Network คืออะไร — คู่มือฉบับสมบูรณ์ 2026
โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ | อัปเดต 24 ก.พ. 2026 | อ่าน 16 นาที
- Network คืออะไร — นิยามและความสำคัญ
- ประเภทของ Network — LAN, WAN, MAN, PAN, SAN
- OSI Model 7 Layer — อธิบายทุก Layer พร้อมตัวอย่าง
- TCP/IP Model — โมเดลที่ใช้จริงบนอินเทอร์เน็ต
- อุปกรณ์เครือข่ายที่ต้องรู้จัก
- IP Address และ Subnetting — วิธีคิดและคำนวณ
- VLAN — แบ่งเครือข่ายเสมือนเพื่อความปลอดภัย
- DNS, DHCP และ NAT — บริการพื้นฐานที่ขาดไม่ได้
- Firewall และ Network Security
- VPN — เชื่อมต่อปลอดภัยผ่านอินเทอร์เน็ต
- Wi-Fi Standards — จาก Wi-Fi 5 ถึง Wi-Fi 7
- คำสั่ง Network บน Linux ที่ใช้บ่อย
- Network Monitoring Tools
- แนวโน้ม Network ปี 2026
- Best Practices การออกแบบ Network องค์กร
- สรุปและแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม
Network คืออะไร — นิยามและความสำคัญ
Network หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือการเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล แชร์ทรัพยากร และสื่อสารระหว่างกันผ่านสื่อกลางที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นสาย UTP สาย Fiber Optic หรือคลื่นวิทยุ (Wireless) ในปี 2026 ระบบเครือข่ายกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของทุกองค์กร ตั้งแต่ร้านกาแฟเล็กๆ ไปจนถึงบริษัทข้ามชาติ
ความสำคัญของ Network อยู่ที่การเป็นเส้นเลือดหลักของการสื่อสารดิจิทัลทั้งหมด อีเมล, เว็บไซต์, Cloud Computing, Video Conference, IoT ล้วนทำงานผ่านระบบเครือข่าย หากเครือข่ายล่ม ทุกอย่างหยุดชะงัก การเข้าใจหลักการทำงานของ Network จึงเป็นทักษะพื้นฐานที่ทุกคนในสาย IT ต้องมี ไม่ว่าจะเป็น Developer, SysAdmin, DevOps หรือ Security Engineer
ประเภทของ Network — LAN, WAN, MAN, PAN, SAN
เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็นหลายประเภทตามขนาดพื้นที่ครอบคลุม แต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะและเหมาะกับการใช้งานต่างกัน
| ประเภท | ชื่อเต็ม | ขอบเขต | ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| PAN | Personal Area Network | 1-10 เมตร | Bluetooth หูฟัง, Smartwatch เชื่อมมือถือ |
| LAN | Local Area Network | อาคาร/ชั้นเดียว | เครือข่ายออฟฟิศ, ห้อง Server, Internet Cafe |
| MAN | Metropolitan Area Network | เมือง/จังหวัด | เครือข่ายมหาวิทยาลัย, ระบบ CCTV ทั้งเมือง |
| WAN | Wide Area Network | ประเทศ/ทวีป | Internet, เชื่อมสาขาบริษัทข้ามประเทศ |
| SAN | Storage Area Network | ศูนย์ข้อมูล | เชื่อม Server กับ Storage ความเร็วสูง |
LAN (Local Area Network) เป็นเครือข่ายที่พบมากที่สุดในชีวิตประจำวัน ครอบคลุมพื้นที่จำกัด เช่น ภายในบ้าน ออฟฟิศ หรือชั้นของอาคาร ใช้เทคโนโลยี Ethernet (สาย) หรือ Wi-Fi (ไร้สาย) ให้ความเร็วสูงตั้งแต่ 1 Gbps ถึง 10 Gbps สำหรับ Ethernet และ 1-46 Gbps สำหรับ Wi-Fi 7 รุ่นล่าสุด
WAN (Wide Area Network) เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อม LAN หลายแห่งเข้าด้วยกันผ่านระยะทางไกล Internet คือ WAN ที่ใหญ่ที่สุดในโลก องค์กรใช้ WAN เชื่อมสำนักงานสาขาที่อยู่ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ผ่านเทคโนโลยี เช่น MPLS, SD-WAN หรือ VPN over Internet
