IT General
น้องๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Observability (การสังเกตการณ์) Logs (บันทึก) Metrics (ตัวชี้วัด) Traces (ร่องรอย) กันมาบ้างแล้วใช่มั้ย? สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe ใหม่ๆ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน คำพวกนี้ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันเท่าไหร่หรอก ส่วนใหญ่ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ แต่พอระบบมันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ มันไม่ไหวแล้วจริงๆ
Observability มันคือความสามารถในการทำความเข้าใจระบบจากภายนอก โดยที่ไม่ต้องเข้าไปแกะโค้ดดูทั้งหมด คือมองจากอาการภายนอก แล้วรู้เลยว่าข้างในมันเกิดอะไรขึ้น เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนหมอที่วินิจฉัยโรคจากอาการคนไข้ ไม่ใช่ผ่าตัดเข้าไปดูอย่างเดียว Logs, Metrics, Traces เนี่ยแหละ คือเครื่องมือที่ช่วยให้เรา "สังเกตการณ์" ระบบได้ดีขึ้น
ทำไม Observability ถึงสำคัญ? ลองนึกภาพว่าเว็บ SiamCafe ของเรามีปัญหา ลูกค้าเข้าไม่ได้ กดสั่งกาแฟแล้ว error ถ้าเราไม่มี Logs, Metrics, Traces เราจะรู้ได้ยังไงว่าปัญหาเกิดจากอะไร? Server ล่ม? Database เต็ม? หรือโค้ดเรามี bug? การมี Observability ที่ดี จะช่วยให้เราหาสาเหตุของปัญหาได้เร็วขึ้น แก้ปัญหาได้ไวขึ้น ลูกค้าก็แฮปปี้ขึ้น
ก่อนจะไปถึงเรื่องการใช้งาน เรามาปูพื้นฐานกันก่อนนิดนึง จะได้ไม่งงเนอะ
Logs ก็คือบันทึกการทำงานของระบบ สมัยผมทำร้านเน็ตใหม่ๆ ผมก็ใช้ Logs นี่แหละในการตามหาคนแอบโกงเวลาเล่นเกม (หัวเราะ) Logs จะบอกเราว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อไหร่ ใครเป็นคนทำ เช่น "User X logged in at 10:00 AM", "Order #1234 placed successfully" Logs ที่ดีควรจะมีข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วน เช่น timestamp, severity (error, warning, info), message, และ context (user ID, transaction ID)
# Example Log Entry
2024-10-27 14:30:00 INFO User "john.doe" logged in successfully
Metrics คือตัวชี้วัดที่แสดงถึงประสิทธิภาพและสุขภาพของระบบ เช่น CPU utilization, memory usage, request latency, error rate Metrics จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของระบบ และสามารถ detect ปัญหาได้ก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อผู้ใช้งาน เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเกจวัดน้ำมันในรถยนต์ ถ้าเข็มมันชี้ใกล้ E เราก็รู้ว่าต้องเติมน้ำมันแล้ว
# Example Metric (CPU Utilization)
cpu_utilization: 75%
Traces คือร่องรอยของการ request ที่ไหลผ่านระบบ Traces จะช่วยให้เราเข้าใจว่า request หนึ่งๆ มันผ่าน service อะไรบ้าง ใช้เวลากับแต่ละ service เท่าไหร่ ถ้า request มันช้า เราจะได้รู้ว่า service ไหนที่เป็น bottleneck เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนการตามรอย GPS ของรถขนส่งสินค้า เราจะเห็นว่ารถวิ่งไปทางไหนบ้าง ติดอยู่ที่ไหนนานๆ
# Example Trace (Simplified)
Trace ID: 12345
- Service A: 100ms
- Service B: 500ms (bottleneck!)
