Network
น้องๆ เคยสงสัยไหมว่าทำไมเวลาเล่นเกมออนไลน์ถึงแลค? หรือทำไมบางทีเข้าเว็บไม่ได้? ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Network มันมีปัญหาไงล่ะ! Network Monitoring Tools ก็คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราสอดส่องดูแล Network ของเราว่ามันทำงานเป็นปกติไหม มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe.net (ตั้งแต่ปี 1997 นะเออ!) เรื่อง Network นี่สำคัญสุดๆ ลูกค้าเล่นเกมไม่ได้ เข้าเว็บไม่ได้ ก็เจ๊งสิครับ! เราต้องรู้ตลอดว่าเครื่องไหนใช้ Bandwidth เยอะเกินไป Router ตัวไหนเริ่มงอแง Network Monitoring Tools นี่แหละคือตัวช่วยหลักเลย
คิดง่ายๆ มันเหมือนกับเรามีหมอที่คอยตรวจสุขภาพ Network ของเราตลอดเวลา ถ้าเจออะไรผิดปกติ หมอก็จะบอกเรา เราจะได้รีบรักษา ก่อนที่ Network มันจะ "ป่วย" หนักจนใช้งานไม่ได้ไงล่ะ
ก่อนจะไปใช้งาน Network Monitoring Tools จริงๆ จังๆ เราต้องมีพื้นฐานความรู้กันก่อนนิดหน่อยนะ ไม่ต้องกลัว! ไม่ยากอย่างที่คิด
SNMP คือภาษาที่อุปกรณ์ Network (เช่น Router, Switch, Server) ใช้คุยกับ Network Monitoring Tools ครับ อุปกรณ์จะส่งข้อมูลสถานะต่างๆ (เช่น CPU Load, Memory Usage, Bandwidth Usage) มาให้ Monitoring Tools โดยใช้ SNMP
ลองนึกภาพว่า SNMP คือล่ามที่คอยแปลภาษาจากอุปกรณ์ Network ให้เราเข้าใจง่ายๆ นั่นเอง
Ping คือการส่งสัญญาณเล็กๆ ไปยังอุปกรณ์ Network เพื่อดูว่าอุปกรณ์นั้นยังมีชีวิตอยู่และตอบสนองหรือไม่ ถ้า Ping สำเร็จ แสดงว่า Network Connection ยังดีอยู่
Traceroute จะคล้ายๆ Ping แต่จะแสดงเส้นทางที่สัญญาณเดินทางผ่านไป ทำให้เราเห็นภาพรวมของ Network Path และสามารถระบุจุดที่ Network มีปัญหาได้
สมัยผมทำร้านเน็ต Ping นี่ใช้บ่อยมาก! เช็คตลอดว่า Server เกมยังออนไลน์อยู่ไหม ถ้า Ping ไม่ได้ ก็รู้เลยว่าต้องรีบเข้าไปดู
Bandwidth คือปริมาณข้อมูลที่สามารถส่งผ่าน Network ได้ในเวลาที่กำหนด (เช่น Mbps หรือ Gbps) ยิ่ง Bandwidth เยอะ ยิ่งส่งข้อมูลได้เร็ว
Latency คือระยะเวลาที่ข้อมูลใช้ในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง (เช่น ms) ยิ่ง Latency น้อย ยิ่งตอบสนองได้เร็ว
Latency สูงๆ นี่ตัวร้ายเลย! ทำให้เล่นเกมแล้วแลค ดู Video แล้วกระตุก
การใช้งาน Network Monitoring Tools ไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ เดี๋ยวผมจะแนะนำขั้นตอนง่ายๆ ให้
Network Monitoring Tools มีให้เลือกเยอะมาก ทั้งแบบ Open Source (ฟรี) และแบบ Commercial (เสียเงิน) เลือก Tools ที่เหมาะกับความต้องการและงบประมาณของเรา
สมัยผมทำร้านเน็ต ผมใช้ทั้งแบบ Open Source และ Commercial ครับ Open Source ก็ดีตรงที่ฟรี แต่ต้องมีความรู้เรื่อง Linux นิดหน่อย ส่วน Commercial ก็ใช้ง่ายกว่า แต่ก็ต้องจ่ายเงิน
ตัวอย่าง Tools ที่น่าสนใจ:
หลังจากเลือก Tools ได้แล้ว ก็ทำการติดตั้งและตั้งค่าตามคู่มือของ Tools นั้นๆ โดยทั่วไปแล้ว เราจะต้องกำหนดค่า IP Address ของอุปกรณ์ Network ที่เราต้องการ Monitor และเปิดใช้งาน SNMP บนอุปกรณ์เหล่านั้น
# ตัวอย่างการเปิดใช้งาน SNMP บน Router Cisco
configure terminal
snmp-server community public RO
snmp-server enable traps
end
Code ข้างบนนี้เป็นตัวอย่างการตั้งค่า SNMP บน Router Cisco นะครับ (อย่าลืมเปลี่ยน public เป็น Community String ที่ปลอดภัยกว่านี้นะครับ!)
หลังจากตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว เราก็จะสามารถ Monitor Network ของเราได้แล้ว Network Monitoring Tools จะแสดงข้อมูลต่างๆ เช่น CPU Load, Memory Usage, Bandwidth Usage, Latency ในรูปแบบกราฟหรือตาราง ทำให้เราเห็นภาพรวมของ Network ได้ง่าย
เมื่อเจออะไรผิดปกติ (เช่น CPU Load สูงผิดปกติ, Bandwidth Usage เต็มตลอดเวลา) เราก็ต้องวิเคราะห์หาสาเหตุและแก้ไขปัญหาต่อไป SiamCafe Blog มีบทความเกี่ยวกับ Troubleshooting Network เยอะเลย ลองเข้าไปอ่านดูนะ
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องใช้ Network Monitoring Tools ในเมื่อเราสามารถใช้ Tools อื่นๆ ได้เหมือนกัน เช่น Ping, Traceroute, หรือ Command-line Tools ต่างๆ
แน่นอนว่า Tools เหล่านั้นก็มีประโยชน์ แต่ Network Monitoring Tools จะให้ภาพรวมที่ครบถ้วนและ Real-time มากกว่า แถมยังมี Alerting System ที่จะแจ้งเตือนเราเมื่อมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น ทำให้เราไม่ต้องเฝ้าหน้าจออยู่ตลอดเวลา
ลองดูตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้:
| Feature | Ping/Traceroute | Command-line Tools | Network Monitoring Tools |
|---|---|---|---|
| Real-time Monitoring | No | No | Yes |
| Alerting System | No | No | Yes |
| Historical Data | No | No | Yes |
| Reporting | No | No | Yes |
| Complexity | Low | Medium | Medium/High |
จากตารางจะเห็นว่า Network Monitoring Tools มีข้อดีหลายอย่าง แต่ก็อาจจะซับซ้อนกว่าเล็กน้อย แต่ถ้าเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับแล้ว คุ้มค่าแน่นอน!