OSI Model 7 Layer — อธิบายทุก Layer พร้อมตัวอย่าง
OSI (Open Systems Interconnection) Model เป็นโมเดลอ้างอิงที่แบ่งการสื่อสารเครือข่ายออกเป็น 7 ชั้น แต่ละชั้นรับผิดชอบหน้าที่เฉพาะ การเข้าใจ OSI Model ช่วยให้วิเคราะห์ปัญหาเครือข่ายได้อย่างเป็นระบบ
| Layer | ชื่อ | หน้าที่ | Protocol/อุปกรณ์ตัวอย่าง |
|---|---|---|---|
| 7 | Application | ให้บริการแก่แอปพลิเคชัน | HTTP, FTP, SMTP, DNS, SSH |
| 6 | Presentation | แปลงรูปแบบข้อมูล เข้ารหัส | SSL/TLS, JPEG, ASCII |
| 5 | Session | จัดการ Session การเชื่อมต่อ | NetBIOS, RPC |
| 4 | Transport | ส่งข้อมูลแบบ End-to-End | TCP, UDP |
| 3 | Network | กำหนดเส้นทาง (Routing) | IP, ICMP, Router |
| 2 | Data Link | ส่งข้อมูลระหว่างจุดต่อจุด | Ethernet, MAC Address, Switch |
| 1 | Physical | สัญญาณทางกายภาพ | สาย UTP, Fiber Optic, Hub |
วิธีจำง่ายๆ จากล่างขึ้นบน คือ "Please Do Not Throw Sausage Pizza Away" (Physical, Data Link, Network, Transport, Session, Presentation, Application) หรือแบบไทยว่า "พ่อ ดุ เนย ทุก เสาร์ พา อาหาร"
เคล็ดลับการแก้ปัญหา: เมื่อเครือข่ายมีปัญหา ให้เริ่มตรวจจาก Layer 1 (สายหลุดหรือไม่?) ขึ้นไปทีละ Layer จะหา Root Cause ได้เร็วที่สุด
TCP/IP Model — โมเดลที่ใช้จริงบนอินเทอร์เน็ต
แม้ OSI Model จะเป็นโมเดลอ้างอิงที่ดี แต่ในทางปฏิบัติ Internet และเครือข่ายส่วนใหญ่ใช้ TCP/IP Model ซึ่งมี 4 ชั้นเท่านั้น
- Network Access Layer — รวม Layer 1-2 ของ OSI จัดการทุกอย่างตั้งแต่สัญญาณทางกายภาพไปจนถึง Frame ข้อมูล ได้แก่ Ethernet, Wi-Fi, ARP
- Internet Layer — ตรงกับ Layer 3 ของ OSI จัดการ IP Addressing และ Routing ได้แก่ IPv4, IPv6, ICMP, OSPF, BGP
- Transport Layer — ตรงกับ Layer 4 ของ OSI จัดการการส่งข้อมูลแบบ End-to-End โดย TCP ให้ความน่าเชื่อถือ (Reliable) ส่วน UDP ให้ความเร็ว (Fast)
- Application Layer — รวม Layer 5-7 ของ OSI เป็นที่อยู่ของ Protocol ที่ผู้ใช้สัมผัสโดยตรง เช่น HTTP, HTTPS, DNS, FTP, SSH, SMTP
TCP vs UDP — TCP (Transmission Control Protocol) ส่งข้อมูลแบบมีการยืนยัน (Acknowledgment) มี Flow Control และ Error Recovery เหมาะกับงานที่ต้องการความถูกต้อง เช่น เว็บไซต์, อีเมล, การโอนไฟล์ ส่วน UDP (User Datagram Protocol) ส่งข้อมูลแบบไม่ยืนยัน เร็วกว่าแต่อาจมีข้อมูลหาย เหมาะกับ Video Streaming, VoIP, เกมออนไลน์ ที่ต้องการความเร็วมากกว่าความถูกต้อง
อุปกรณ์เครือข่ายที่ต้องรู้จัก
การสร้างระบบเครือข่ายต้องใช้อุปกรณ์หลายชนิด แต่ละชนิดทำงานอยู่ที่ Layer ต่างกันของ OSI Model
- Switch (Layer 2) — เชื่อมต่ออุปกรณ์ภายใน LAN ทำงานโดยใช้ MAC Address ส่งข้อมูลเฉพาะ Port ที่ปลายทางเชื่อมอยู่ ไม่ส่ง Broadcast ทุก Port เหมือน Hub จึงมีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก Switch รุ่นที่ใช้ในองค์กร เช่น Cisco Catalyst, Aruba, Juniper EX รองรับ VLAN, QoS, PoE และ Stacking
