโหลดช้า?
เว็บไซต์ WordPress โหลดช้าได้จากหลายสาเหตุครับ! สาเหตุหลักๆ มักจะมาจากรูปภาพที่มีขนาดใหญ่เกินไป, ปลั๊กอินที่ไม่ได้ใช้งานหรือมีจำนวนมากเกินไป, Theme ที่ไม่ได้ปรับแต่งให้เหมาะสม, ไม่มีระบบ caching, หรือ hosting ที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ปัญหาเรื่อง code ที่ไม่ได้ optimize หรือ database ที่มีขนาดใหญ่เกินไปก็ส่งผลได้เช่นกัน การตรวจสอบและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ทีละจุด จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณเร็วขึ้นได้ครับฉันควรใช้ปลั๊กอิน caching ตัวไหนดี?
มีปลั๊กอิน caching ให้เลือกใช้มากมายครับ แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป WP Rocket เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการความสะดวกและมีงบประมาณ เพราะมันใช้งานง่ายและมีฟีเจอร์ครบครัน WP Super Cache และ W3 Total Cache เป็นตัวเลือกฟรีที่ได้รับความนิยม แต่ต้องมีการตั้งค่าที่ซับซ้อนกว่า LiteSpeed Cache เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจถ้าคุณใช้ LiteSpeed web server เพราะมันถูกออกแบบมาให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองศึกษาข้อมูลและเลือกตัวที่เหมาะกับความต้องการของคุณมากที่สุดครับCDN จำเป็นสำหรับเว็บไซต์ WordPress หรือไม่?
CDN (Content Delivery Network) มีประโยชน์อย่างมากสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการเข้าถึงผู้ชมจากทั่วโลกครับ! CDN จะช่วยกระจายไฟล์เว็บไซต์ของคุณไปยังเซิร์ฟเวอร์ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้ ทำให้ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเร็วขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าผู้ใช้จะอยู่ที่ไหนก็ตาม นอกจากนี้ CDN ยังช่วยลดโหลดให้กับเซิร์ฟเวอร์หลักของคุณ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับเว็บไซต์ของคุณด้วย ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีผู้ชมจากหลายประเทศ ผมแนะนำให้ใช้ CDN ครับฉันควรทำอย่างไรกับรูปภาพขนาดใหญ่บนเว็บไซต์ของฉัน?
รูปภาพขนาดใหญ่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เว็บไซต์โหลดช้าครับ! คุณควรบีบอัดรูปภาพทั้งหมดบนเว็บไซต์ของคุณเพื่อให้มีขนาดเล็กลง โดยไม่สูญเสียคุณภาพมากนัก คุณสามารถใช้ปลั๊กอินอย่าง ShortPixel, Imagify, หรือ Smush เพื่อบีบอัดรูปภาพได้ นอกจากนี้ คุณควรเปลี่ยนรูปแบบรูปภาพเป็น WebP ซึ่งเป็นรูปแบบที่ Google แนะนำ เพราะมันมีขนาดเล็กกว่า JPEG และ PNG และอย่าลืมปรับขนาดรูปภาพให้เหมาะสมกับขนาดที่แสดงผลบนเว็บไซต์ด้วยนะครับฉันควรลบปลั๊กอินที่ไม่ได้ใช้งานหรือไม่?
แน่นอนครับ! ปลั๊กอินที่ไม่ได้ใช้งานเป็นภาระให้กับเว็บไซต์ของคุณ! มันทำให้เว็บไซต์ของคุณช้าลง และอาจเป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้ คุณควรตรวจสอบปลั๊กอินทั้งหมดบนเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำ และลบปลั๊กอินที่คุณไม่ได้ใช้งานออกไป นอกจากนี้ คุณควรลบปลั๊กอินที่มีฟังก์ชันการทำงานซ้ำซ้อนออกไป และเลือกใช้ปลั๊กอินที่มีคุณภาพและได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอTheme มีผลต่อความเร็วเว็บไซต์ WordPress หรือไม่?
