Network
น้องๆ เคยสงสัยไหมว่าสายแลนที่ต่อคอมพิวเตอร์เราเนี่ย มันต่างกันยังไง ทำไมบางทีเล่นเกมแล้วแลค บางทีโหลดไฟล์ช้า นั่นแหละครับ เกี่ยวกับสายแลนที่เราใช้ด้วยนะ สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย เรื่องสายแลนสำคัญมาก เพราะถ้าสายไม่ดี ลูกค้าก็เล่นเกมไม่ได้ โดนด่าเละเทะ
Cat6 และ Cat7 คือมาตรฐานของสายแลนที่ใช้ในการเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆ Cat6 ก็เหมือนรถเก๋ง ส่วน Cat7 ก็เหมือนรถสปอร์ต แรงกว่า เร็วกว่า แต่ราคาก็แพงกว่าด้วย
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าสายแลนมันทำหน้าที่อะไร มันก็คือตัวกลางที่ส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, Router, Switch หรือแม้แต่เครื่องคิดเงินในร้านสะดวกซื้อก็ใช้สายแลนทั้งนั้น
ความเร็วในการส่งข้อมูลนี่แหละ คือหัวใจสำคัญของสายแลน แต่ละมาตรฐานก็จะมีความเร็วที่รองรับได้ไม่เท่ากัน Cat6 รองรับได้ถึง 10 Gigabit Ethernet ในขณะที่ Cat7 รองรับได้ถึง 100 Gigabit Ethernet (ในระยะทางที่จำกัดนะ)
Shielding คือฉนวนที่หุ้มสายแลนไว้ เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน STP (Shielded Twisted Pair) คือสายแลนที่มีฉนวนหุ้ม ทำให้สัญญาณรบกวนน้อยกว่า UTP (Unshielded Twisted Pair) ซึ่งไม่มีฉนวนหุ้ม สมัยก่อนผมชอบใช้ STP เพราะร้านผมอยู่ใกล้เสาไฟฟ้าแรงสูง สัญญาณรบกวนเยอะมาก
การใช้งานสายแลนก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่เสียบสายเข้ากับช่อง LAN ของอุปกรณ์ต่างๆ ก็เป็นอันเสร็จ แต่ถ้าอยากให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เราต้องเลือกสายแลนให้เหมาะสมกับการใช้งานด้วยนะ
สมมติว่าเราต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับ Router ที่บ้าน สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
ถ้าเราใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วไม่สูงมาก (ต่ำกว่า 1 Gbps) สาย Cat6 ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าเราต้องการความเร็วที่สูงกว่านั้น หรือต้องการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณรบกวนเยอะ เราก็ควรเลือกใช้ Cat7
ถ้าเราซื้อสายแลนสำเร็จรูปมา ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย แต่ถ้าเราต้องการตัดสายแลนให้มีความยาวตามต้องการ เราก็ต้องเข้าหัวสายแลนเอง ซึ่งต้องใช้เครื่องมือพิเศษที่เรียกว่า "คีมย้ำหัวแลน" ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าเข้าหัวไม่ดี สายแลนก็จะไม่สามารถใช้งานได้
// ตัวอย่างการเข้าหัวสายแลนแบบ T568B (มาตรฐานที่นิยมใช้)
// 1: Orange White
// 2: Orange
// 3: Green White
// 4: Blue
// 5: Blue White
// 6: Green
// 7: Brown White
// 8: Brown
หลังจากที่เราเสียบสายแลนเข้ากับอุปกรณ์ต่างๆ แล้ว เราก็ต้องทดสอบการเชื่อมต่อว่าใช้งานได้หรือไม่ โดยการ ping ไปยัง Router หรืออุปกรณ์อื่นๆ ในเครือข่าย
นอกจากสายแลนแล้ว เรายังมีทางเลือกอื่นในการเชื่อมต่อเครือข่ายอีก เช่น Wi-Fi แต่ละทางเลือกก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
Wi-Fi สะดวกสบาย ไม่ต้องเดินสาย แต่ความเร็วและความเสถียรอาจจะไม่เท่าสายแลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีสิ่งกีดขวางสัญญาณ หรือมีอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ Wi-Fi จำนวนมาก
ถ้าต้องการความเร็วและความเสถียรสูงสุด สายแลนยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด SiamCafe Blog มีบทความเปรียบเทียบเรื่องนี้ด้วยนะ ลองไปอ่านดูได้
| คุณสมบัติ | Cat6 | Cat7 | Wi-Fi |
|---|---|---|---|
| ความเร็วสูงสุด | 10 Gbps | 100 Gbps (ระยะทางสั้น) | ขึ้นอยู่กับมาตรฐาน (Wi-Fi 6 เร็วสุด) |
| Shielding | UTP/STP | STP | - |
| ความเสถียร | สูง | สูง | ต่ำ (ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม) |
