Database
น้องๆ เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางเว็บถึงโหลดข้อมูลเร็วปรื๊ด บางเว็บกว่าจะขึ้นแต่ละทีรอจนรากงอก? หนึ่งในตัวแปรสำคัญคือ Database ครับ! เปรียบเหมือนโกดังเก็บของของเว็บไซต์ ถ้าจัดของดี หาของง่าย เว็บก็ทำงานเร็ว แต่ถ้าโกดังรก หาอะไรก็ยาก เว็บก็อืดเป็นเรือเกลือ
Mongodb กับ Postgresql เนี่ย เป็น Database สองตัวดังที่ Developer นิยมใช้กันมาก แต่ทั้งคู่มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน การเลือกใช้ให้ถูกกับงานเหมือนเลือกเครื่องมือให้ถูกประเภท ถ้าเลือกผิดชีวิตเปลี่ยนเลยนะ!
ปี 2026 เทคโนโลยีมันไปไวมาก Database ก็มีการพัฒนาตลอดเวลา การที่เราเข้าใจความแตกต่างของ Mongodb กับ Postgresql จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่า Database ตัวไหนเหมาะกับโปรเจกต์ของเรามากที่สุด และเตรียมตัวรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างมั่นใจ
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe (ตอนนี้กลายเป็น SiamCafe Blog ไปแล้ว) เคยเจอลูกค้าถามว่า "พี่ครับ Database นี่มันคืออะไร?" ผมก็อธิบายง่ายๆ ว่ามันคือ Excel เวอร์ชั่นเทพ ที่เก็บข้อมูลได้เยอะกว่า จัดระเบียบได้ดีกว่า และคนหลายคนเข้าถึงพร้อมกันได้
Postgresql เป็น Relational Database หรือ RDBMS เก็บข้อมูลในรูปแบบตาราง มีแถว (row) และคอลัมน์ (column) เหมือน Excel เลย แต่ละตารางมีความสัมพันธ์กันได้ (relation) ทำให้เรา query ข้อมูลที่ซับซ้อนได้ง่าย
Mongodb เป็น NoSQL Database เก็บข้อมูลในรูปแบบ Document ซึ่งเป็น JSON-like format ยืดหยุ่นกว่า RDBMS ไม่จำเป็นต้องมี schema ที่ตายตัว เหมาะกับข้อมูลที่มีโครงสร้างไม่แน่นอน หรือเปลี่ยนแปลงบ่อย
ACID เป็นคุณสมบัติสำคัญของ Transaction ใน RDBMS ย่อมาจาก Atomicity, Consistency, Isolation, Durability หมายความว่าทุก Transaction ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขเหล่านี้ เพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและน่าเชื่อถือ
BASE เป็นแนวคิดที่ NoSQL Database มักใช้ ย่อมาจาก Basically Available, Soft state, Eventually consistent หมายความว่า Database จะพยายามให้บริการตลอดเวลา แม้ว่าข้อมูลอาจจะไม่ Consistent ในทันที แต่ในที่สุดก็จะ Consistent ในภายหลัง เหมาะกับ Application ที่ต้องการ Availability สูง แต่ยอมรับความไม่ Consistent ได้บ้าง
Schema คือโครงสร้างของ Database ที่กำหนดว่าข้อมูลแต่ละประเภทต้องมีรูปแบบอย่างไร RDBMS อย่าง Postgresql ต้องการ Schema ที่ชัดเจนก่อนที่จะเริ่มเก็บข้อมูลได้
Mongodb เป็น Schema-less Database ไม่จำเป็นต้องกำหนด Schema ล่วงหน้า เราสามารถเก็บข้อมูลที่มีโครงสร้างแตกต่างกันใน Collection เดียวกันได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง
เอาล่ะครับ มาดูวิธีใช้งาน Mongodb กับ Postgresql กันบ้าง ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เห็นภาพนะ
การติดตั้ง Mongodb กับ Postgresql ก็ไม่ยากครับ บน Ubuntu สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยคำสั่ง:
# ติดตั้ง Mongodb
sudo apt update
sudo apt install mongodb
# ติดตั้ง Postgresql
sudo apt update
sudo apt install postgresql postgresql-contrib