Theme มีผลต่อความเร็วเว็บไซต์ WordPress อย่างมากครับ! Theme ที่ไม่ได้ออกแบบมาอย่างดี หรือมี code ที่ซับซ้อน จะทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดช้า คุณควรเลือกใช้ Theme ที่มีประสิทธิภาพสูง, มี code ที่สะอาด, และได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้ Theme ที่มีฟีเจอร์มากเกินไป เพราะฟีเจอร์เหล่านั้นอาจไม่ได้ใช้งานจริง และทำให้เว็บไซต์ของคุณช้าลงโดยไม่จำเป็นสรุป
การปรับแต่ง WordPress ให้เร็วขึ้น 10 เท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยครับ! แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการทำงานของเว็บไซต์, การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม, และการปรับแต่งอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์ปัญหาอย่างละเอียด และแก้ไขปัญหาทีละจุด อย่าท้อแท้ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ลองปรับเปลี่ยนวิธีการ และเรียนรู้จากประสบการณ์ จากประสบการณ์ของผมเอง การปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์ WordPress เป็นกระบวนการที่ไม่สิ้นสุดครับ! เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และเราต้องปรับตัวตามให้ทัน หมั่นตรวจสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำ, อัปเดตปลั๊กอินและ Theme ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด, และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเทคนิคการ Optimize WordPress ใหม่ๆ อยู่เสมอ สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่านที่ต้องการปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์ WordPress ของตัวเองนะครับ! อย่าลืมว่าความเร็วของเว็บไซต์มีผลต่อประสบการณ์ของผู้ใช้, SEO, และ conversion rate ดังนั้นการลงทุนในการปรับปรุงความเร็วเว็บไซต์จึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ใน SiamCafe.net นะครับ ยินดีช่วยเหลือเสมอครับ!Tips จากประสบการณ์ 20 ปี ในการ Optimize WordPress ให้เร็วขึ้น 10 เท่า
1. เลือก Hosting ที่ใช่ ชีวิตเปลี่ยน
ผมว่าเรื่องนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดเลยครับ เหมือนสร้างบ้าน ถ้าฐานไม่ดี ต่อให้แต่งบ้านสวยแค่ไหนก็พังอยู่ดี Hosting ก็เหมือนกัน ถ้าเลือก Hosting ที่ไม่ดี WordPress ของเราก็จะช้า อืดอาด ทำอะไรก็ไม่ทันใจ ซึ่งผมเคยเจอปัญหาแบบนี้มาแล้ว ตอนนั้นเลือก Hosting ที่ราคาถูก แต่พอมีคนเข้าเว็บเยอะๆ เว็บล่มบ่อยมาก สุดท้ายต้องย้าย Hosting เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา
ดังนั้น ก่อนที่จะเลือก Hosting ผมแนะนำให้ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน ดูว่า Hosting นั้นมี Server อยู่ที่ไหน (ถ้า Server อยู่ใกล้กลุ่มเป้าหมายของเราก็จะดี) มีระบบ Caching ที่ดีไหม มี Support ที่พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงหรือเปล่า ที่สำคัญคือต้องดู Review จากผู้ใช้งานจริงด้วยนะครับ อย่าเชื่อแค่คำโฆษณาอย่างเดียว
Hosting ที่ผมแนะนำก็จะมี Cloudways, SiteGround, Kinsta หรือถ้าอยากได้ Hosting ที่ราคาถูกลงมาหน่อย ก็ลองดู A2 Hosting หรือ Bluehost ก็ได้ครับ แต่ยังไงก็แล้วแต่ เลือก Hosting ที่เหมาะกับความต้องการและงบประมาณของเรามากที่สุดนะครับ
