วิธีเพิ่ม RAM เสมือน Virtual Memory Hardware

วิธีเพิ่ม RAM เสมือน Virtual Memory

📅 2026-02-09 | โดย อ.บอม กิตติทัศน์ เจริญพนาสิทธิ์ — SiamCafe.net Since 1997

RAM เสมือน (Virtual Memory) คืออะไร? ทำไมต้องมี?

เอาน่า... สมัยผมทำร้านเน็ต SiamCafe นะ (ตั้งแต่ปี 97 โน่น!) RAM นี่แพงหูฉี่เลย เด็กๆ ในร้านชอบเปิดเกมหลายเกมพร้อมกัน, เปิด Browser เป็นสิบๆ Tab แล้วบ่นว่า "พี่บอม! เครื่องมันอืด!" ตอนนั้นแหละที่ผมเริ่มศึกษาเรื่อง Virtual Memory หรือ RAM เสมือนอย่างจริงจัง

ง่ายๆ เลยนะ RAM เสมือนเนี่ย มันคือการเอาพื้นที่ใน Hard Disk หรือ SSD ของเรา มาจำลองเป็น RAM เพิ่มเติม พูดง่ายๆ คือหลอกเครื่องว่า "เฮ้ย! มี RAM เพิ่มนะเว้ย!" เวลา RAM จริงของเรามันเต็ม เครื่องก็จะเอาข้อมูลที่ไม่ค่อยได้ใช้ ไปพักไว้ใน Hard Disk/SSD ก่อน พอต้องการใช้ค่อยดึงกลับมา

ทำไมต้องมี? ก็เพราะ RAM จริงมันมีจำกัดไง! โดยเฉพาะเครื่องรุ่นเก่าๆ หรือเครื่องที่ไม่ได้เน้นเล่นเกมโหดๆ การมี RAM เสมือนช่วยให้เราเปิดโปรแกรมหลายๆ ตัวพร้อมกันได้ โดยที่เครื่องไม่แฮงค์ หรืออืดจนทำอะไรไม่ได้

ข้อดีข้อเสียของ RAM เสมือน

ทุกอย่างบนโลกนี้มันมีสองด้านเสมอ RAM เสมือนก็เหมือนกัน มาดูกันว่าข้อดีข้อเสียของมันมีอะไรบ้าง

ข้อดี ข้อเสีย
เพิ่มความสามารถในการ Multitasking (ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน) ความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลช้ากว่า RAM จริง (เพราะ Hard Disk/SSD มันช้ากว่า RAM)
ช่วยให้โปรแกรมขนาดใหญ่ทำงานได้ แม้ RAM จริงจะไม่พอ อาจทำให้เครื่องอืดลง ถ้า Hard Disk/SSD มีความเร็วต่ำ
ไม่ต้องเสียเงินซื้อ RAM เพิ่ม (ในกรณีที่ไม่อยากอัพเกรด) กินพื้นที่ Hard Disk/SSD

วิธีเพิ่ม RAM เสมือนใน Windows (Step-by-Step)

มาถึงวิธีเซ็ตค่า RAM เสมือนกันบ้าง ผมจะสอนแบบละเอียดเลยนะ ทำตามได้แน่นอน

  1. เปิด System Properties: คลิกขวาที่ This PC (หรือ My Computer) บน Desktop แล้วเลือก Properties
  2. Advanced system settings: ในหน้าต่าง System ให้คลิกที่ Advanced system settings (อยู่ทางด้านซ้ายมือ)
  3. Performance Settings: ในหน้าต่าง System Properties ให้ไปที่แท็บ Advanced แล้วคลิกที่ปุ่ม Settings... ในส่วนของ Performance
  4. Virtual Memory Settings: ในหน้าต่าง Performance Options ให้ไปที่แท็บ Advanced อีกครั้ง แล้วคลิกที่ปุ่ม Change... ในส่วนของ Virtual memory
  5. Uncheck "Automatically manage paging file size for all drives": ยกเลิกการเลือกช่อง "Automatically manage paging file size for all drives"
  6. Select the drive: เลือก Drive ที่ต้องการใช้เป็น Virtual Memory (ส่วนใหญ่คือ Drive C:)
  7. Choose "Custom size": เลือก "Custom size" แล้วใส่ค่า Initial size (ขนาดเริ่มต้น) และ Maximum size (ขนาดสูงสุด)
  8. ค่า Initial size และ Maximum size ควรตั้งเท่าไหร่? อันนี้สำคัญเลย... โดยทั่วไปแล้ว ให้ตั้ง Initial size เท่ากับขนาด RAM จริงของคุณ และ Maximum size เป็น 1.5 ถึง 3 เท่าของ RAM จริง เช่น ถ้า RAM จริงคุณมี 8GB (8192MB) ให้ตั้ง Initial size เป็น 8192 และ Maximum size เป็น 12288 (1.5 เท่า) หรือ 24576 (3 เท่า)
  9. Click Set and OK: คลิกปุ่ม Set แล้วคลิก OK ทุกหน้าต่างที่เปิดไว้
  10. Restart Computer: Restart เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้การตั้งค่ามีผล

