Nginx vs Apache Comparison Linux

Nginx vs Apache Comparison

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Nginx vs Apache: พี่บอม SiamCafe เทียบให้เห็นภาพ!

Nginx vs Apache Comparison คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

น้องๆ เคยสงสัยมั้ยว่าเวลาเข้าเว็บเนี่ย เบื้องหลังมันมีอะไรทำงานอยู่? Apache กับ Nginx เนี่ยแหละคือตัวหลักๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Web Server คอยรับ request จาก browser เรา แล้วส่งข้อมูลกลับมาให้เราเห็นเป็นหน้าเว็บสวยๆ

สมัยพี่ทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย จำได้เลยว่า Apache คือพระเอก แต่พอเว็บเริ่มซับซ้อนขึ้น Traffic เยอะขึ้น Nginx ก็เริ่มเข้ามามีบทบาท เพราะมันกินทรัพยากรน้อยกว่า เร็วกว่า เหมาะกับเว็บที่ต้องการ Performance สูงๆ

ทำไมต้องเทียบ? เพราะการเลือก Web Server ที่เหมาะกับงานของเรา มันเหมือนกับการเลือกเครื่องมือให้ถูกประเภท ถ้าเราใช้สว่านเจาะปูน งานมันก็ไม่เนียนใช่มั้ยล่ะ? เลือกผิดชีวิตเปลี่ยนเลยนะน้อง!

พื้นฐานที่ต้องรู้

Web Server คืออะไร?

ง่ายๆ เลย Web Server คือโปรแกรมที่รันอยู่บน Server (เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการ) คอยรับคำขอ (Request) จาก Client (เช่น Browser ของเรา) แล้วส่งข้อมูล (Response) กลับไปให้ Client แสดงผล

HTTP Protocol คืออะไร?

HTTP คือภาษาที่ Browser กับ Web Server ใช้คุยกัน มันคือ Protocol ที่กำหนดรูปแบบการสื่อสาร เช่น Browser ส่ง Request แบบไหน Web Server ต้องตอบกลับแบบไหน ลองนึกภาพว่าเราคุยกับชาวต่างชาติ ถ้าพูดคนละภาษาก็คุยกันไม่รู้เรื่อง HTTP ก็เหมือนภาษากลางที่ทำให้ Browser กับ Web Server เข้าใจกัน

Reverse Proxy คืออะไร?

Reverse Proxy เนี่ย เหมือนยามหน้าบ้านที่คอยรับแขกแล้วส่งต่อไปให้คนที่เกี่ยวข้อง ในโลก Web Server มันคือการที่ Nginx หรือ Apache ทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับ Request จาก Client แล้วส่งต่อไปให้ Backend Server (เช่น Server ที่รัน Application ของเรา) ข้อดีคือช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลด Load ให้ Backend Server และทำ Cache ได้

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

เอาล่ะ มาถึงส่วนที่น้องๆ น่าจะอยากรู้มากที่สุด นั่นคือการใช้งานจริง! พี่จะเล่าจากประสบการณ์ตรงที่เคยเจอมาสมัยทำร้านเน็ตนะ

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

ติดตั้ง Apache

Apache เนี่ย ติดตั้งง่ายมาก สำหรับ Debian/Ubuntu ก็ใช้คำสั่งนี้เลย:


sudo apt update
sudo apt install apache2

ส่วน CentOS/RHEL ก็:


sudo yum update
sudo yum install httpd
sudo systemctl start httpd
sudo systemctl enable httpd

ติดตั้งเสร็จแล้วลองเข้า Browser แล้วพิมพ์ localhost หรือ IP Address ของ Server เรา ถ้าเห็นหน้า Apache Default Page ก็แปลว่าติดตั้งสำเร็จ!

ติดตั้ง Nginx

Nginx ก็ไม่ยากเหมือนกัน Debian/Ubuntu:


sudo apt update
sudo apt install nginx

CentOS/RHEL:


sudo yum update
sudo yum install nginx
sudo systemctl start nginx
sudo systemctl enable nginx

เหมือน Apache เลย ลองเข้า localhost หรือ IP Address ของ Server ดู ถ้าเห็นหน้า Nginx Welcome Page ก็แปลว่าเรียบร้อย!