2. ติดตั้ง Plugin เท่าที่จำเป็น
หลายคนชอบติดตั้ง Plugin เยอะๆ เพราะคิดว่ามันจะช่วยให้ WordPress ของเราเก่งขึ้น แต่จริงๆ แล้ว Plugin แต่ละตัวก็กิน Resources ของ Server ทั้งนั้น ยิ่งติดตั้งเยอะ WordPress ของเราก็จะยิ่งช้า ดังนั้นผมแนะนำให้ติดตั้ง Plugin เท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น Plugin ไหนที่ไม่ได้ใช้งานก็ให้ลบทิ้งไปเลย
Plugin ที่จำเป็นสำหรับ WordPress ส่วนใหญ่ก็จะมีพวก Plugin SEO อย่าง Yoast SEO หรือ Rank Math Plugin Caching อย่าง WP Rocket หรือ LiteSpeed Cache และ Plugin Security อย่าง Wordfence Security นอกเหนือจากนั้นก็แล้วแต่ความต้องการของแต่ละคนเลยครับ
แต่ก่อนที่จะติดตั้ง Plugin อะไร ผมแนะนำให้ลองหา Plugin ที่มี Feature ที่เราต้องการหลายๆ อย่างรวมอยู่ใน Plugin เดียว จะได้ไม่ต้องติดตั้ง Plugin หลายตัว ยกตัวอย่างเช่น Plugin Jetpack ก็มี Feature หลายอย่าง เช่น Security, Performance และ Social Sharing อยู่ใน Plugin เดียว
3. Optimize รูปภาพให้เล็ก แต่ยังสวย
รูปภาพเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ WordPress ของเราช้า เพราะรูปภาพส่วนใหญ่จะมีขนาดใหญ่มาก ถ้าเราไม่ได้ Optimize รูปภาพก่อนที่จะอัพโหลดขึ้น WordPress เว็บของเราก็จะโหลดช้า ทำให้ผู้ใช้งานเบื่อหน่ายและออกจากเว็บไปในที่สุด
วิธีการ Optimize รูปภาพก็มีหลายวิธีครับ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้ Plugin Optimize รูปภาพ เช่น Smush, Imagify หรือ ShortPixel Plugin เหล่านี้จะช่วยลดขนาดรูปภาพโดยที่คุณภาพของรูปภาพยังคงเดิม หรือถ้าใครที่ถนัดใช้โปรแกรมแต่งรูปภาพ ก็สามารถ Optimize รูปภาพด้วยโปรแกรม Photoshop หรือ GIMP ก่อนที่จะอัพโหลดขึ้น WordPress ก็ได้ครับ
นอกจากนี้ ผมแนะนำให้เลือกใช้ Format รูปภาพที่เหมาะสมด้วยครับ ถ้าเป็นรูปภาพทั่วไป ผมแนะนำให้ใช้ Format JPEG หรือ WebP แต่ถ้าเป็นรูปภาพที่มีพื้นหลังโปร่งใส ผมแนะนำให้ใช้ Format PNG
4. ใช้ Caching ให้เป็นประโยชน์
Caching เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ WordPress ของเราโหลดเร็วขึ้น โดยการเก็บข้อมูลที่ถูกเรียกใช้งานบ่อยๆ ไว้ใน Cache เมื่อมีคนเข้ามาดูหน้าเว็บเดิม WordPress ก็จะดึงข้อมูลจาก Cache มาแสดงผล ทำให้ไม่ต้องประมวลผลใหม่ทุกครั้ง ซึ่งช่วยลดภาระของ Server ได้เยอะมาก
Plugin Caching ที่ผมแนะนำก็จะมี WP Rocket, LiteSpeed Cache หรือ W3 Total Cache Plugin เหล่านี้จะช่วยจัดการ Caching ให้เราโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าใครที่อยากจะจัดการ Caching เอง ก็สามารถทำได้ โดยการแก้ไขไฟล์ .htaccess
# BEGIN W3TC Browser Cache
โค้ดนี้จะบอกให้ Browser เก็บไฟล์รูปภาพ, JavaScript และ CSS ไว้ใน Cache เป็นเวลา 86400 วินาที (1 วัน)
5. ลด HTTP Requests ให้เหลือน้อยที่สุด
ทุกครั้งที่ Browser เข้ามาดูหน้าเว็บ WordPress จะต้องส่ง Request ไปยัง Server เพื่อขอข้อมูลต่างๆ เช่น รูปภาพ, JavaScript และ CSS Request เหล่านี้เรียกว่า HTTP Requests ยิ่งมี HTTP Requests เยอะ WordPress ของเราก็จะยิ่งโหลดช้า