- Router (Layer 3) — เชื่อมต่อ Network ต่าง Subnet เข้าด้วยกัน ทำหน้าที่ Routing หาเส้นทางที่ดีที่สุดในการส่งข้อมูลไปยังปลายทาง ใช้ Routing Protocol เช่น OSPF, BGP, EIGRP Router ยังทำ NAT เปลี่ยน IP Address ส่วนตัวเป็น IP สาธารณะสำหรับออกอินเทอร์เน็ต
- Access Point (AP) — ปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ให้อุปกรณ์ไร้สายเชื่อมต่อเครือข่ายได้ AP รุ่นใหม่ปี 2026 รองรับ Wi-Fi 7 (802.11be) ที่ให้ความเร็วสูงถึง 46 Gbps ทางทฤษฎี
- Firewall — กรอง Traffic ตาม Rule ป้องกันการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต Firewall สมัยใหม่ (Next-Generation Firewall) ยังตรวจจับ Malware, IPS และวิเคราะห์แอปพลิเคชันได้
- Load Balancer — กระจาย Traffic ไปยัง Server หลายตัว เพิ่ม Performance และ High Availability ถ้า Server ตัวใดล่ม จะส่ง Traffic ไป Server ตัวอื่นแทนอัตโนมัติ
IP Address และ Subnetting — วิธีคิดและคำนวณ
IP Address เป็นหมายเลขประจำตัวของอุปกรณ์ในเครือข่าย มี 2 เวอร์ชัน IPv4 (32 bit เช่น 192.168.1.1) และ IPv6 (128 bit เช่น 2001:db8::1) ปัจจุบัน IPv4 ยังคงใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ IPv6 กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจาก IPv4 มี Address เพียง 4.3 พันล้านหมายเลข ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ IoT ที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
Subnetting คือการแบ่ง Network ใหญ่ออกเป็น Network ย่อย (Subnet) โดยใช้ Subnet Mask กำหนดว่าส่วนไหนเป็น Network Address และส่วนไหนเป็น Host Address
# ตัวอย่าง Subnetting
Network: 192.168.1.0/24 (256 IP, 254 Host)
Subnet Mask: 255.255.255.0
แบ่งเป็น 4 Subnet (/26):
Subnet 1: 192.168.1.0/26 → Host: .1 - .62 (62 Host)
Subnet 2: 192.168.1.64/26 → Host: .65 - .126 (62 Host)
Subnet 3: 192.168.1.128/26 → Host: .129 - .190 (62 Host)
Subnet 4: 192.168.1.192/26 → Host: .193 - .254 (62 Host)
# วิธีคำนวณ:
/26 = 26 bit Network, 6 bit Host
จำนวน Host = 2^6 - 2 = 62 (ลบ Network Address และ Broadcast)
จำนวน Subnet = 2^(26-24) = 4
Private IP Range ที่ใช้ภายในองค์กรโดยไม่ต้องจดทะเบียน ได้แก่ 10.0.0.0/8 (16 ล้าน IP), 172.16.0.0/12 (1 ล้าน IP) และ 192.168.0.0/16 (65,000 IP)
VLAN — แบ่งเครือข่ายเสมือนเพื่อความปลอดภัย
VLAN (Virtual LAN) คือเทคโนโลยีที่ให้แบ่ง Switch ตัวเดียวออกเป็นหลายเครือข่ายเสมือนที่แยกขาดจากกัน เหมือนมี Switch หลายตัว อุปกรณ์ใน VLAN ต่างกันจะไม่สามารถสื่อสารกันได้โดยตรง ต้องผ่าน Router เท่านั้น
ประโยชน์ของ VLAN มีหลายประการ ข้อแรกคือ ความปลอดภัย แยกเครือข่ายของแผนกการเงินออกจากแผนกทั่วไป ป้องกันข้อมูลรั่วไหล ข้อสองคือ ลด Broadcast Traffic เมื่อแบ่ง VLAN แล้ว Broadcast จะถูกจำกัดอยู่เฉพาะ VLAN นั้น ไม่กระจายไปทั้ง Network ข้อสามคือ ความยืดหยุ่น ย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ไปต่อ Port ไหนก็ได้ แค่กำหนด Port นั้นให้อยู่ใน VLAN ที่ถูกต้อง
# ตัวอย่างการกำหนด VLAN บน Cisco Switch
Switch(config)# vlan 10
Switch(config-vlan)# name FINANCE
Switch(config)# vlan 20
Switch(config-vlan)# name MARKETING
# กำหนด Port เข้า VLAN
Switch(config)# interface GigabitEthernet0/1
Switch(config-if)# switchport mode access
