Load Balancing Algorithms Explained AI

Load Balancing Algorithms Explained

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

Load Balancing Algorithms Explained คืออะไร / ทำไมถึงสำคัญ

น้องๆ เคยเจอไหม เวลาเข้าเว็บอะไรสักอย่าง แล้วมันโหลดช้ามากๆ หรือบางทีก็เข้าไม่ได้เลย นั่นแหละ ส่วนใหญ่มันเกิดจาก "โหลด" มันไปกองอยู่เซิร์ฟเวอร์ตัวเดียวไง สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe น่ะ เจอบ่อยมาก ยิ่งช่วงเกมออนไลน์ฮิตๆ นี่ไม่ต้องพูดถึง

Load Balancing ก็คือ เทคนิคที่จะช่วยกระจาย "โหลด" หรือภาระงานเนี่ย ไปให้เซิร์ฟเวอร์หลายๆ ตัว ช่วยกันทำงาน ทำให้เว็บเราเร็วขึ้น เสถียรขึ้น แล้วก็รับคนได้เยอะขึ้น พูดง่ายๆ เหมือนมีคนช่วยกันยกของแทนที่จะให้คนเดียวแบก ลองคิดดูสิ ว่ามันจะเร็วกว่ากันเยอะแค่ไหน

แล้วทำไมมันถึงสำคัญ? ก็เพราะว่าในยุคที่ทุกอย่างมันออนไลน์หมดแล้ว ถ้าเว็บเราช้า หรือล่ม คนก็หนีไปเว็บอื่นหมดดิ! เสียลูกค้า เสียรายได้ เสียหน้าอีกต่างหาก Load Balancing เลยเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับเว็บใหญ่ๆ หรือแอปพลิเคชันที่คนใช้เยอะๆ

พื้นฐานที่ต้องรู้

ก่อนจะไปลงลึกเรื่อง Algorithm มาปูพื้นฐานกันก่อนนิดนึง จะได้ไม่งงตอนหลัง

เซิร์ฟเวอร์ (Server)

เซิร์ฟเวอร์ก็คือ คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการต่างๆ เช่น ให้บริการเว็บเพจ ให้บริการไฟล์ หรือให้บริการข้อมูล สมัยผมเปิดร้านเน็ต ก็ต้องมีเซิร์ฟเวอร์สำหรับเกม สำหรับเก็บข้อมูลลูกค้า อะไรประมาณนี้

โหลด (Load)

โหลด คือ ปริมาณงานที่เซิร์ฟเวอร์ต้องทำ เช่น จำนวนคนเข้าเว็บ จำนวนคำขอ (Request) ที่เข้ามา ถ้าโหลดเยอะเกินไป เซิร์ฟเวอร์ก็จะทำงานหนัก แล้วก็ช้าลง หรืออาจจะล่มไปเลยก็ได้

Load Balancer

Load Balancer คือ ตัวที่คอยจัดการกระจายโหลดจากคนใช้งาน ไปให้เซิร์ฟเวอร์ตัวต่างๆ ที่มีอยู่ ลองนึกภาพเป็นพนักงานต้อนรับที่คอยบอกว่า "คุณลูกค้า เชิญทางนี้ครับ โต๊ะนี้ว่าง" นั่นแหละ

วิธีใช้งาน / เริ่มต้นยังไง

การใช้งาน Load Balancing จริงๆ มันมีหลายแบบ ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ Infrastructure แบบไหน แต่หลักๆ ก็คือ เราต้องมี Load Balancer ก่อน แล้วก็กำหนด Algorithm ที่เราต้องการให้มันใช้

Load Balancer สมัยนี้มีให้เลือกใช้หลายแบบ ทั้งแบบที่เป็น Hardware (พวกอุปกรณ์ Load Balancer จริงๆ) และแบบที่เป็น Software (เช่น HAProxy, Nginx) หรือถ้าใช้ Cloud ก็จะมี Load Balancer ของ Cloud Provider ให้ใช้เลย

ขั้นตอนปฏิบัติจริง

เอาแบบง่ายๆ ที่สุดนะ สมมติว่าเราใช้ Nginx เป็น Load Balancer

1. ติดตั้ง Nginx

อันนี้ก็แล้วแต่ OS ที่เราใช้เลย แต่ส่วนใหญ่ก็แค่ apt-get install nginx หรือ yum install nginx

2. แก้ Config File

Config File ของ Nginx จะอยู่ที่ /etc/nginx/nginx.conf หรือ /etc/nginx/conf.d/default.conf (อันนี้แล้วแต่ Distribution อีก) เราต้องแก้ Config ให้มันรู้ว่าเรามีเซิร์ฟเวอร์อะไรบ้าง แล้วก็ Algorithm ที่จะใช้