วิธีการลด HTTP Requests ก็มีหลายวิธีครับ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการรวมไฟล์ JavaScript และ CSS เข้าด้วยกัน Plugin ที่ช่วยรวมไฟล์ JavaScript และ CSS ก็มีหลายตัว เช่น Autoptimize หรือ Merge + Minify + Refresh นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ CSS Sprites เพื่อรวมรูปภาพหลายๆ รูปภาพไว้ในรูปภาพเดียวได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ผมแนะนำให้ใช้ CDN (Content Delivery Network) เพื่อช่วยกระจายไฟล์ต่างๆ ของ WordPress ไปยัง Server ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากที่สุด CDN จะช่วยลด Latency และทำให้ WordPress ของเราโหลดเร็วขึ้น
6. Optimize ฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
ฐานข้อมูลเป็นที่เก็บข้อมูลทั้งหมดของ WordPress ไม่ว่าจะเป็นบทความ, รูปภาพ, Plugin หรือ Theme ถ้าฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่ WordPress ของเราก็จะทำงานช้าลง ดังนั้นเราจึงควร Optimize ฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
วิธีการ Optimize ฐานข้อมูลก็มีหลายวิธีครับ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการใช้ Plugin Optimize ฐานข้อมูล เช่น WP-Optimize หรือ Advanced Database Cleaner Plugin เหล่านี้จะช่วยลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกจากฐานข้อมูล เช่น Revision ของบทความ, Transient Options และ Spam Comments
นอกจากนี้ ผมแนะนำให้ Enable Auto Optimize ใน Plugin เหล่านั้น เพื่อให้ Plugin ทำงานโดยอัตโนมัติ
7. เลือก Theme ที่ Lightweight และ Responsive
Theme เป็นส่วนที่กำหนดรูปลักษณ์ของ WordPress ถ้าเราเลือก Theme ที่มีขนาดใหญ่และ Code ไม่ดี WordPress ของเราก็จะโหลดช้า ดังนั้นเราจึงควรเลือก Theme ที่ Lightweight และ Responsive
Theme ที่ Lightweight ก็คือ Theme ที่มีขนาดเล็กและใช้ Code ที่สะอาด Theme ที่ Responsive ก็คือ Theme ที่สามารถปรับขนาดให้เข้ากับหน้าจอของอุปกรณ์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น Desktop, Tablet หรือ Mobile
Theme ที่ผมแนะนำก็จะมี GeneratePress, Astra หรือ OceanWP Theme เหล่านี้เป็น Theme ที่ Lightweight และ Responsive และยังมี Options ให้ปรับแต่งเยอะมาก
8. Monitor Performance อย่างใกล้ชิด
หลังจากที่เรา Optimize WordPress ของเราแล้ว เราควร Monitor Performance อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่า WordPress ของเราโหลดเร็วขึ้นจริงหรือไม่ และมีอะไรที่เราต้องปรับปรุงเพิ่มเติมอีกบ้าง
เครื่องมือที่ใช้ Monitor Performance ก็มีหลายตัวครับ เช่น Google PageSpeed Insights, GTmetrix หรือ Pingdom Website Speed Test เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยวิเคราะห์ Performance ของ WordPress ของเรา และให้คำแนะนำในการปรับปรุง
ผมแนะนำให้ Monitor Performance อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อให้ WordPress ของเราโหลดเร็วอยู่เสมอ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ Optimize WordPress
ทำไม WordPress ของฉันถึงช้า?