Switch(config-if)# switchport access vlan 10
# กำหนด Trunk Port (ส่งหลาย VLAN ผ่านสายเดียว)
Switch(config)# interface GigabitEthernet0/24
Switch(config-if)# switchport mode trunk
Switch(config-if)# switchport trunk allowed vlan 10,20
DNS, DHCP และ NAT — บริการพื้นฐานที่ขาดไม่ได้
DNS (Domain Name System) ทำหน้าที่แปลงชื่อโดเมน (เช่น siamcafe.net) เป็น IP Address (เช่น 122.155.168.7) เป็นระบบสมุดโทรศัพท์ของอินเทอร์เน็ต ถ้า DNS ล่มจะเข้าเว็บไซต์ไม่ได้ด้วยชื่อ ต้องพิมพ์ IP Address ตรงๆ เท่านั้น DNS ทำงานแบบลำดับชั้น (Hierarchical) เริ่มจาก Root DNS → TLD DNS (.com, .net) → Authoritative DNS ของแต่ละโดเมน
DHCP (Dynamic Host Configuration Protocol) แจก IP Address อัตโนมัติให้กับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเครือข่าย แทนการตั้ง IP แบบ Manual ทีละเครื่อง DHCP ยังแจก Subnet Mask, Default Gateway, DNS Server Address พร้อมกันด้วย กระบวนการทำงานคือ DORA (Discover → Offer → Request → Acknowledge)
NAT (Network Address Translation) แปลง IP Address ส่วนตัว (Private IP) เป็น IP สาธารณะ (Public IP) เพื่อออกอินเทอร์เน็ต องค์กรที่มีคอมพิวเตอร์ 500 เครื่อง ไม่จำเป็นต้องมี Public IP 500 หมายเลข แค่มี Public IP ไม่กี่ตัว แล้วใช้ NAT แปลง Private IP ของทุกเครื่องออกไปอินเทอร์เน็ตผ่าน Public IP เดียวกันได้ (PAT — Port Address Translation)
Firewall และ Network Security
Firewall เป็นด่านรักษาความปลอดภัยของเครือข่าย ทำหน้าที่กรอง Traffic ตาม Rule ที่กำหนด อนุญาตเฉพาะ Traffic ที่ถูกต้อง บล็อก Traffic ที่เป็นอันตรายหรือไม่ได้รับอนุญาต
Firewall แบ่งเป็นหลายประเภท Packet Filter Firewall ตรวจสอบ Packet ทีละตัวตาม Source IP, Destination IP, Port Number เป็นแบบดั้งเดิมที่เร็วแต่ไม่ฉลาด Stateful Firewall จำสถานะการเชื่อมต่อ (Connection State) ได้ รู้ว่า Packet ไหนเป็นส่วนหนึ่งของ Connection ที่ถูกต้อง Next-Generation Firewall (NGFW) รวมความสามารถทั้งหมดเข้าด้วยกัน พร้อม Deep Packet Inspection ตรวจจับ Malware ในระดับ Application IPS (Intrusion Prevention System) และ URL Filtering
# ตัวอย่าง iptables Firewall บน Linux
# อนุญาต SSH (Port 22)
iptables -A INPUT -p tcp --dport 22 -j ACCEPT
# อนุญาต HTTP/HTTPS
iptables -A INPUT -p tcp --dport 80 -j ACCEPT
iptables -A INPUT -p tcp --dport 443 -j ACCEPT
# อนุญาต Established Connection
iptables -A INPUT -m state --state ESTABLISHED,RELATED -j ACCEPT
# บล็อกทุกอย่างที่เหลือ
iptables -A INPUT -j DROP
# บันทึก Rule
iptables-save > /etc/iptables/rules.v4
VPN — เชื่อมต่อปลอดภัยผ่านอินเทอร์เน็ต
VPN (Virtual Private Network) สร้าง Tunnel เข้ารหัสผ่านอินเทอร์เน็ตสาธารณะ ทำให้สามารถส่งข้อมูลอย่างปลอดภัยเสมือนอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน VPN มี 2 ประเภทหลัก
Site-to-Site VPN เชื่อมเครือข่ายขององค์กร 2 แห่งเข้าด้วยกันผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น สำนักงานใหญ่กรุงเทพเชื่อมกับสาขาเชียงใหม่ ใช้ Protocol เช่น IPsec โดย Router หรือ Firewall ทั้ง 2 ฝั่งสร้าง Tunnel ถาวรให้อัตโนมัติ
