IT General
น้องๆ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Jamstack กันมาบ้างแล้วเนอะ แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย ผมขออธิบายง่ายๆ ก่อนเลย Jamstack เนี่ย มันไม่ใช่ framework หรือ library อะไรนะ แต่มันเป็นสถาปัตยกรรม (Architecture) ในการพัฒนาเว็บ ที่เน้นความเร็ว ความปลอดภัย และ scalability เป็นหลัก
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe.net เมื่อ 20 กว่าปีก่อน (ตอนนี้เป็น SiamCafe Blog ไปแล้ว) เว็บไซต์ส่วนใหญ่เป็น Dynamic Website ที่ต้อง query ฐานข้อมูลทุกครั้งที่มี request เข้ามา ทำให้ช้า และเปลืองทรัพยากรมาก Jamstack เลยเข้ามาแก้ปัญหานี้ โดยการ pre-render หน้าเว็บทั้งหมดเป็น Static Files แล้วค่อยเอาไปวางไว้บน CDN (Content Delivery Network) ทั่วโลก ทำให้โหลดเร็วปู๊ดปร๊าดเลย
แล้วทำไมมันถึงสำคัญล่ะ? คิดง่ายๆ เว็บโหลดเร็ว คนก็ชอบ Google ก็ชอบ แถมยังประหยัดค่า hosting อีกด้วย เพราะเราไม่ต้องมี Server แรงๆ คอยประมวลผลตลอดเวลา แค่มี CDN ก็เอาอยู่
ก่อนจะไปลงมือทำ Jamstack จริงๆ เรามาดูกันก่อนว่ามีพื้นฐานอะไรบ้างที่เราควรรู้
อันนี้ขาดไม่ได้เลย น้องๆ ต้องพอเขียน JavaScript เป็นบ้าง เพราะเราจะใช้ JavaScript ในการจัดการ Dynamic Content และ Interact กับ API ต่างๆ
สมัยก่อนตอนทำ SiamCafe ผมใช้แต่ PHP ชีวิตมันลำบากมาก พอมี JavaScript นี่ชีวิตง่ายขึ้นเยอะเลย
// ตัวอย่าง JavaScript ง่ายๆ
document.getElementById("myButton").addEventListener("click", function() {
alert("Hello, Jamstack!");
});
Jamstack พึ่งพา APIs ในการดึงข้อมูลและจัดการ Logic ต่างๆ ดังนั้นเราต้องรู้จัก REST APIs, GraphQL หรือ Serverless Functions
ลองนึกภาพว่า API เป็นเหมือนพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร เราสั่งอาหาร (Request) พนักงานก็ไปเอาอาหารจากครัว (Server) มาให้เรา (Response)
Markup ก็คือ HTML นั่นเอง เราต้องรู้จักโครงสร้าง HTML ที่ถูกต้อง เพื่อให้เว็บไซต์ของเราแสดงผลได้อย่างถูกต้องบนทุก Browser
ตอนทำเว็บ SiamCafe สมัยก่อน ผมเคยเจอเคสที่เว็บแสดงผลไม่เหมือนกันบน IE กับ Netscape Navigator (ใครทันบ้าง!) เพราะ Markup ไม่ถูกต้อง
เอาล่ะ ทีนี้เรามาดูวิธีใช้งาน Jamstack กันบ้าง จริงๆ แล้วมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพียงแต่เราต้องเลือกเครื่องมือให้เหมาะสมกับโปรเจกต์ของเรา
SSG คือเครื่องมือที่จะช่วยเราสร้าง Static Files จาก Markdown, JSON หรือ Data Sources อื่นๆ ที่นิยมใช้กันก็มี Next.js, Gatsby, Hugo, Jekyll
ผมแนะนำให้ลองเล่น Next.js ดูก่อน เพราะมัน Flexible และมี Community ที่แข็งแกร่ง
พอเราสร้าง Static Files เสร็จแล้ว เราก็ต้องเอาไป Deploy บน CDN ที่นิยมใช้กันก็มี Netlify, Vercel, AWS S3 + CloudFront
Netlify กับ Vercel ใช้งานง่ายมาก แค่เชื่อมต่อกับ Git Repository ของเรา แล้วมันจะ Build และ Deploy ให้เราอัตโนมัติ
ถ้าเราต้องการให้ Content Creator สามารถแก้ไขเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ง่ายๆ เราก็สามารถใช้ Headless CMS ได้ เช่น Contentful, Strapi, Sanity
Headless CMS จะทำหน้าที่เป็น Backend ที่เก็บ Content ส่วน Frontend ก็จะดึง Content มาแสดงผลผ่าน APIs
แน่นอนว่า Jamstack ไม่ใช่สถาปัตยกรรมเดียวในการพัฒนาเว็บ ยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย เช่น LAMP stack, MEAN stack, Server-Side Rendering (SSR)
เรามาดูกันว่า Jamstack แตกต่างจากทางเลือกอื่นๆ อย่างไรบ้าง
| Feature | Jamstack | LAMP Stack | Server-Side Rendering (SSR) |
|---|---|---|---|
| Performance | Fast | Slow | Medium |