สรุปง่ายๆ Network Monitoring Tools เปรียบเสมือน "ตา" ที่คอยสอดส่องดูแล Network ของเราตลอดเวลา ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและป้องกันไม่ให้ Network ล่ม SiamCafe Blog มีบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเยอะเลย ลองเข้าไปอ่านดูนะครับ
เอาล่ะน้องๆ มาถึงส่วนสำคัญแล้ว เคล็ดลับที่พี่บอมสั่งสมมาจากการคลุกคลีกับ network มา 28+ ปี สมัยทำร้านเน็ต SiamCafe นี่แหละ เจ็บจริง เรียนรู้จริง ไม่มีกั๊ก
จำไว้เลยว่า network monitoring ไม่ใช่แค่ลงโปรแกรมแล้วจบ ต้องวางแผน ต้องปรับแต่ง ต้องดูแลเหมือนลูกในไส้เลยนะ
ก่อนจะไปหาว่าอะไรผิดปกติ เราต้องรู้ก่อนว่า "ปกติ" ของเราคืออะไร สมัยก่อนผมจะนั่งจดเลยว่าช่วงเวลาไหน traffic เยอะ ช่วงไหน CPU router ขึ้น peak แล้วค่อยๆ ปรับแต่ง
ทำ baseline ไว้เลยน้อง ช่วงเวลาไหน traffic ควรจะเป็นเท่าไหร่ latency ควรจะเป็นเท่าไหร่ CPU ควรจะวิ่งเท่าไหร่ ถ้าอะไรเกินกว่านี้ แปลว่า "ผิดปกติ" ละ
ไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอด 24 ชั่วโมง สร้างระบบแจ้งเตือนซะ! สมัยนี้มีเครื่องมือเยอะแยะที่ทำได้ทั้ง email, SMS, หรือแม้แต่ส่งข้อความเข้า LINE
ตั้งค่าให้ละเอียดหน่อยนะ อย่าให้มันเตือนพร่ำเพรื่อจนรำคาญ ต้องเตือนเฉพาะเรื่องสำคัญจริงๆ เช่น server down, bandwidth เกิน limit, หรือมี traffic แปลกๆ โผล่มา
# ตัวอย่างการตั้งค่า alert ใน Nagios
define service{
use generic-service
host_name your_server
service_description HTTP
check_command check_http
notification_interval 60 ; Notify every 60 minutes
notification_period 24x7 ; Send notifications at any time
contacts your_email
}
ตัวเลขเยอะๆ ใครจะไปจำได้! ใช้เครื่องมือที่ช่วย visualize data เช่น Grafana หรือ Kibana ทำ dashboard สวยๆ ให้เห็นภาพรวมของ network
การเห็นภาพรวม จะช่วยให้เรา detect ปัญหาได้เร็วขึ้น และเข้าใจ pattern การใช้งาน network ได้ดีขึ้นด้วย
สำคัญมากๆ! เปิด logging ทุกอย่างที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็น firewall logs, router logs, server logs เวลาเกิดปัญหา จะได้มีข้อมูลให้วิเคราะห์ย้อนหลัง
ผมเคยเจอเคส server โดน hack เพราะไม่ได้เปิด firewall logging ไว้ กว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว เสียหายเยอะเลย
A: แล้วแต่ขนาด network และงบประมาณ ถ้า network เล็กๆ เครื่องมือฟรีก็เหลือเฟือ แต่ถ้าใหญ่มากๆ หรือต้องการ feature พิเศษ ก็อาจจะต้องพิจารณาเครื่องมือที่ต้องจ่ายเงิน
A: ไม่จำเป็นต้องเยอะ! เลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการของเราจริงๆ เน้นใช้งานให้คุ้มค่าดีกว่ามีเครื่องมือเยอะแยะแต่ใช้ไม่เป็น
A: พื้นฐาน network ต้องมีแน่นอน แต่ไม่ต้องถึงกับเป็น network engineer ก็ได้ เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการใช้งานเครื่องมือก็ได้
A: เริ่มจากสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน เช่น server uptime, bandwidth usage, CPU utilization, disk space แล้วค่อยๆ เพิ่มสิ่งที่ต้อง monitoring ตามความจำเป็น
Network monitoring เป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ถ้าอยากให้ network ของเราทำงานได้อย่างราบรื่น ต้องลงทุนกับเครื่องมือและการเรียนรู้อย่างจริงจัง
อย่ากลัวที่จะลองผิดลองถูก ค่อยๆ เรียนรู้ไป แล้วเราจะกลายเป็น network ninja เองแหละน้อง!
แวะไปอ่านบทความอื่นๆ ที่ SiamCafe Blog กันได้นะ
ใครสนใจเรื่อง Forex ลองดูที่ iCafeForex นะครับ