Remote Access VPN ให้พนักงานเชื่อมต่อเข้าเครือข่ายบริษัทจากที่ไหนก็ได้ เหมาะกับ Work from Home ใช้ Client Software เช่น OpenVPN, WireGuard หรือ Cisco AnyConnect เชื่อมเข้า VPN Server ขององค์กร
WireGuard เป็น VPN Protocol รุ่นใหม่ที่ได้รับความนิยมสูงในปี 2026 เพราะมีโค้ดขนาดเล็ก (4,000 บรรทัด) เร็วกว่า IPsec และ OpenVPN อย่างมาก ตั้งค่าง่าย และถูกรวมเข้า Linux Kernel ตั้งแต่เวอร์ชัน 5.6
Wi-Fi Standards — จาก Wi-Fi 5 ถึง Wi-Fi 7
| มาตรฐาน | ชื่อเดิม | ปี | ความเร็วสูงสุด | คลื่น |
|---|---|---|---|---|
| Wi-Fi 5 | 802.11ac | 2014 | 6.9 Gbps | 5 GHz |
| Wi-Fi 6 | 802.11ax | 2020 | 9.6 Gbps | 2.4/5 GHz |
| Wi-Fi 6E | 802.11ax | 2021 | 9.6 Gbps | 2.4/5/6 GHz |
| Wi-Fi 7 | 802.11be | 2024 | 46 Gbps | 2.4/5/6 GHz |
Wi-Fi 7 นำเทคโนโลยี MLO (Multi-Link Operation) มาใช้ ทำให้อุปกรณ์สามารถส่งข้อมูลผ่านหลายคลื่นความถี่พร้อมกัน เพิ่มทั้ง Throughput และลด Latency ช่อง 320 MHz กว้างเป็น 2 เท่าของ Wi-Fi 6 และ 4K QAM ให้ความหนาแน่นข้อมูลสูงกว่าเดิม 20%
คำสั่ง Network บน Linux ที่ใช้บ่อย
# ดู IP Address
ip addr show
# ทดสอบเชื่อมต่อ
ping -c 4 siamcafe.net
# ตรวจสอบเส้นทาง
traceroute siamcafe.net
# ดู DNS
dig siamcafe.net
nslookup siamcafe.net
# ดู Port ที่เปิด
ss -tlnp
netstat -tlnp
# ดู Routing Table
ip route show
# ดู ARP Table
ip neigh show
# จับ Packet
tcpdump -i eth0 -n port 80
# ทดสอบ Bandwidth
iperf3 -c server_ip
# สแกน Port
nmap -sV 192.168.1.0/24
Network Monitoring Tools
การ Monitor เครือข่ายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดูแลระบบให้ทำงานราบรื่น เครื่องมือที่แนะนำมีดังนี้
- Zabbix — Open Source Monitoring ครบวงจร รองรับ SNMP, Agent, JMX มี Dashboard สวยงาม แจ้งเตือนผ่าน Email, Telegram, LINE เหมาะกับองค์กรทุกขนาด
- Prometheus + Grafana — คู่หูยอดนิยมในยุค Cloud Native Prometheus เก็บ Metrics แบบ Time Series ส่วน Grafana สร้าง Dashboard แสดงผลสวยงาม เหมาะกับ Infrastructure ที่เป็น Container และ Kubernetes
- Wireshark — เครื่องมือจับและวิเคราะห์ Packet ระดับมืออาชีพ ใช้แก้ปัญหาเครือข่ายเชิงลึก ดูได้ทุก Layer ตั้งแต่ Ethernet Frame ไปจนถึง HTTP Header
- Nagios — เครื่องมือ Monitor รุ่นบุกเบิกที่ยังคงใช้กันอย่างแพร่หลาย มี Plugin จำนวนมาก ตรวจสอบได้ทั้ง Network, Server, Application
แนวโน้ม Network ปี 2026
- SD-WAN — Software-Defined WAN เข้ามาแทนที่ MPLS แบบดั้งเดิม ให้ความยืดหยุ่นสูง ลดค่าใช้จ่าย และจัดการผ่าน Cloud Console ได้
- SASE (Secure Access Service Edge) — รวม Network Security (Firewall, SWG, CASB) กับ SD-WAN เข้าไว้ในบริการ Cloud เดียว เหมาะกับ Hybrid Work
- Network Automation — ใช้ Ansible, Terraform, Netmiko จัดการอุปกรณ์เครือข่ายด้วยโค้ดแทนการ Config มือ ลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความเร็วในการ Deploy
- AI-driven Network — ใช้ AI/ML วิเคราะห์ Traffic Pattern ตรวจจับ Anomaly จัดการ Network อัตโนมัติ ลดภาระ Network Engineer
- Wi-Fi 7 Adoption — องค์กรเริ่มอัปเกรดเป็น Wi-Fi 7 เพื่อรองรับ AR/VR และ IoT ที่ต้องการ Low Latency