| Security | High | Low | Medium |
| Scalability | High | Low | Medium |
| Cost | Low | High | Medium |
| Complexity | Medium | Low | High |
จากตารางจะเห็นว่า Jamstack มีข้อดีในเรื่องของ Performance, Security และ Scalability แต่ก็อาจจะมีความซับซ้อนในการพัฒนามากกว่า LAMP stack
แต่โดยรวมแล้ว ผมว่า Jamstack เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับโปรเจกต์ที่ต้องการความเร็วและความปลอดภัยสูง
ถ้าใครสนใจเรื่อง IT หรืออยากอ่านบทความดีๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยี ก็แวะมาที่ SiamCafe Blog ได้นะครับ
มาถึงตรงนี้ หลายคนคงเริ่มเห็นภาพ Jamstack ชัดเจนขึ้นแล้วใช่มั้ย? แต่จะทำยังไงให้มันเวิร์คจริงจังล่ะ? สมัยผมทำร้านเน็ต ผมเน้น "ของมันต้องดี" Jamstack ก็เหมือนกัน ต้องทำให้ดีตั้งแต่ต้นทาง
จำไว้ว่า Jamstack ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่เป็นปรัชญา เน้น Performance, Security, Scalability และ Developer Experience ที่ดี
SSG นี่มีให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่ Next.js, Gatsby, Hugo, Jekyll... แต่ละตัวก็มีจุดเด่นจุดด้อยต่างกัน ต้องดูว่าโปรเจกต์เราต้องการอะไร
เคยเจอเคสลูกค้าอยากได้เว็บ portfolio ง่ายๆ ผมเลยแนะนำ Jekyll เพราะมันเบา ใช้งานง่าย แถมมี theme สวยๆ ให้เลือกเยอะแยะ SiamCafe Blog ก็เคยเขียนเรื่องนี้ไว้ ลองไปอ่านดูนะ
CDN (Content Delivery Network) สำคัญมาก! มันจะช่วยกระจาย content เราไปไว้ตาม server ทั่วโลก ทำให้ user เข้าเว็บได้เร็ว ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนบนโลกใบนี้
สมัยก่อนผมต้องเช่า server หลายที่ วุ่นวายมาก เดี๋ยวนี้ CDN ช่วยได้เยอะ แถมบางเจ้า (เช่น Netlify, Vercel) ก็มี CDN ให้ใช้ฟรีๆ อีกด้วย
Jamstack เน้นการดึงข้อมูลผ่าน API ดังนั้น การออกแบบ API ที่ดีจึงสำคัญมาก ต้องคิดถึงเรื่อง scalability, security, และ ease of use ตั้งแต่เนิ่นๆ
ถ้า API เราห่วย เว็บเราก็พังตามไปด้วยนะ! เหมือนร้านเน็ตที่คอมพัง ลูกค้าก็หายหมด
CI/CD (Continuous Integration/Continuous Deployment) เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับ Jamstack workflow มันจะช่วยให้เรา deploy เว็บได้อัตโนมัติ ทุกครั้งที่เรา commit code
ลองนึกภาพว่าต้อง deploy เว็บด้วยมือทุกครั้ง... แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว! สมัยผมทำร้านเน็ต ต้องลงโปรแกรมเองทุกเครื่อง กว่าจะเสร็จก็แทบแย่
Jamstack เหมาะกับเว็บไซต์แทบทุกประเภท ตั้งแต่ blog, portfolio, e-commerce ไปจนถึง web application ที่ซับซ้อน
แต่ถ้าเป็นเว็บที่ต้องมีการ update ข้อมูลแบบ real-time อาจจะต้องพิจารณาเทคโนโลยีอื่นเพิ่มเติม
Jamstack ปลอดภัยกว่าเว็บไซต์แบบเดิมๆ เพราะไม่มี database หรือ server-side code ที่เป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์โจมตี
แต่ก็ต้องระวังเรื่อง security ของ API ที่เราใช้ด้วยนะ!
ไม่มี framework ตายตัว ขึ้นอยู่กับความถนัดและความต้องการของโปรเจกต์
ถ้าชอบ React ก็ลอง Next.js หรือ Gatsby ถ้าชอบ Vue ก็ลอง Nuxt.js ถ้าชอบ Go ก็ลอง Hugo
WordPress เป็น CMS (Content Management System) ที่มี database และ server-side code ในขณะที่ Jamstack เป็น architecture ที่เน้น static content และ API
Jamstack เร็วกว่า ปลอดภัยกว่า และ scale ง่ายกว่า WordPress แต่ก็อาจจะซับซ้อนกว่าในการพัฒนา
Jamstack เป็น architecture ที่น่าสนใจและมีอนาคตสดใส เหมาะสำหรับคนที่ต้องการสร้างเว็บไซต์ที่เร็ว ปลอดภัย และ scale ได้ง่าย
ลองศึกษาและนำไปปรับใช้กับโปรเจกต์ของคุณดู รับรองว่าไม่ผิดหวัง! ถ้าสนใจลงทุน Forex ก็ลองศึกษา iCafeForex ดูนะครับ