Network
น้องๆ หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ OPNsense กับ pfSense มาบ้างแล้วใช่มั้ย? สองตัวนี้เป็นไฟร์วอลล์ Open Source ยอดนิยมที่แอดมินหลายๆ ที่เค้าใช้กัน ทั้งคู่มีพื้นฐานมาจาก FreeBSD เหมือนกัน แต่ก็มีรายละเอียดที่ต่างกันอยู่พอสมควร สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe ก็เคยลองเล่นทั้งสองตัวนี้แหละ วันนี้จะมาเล่าให้ฟังว่าแต่ละตัวมันมีดีมีเสียยังไง แล้วเราควรจะเลือกใช้ตัวไหนถึงจะเหมาะกับงานของเรา
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมเราต้องมีไฟร์วอลล์ ไฟร์วอลล์ก็เหมือนยามหน้าประตูบ้านเรานั่นแหละ คอยตรวจตราว่าใครจะเข้าจะออกบ้านเราบ้าง ถ้าใครไม่มีสิทธิ์ก็กันออกไป ป้องกันไม่ให้คนร้ายเข้ามาขโมยของ หรือทำร้ายคนในบ้านได้ ในโลกของเน็ตเวิร์ก ไฟร์วอลล์จะช่วยป้องกันไม่ให้แฮกเกอร์ หรือมัลแวร์ต่างๆ เข้ามาในระบบของเราได้นั่นเอง
สมัยก่อนตอนที่ SiamCafe ยังรุ่งเรืองเนี่ย เจอเคสโดนแฮกบ่อยมาก บางทีก็เป็นสคริปต์กากๆ ที่เด็กแถวบ้านเขียนเอง บางทีก็เป็นพวกที่มาจากต่างประเทศ ไฟร์วอลล์ดีๆ นี่แหละช่วยชีวิตไว้ได้เยอะเลย
OPNsense เกิดมาทีหลัง pfSense แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยหน้าตาที่ทันสมัย ใช้งานง่าย และเน้นความปลอดภัยเป็นพิเศษ OPNsense มีฟีเจอร์ที่ครบครัน และยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการไฟร์วอลล์ Open Source ที่ทันสมัย
การติดตั้ง OPNsense ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด สมัยนี้มี ISO ให้โหลดไปเขียนใส่ USB แล้วบูตเครื่องได้เลย
หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว เราก็จะได้ไฟร์วอลล์ OPNsense ที่พร้อมใช้งานแล้ว
# ตัวอย่างการตั้งค่า Firewall Rule ใน OPNsense (ผ่าน Web UI)
# 1. เข้าไปที่ Firewall -> Rules -> LAN
# 2. กดปุ่ม Add เพื่อสร้าง Rule ใหม่
# 3. ตั้งค่า Source เป็น LAN net
# 4. ตั้งค่า Destination เป็น Any
# 5. เลือก Action เป็น Pass
# 6. กด Save
pfSense เป็นไฟร์วอลล์ Open Source ที่มีอายุยาวนานกว่า OPNsense มี Community ที่ใหญ่กว่า และมี Plugin ให้เลือกใช้เยอะกว่า pfSense เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ที่ต้องการไฟร์วอลล์ที่เสถียรและมีฟีเจอร์ที่ครบครัน
การติดตั้ง pfSense ก็คล้ายๆ กับ OPNsense เลย โหลด ISO เขียนใส่ USB แล้วบูตเครื่อง
หลังจากติดตั้งเสร็จแล้ว เราก็จะได้ไฟร์วอลล์ pfSense ที่พร้อมใช้งานแล้วเหมือนกัน
# ตัวอย่างการตั้งค่า Firewall Rule ใน pfSense (ผ่าน Web UI)
# 1. เข้าไปที่ Firewall -> Rules -> LAN
# 2. กดปุ่ม Add เพื่อสร้าง Rule ใหม่
# 3. ตั้งค่า Source เป็น LAN net
# 4. ตั้งค่า Destination เป็น Any
# 5. เลือก Action เป็น Pass
# 6. กด Save
อยากรู้เรื่อง Network เพิ่มเติม ลองเข้าไปดูที่ SiamCafe Blog ได้นะ
ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับOPNsense vs pfSense เลือกอะไรด:
| Feature | OPNsense | pfSense |
|---|---|---|
| UI | ทันสมัย ใช้งานง่าย | คลาสสิก แต่ใช้งานได้ดี |
| Security | เน้นความปลอดภัยเป็นพิเศษ | แข็งแกร่ง |
| Plugins | ฟรีส่วนใหญ่ | มีให้เลือกเยอะกว่า (ทั้งฟรีและเสียเงิน) |
| Community | กำลังเติบโต | ขนาดใหญ่ |
| Stability | ดี | ดีมาก |
| Update Frequency | บ่อย | ปานกลาง |