Config พื้นฐาน: Virtual Host (Apache) / Server Block (Nginx)

Virtual Host (Apache) หรือ Server Block (Nginx) เนี่ย คือการกำหนดว่า Web Server จะต้อง Handle Domain ไหน เช่น ถ้ามีคนเข้า www.example.com Web Server จะต้องไปอ่านไฟล์จาก Folder ไหน

Apache: สร้างไฟล์ config ใน /etc/apache2/sites-available/ แล้ว Enable Site ด้วยคำสั่ง a2ensite

Nginx: สร้างไฟล์ config ใน /etc/nginx/conf.d/ หรือ /etc/nginx/sites-available/ แล้วสร้าง Symlink ไปที่ /etc/nginx/sites-enabled/

ตัวอย่าง Config (Apache):


<VirtualHost *:80>
    ServerName www.example.com
    DocumentRoot /var/www/example.com
    <Directory /var/www/example.com>
        AllowOverride All
        Require all granted
    </Directory>
</VirtualHost>

ตัวอย่าง Config (Nginx):


server {
    listen 80;
    server_name www.example.com;
    root /var/www/example.com;

    index index.html index.htm index.php;

    location / {
        try_files $uri $uri/ =404;
    }

    location ~ \.php$ {
        include snippets/fastcgi-php.conf;
        fastcgi_pass unix:/run/php/php7.4-fpm.sock;  // ปรับตาม version PHP ที่ใช้
    }
}

อย่าลืม Restart Web Server หลังแก้ไข Config นะน้อง!

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น + ตาราง

นอกจาก Apache กับ Nginx แล้ว ยังมี Web Server อื่นๆ อีกนะ เช่น Lighttpd, Caddy แต่สองตัวนี้เป็นที่นิยมที่สุดแล้ว

Lighttpd เนี่ย เหมาะกับเว็บเล็กๆ ที่ต้องการ Resource น้อยๆ ส่วน Caddy จะเน้นความง่ายในการ Config มี Auto HTTPS ด้วย แต่ Community ยังไม่ใหญ่เท่า Apache กับ Nginx

คุณสมบัติ Apache Nginx
Architecture Process-based Event-driven
Performance ดีสำหรับ Static Content น้อย แต่กิน Resource เยอะ ดีมากสำหรับ Static Content และ Concurrent Connections เยอะ
Configuration ซับซ้อนกว่า ใช้ .htaccess ได้ ง่ายกว่า แต่ต้อง Config ในไฟล์หลัก
Module มี Module เยอะมาก มี Module น้อยกว่า แต่จำเป็นๆ ครบ
Use Cases เว็บขนาดเล็กถึงกลาง, WordPress เว็บขนาดใหญ่, Load Balancing, Reverse Proxy

สรุปง่ายๆ คือ ถ้าเว็บน้องเป็นเว็บเล็กๆ หรือใช้ WordPress Apache ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าเว็บน้องมี Traffic เยอะๆ ต้องการ Performance สูงๆ Nginx จะตอบโจทย์มากกว่า

ถ้าอยากอ่านเรื่อง IT สนุกๆ เพิ่มเติม แวะไปที่ SiamCafe Blog ได้เลย พี่เขียนไว้เยอะแยะ!

สุดท้ายนี้ พี่อยากฝากไว้ว่า เทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็วมาก น้องๆ ต้องขยันศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอนะ อย่าหยุดที่จะเรียนรู้!

สำหรับใครที่อยากรู้เรื่องราวสมัยร้านเน็ตพี่ แวะมาอ่านได้ที่ SiamCafe Blog นะ!

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

เอาล่ะน้องๆ มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดแล้ว นั่นคือเคล็ดลับจากประสบการณ์ตรงของพี่บอมเอง สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe นี่เจอปัญหามาเยอะแยะมากมาย Apache ก็ใช้ Nginx ก็ลอง เรียกได้ว่าคลุกคลีตีโมงกันมาหมดแล้ว

จำไว้เลยว่าไม่มีอะไร "ดีที่สุด" เสมอไป มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และความถนัดของแต่ละคนมากกว่า

เทคนิคที่ 1: เลือกให้เหมาะกับงาน

Apache เนี่ยเหมาะกับเว็บที่มี dynamic content เยอะๆ พวก WordPress, Joomla, Drupal หรืออะไรที่ต้องรัน PHP หนักๆ เพราะมันมี .htaccess ที่ช่วยให้เรา config พวก URL rewriting หรือ security ได้ง่าย แต่ข้อเสียคือมันกิน resource เยอะ