Best Practices การออกแบบ Network องค์กร
- ออกแบบแบบ 3-Tier — แบ่งเป็น Core Layer (ความเร็วสูง), Distribution Layer (Routing/Policy) และ Access Layer (เชื่อมอุปกรณ์ปลายทาง) สำหรับองค์กรขนาดเล็กอาจใช้ 2-Tier (Collapsed Core)
- วาง Redundancy — ทุกจุดสำคัญต้องมีอุปกรณ์สำรอง เช่น Switch Core 2 ตัว, ISP 2 เจ้า, Firewall แบบ HA Cluster เพื่อไม่ให้เกิด Single Point of Failure
- แบ่ง VLAN ตามแผนก — แยก Traffic ของแต่ละแผนกออกจากกัน เพิ่มความปลอดภัยและลด Broadcast
- วาง Firewall ที่ขอบเครือข่าย — ติด Firewall ระหว่าง Internal Network กับ Internet และระหว่างโซนที่มีระดับความปลอดภัยต่างกัน
- ทำ Network Documentation — วาดแผนผังเครือข่าย บันทึก IP Plan, VLAN Assignment, อุปกรณ์ทุกตัว จะช่วยแก้ปัญหาได้เร็วขึ้นมาก
- Monitor ตลอดเวลา — ติดตั้ง Monitoring Tool แจ้งเตือนทันทีเมื่อมีปัญหา อย่ารอให้ผู้ใช้มาแจ้ง
- อัปเดต Firmware สม่ำเสมอ — อุปกรณ์เครือข่ายมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอยู่เสมอ ต้อง Patch อย่างสม่ำเสมอ
สรุปและแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม
Network เป็นรากฐานของเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมด การเข้าใจหลักการตั้งแต่ OSI Model, TCP/IP, IP Addressing, Subnetting ไปจนถึง Firewall และ VPN จะช่วยให้คุณมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในสาย IT ทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็น Network Engineer, System Administrator, Cloud Engineer หรือ Security Specialist
สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติม แนะนำให้เริ่มจาก Certification เช่น CompTIA Network+ สำหรับพื้นฐาน CCNA สำหรับ Cisco และ AWS Certified Advanced Networking สำหรับ Cloud Networking ติดตามบทความใหม่ๆ เกี่ยวกับ Network ได้ที่ SiamCafe.net
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: Network คืออะไร
Network หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ คือการเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล แชร์ทรัพยากร และสื่อสารระหว่างกันผ่านสื่อกลางที่กำหนด
Q: OSI Model มีกี่ Layer
OSI Model มี 7 Layer ได้แก่ Physical, Data Link, Network, Transport, Session, Presentation และ Application แต่ละ Layer มีหน้าที่เฉพาะทางและสื่อสารกับ Layer ที่อยู่ติดกัน
Q: LAN กับ WAN ต่างกันอย่างไร
LAN เป็นเครือข่ายขนาดเล็กในพื้นที่จำกัด เช่น ภายในอาคาร มีความเร็วสูง Latency ต่ำ ส่วน WAN เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่กว้าง เช่น เชื่อมสาขาข้ามจังหวัดหรือข้ามประเทศ
Q: Subnetting คืออะไร ทำไมต้องแบ่ง Subnet
Subnetting คือการแบ่ง Network ใหญ่ออกเป็น Network ย่อยหลายวง เพื่อจัดระเบียบ ลด Broadcast Traffic เพิ่มความปลอดภัย และใช้ IP Address อย่างมีประสิทธิภาพ
Q: Firewall ทำหน้าที่อะไร
Firewall เป็นด่านตรวจสอบ Traffic ที่ผ่านเข้าออกเครือข่าย กรองข้อมูลตาม Rule เช่น อนุญาตเฉพาะ Port 80/443 บล็อก Traffic ที่น่าสงสัย ป้องกันการโจมตีจากภายนอก
บทความแนะนำ:
อ่านเพิ่มเติม: บทความทั้งหมด | หน้าแรก Blog