- Service C: 200ms
เอาล่ะ ทีนี้เรามาดูวิธีใช้งาน Observability กันบ้าง สมัยผมทำ SiamCafe ผมเริ่มจาก Logs ก่อนเลย เพราะมันง่ายที่สุด แล้วค่อยๆ เพิ่ม Metrics กับ Traces เข้ามาทีหลัง
ผมจะสรุปขั้นตอนง่ายๆ ให้น้องๆ เอาไปลองทำตามกันได้เลย
มีเครื่องมือ Observability ให้เลือกใช้เยอะแยะมากมาย ทั้งแบบ Open Source และ Commercial ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความต้องการของแต่ละคน สมัยผมเริ่มต้น ผมใช้ ELK Stack (Elasticsearch, Logstash, Kibana) เพราะมันฟรี! แต่ถ้ามีงบประมาณ ก็ลองดูพวก Datadog, New Relic, Dynatrace ก็ได้ พวกนี้จะใช้งานง่ายกว่าเยอะ
หลังจากเลือกเครื่องมือได้แล้ว เราก็ต้องติดตั้ง Agents บน Server ของเรา Agents จะทำหน้าที่เก็บ Logs, Metrics, Traces แล้วส่งไปยังเครื่องมือ Observability ที่เราเลือกไว้ เช่น Filebeat (สำหรับ Logs), Prometheus (สำหรับ Metrics), Jaeger (สำหรับ Traces)
เมื่อข้อมูลเริ่มไหลเข้ามาแล้ว เราก็ต้องสร้าง Dashboards เพื่อ Visualize ข้อมูลเหล่านี้ Dashboards จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของระบบ และสามารถ Drill-down เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ เช่น สร้าง Dashboard แสดง CPU Utilization, Memory Usage, Request Latency, Error Rate
# Example Prometheus Query (PromQL)
rate(http_requests_total[5m])
หลายคนอาจจะสงสัยว่า Observability มันต่างจาก Monitoring ยังไง? สมัยก่อนเราเน้น Monitoring คือการเฝ้าดูระบบแบบ Passive เช่น ตั้ง Alert เมื่อ CPU Utilization เกิน 80% หรือ Disk Space เหลือน้อยกว่า 10% แต่ Observability มัน Active กว่า คือเราสามารถ Query ข้อมูลเพื่อหาคำตอบได้ เช่น "ทำไม Request นี้ถึงช้า?" หรือ "ทำไม Error Rate ถึงสูงขึ้น?"
เปรียบเทียบง่ายๆ Monitoring เหมือนการตรวจสุขภาพประจำปี ส่วน Observability เหมือนการวินิจฉัยโรคโดยแพทย์
ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้ จะเห็นภาพชัดเจนขึ้น
| Feature | Monitoring | Observability |
|---|---|---|
| Focus | Known issues | Unknown issues |
| Approach | Reactive | Proactive |
| Data Type | Metrics, Alerts | Logs, Metrics, Traces |
| Question | Is the system working? | Why is the system not working? |
หวังว่าน้องๆ จะเข้าใจ Observability มากขึ้นนะครับ ลองเอาไปปรับใช้กับระบบของตัวเองดู แล้วจะรู้ว่ามันช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลยนะครับ หรือเข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ได้เลย
สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่า Observability มันไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็น Mindset ที่เราต้องปลูกฝังให้กับทีมงานทุกคน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจระบบของเราอย่างลึกซึ้ง และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ SiamCafe Blog มีบทความดีๆ อีกเยอะ ลองเข้าไปอ่านดูนะ!
เอาล่ะน้องๆ หลังจากที่เราคุยกันเรื่อง Logs, Metrics, Traces ไปแล้ว คราวนี้มาดูเคล็ดลับที่พี่ใช้จริงตอนทำร้านเน็ต SiamCafe ยุคบุกเบิกกันบ้าง บอกเลยว่าสมัยนั้นไม่มีเครื่องมือเทพๆ แบบสมัยนี้ เราต้องงัดทุกกระบวนท่าออกมาใช้
จำไว้ว่า Observability ไม่ใช่แค่ "ดู" แต่คือ "เข้าใจ" ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ
สมัยก่อน Harddisk แพง Logging เลยต้องประหยัด แต่ก็ต้องได้ข้อมูลที่จำเป็น พี่เลยทำ Template Logging ง่ายๆ แต่ครอบคลุม เช่น
[TIMESTAMP] [LEVEL] [MODULE] - MESSAGE (เพิ่มเติม: ERROR CODE, USER ID)
เช่น [2024-10-27 10:00:00] [ERROR] [LOGIN] - Invalid password (Error Code: 101, User ID: john.doe) แบบนี้จะช่วยให้ Filter หาข้อมูลได้ง่ายมาก ลองเอาไปปรับใช้ดูนะ
พี่ใช้โปรแกรม Monitor Network Traffic ง่ายๆ (สมัยนั้นใช้ MRTG) เพื่อดู CPU Usage, Network Bandwidth แบบ Real-time ถ้าเครื่องไหน CPU ขึ้นสูงผิดปกติ หรือ Bandwidth วิ่งเต็มตลอดเวลา ก็รู้ได้ทันทีว่ามีปัญหาแล้ว
จำไว้ว่า Metrics ที่ดี ต้องช่วยให้เรา "เห็น" ปัญหา ก่อนที่ลูกค้าจะบ่น
สมัยก่อนไม่มี Distributed Tracing Tool แบบสมัยนี้ เวลาเจอปัญหา Application Hang พี่ต้องเข้าไป Debug ทีละ Process เลย ใช้ Process Explorer ส่องดู Thread ที่ทำงานอยู่ แล้วไล่ดู Code ทีละบรรทัด (สมัยนั้นใช้ Delphi) กว่าจะเจอต้นเหตุนี่แทบกระอักเลือด
แต่ประสบการณ์ตรงนี้สอนให้พี่เข้าใจการทำงานของ Application อย่างลึกซึ้ง และรู้ว่าการ Debugging ที่ดี คือการ Logging ที่ดีตั้งแต่แรก (วนกลับไปข้อ 1)
อย่ามอง Logs, Metrics, Traces แยกกัน ให้มองภาพรวมทั้งหมด สมมติว่า User Login ไม่ได้ ให้ดู Logs ว่ามี Error อะไร Metrics เกี่ยวกับ Network Latency เป็นยังไง Traces ของ Authentication Process เป็นยังไง เอาข้อมูลทั้งหมดมาประกอบกัน จะช่วยให้หาสาเหตุได้เร็วขึ้น
คิดภาพเหมือนหมอวินิจฉัยโรค ต้องดูอาการคนไข้ (Logs), ผลเลือด (Metrics), และ X-Ray (Traces) ประกอบกัน
Monitoring คือการ "ดู" สิ่งที่เรา "รู้" ว่าต้องดู (เช่น CPU Usage, Memory Usage) แต่ Observability คือการ "เข้าใจ" สิ่งที่เรา "ไม่รู้" ว่าต้องดู (เช่น ปัญหาที่เกิดจาก Microservice ตัวใหม่ที่เพิ่ง Deploy ไป) Monitoring เหมาะกับปัญหาที่ "รู้" อยู่แล้ว Observability เหมาะกับปัญหาที่ "ไม่รู้" ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เริ่มจาก Logging ที่ดีก่อนเลยน้อง เขียน Log ให้ละเอียด ครอบคลุม และเป็นระบบ หลังจากนั้นค่อยเพิ่ม Metrics ที่จำเป็น และถ้า Application ซับซ้อนมากๆ ค่อย Implement Tracing ทีหลัง
มีทั้งแบบ Open Source (เช่น Prometheus, Grafana, Jaeger) และแบบ Commercial (เช่น Datadog, New Relic) เลือกใช้ให้เหมาะกับงบประมาณและความต้องการของตัวเอง ถ้าเพิ่งเริ่มต้น ลองใช้ Open Source ก่อนก็ได้
ไม่จำเป็นต้องมีทีม Observability โดยเฉพาะก็ได้น้อง ให้ Developer และ Operation ช่วยกันรับผิดชอบเรื่องนี้ แบ่งหน้าที่กันให้ชัดเจน ใครดูแล Logs ใครดูแล Metrics ใครดูแล Traces และที่สำคัญคือต้องสื่อสารกันให้ดี
Observability ไม่ใช่แค่ Buzzword แต่เป็นแนวคิดที่สำคัญในการพัฒนาและดูแล Application ในยุคปัจจุบัน Logs, Metrics, Traces คือเครื่องมือที่ช่วยให้เรา "เห็น" และ "เข้าใจ" ปัญหาที่เกิดขึ้น และสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
อย่าลืมว่า Observability เป็นกระบวนการต่อเนื่อง ต้องปรับปรุงและพัฒนาอยู่เสมอ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ต้องลองผิดลองถูก และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง iCafeForex คือแหล่งความรู้และ Community ที่ดีสำหรับคนทำ IT
หวังว่าน้องๆ จะได้ประโยชน์จากบทความนี้นะ แล้วเจอกันใหม่บทความหน้า เข้าไปอ่านบทความอื่นๆ ได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