หลังจากติดตั้งแล้ว เราต้องตั้งค่า Database ให้เรียบร้อย เช่น สร้าง User, กำหนด Password, และอนุญาตให้ Application ของเราเข้าถึง Database ได้
สำหรับ Mongodb เราสามารถสร้าง Database และ Collection ได้ง่ายๆ ด้วยคำสั่ง:
# เข้า Mongodb Shell
mongo
# สร้าง Database ชื่อ mydb
use mydb
# สร้าง Collection ชื่อ users
db.createCollection("users")
ส่วน Postgresql เราต้องใช้ SQL command ในการสร้าง Database และ Table:
# เข้า Postgresql Shell
sudo -u postgres psql
# สร้าง Database ชื่อ mydb
CREATE DATABASE mydb;
# เชื่อมต่อกับ Database mydb
\c mydb
# สร้าง Table ชื่อ users
CREATE TABLE users (
id SERIAL PRIMARY KEY,
name VARCHAR(255),
email VARCHAR(255)
);
CRUD Operations คือพื้นฐานของการจัดการข้อมูล มาดูตัวอย่างการใช้งานใน Mongodb และ Postgresql กัน
Mongodb:
// Insert document
db.users.insertOne({ name: "John Doe", email: "john.doe@example.com" })
// Find document
db.users.find({ name: "John Doe" })
// Update document
db.users.updateOne({ name: "John Doe" }, { $set: { email: "new.email@example.com" } })
// Delete document
db.users.deleteOne({ name: "John Doe" })
Postgresql:
-- Insert row
INSERT INTO users (name, email) VALUES ('John Doe', 'john.doe@example.com');
-- Select row
SELECT * FROM users WHERE name = 'John Doe';
-- Update row
UPDATE users SET email = 'new.email@example.com' WHERE name = 'John Doe';
-- Delete row
DELETE FROM users WHERE name = 'John Doe';
นอกจาก Mongodb กับ Postgresql แล้ว ยังมี Database อื่นๆ อีกมากมายที่น่าสนใจ เช่น MySQL, MariaDB, Redis, Cassandra แต่ละตัวก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไป
MySQL เป็น RDBMS ที่ได้รับความนิยมมาก เหมาะกับงานทั่วไป MariaDB เป็น Fork ของ MySQL ที่พัฒนาต่อจาก Community
Redis เป็น In-memory Data Structure Store เหมาะกับงานที่ต้องการความเร็วสูง เช่น Caching, Session Management Cassandra เป็น Distributed NoSQL Database เหมาะกับงานที่ต้องการ Scalability สูง
เลือก Database ตัวไหนดี ขึ้นอยู่กับ Requirements ของโปรเจกต์เราครับ ไม่มี Database ตัวไหนที่ดีที่สุดสำหรับทุกงาน
| Database | Type | Strengths | Weaknesses |
|---|---|---|---|
| Mongodb | NoSQL Document Database | Flexible schema, Scalability, Developer-friendly | Consistency issues, Complex transactions |
| Postgresql | Relational Database | ACID compliance, Data integrity, Complex queries | Scalability limitations, Schema rigidity |
| MySQL | Relational Database | Widely used, Large community, Mature ecosystem | Performance issues with complex queries |
| Redis | In-memory Data Structure Store | High performance, Caching, Real-time applications | Data loss risk, Limited data storage |
สุดท้ายนี้ อยากฝากน้องๆ ว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็วมาก อย่าหยุดเรียนรู้ครับ! ลองเข้าไปดูบทความอื่นๆ ใน SiamCafe Blog ได้นะ มีเรื่อง IT น่าสนใจเยอะแยะเลย
ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับMongodb vs Postgresql 2026:
เอาล่ะน้องๆ มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดแล้ว Best Practices นี่แหละคือสิ่งที่แยกคนทำเป็นกับคนทำแบบงูๆปลาๆออกจากกัน สมัยผมทำร้านเน็ตเนี่ย เรื่องพวกนี้สำคัญมาก เพราะถ้าไม่ทำตามหลักการ ชีวิตจะวุ่นวายสุดๆ
Best Practices ไม่ใช่แค่ทฤษฎีนะ แต่มันคือสิ่งที่กลั่นกรองมาจากประสบการณ์จริง เจ็บจริง เสียเวลาจริง แล้วสรุปออกมาเป็นแนวทางให้เราทำตามได้ง่ายขึ้น
1. เลือก Database ให้เหมาะกับ Use Case: อันนี้เบสิคสุดๆ แต่คนพลาดเยอะมาก Mongodb เหมาะกับข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ Schema ไม่แน่นอน ส่วน Postgresql เหมาะกับข้อมูลที่ต้องการความถูกต้องแม่นยำสูง Transaction ซับซ้อน
สมัยผมทำร้านเน็ต เคยเจอเคสลูกค้าทำเว็บขายของออนไลน์ ใช้ Mongodb เก็บข้อมูล Order ปรากฎว่าพอ Order เยอะๆ แล้ว Transaction มันไม่ ACID (Atomicity, Consistency, Isolation, Durability) ทำให้ Order หายบ้าง ซ้ำบ้าง วุ่นวายไปหมด สุดท้ายต้องย้ายไป Postgresql ถึงจะรอด
2. Indexing is Key: ไม่ว่า Database ไหน Indexing สำคัญหมด ถ้า Query ช้า ส่วนใหญ่เป็นเพราะ Indexing ไม่ดี ลองดู Query ที่ใช้บ่อยๆ แล้วสร้าง Index ให้ตรงจุด
-- Postgresql Example
CREATE INDEX idx_customer_email ON customers (email);
// Mongodb Example
db.customers.createIndex( { "email": 1 } )
3. Monitoring and Alerting: ติดตั้งระบบ Monitoring ไว้ตลอดเวลา CPU, Memory, Disk I/O, Query Time ต้อง Monitor หมด ถ้ามีอะไรผิดปกติให้ Alert ทันที อย่ารอให้ระบบล่มแล้วค่อยมาแก้
สมัยก่อนผมใช้ Nagios, Cacti เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือ Monitoring ดีๆ เยอะแยะ เลือกใช้ตามความถนัดเลย
4. Backup and Recovery: อันนี้สำคัญที่สุด Backup ข้อมูลสม่ำเสมอ และต้องมีแผน Recovery ที่ชัดเจน ถ้า Database ล่ม จะกู้คืนยังไง ต้องซ้อมกู้คืนเป็นประจำด้วยนะ ไม่ใช่แค่ Backup ทิ้งไว้เฉยๆ
เคยเจอเคส Hard Disk ร้านเน็ตเสีย ลูกค้าบอกว่า "ไม่เป็นไรครับพี่ ผม Backup ไว้แล้ว" พอถึงเวลากู้คืน ปรากฎว่า Backup มันเสีย! สรุปคือข้อมูลหายหมดเลย ต้องเสียเงินจ้างกู้ข้อมูลอีก T_T
จริง! Mongodb ออกแบบมาให้ใช้ Memory เยอะ เพื่อให้ Query เร็วขึ้น แต่ถ้า Memory ไม่พอ มันก็จะ Swap ไปใช้ Disk ซึ่งจะทำให้ช้าลง ดังนั้นต้อง Monitor Memory ให้ดี
จริง! Mongodb ออกแบบมาให้ Scale Horizontal ได้ง่ายกว่า Postgresql เพราะมัน Sharding ได้ง่ายกว่า แต่ Postgresql ก็มี Solution สำหรับ Scaling เหมือนกัน เช่น Citus Data
แล้วแต่ Use Case! ORM ช่วยให้เขียน Code ง่ายขึ้น แต่ก็อาจจะทำให้ Performance แย่ลงได้ ถ้า Query ซับซ้อนมากๆ เขียน SQL เองอาจจะดีกว่า
ไม่จริง! Mongodb รองรับ ACID Transaction ตั้งแต่ Version 4.0 แต่ต้อง Configure ให้ถูกต้อง และ Transaction ใน Mongodb จะไม่ Strong เท่า Postgresql
Mongodb กับ Postgresql ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย เลือกใช้ให้เหมาะกับ Use Case สำคัญที่สุด อย่าเลือกตามกระแส หรือตามที่คนอื่นบอก ต้องลองเอง ศึกษาเอง แล้วจะรู้ว่าอะไรเหมาะกับเราที่สุด
และที่สำคัญที่สุด อย่าลืม Best Practices ที่ผมเล่าให้ฟังนะ ทำตามนี้ รับรองว่าชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ!
สนใจเรื่อง Forex ลองดู iCafeForex ได้นะ
และอย่าลืมติดตามบทความอื่นๆ ได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