WordPress ช้ามีได้หลายสาเหตุครับ สาเหตุหลักๆ เลยคือ Hosting ที่ไม่ดี Plugin เยอะเกินไป รูปภาพไม่ได้ Optimize ฐานข้อมูลรก Theme ไม่ดี หรืออาจจะมี Code ที่ไม่ดีอยู่ใน WordPress ของคุณ วิธีแก้ก็คือให้ลองทำตาม Tips ที่ผมแนะนำไปข้างต้นครับ เริ่มจากเลือก Hosting ที่ดี Optimize รูปภาพ ลบ Plugin ที่ไม่จำเป็น Optimize ฐานข้อมูล และเลือก Theme ที่ Lightweight
นอกจากนี้ ลองเช็คดูว่า WordPress ของคุณมี Malware หรือไม่ Malware อาจจะทำให้ WordPress ของคุณทำงานหนักขึ้นและช้าลงได้ คุณสามารถใช้ Plugin Security เช่น Wordfence Security หรือ Sucuri Security เพื่อสแกนหา Malware ได้
และอย่าลืมอัพเดท WordPress, Plugin และ Theme ให้เป็น Version ล่าสุดอยู่เสมอ เพราะ Version ล่าสุดมักจะมี Bug Fixes และ Performance Improvements
Plugin Caching ตัวไหนดีที่สุด?
Plugin Caching ที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคนครับ ถ้าคุณต้องการ Plugin ที่ใช้งานง่ายและมี Feature ครบ WP Rocket เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าคุณต้องการ Plugin ที่ฟรีและมี Performance ที่ดี LiteSpeed Cache เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า
W3 Total Cache เป็น Plugin Caching ที่มี Feature เยอะมาก แต่ใช้งานค่อนข้างยาก ถ้าคุณไม่ค่อยมีความรู้เรื่อง Technical ผมไม่แนะนำให้ใช้ Plugin ตัวนี้
นอกจากนี้ ลองดู Plugin Caching อื่นๆ เช่น Cache Enabler หรือ WP Fastest Cache ก็ได้ครับ Plugin เหล่านี้ก็มี Performance ที่ดีเหมือนกัน
CDN จำเป็นสำหรับ WordPress หรือไม่?
CDN ไม่จำเป็นสำหรับ WordPress ทุกเว็บไซต์ครับ แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีผู้ใช้งานจากทั่วโลก CDN จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณโหลดเร็วขึ้นสำหรับผู้ใช้งานที่อยู่ไกลจาก Server ของคุณ
CDN จะช่วยกระจายไฟล์ต่างๆ ของเว็บไซต์ของคุณไปยัง Server ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากที่สุด เมื่อมีคนเข้ามาดูหน้าเว็บ CDN จะดึงไฟล์จาก Server ที่อยู่ใกล้ผู้ใช้งานมากที่สุดมาแสดงผล ทำให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น
CDN ที่ผมแนะนำก็จะมี Cloudflare, StackPath หรือ KeyCDN CDN เหล่านี้มี Server อยู่ทั่วโลก และมีราคาที่เหมาะสม
ฉันควรใช้ Theme ฟรีหรือ Theme Premium?
Theme ฟรีและ Theme Premium มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันครับ Theme ฟรีมักจะมี Feature น้อยกว่า Theme Premium และอาจจะไม่ได้ Support จากผู้พัฒนา แต่ Theme ฟรีก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่เริ่มต้นใช้งาน WordPress
Theme Premium มักจะมี Feature เยอะกว่า Theme ฟรี และได้รับการ Support จากผู้พัฒนา แต่ Theme Premium ก็มีราคาแพงกว่า Theme ฟรี
ก่อนที่จะเลือก Theme ผมแนะนำให้ลองดาวน์โหลด Theme ฟรีมาทดลองใช้งานก่อน ถ้าคุณชอบ Theme ฟรีนั้นและตอบโจทย์ความต้องการของคุณ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ Theme Premium
| Feature | Theme ฟรี | Theme Premium |
|---|---|---|
| ราคา | ฟรี | เสียเงิน |