ตัวอย่าง Config:


http {
    upstream backend {
        server backend1.example.com;
        server backend2.example.com;
    }

    server {
        listen 80;

        location / {
            proxy_pass http://backend;
        }
    }
}

จาก Config ข้างบน เราบอกว่ามีเซิร์ฟเวอร์ 2 ตัว คือ backend1.example.com กับ backend2.example.com แล้วให้ Nginx กระจายโหลดไปให้ทั้ง 2 ตัวนี้ เวลาคนเข้าเว็บเรา Nginx ก็จะส่ง Request ไปให้เซิร์ฟเวอร์ใดเซิร์ฟเวอร์หนึ่งใน 2 ตัวนี้

3. เลือก Algorithm

ใน Config ข้างบน เราไม่ได้กำหนด Algorithm อะไรเป็นพิเศษ Nginx จะใช้ Round Robin เป็น Default Round Robin ก็คือ มันจะวนส่ง Request ไปให้เซิร์ฟเวอร์แต่ละตัวตามลำดับ

แต่เราสามารถเปลี่ยน Algorithm ได้ เช่น


upstream backend {
    ip_hash;
    server backend1.example.com;
    server backend2.example.com;
}

ip_hash ก็คือ Algorithm ที่จะใช้ IP Address ของคนเข้าเว็บ เป็นตัวกำหนดว่าจะส่ง Request ไปให้เซิร์ฟเวอร์ตัวไหน ข้อดีคือ คนๆ เดิม จะได้ใช้เซิร์ฟเวอร์ตัวเดิมเสมอ (Sticky Session) แต่ข้อเสียคือ ถ้าคนมาจาก IP Address เดียวกันหมด (เช่น มาจากบริษัทเดียวกัน) โหลดก็จะไปกองอยู่ที่เซิร์ฟเวอร์ตัวเดียว

เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น

Load Balancing ไม่ใช่ยาวิเศษที่แก้ปัญหาทุกอย่างได้ มันก็มีข้อดีข้อเสียของมัน แล้วก็มีทางเลือกอื่นๆ ที่เราสามารถใช้ได้เหมือนกัน

อย่างเช่น ถ้าเว็บเราเล็กๆ คนเข้าน้อยๆ เราอาจจะไม่ต้องใช้ Load Balancing เลยก็ได้ ใช้เซิร์ฟเวอร์ตัวเดียวไปก่อน แล้วค่อย Scale Up เอาตอนที่คนเริ่มเยอะขึ้น หรือถ้าเราใช้ Cloud เราอาจจะใช้ Auto Scaling ของ Cloud Provider แทนก็ได้ Auto Scaling ก็คือ การที่ Cloud มันจะเพิ่มเซิร์ฟเวอร์ให้เราโดยอัตโนมัติ เมื่อโหลดมันเยอะเกินไป

แต่ถ้าเว็บเราใหญ่ๆ คนเข้าเยอะๆ Load Balancing ก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอยู่ดี เพราะมันช่วยให้เรา Scale Out ได้ง่าย แล้วก็ทำให้เว็บเราเสถียรมากขึ้น

ทางเลือก ข้อดี ข้อเสีย
เซิร์ฟเวอร์เดียว ง่าย ไม่ซับซ้อน รับโหลดได้น้อย ล่มง่าย
Load Balancing รับโหลดได้เยอะ เสถียร ซับซ้อนกว่า ต้องดูแล
Auto Scaling ปรับขนาดได้อัตโนมัติ อาจมีค่าใช้จ่ายสูง

สุดท้ายนี้ อยากจะฝากไว้ว่า การเลือกใช้ Load Balancing หรือทางเลือกอื่นๆ มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละคน ไม่มีอะไรที่ "ดีที่สุด" เสมอไป ต้องลองพิจารณาดูว่าอะไรที่เหมาะกับเราที่สุด SiamCafe Blog มีบทความดีๆ อีกเยอะ ลองเข้าไปอ่านดูได้นะ

และอย่าลืมว่า เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไปตลอดเวลา สมัยผมทำร้านเน็ตเมื่อ 20 กว่าปีก่อน Load Balancing ยังเป็นเรื่องยากมากๆ แต่สมัยนี้มันง่ายขึ้นเยอะมากๆ แล้ว SiamCafe Blog ยังมีบทความเกี่ยวกับ AI ด้วยนะ ลองไปอ่านดูสิ

