IT General
น้องๆ เคยสงสัยไหมว่าทำไมบางทีเล่นเน็ตอยู่ดีๆ แล้วเกิดปัญหาแปลกๆ? บางทีอาจเป็นเพราะ IPv4 ที่เราใช้กันมานานมันเริ่มจะไม่พอแล้วไง! ลองนึกภาพบ้านเลขที่นะ สมัยก่อนคนน้อย บ้านเลขที่ก็เลยมีแค่ไม่กี่หลัก แต่พอคนเยอะขึ้น บ้านเลขที่เดิมมันซ้ำกันหมดแล้วไง! IPv6 ก็เหมือนบ้านเลขที่ใหม่ที่ยาวขึ้น ทำให้มีบ้านเลขที่ไม่ซ้ำกันได้เยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe เนี่ย เจอปัญหา IP ชนกันบ่อยมาก เพราะ IPv4 มันมีจำกัดไง! ตอนนั้นยังไม่มี IPv6 ให้ใช้ ต้องแก้ปัญหาด้วย NAT (Network Address Translation) ซึ่งมันก็มีข้อจำกัดเยอะแยะไปหมด
IPv6 Migration Guide ก็คือคู่มือที่จะช่วยให้น้องๆ เข้าใจและเปลี่ยนจาก IPv4 ไปใช้ IPv6 ได้อย่างถูกต้องและราบรื่นนั่นเอง สำคัญมากๆ เพราะโลกเรากำลังจะเปลี่ยนไปใช้ IPv6 กันหมดแล้ว ถ้าเรายังใช้ IPv4 อยู่ เราก็จะตกขบวนเอานะ!
IPv4 คือ Internet Protocol version 4 เป็น protocol ที่ใช้ในการระบุ address ของอุปกรณ์บน internet มาตั้งแต่ยุคแรกๆ address ของ IPv4 จะเป็นตัวเลข 32-bit เช่น 192.168.1.1 ซึ่งทำให้มี address ที่เป็นไปได้ประมาณ 4.3 พันล้าน address ฟังดูเยอะใช่ไหม? แต่จริงๆ แล้วไม่พอสำหรับอุปกรณ์ทุกชนิดบนโลกนี้แน่นอน
IPv6 คือ Internet Protocol version 6 เป็น protocol รุ่นใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน address ของ IPv4 address ของ IPv6 จะเป็นตัวเลข 128-bit เช่น 2001:0db8:85a3:0000:0000:8a2e:0370:7334 ซึ่งทำให้มี address ที่เป็นไปได้มหาศาล เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีวันหมดเลยทีเดียว!
# ตัวอย่าง IPv4 address
192.168.1.1
# ตัวอย่าง IPv6 address
2001:0db8:85a3:0000:0000:8a2e:0370:7334
ใน IPv6 มี address type ที่แตกต่างกัน เพื่อให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น:
สมัยผมทำร้านเน็ต เคยใช้ multicast ในการส่งข้อมูล config ไปให้อุปกรณ์หลายๆ ตัวพร้อมกัน ประหยัด bandwidth ไปได้เยอะเลย!
Header ของ IPv6 มีส่วนประกอบที่แตกต่างจาก IPv4 หลายอย่าง ที่สำคัญคือ simplified header ที่ทำให้การประมวลผล packet เร็วขึ้น และ extension headers ที่เพิ่มความสามารถในการจัดการ packet ที่ซับซ้อนได้
# ตัวอย่าง simplified IPv6 header
Version: 6
Traffic Class: ...
Flow Label: ...
Payload Length: ...
Next Header: ...
Hop Limit: ...
Source Address: ...
Destination Address: ...
การเริ่มต้นใช้งาน IPv6 อาจจะดูยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ยากอย่างที่คิด! เริ่มจากทำความเข้าใจพื้นฐานก่อน แล้วค่อยๆ ทำตามขั้นตอนที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้
สิ่งแรกที่ต้องทำคือตรวจสอบว่าอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการของเรา support IPv6 หรือเปล่า ส่วนใหญ่แล้วอุปกรณ์และระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ๆ จะ support IPv6 อยู่แล้ว แต่ก็ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อน
วิธีตรวจสอบง่ายๆ คือลอง ping IPv6 address ของ Google ดู: ping6 2001:4860:4860::8888 ถ้า ping ได้ แสดงว่าอุปกรณ์ของเรา support IPv6 แล้ว
# ตัวอย่างคำสั่ง ping6
ping6 2001:4860:4860::8888
การกำหนดค่า IPv6 address สามารถทำได้หลายวิธี:
สมัยผมทำร้านเน็ต ใช้ DHCPv6 ในการแจก address ให้เครื่องลูกข่าย สะดวกและง่ายต่อการจัดการมากๆ
Router และ Firewall ต้องถูกตั้งค่าให้ support IPv6 ด้วย โดยต้อง enable IPv6 forwarding และ configure firewall rules ให้ถูกต้อง เพื่อให้ packet IPv6 สามารถผ่านเข้าออกได้
อย่าลืม update firmware ของ router และ firewall ให้เป็น version ล่าสุด เพื่อให้ support IPv6 ได้อย่างเต็มที่
จริงๆ แล้วมีทางเลือกอื่นนอกจากการ migrate ไป IPv6 ไหม? มีครับ แต่ละทางเลือกก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
| ทางเลือก | ข้อดี | ข้อเสีย |
|---|---|---|
| NAT (Network Address Translation) | ใช้งานง่าย, ไม่ต้องเปลี่ยน address | จำกัดจำนวน connections, ประสิทธิภาพต่ำ |
| CGNAT (Carrier-Grade NAT) | ขยาย address ได้มากขึ้น | ซับซ้อน, เพิ่ม latency |
| IPv6 | address ไม่จำกัด, ประสิทธิภาพสูง | ต้องเปลี่ยน address, ต้องเรียนรู้ใหม่ |
จากตารางจะเห็นว่า IPv6 เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในระยะยาว ถึงแม้จะต้องลงทุนในการเรียนรู้และเปลี่ยน address แต่ผลที่ได้คือประสิทธิภาพและความยั่งยืนที่เหนือกว่า
สนใจเรื่อง IT เพิ่มเติม? แวะมาอ่านบทความที่ SiamCafe Blog ได้เลย!