| ความสะดวกสบาย | ต่ำ (ต้องเดินสาย) | ต่ำ (ต้องเดินสาย) | สูง (ไม่ต้องเดินสาย) |
| ราคา | ปานกลาง | สูง | ต่ำ (ค่า Router) |
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ นะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลย ผมยินดีตอบ SiamCafe Blog ยังมีบทความ IT ดีๆ อีกเยอะเลย
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย เรื่องสายแลนเป็นอะไรที่ต้องใส่ใจมากๆ เพราะถ้าสายไม่ดี เน็ตหลุด ลูกค้าก็หงุดหงิด เสียรายได้ไปอีก วันนี้เลยจะมาแชร์เคล็ดลับจากประสบการณ์ที่ใช้ได้จริงครับ
Cat6 กับ Cat7 มันก็ต่างกันนะน้อง อย่างที่บอกไปในบทความก่อนหน้า Cat7 มันดีกว่า แต่ก็แพงกว่า ถ้าเอามาใช้กับคอมพิวเตอร์ทั่วไปในร้านเน็ต Cat6 ก็เหลือเฟือแล้ว แต่ถ้าเอาไปใช้กับ Server หรืออุปกรณ์ที่ต้องการ Bandwidth สูงๆ ค่อยจัด Cat7 ไป
เรื่องนี้สำคัญมากๆ ตอนเข้าหัว RJ45 ต้องเรียงสายให้ถูกตามมาตรฐาน T568A หรือ T568B แล้วแต่จะเลือก แต่ต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่งแล้วทำให้เหมือนกันทั้งสองฝั่ง และที่สำคัญคือต้องเข้าให้แน่น ถ้าไม่แน่นสัญญาณมันจะดร็อป หรือหลุดไปเลย สมัยก่อนผมเข้าหัวสายแลนเองเป็นร้อยๆ เส้น จนชำนาญเลย
// ตัวอย่างการเรียงสาย T568A
// 1: เขียวสลับขาว
// 2: เขียว
// 3: ส้มสลับขาว
// 4: น้ำเงิน
// 5: น้ำเงินสลับขาว
// 6: ส้ม
// 7: น้ำตาลสลับขาว
// 8: น้ำตาล
อย่าปล่อยให้สายแลนพันกันยุ่งเหยิงเหมือนรังหนู นอกจากจะไม่สวยงามแล้ว ยังทำให้ดูแลรักษายากอีกด้วย แนะนำให้ใช้รางเก็บสาย หรือ Cable Tie รัดสายให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้หาง่ายเวลาที่ต้องซ่อมบำรุง หรือเปลี่ยนสาย
หลังจากเข้าหัวสายแลนเสร็จแล้ว อย่าลืมทดสอบสายด้วย LAN Tester ก่อนใช้งานจริง เพื่อให้แน่ใจว่าสายใช้งานได้ปกติ ไม่มีสายขาด หรือสายไม่ตรงกัน การทดสอบนี้จะช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลังได้เยอะมาก
ลองเช็คดูหลายๆ จุดครับ 1. สายแลนเข้าหัวแน่นไหม? 2. Router/Switch ทำงานปกติหรือเปล่า? 3. Driver LAN Card ในคอมพิวเตอร์ลงถูกต้องไหม? บางทีอาจจะเป็นแค่สายหลวมก็ได้นะ
Cat7 มี Shield ป้องกันสัญญาณรบกวนมากกว่า ทำให้ส่งข้อมูลได้เร็วกว่าและเสถียรกว่า แต่ก็แพงกว่า Cat6 ถ้าใช้งานทั่วไป Cat6 ก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องการความเร็วสูงสุด หรือใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีสัญญาณรบกวนเยอะ Cat7 จะดีกว่าครับ
มีผลครับ มาตรฐานสายแลนทั่วไปจะกำหนดความยาวสูงสุดไว้ที่ 100 เมตร ถ้าสายยาวเกินไป สัญญาณจะอ่อนลง ทำให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลลดลง แนะนำให้ใช้ Switch หรือ Repeater ช่วยขยายสัญญาณ ถ้าจำเป็นต้องใช้สายยาวๆ
ถ้าไม่มั่นใจในฝีมือตัวเอง ซื้อสายแลนสำเร็จรูปก็สะดวกกว่า แต่ถ้าอยากได้สายแลนคุณภาพดี และความยาวที่ต้องการ การมาเข้าหัวเองก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่ต้องมีเครื่องมือและทักษะในการเข้าหัวสายแลนด้วยนะ
เรื่องสายแลน Cat6 Cat7 เนี่ย มันดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นะ แต่จริงๆ แล้วมันมีผลต่อประสิทธิภาพของเครือข่ายในร้านเน็ตเรามากๆ การเลือกสายให้เหมาะสม การเข้าหัวสายแลนที่ถูกต้อง การจัดการสายให้เป็นระเบียบ และการทดสอบสายก่อนใช้งาน ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด และที่สำคัญอย่าลืมเข้าไปดู iCafeForex ด้วยนะ เผื่อมีอะไรดีๆ ให้ศึกษาเพิ่มเติม
หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ที่กำลังทำร้านเน็ต หรือกำลังศึกษาเรื่อง Network นะครับ ถ้ามีคำถามอะไรเพิ่มเติม ถามมาได้เลย ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ และอย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ด้วยนะ