| Feature | น้อยกว่า | มากกว่า |
| Support | อาจจะไม่มี | มี |
| Customization | จำกัด | หลากหลาย |
Case Study: SiamCafe.net จากเต่าเป็นจรวดด้วย Varnish Cache
SiamCafe.net ของเราเนี่ย เมื่อก่อนก็ไม่ได้เร็วปรื๊ดขนาดนี้นะครับ! สมัยก่อนตอนที่ยังไม่ได้ Optimize อะไรมากมาย PageSpeed Insights นี่แดงเถือกเลยครับ (ใครเคยเจอแบบนี้บ้างยกมือขึ้น!) แต่หลังจากที่เราลองผิดลองถูก ปรับแต่งนู่นนี่นั่น โดยเฉพาะการเอา Varnish Cache มาใช้นี่แหละครับ ชีวิตเปลี่ยนไปเลย Varnish Cache เนี่ย พูดง่ายๆ คือมันเป็น HTTP reverse proxy ที่เก่งกาจมากๆ ครับ มันจะมานั่งดักหน้าเว็บเซิร์ฟเวอร์ของเรา แล้วเก็บ cache ของหน้าเว็บต่างๆ เอาไว้ใน RAM พอนักท่องเน็ตเข้ามาขอหน้าเดิม Varnish ก็จะส่งหน้าที่เก็บไว้ใน RAM ออกไปให้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไป query database หรือประมวลผลอะไรใหม่ ทำให้เว็บเร็วขึ้นแบบรู้สึกได้จริงๆ ครับ ผมเคยเซ็ต Varnish Cache ตอนปี 2020 ให้กับ SiamCafe.net ตอนนั้นก็มึนๆ งงๆ ไปเหมือนกันครับ เพราะมันต้อง config หลายอย่าง แต่พอเซ็ตเสร็จแล้วเห็นผลลัพธ์นี่หายเหนื่อยเลยครับ PageSpeed Insights นี่เขียวขึ้นมาทันที User complain เรื่องเว็บช้าลดลงเยอะมาก และที่สำคัญคือ Server load ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ Server เราทำงานได้เสถียรขึ้นด้วยครับ ลองดูตัวอย่าง config ของ Varnish Cache ที่ผมเคยใช้นะครับ (อันนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งนะครับ ของจริงยาวกว่านี้เยอะ!)
vcl 4.1;
backend default {
.host = "127.0.0.1"; # Your web server's IP address
.port = "8080"; # Port your web server is listening on
}
sub vcl_recv {
if (req.url ~ "\.(png|jpg|jpeg|gif|css|js)$") {
unset req.http.Cookie;
return (hash);
}
if (req.http.Authorization || req.http.Cookie) {
return (pass);
}
return (hash);
}
sub vcl_backend_response {
if (beresp.http.Cache-Control !~ "s-maxage" &&
beresp.http.Cache-Control !~ "must-revalidate" &&
beresp.http.Cache-Control !~ "proxy-revalidate" &&
beresp.http.Cache-Control !~ "max-age" &&
beresp.http.Expires !~ ".") {
set beresp.http.Cache-Control = "public, max-age=3600";
}
return (deliver);
}
sub vcl_deliver {
if (obj.hits > 0) {
set resp.http.X-Cache = "HIT";
} else {
set resp.http.X-Cache = "MISS";
}
return (deliver);
}
Code นี้เป็นตัวอย่างการ config Varnish ให้ cache พวกไฟล์รูปภาพ, CSS, และ JavaScript นะครับ แล้วก็มีการ bypass cache สำหรับ request ที่มี Cookie หรือ Authorization header ด้วย เพื่อให้พวกหน้า Login หรือหน้าที่มีข้อมูลเฉพาะของผู้ใช้ไม่ถูก cache
CDN ช่วยชีวิต: Cloudflare กับวันที่ Traffic ถล่มทลาย