สุดท้ายนี้ อยากฝากถึงน้องๆ ที่กำลังจะเริ่ม migrate ไป IPv6 ว่าอย่าท้อแท้! มันอาจจะดูยากในช่วงแรก แต่เมื่อเข้าใจแล้วจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด และมันจะเป็นประโยชน์อย่างมากในอนาคต
ขอให้สนุกกับการ migrate ไป IPv6 นะครับ! แล้วอย่าลืมแวะมาเยี่ยมชม SiamCafe Blog อีกนะครับ!
เอาล่ะน้องๆ มาถึงส่วนสำคัญแล้ว คือเคล็ดลับที่พี่บอมสั่งสมมาจากการทำร้านเน็ตตั้งแต่ยุคบุกเบิกยันยุคปัจจุบัน เรื่อง IPv6 นี่ก็เหมือนกัน ไม่ใช่แค่ config ให้มัน "ติด" แต่ต้อง "ดี" ด้วย
สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe นี่ เรื่อง performance สำคัญสุดๆ ใครเข้าเว็บช้า กระตุก โดนด่าแน่นอน (ฮา) IPv6 ก็เหมือนกัน ถ้า config ไม่ดี แทนที่จะเร็ว กลายเป็นอืดกว่าเดิมซะงั้น
อย่าเพิ่งรีบกระโดดไป IPv6 ล้วนๆ น้องเอ๊ย! ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ใช้ Dual-Stack คือให้ IPv4 กับ IPv6 มันอยู่ด้วยกันก่อน นี่คือ best practice ที่สุดแล้ว
ทำไมนะเหรอ? เพราะยังมีเว็บและบริการอีกเยอะที่ยังไม่รองรับ IPv6 ถ้าปิด IPv4 ไปเลย ลูกค้าเข้าร้านเราไม่ได้ โดนบ่นอีก
เรื่อง DNS นี่สำคัญมากกกก (ก.ไก่ล้านตัว) คือถ้า DNS Server ของน้องยังไม่รองรับ IPv6 เว็บที่ใช้ IPv6 ก็เข้าไม่ได้นะจ๊ะ
เช็คให้ดีว่า DNS Server ที่น้องใช้ รองรับ AAAA Record (Record สำหรับ IPv6) รึยัง ถ้ายัง ก็ต้องเปลี่ยน หรือ config เพิ่มเติมนะ
อย่าลืมเรื่องความปลอดภัย! พอมี IPv6 เข้ามา ช่องโหว่ใหม่ๆ ก็ตามมาด้วย Firewall ต้อง config ให้ดีๆ นะ
สมัยก่อนตอนร้านเน็ตผมโดน Hack นี่เข็ดเลย ต้องคอย monitor traffic แปลกๆ ตลอดเวลา IPv6 ก็เหมือนกัน ต้องระวังพวก IPv6 tunneling หรือ traffic ที่ดูไม่น่าไว้วางใจ
ก่อนจะ deploy จริงจัง ทดสอบให้ดีก่อนนะน้อง! อย่าเพิ่งรีบร้อน เอาเครื่องในร้าน (หรือเครื่องตัวเอง) ลองเข้าเว็บ IPv6 ดูว่ามัน work รึเปล่า
มี tool online เยอะแยะที่ช่วยเช็ค IPv6 connectivity ได้ ลอง search ใน Google ดูนะ
IPv4 มันใกล้หมดแล้วน้องเอ๊ย! IP address มันมีจำกัด แต่ IPv6 นี่มีเยอะแยะจนแทบจะแจกฟรีๆ ได้เลย (ฮา) ถ้าไม่ย้ายตอนนี้ อนาคตจะลำบากเอานะ
ถ้าพื้นฐาน Network แน่นๆ ก็ไม่ยากเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่เคยแตะเลย อาจจะต้องศึกษาเพิ่มนิดหน่อย แต่ไม่ต้องกลัว เริ่มจาก Dual-Stack ก่อนก็ได้ ค่อยๆ เรียนรู้ไป
ในทางทฤษฎี อาจจะเร็วขึ้นนิดหน่อย เพราะไม่ต้องผ่าน NAT (Network Address Translation) แต่ในทางปฏิบัติ อาจจะไม่เห็นผลชัดเจนขนาดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น Network Congestion, Server Response Time
Windows XP รองรับ IPv6 นะ แต่ต้อง enable เอง และอาจจะมีปัญหา compatibility กับบางเว็บหรือบริการ แนะนำให้อัพเกรดเป็น Windows รุ่นใหม่ๆ ดีกว่า
IPv6 Migration ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด ค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ ทำ เริ่มจาก Dual-Stack แล้วค่อยๆ ขยับไป IPv6 ล้วนๆ
อย่าลืมเรื่อง Security และ Testing ก่อน Deploy จริงจัง และที่สำคัญ อย่าท้อแท้! ถ้าติดตรงไหน ถามพี่บอมได้เสมอ (ถ้าพี่ว่างนะ ฮา)
ถ้าสนใจเรื่อง Forex ลองดูที่ iCafeForex นะครับ ส่วนเรื่อง IT อื่นๆ ตามไปอ่านได้ที่ SiamCafe Blog เลยครับ