ตัวอย่าง code snippet (PowerShell): อันนี้แถมให้สำหรับคนที่ชอบใช้ Command Line นะ


# Set initial size to 8GB (8192MB) and maximum size to 16GB (16384MB)
Set-WmiInstance -Class Win32_PageFileSetting -Arguments @{Name="C:\\pagefile.sys"; InitialSize=8192; MaximumSize=16384}

คำสั่งนี้จะทำการสร้างหรือแก้ไข Page File (ไฟล์ Virtual Memory) บน Drive C: โดยตั้งค่าเริ่มต้นที่ 8GB และสูงสุดที่ 16GB

Tips & Tricks เพิ่มประสิทธิภาพ Virtual Memory

นอกจากวิธีตั้งค่าพื้นฐานแล้ว ยังมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้ Virtual Memory ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วยนะ

🎬 วิดีโอแนะนำ

ดูวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีเพิ่ม RAM เสมือน Virtual M:

Virtual Memory กับ Hard Disk vs SSD: เลือกอะไรดี?

ประเด็นนี้สำคัญมาก! เพราะ Hard Disk (HDD) กับ Solid State Drive (SSD) มันมีความเร็วต่างกันลิบลับ การเลือกใช้ Virtual Memory กับ Drive ที่เหมาะสม จะช่วยให้เครื่องของคุณทำงานได้ดีที่สุด

Hard Disk (HDD): เหมาะสำหรับเครื่องรุ่นเก่า หรือเครื่องที่ไม่ต้องการความเร็วสูงมากนัก แต่ข้อเสียคือความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลค่อนข้างช้า ทำให้การใช้ Virtual Memory บน HDD อาจทำให้เครื่องอืดลงได้

Solid State Drive (SSD): มีความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลสูงกว่า HDD มาก ทำให้การใช้ Virtual Memory บน SSD ช่วยให้เครื่องทำงานได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ SSD มีราคาแพงกว่า และมีอายุการใช้งานจำกัด

คำแนะนำ: ถ้าเป็นไปได้ ให้ใช้ SSD เป็น Drive หลักสำหรับลง Windows และใช้เป็น Virtual Memory จะดีที่สุด แต่ถ้ามีงบประมาณจำกัด ก็สามารถใช้ HDD เป็น Virtual Memory ได้ แต่ต้องทำใจว่าเครื่องอาจจะอืดลงบ้าง

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะ ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาถามได้เลย ที่ SiamCafe Blog ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ RAM เสมือน

รวบรวมคำถามที่เจอบ่อยๆ เกี่ยวกับ Virtual Memory มาให้ เผื่อใครมีคำถามเหมือนกันจะได้ไม่ต้องถามซ้ำ

  1. Q: Virtual Memory จำเป็นต้องมีไหม?

    A: ถ้า RAM จริงของคุณมีเยอะ (เช่น 16GB ขึ้นไป) อาจจะไม่จำเป็นต้องมี Virtual Memory ก็ได้ แต่ถ้า RAM น้อยกว่านั้น การมี Virtual Memory จะช่วยให้เครื่องทำงานได้ลื่นขึ้น

  2. Q: ตั้งค่า Virtual Memory มากเกินไป จะมีผลเสียไหม?

    A: การตั้งค่า Virtual Memory มากเกินไป อาจทำให้เปลืองพื้นที่ Hard Disk/SSD โดยใช่เหตุ และไม่ได้ช่วยให้เครื่องเร็วขึ้น ดังนั้นควรตั้งค่าให้เหมาะสมกับขนาด RAM จริง

  3. Q: ควร Defragment Hard Disk บ่อยแค่ไหน?

    A: สำหรับ Hard Disk ควร Defragment เดือนละครั้ง แต่สำหรับ SSD ไม่จำเป็นต้อง Defragment บ่อย เพราะมันมีอายุการใช้งานจำกัด

และอย่าลืมแวะไปอ่านบทความอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่ SiamCafe Blog นะครับ

Best Practices การปรับ Virtual Memory

1. ขนาดที่เหมาะสม: ไม่มากไป ไม่น้อยไป

สมัยผมทำร้านเน็ตเนี่ย เจอลูกค้าหลายแบบ บางคนตั้ง Virtual Memory ไว้เยอะเกินความจำเป็น คิดว่ายิ่งเยอะยิ่งดี จริงๆ แล้วไม่ใช่นะ! เพราะมันไปเบียดพื้นที่ Hard Disk เราเปล่าๆ แถมยังทำให้ระบบโดยรวมช้าลงด้วยซ้ำ