ส่วน Nginx เนี่ยเหมาะกับเว็บที่ static content เยอะๆ พวกรูปภาพ, CSS, JavaScript เพราะมันจัดการพวกนี้ได้เร็วกว่า Apache มากๆ แถมยังกิน resource น้อยกว่าด้วย เพราะงั้นถ้าเว็บน้องๆ มีรูปเยอะๆ หรือเป็น Single Page Application (SPA) เนี่ย Nginx เวิร์คกว่าแน่นอน

เทคนิคที่ 2: Cache ให้เป็น

ไม่ว่าจะเป็น Apache หรือ Nginx การ Cache คือหัวใจสำคัญของการทำเว็บให้เร็วขึ้น Apache มี mod_cache ส่วน Nginx ก็มี proxy_cache ลองศึกษาดูนะ แล้วเอาไปปรับใช้กับเว็บของน้องๆ จะช่วยลด load ของ server ได้เยอะเลย

สมัยผมทำร้านเน็ตนี่ Cache พวกรูปภาพในเกม Ragnarok นี่แหละ ตัวดีเลย Load หนักมาก พอ Cache แล้วลื่นปรื้ดๆ

เทคนิคที่ 3: Load Balancing

ถ้าเว็บของน้องๆ เริ่มมี traffic เยอะๆ การใช้ Load Balancing จะช่วยกระจาย traffic ไปยังหลายๆ server ทำให้เว็บไม่ล่ม Load Balancing เนี่ยทำได้ทั้งกับ Apache และ Nginx แต่ Nginx จะขึ้นชื่อเรื่องนี้มากกว่า เพราะมันถูกออกแบบมาให้เป็น reverse proxy และ load balancer ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมเคยเจอเคสนึง เว็บไซต์ของลูกค้า traffic ถล่มทลาย Apache ตัวเดียวรับไม่ไหว พอทำ Load Balancing ด้วย Nginx นี่รอดตายเลย

เทคนิคที่ 4: Monitor และ Optimize

อย่าลืม Monitor performance ของ server และเว็บอยู่เสมอ ใช้ tools ต่างๆ เช่น `top`, `htop`, `netstat` หรือพวก monitoring services ต่างๆ เพื่อดูว่า server ของน้องๆ ทำงานยังไง แล้วก็ Optimize config ของ Apache หรือ Nginx ให้เหมาะสม


# ตัวอย่างการปรับ worker processes ใน Nginx
worker_processes auto;

สมัยผมทำร้านเน็ตนี่ ต้องคอยดู CPU usage, memory usage, network traffic ตลอดเวลา เพราะถ้า server ล่มนี่ลูกค้าโวยวายแน่นอน

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Nginx กับ Apache อันไหนกิน resource น้อยกว่ากัน?

Nginx กิน resource น้อยกว่า Apache ครับ เพราะมันใช้ architecture ที่แตกต่างกัน Nginx เป็น event-driven asynchronous architecture ส่วน Apache เป็น process-based หรือ thread-based architecture

ถ้าใช้ WordPress ควรเลือกอะไรดี?

ถ้าใช้ WordPress พี่แนะนำให้ใช้ Apache ครับ เพราะ WordPress ใช้ .htaccess เยอะ ซึ่ง Apache รองรับได้ดีกว่า แต่ถ้าอยากใช้ Nginx ก็ต้อง config เพิ่มเติม

Nginx เหมาะกับเว็บประเภทไหน?

Nginx เหมาะกับเว็บที่ static content เยอะๆ หรือเว็บที่ต้องการ performance สูงๆ เช่น พวก Single Page Application (SPA), เว็บไซต์ที่มีรูปภาพเยอะๆ, เว็บไซต์ที่ต้องการทำ Load Balancing

ถ้าอยากเรียนรู้เพิ่มเติม ควรเริ่มจากตรงไหน?

เริ่มจาก document ของ Apache และ Nginx เลยครับ อ่านให้เข้าใจ แล้วลองทำตาม tutorial ต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต SiamCafe Blog ก็มีบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่บ้าง ลองเข้าไปอ่านดูได้

สรุป

Apache กับ Nginx ต่างก็มีข้อดีข้อเสียของตัวเอง เลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน และอย่าลืม Monitor และ Optimize performance ของ server และเว็บอยู่เสมอ ที่สำคัญคือต้องลองผิดลองถูก เรียนรู้จากประสบการณ์จริง แล้วน้องๆ จะเก่งเอง

สุดท้ายนี้ พี่ขอฝาก iCafeForex ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจน้องๆ ด้วยนะ