Best Practices / เคล็ดลับจากประสบการณ์

สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย Load Balancing นี่สำคัญสุดๆ เพราะถ้าเน็ตหลุดทีนึง ลูกค้าหายหมด! ผมเลยลองผิดลองถูกมาเยอะ นี่คือเคล็ดลับที่อยากแชร์กัน

3-4 เทคนิคที่ใช้ได้จริง

1. Monitor ให้ถี่! อย่ารอให้ลูกค้าบ่นค่อยรู้ตัวว่าเน็ตมีปัญหา ผมใช้พวก Nagios หรือ Zabbix นี่แหละ ตั้ง alert ไว้เลย ถ้า latency สูงเกินไป หรือ packet loss เยอะ รีบแก้ด่วน

2. Sticky Session is your friend. บางที application มัน sensitive กับ IP Address ถ้า user สลับไปมา session หลุด Sticky Session นี่แหละช่วยได้ ทำให้ user คนเดิม เข้า server เดิมตลอด เหมือนนั่งโต๊ะประจำในร้านเน็ตเลย

3. Weighting is an art. ไม่ใช่ทุกเส้นเน็ตจะแรงเท่ากัน สมัยก่อน ADSL กับ Leased Line นี่คนละเรื่องเลย Weighting คือการ assign traffic ให้แต่ละเส้นตามความสามารถ เส้นไหนแรงกว่าก็ให้รับเยอะกว่า แต่ต้อง monitor ดีๆ นะ บางทีโปรโมชั่นหมด ความแรงเปลี่ยน

4. Fallback Mechanism. อันนี้สำคัญมาก ถ้าเส้นหลักเจ๊ง ต้องมีเส้นสำรอง Config ให้มัน auto switch ไปเลย สมัยก่อนผมใช้ RouterBoard นี่แหละ ทำ scripting เอาง่ายดี

FAQ คำถามที่พบบ่อย

ทำไม Load Balancing ถึงสำคัญสำหรับ AI Application?

AI Application ส่วนใหญ่มัน resource intensive มาก ต้องใช้ CPU, GPU, RAM เยอะ ถ้า server ตัวเดียวรับไม่ไหว Load Balancing จะช่วยกระจาย load ไปยัง server อื่นๆ ทำให้ application ยังทำงานได้ smooth เหมือนมีเด็กเสิร์ฟหลายคนช่วยกันยกอาหาร จะได้ไม่หก

Load Balancing กับ Failover ต่างกันยังไง?

Load Balancing คือการกระจาย traffic เพื่อให้ resource utilization มัน evenly distributed Failover คือการ switch ไปยัง server สำรองเมื่อ server หลักล่ม Load Balancing ทำงานตลอดเวลา Failover ทำงานเฉพาะตอนฉุกเฉิน เหมือนมีแผนสำรองไว้เผื่อไฟดับ

Algorithm ไหนดีที่สุดสำหรับ Load Balancing?

มันไม่มี algorithm ที่ดีที่สุดเสมอไป มันขึ้นอยู่กับ application และ infrastructure ของคุณ Round Robin ง่าย แต่ไม่เหมาะถ้า server บางตัวแรงกว่า Least Connections ดี แต่ต้อง monitor จำนวน connections ตลอด ลองหลายๆ แบบแล้วดูว่าอันไหนเวิร์คสุด เหมือนชิมกาแฟ ต้องลองเองถึงรู้ว่าชอบรสไหน

Load Balancing ช่วยเรื่อง Security ได้ไหม?

ได้แน่นอน! Load Balancing ช่วยซ่อน server จริงๆ ของคุณจากภายนอก ทำให้ hacker เข้าถึงยากขึ้น เหมือนมี bodyguard คอยกันคน นอกจากนี้ บาง Load Balancer ยังมีฟีเจอร์ security อย่างเช่น Web Application Firewall (WAF) อีกด้วย

สรุป

Load Balancing เป็น technology ที่สำคัญมากๆ ไม่ว่าคุณจะ run ร้านเน็ต หรือพัฒนา AI Application มันช่วยให้ระบบของคุณ stable, scalable, และ secure ลองเอาเคล็ดลับที่ผมแชร์ไปปรับใช้ดูนะครับ แล้วอย่าลืม iCafeForex นะครับ เผื่อใครสนใจลงทุน!

และถ้าอยากอ่านเรื่อง IT สนุกๆ อีก แวะไป SiamCafe Blog ได้เลย มีเรื่องเล่าสมัยผมทำร้านเน็ตอีกเยอะ!