สรุปแล้ว OPNsense เหมาะสำหรับคนที่ต้องการไฟร์วอลล์ที่ทันสมัย ใช้งานง่าย และเน้นความปลอดภัยเป็นพิเศษ ส่วน pfSense เหมาะสำหรับคนที่ต้องการไฟร์วอลล์ที่เสถียร มี Community ขนาดใหญ่ และมี Plugin ให้เลือกใช้เยอะๆ ลองพิจารณาดูว่าความต้องการของเราคืออะไร แล้วค่อยตัดสินใจเลือกนะ
ถ้าอยากรู้เรื่อง Internet Cafe สมัยก่อน ลองเข้าไปอ่านใน SiamCafe Blog ดูนะ มีเรื่องเล่าสนุกๆ เยอะเลย
สมัยผมทำร้านเน็ต สิ่งที่ต้องระวังสุดคือเรื่องความปลอดภัยนี่แหละ คิดดูดิ เครื่องลูกข่าย 30-40 เครื่อง ใครจะคลิกอะไรมั่งก็ไม่รู้ Firewall เลยต้องแน่นไว้ก่อนเลย
ทั้ง OPNsense และ pfSense มีฟีเจอร์ firewall ที่แข็งแกร่ง แต่เราต้อง config ให้ดีด้วยนะ อย่าปล่อยให้เป็น default หมด ไม่งั้นก็เหมือนไม่ใส่เกราะ
เคยเจอเคสลูกค้าโดนแฮก เพราะเราไม่ได้ดู log นี่แหละ ตัวใครตัวมันเลยตอนนั้น Monitoring เลยสำคัญมาก ต้องคอยดู traffic แปลกๆ หรือ attempt ที่ไม่สำเร็จ
OPNsense กับ pfSense มีเครื่องมือ monitoring ให้เพียบ ใช้ให้เป็นประโยชน์นะพี่น้อง จะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นใน network เรา
# ตัวอย่าง command line สำหรับดู log ใน pfSense
clog /var/log/filter.log | grep "DROP"
สมัยก่อนผมทำร้านเกม Configuration firewall นี่สำคัญมากนะ ถ้าเครื่องเจ๊งขึ้นมา แล้วไม่มี backup นี่คือร้องไห้เลย ต้องมานั่ง config ใหม่หมด เสียเวลาทำมาหากิน
ดังนั้น Backup configuration เป็นประจำ จำไว้เลยนะน้องๆ ทั้ง OPNsense และ pfSense มีฟีเจอร์ backup ให้ใช้ ง่ายมากๆ อย่าขี้เกียจทำ
Software เก่าๆ มันก็เหมือนบ้านเก่าๆ นั่นแหละ มีรูรั่วให้โจรเข้าได้ง่ายๆ ต้องคอยอัพเดทแพทช์ security อยู่เสมอ
ทั้ง OPNsense และ pfSense มีการอัพเดท security เป็นประจำ อย่าลืมอัพเดทกันด้วยนะพี่น้อง
Router บ้านๆ มันก็สะดวกดี แต่ฟีเจอร์มันจำกัดไงน้อง ถ้าอยากได้ firewall ที่แข็งแกร่งกว่า อยาก config อะไรได้เยอะกว่า อยากทำ VPN Server เอง OPNsense หรือ pfSense คือคำตอบ
คิดง่ายๆ Router บ้านๆ คือรถเก๋ง แต่ OPNsense/pfSense คือรถบรรทุก ฟีเจอร์เยอะกว่า แรงกว่า แต่ก็ต้องเรียนรู้การขับขี่กันหน่อย
จริงๆ แล้ว Interface คล้ายๆ กันนะ แต่ OPNsense อาจจะดูทันสมัยกว่านิดหน่อย แต่โดยรวมแล้ว ถ้าเข้าใจ concept firewall ก็ไม่ยากเกินไปหรอก
สมัยก่อนผมก็ไม่เก่งหรอก แต่ค่อยๆ ลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เป็นเอง
ทั้งสองตัวมีฟีเจอร์ Load Balancing และ Failover นะ คือถ้าเน็ตเส้นหลักหลุด มันจะสลับไปใช้เส้นสำรองให้อัตโนมัติ
แต่สำคัญคือต้อง config ให้ถูกด้วยนะ ไม่ใช่ว่าซื้อมาแล้วมันจะทำงานเองเลย
อันนี้แล้วแต่ config นะ ถ้าเปิดฟีเจอร์เยอะๆ ทั้งคู่ก็กิน resource เยอะเหมือนกัน แต่ถ้า config แบบ basic ก็ไม่ต่างกันมาก
ถ้าเครื่อง server เก่าๆ อาจจะต้องลอง test ดูก่อนว่าตัวไหนเหมาะกว่ากัน
OPNsense และ pfSense เป็น firewall open source ที่ดีทั้งคู่ SiamCafe Blog หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะน้องๆ ว่าจะเลือกใช้ตัวไหน
ถ้าชอบ interface ทันสมัย และ community กำลังโต OPNsense ก็เป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าชอบอะไรที่ stable และมี plugin เยอะ pfSense ก็ไม่เลว
สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว และความต้องการของแต่ละคน iCafeForex ลองเล่น ลอง config ดู แล้วจะรู้ว่าตัวไหนเหมาะกับเราที่สุด
สมัยผมทำร้านเน็ต ผมใช้ pfSense เป็นหลัก เพราะ plugin มันเยอะดี แต่ OPNsense ก็เริ่มน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลังๆ นี่แหละ