แต่ถ้าตั้งน้อยเกินไป พวกโปรแกรมกิน RAM หนักๆ อย่าง Photoshop, Premiere Pro หรือเกม AAA รุ่นใหม่ๆ ก็อาจจะแฮงค์ หรือทำงานไม่เสถียรได้

สูตรที่ผมแนะนำ: เริ่มจาก 1.5 เท่าของ RAM จริง แล้วค่อยๆ ปรับขึ้นถ้ายังเจอปัญหา เช่น RAM จริง 8GB ก็ลองตั้ง Virtual Memory สัก 12GB ดูก่อน

2. เลือก Drive ที่เหมาะสม: SSD ดีกว่า HDD

ถ้าเครื่องเรามีทั้ง SSD และ HDD ให้เลือกตั้ง Virtual Memory ไว้ที่ SSD นะ เพราะ SSD มันเร็วกว่า HDD เยอะ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลจำลองทำได้รวดเร็วขึ้น

สมัยก่อนตอนร้านเน็ตยังใช้ HDD กันอยู่ การตั้ง Virtual Memory บน Drive เดียวกับ Windows ก็ช่วยได้เยอะ แต่พอเปลี่ยนมาใช้ SSD แล้ว ความแตกต่างมันชัดเจนมากๆ ครับ

3. Monitor การใช้งาน: สังเกตอาการ

หลังจากปรับ Virtual Memory แล้ว ให้ลองใช้งานโปรแกรมที่เราใช้งานบ่อยๆ หรือโปรแกรมที่กิน RAM เยอะๆ ดูครับ แล้วสังเกตอาการ ถ้ายังเจอปัญหาเดิมๆ เช่น แฮงค์ ค้าง หรือช้า ก็ลองปรับ Virtual Memory เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย

แต่ถ้าใช้งานได้ปกติ ก็ไม่ต้องปรับอะไรแล้วครับ ถือว่าเราเจอค่าที่เหมาะสมแล้ว

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Virtual Memory

Virtual Memory จำเป็นสำหรับเครื่องที่มี RAM เยอะๆ ไหม?

ถึงเครื่องจะมี RAM เยอะ (เช่น 16GB, 32GB) Virtual Memory ก็ยังจำเป็นอยู่นะ เพราะบางโปรแกรมมันถูกออกแบบมาให้ใช้ Virtual Memory ร่วมด้วย ถึงแม้ RAM จริงจะเหลือเยอะก็ตาม

เหมือนสมัยก่อนตอนทำร้านเน็ต ลูกค้าบางคนบอก "เครื่องผม RAM 8GB ไม่ต้องมี Virtual Memory หรอก" แต่พอเล่นเกมบางเกมก็ยังกระตุกอยู่ดี พอเปิด Virtual Memory ปุ๊บ ลื่นปรื๊ดเลย!

Virtual Memory ทำให้เครื่องช้าลงจริงหรือ?

Virtual Memory มีผลต่อความเร็วของเครื่องแน่นอนครับ เพราะมันเป็นการใช้พื้นที่ Hard Disk (หรือ SSD) มาจำลองเป็น RAM ซึ่ง Hard Disk มันช้ากว่า RAM จริงๆ อยู่แล้ว

แต่ถ้าเราตั้งค่า Virtual Memory ได้เหมาะสม และใช้งานโปรแกรมที่ไม่กิน RAM เกินไป เราก็อาจจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก

อารมณ์เหมือนเรายืมเงินเพื่อนมาใช้ ถ้าเราใช้เงินอย่างประหยัด คืนเพื่อนตรงเวลา ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าใช้เงินเกินตัว ไม่คืนเพื่อน ก็อาจจะมีปัญหาตามมาได้ครับ

ควรปิด Virtual Memory ไปเลยได้ไหม?

ไม่แนะนำให้ปิด Virtual Memory ไปเลยครับ เพราะอาจจะทำให้เครื่อง unstable หรือเกิดปัญหาในการใช้งานโปรแกรมบางตัวได้

ยกเว้นแต่ว่าเรามี RAM เยอะมากๆ (เช่น 64GB+) และใช้งานโปรแกรมที่ไม่ต้องการ Virtual Memory จริงๆ เท่านั้นแหละครับ ถึงจะพิจารณาปิดได้

สรุป

Virtual Memory เป็นฟีเจอร์ที่ Windows มีมาให้ เพื่อช่วยจัดการกับ RAM ที่มีอยู่อย่างจำกัด การปรับแต่ง Virtual Memory อย่างเหมาะสม จะช่วยให้เครื่องของเราทำงานได้ลื่นไหลขึ้น โดยเฉพาะกับโปรแกรมที่กิน RAM เยอะๆ

ลองเอา Best Practices ที่ผมแนะนำไปปรับใช้ดูนะครับ แล้วอย่าลืม SiamCafe Blog มีบทความ IT ดีๆ อีกเยอะเลย!

ถ้าใครสนใจเรื่องการลงทุน Forex ลองดูที่ iCafeForex ได้นะ