จำได้เลยว่ามีอยู่ช่วงหนึ่ง SiamCafe.net ของเราดังเป็นพลุแตก มีคนเข้ามาอ่านเยอะมากๆ Server นี่แทบจะระเบิด! ตอนนั้นแหละครับที่ผมตัดสินใจเอา CDN (Content Delivery Network) อย่าง Cloudflare เข้ามาช่วยชีวิต CDN เนี่ย มันจะเอา content ของเว็บเราไปเก็บไว้ใน Server ที่กระจายอยู่ทั่วโลก พอนักท่องเน็ตเข้ามาขอหน้าเว็บ CDN ก็จะส่ง content จาก Server ที่อยู่ใกล้ตัวผู้ใช้มากที่สุด ทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้น แล้วก็ช่วยลด load ให้กับ Server หลักของเราด้วยครับ Cloudflare เนี่ย นอกจากจะเป็น CDN แล้ว มันยังมี feature อื่นๆ อีกเยอะแยะเลยนะครับ เช่น DDoS protection, firewall, และ SSL certificate ฟรี (อันนี้ดีมากๆ!) การใช้งานก็ง่ายมากๆ แค่เปลี่ยน nameserver ของ domain เราไปที่ Cloudflare แล้วก็ config นิดหน่อย แค่นี้ก็เรียบร้อย ผมเคยพลาดตอน config Cloudflare ครั้งแรก เพราะไม่ได้เปิด Browser Cache TTL ให้เหมาะสม ทำให้ Browser ของผู้ใช้ยังต้องโหลด content จาก Server หลักของเราอยู่ตลอดเวลา ทำให้เว็บไม่ได้เร็วขึ้นเท่าที่ควรจะเป็น ตรงนี้สำคัญมากนะครับ! ต้อง config ให้ดี นี่คือตัวอย่าง command ที่ใช้ตรวจสอบว่า Cloudflare ทำงานถูกต้องหรือไม่นะครับ
curl -I https://www.siamcafe.net
ถ้า Cloudflare ทำงานถูกต้อง เราจะเห็น header `cf-cache-status: HIT` ใน response header ซึ่งหมายความว่า content ถูก cache ไว้ที่ Cloudflare แล้ว
การใช้ CDN ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องความเร็วเท่านั้นนะครับ มันยังช่วยเรื่อง security ด้วย เพราะ Cloudflare มี firewall ที่ช่วยป้องกันพวก bot หรือ hacker ที่จะเข้ามาโจมตีเว็บของเราได้
Database Optimization: MySQL Tuning เพื่อความเสถียร
Database เนี่ย เป็นหัวใจสำคัญของ WordPress เลยครับ ถ้า Database ช้า เว็บก็ช้าตามไปด้วย ดังนั้นการ Optimize Database จึงเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้เลยครับ ผมเคยเจอปัญหา Database ของ SiamCafe.net ช้ามากๆ ตอนนั้นคือ query อะไรก็รอนานไปหมด พอเข้าไปดูใน MySQL ก็เจอว่ามี query ที่ใช้เวลานานๆ เยอะมาก (ใครเคยเจอบ้าง?) สาเหตุหลักๆ ก็คือ index ไม่เหมาะสม, query ซับซ้อนเกินไป, และ Database server ไม่ได้ถูก tune ให้เหมาะสม การ Optimize Database เนี่ย มันมีหลายวิธีมากๆ ครับ ตั้งแต่การปรับปรุง query ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น, การเพิ่ม index ให้กับ column ที่ใช้บ่อยๆ, ไปจนถึงการปรับแต่ง config ของ MySQL server ให้เหมาะสมกับ workload ของเรา ตัวอย่าง config ที่ผมเคยใช้ปรับแต่ง MySQL server นะครับ (อันนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งนะครับ ของจริงยาวกว่านี้เยอะ!)
[mysqld]
innodb_buffer_pool_size = 2G
query_cache_type = 1
query_cache_size = 64M
thread_cache_size = 16
table_open_cache = 2048
Parameter พวกนี้จะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของ MySQL server ได้นะครับ แต่ต้องระวังอย่าตั้งค่าสูงเกินไป เพราะอาจจะทำให้ server กิน RAM เยอะเกินไปได้
นอกจากนี้ การใช้ plugin สำหรับ optimize database ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจนะครับ เช่น WP-Optimize หรือ Advanced Database Cleaner พวกนี้จะช่วยล้าง table ที่ไม่จำเป็น, optimize table, และลบ revision เก่าๆ ออกไป ทำให้ database ของเราสะอาดและเร็วขึ้น